*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2797951
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< กรกฎาคม 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 566 , 21:02:01 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คงจะมีประเทศไทยแห่งเดียวในโลกกระมังครับ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะมีนายตำรวจสัญญาบัตรคอยติดตามอารักขาอยู่

ต่อไปอีก โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ มองว่าควรมีเพื่อเป็นเกียรติ์ แต่มันน่าจะเป็นการแสดงบารมีมากกว่า

         การวิวาทกันบนท้องถนนถึงขนาดมีการใช้อาวุธข่มขู่ หรือลงมือทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งเลยทีเดียวนั้น เมื่อถูกศาลสั่งจำคุก

โดยไม่รอการลงอาญาก็สมควรแล้วครับ เป็นตัวอย่างให้คนขับรถยนต์ใจเย็นมากขึ้น เลิกเอาแต่โมโหโสกันเสียที

 

‘พานทอง...’เละ!โซเชียลฯถล่มหลังโวยปมห้ามอารักขาชินวัตร

‘พานทอง...’เละ!โซเชียลฯถล่มหลังโวยปมห้ามอารักขาชินวัตร

วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.01 น.

21 ก.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความว่า “โถ่พี่ พูดงี้ระบุตัวไปเลยเหอะ ตั้งแต่รธน.ล่ะ ห้ามชินวัตรเล่นการเมืองเลิกแล้วห้ามอารักขาจบ”

 

การทวิตข้อความดังกล่าวเกี่ยวเนื่องถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดจัดระบบตำรวจติดตามบุคคลสำคัญ ว่าสำหรับคนระดับนายกรัฐมนตรี แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็ควรต้องมีตำรวจอารักขาเพราะถือว่าเป็นเกียรติ แต่อดีตนายกฯคนนั้นจะต้องไม่มีคดีติดตัว ส่วนใครบ้างที่เป็นอดีตนายกฯแล้วสมควรมีก็ให้ ครม.ตัดสิน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังข้อความทวิตของนายพานทองแท้ เป็นข่าวเผยแพร่ใน LINE TODAY ได้มีผู้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่วิพากษ์วิจารณ์โจมตีนายพานทองแท้ และนายทักษิณ รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างรุนแรง ขณะที่บางส่วนมีความเห็นสนับสนุนแนวคิดของนายมีชัย

ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก หนุ่มขับเก๋งหัวร้อนชักมีดขู่ผู้หญิงกลางถนน

ไม่รอลงอาญา! ศาลสั่งจำคุก หนุ่มขับเก๋งหัวร้อนชักมีดขู่ผู้หญิงกลางถนน

วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 15.42 น.

21 ก.ค. 61 จากกรณี เหตุการณ์ ผู้ชาย สวมชุดดำ ขับขี่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น คัมรี่ สีดำ เปิดกระโปรงท้ายรถ หยิบอาวุธมีดออกมาข่มขู่ รถยนต์ที่ขับตามหลังมา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ภายในซอยสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ล่าสุดวันนี้ (21 ก.ค.) พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ คุมตัวนายสิทธิพร สวยงาม อายุ 42 ปี ผู้ต้องหา ไปยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ ภายหลังพนักงานสอบสวนแจ้ง 5 ข้อหา ทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์, ข่มขู่ทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว, พกพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, และ ความผิดตาม พ.ร.บ. พ.ร.บ.จราจร อีก 2 ข้อหา จอดรถในที่ห้ามจอด, เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ
 
โดยนายสิทธิพร จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลย กระทำผิดตามฟ้องจริงลงโทษจำคุกจำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 พิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน 30 วัน ปรับ 1,000 บาท จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 2 เดือน 15 วัน พิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายและใช้อาวุธมีดดาบเป็นกรณีร้ายเเรงเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30
 
ผู้สื่อข่าวรายงาน ต่อมานายสิทธิพร ยื่นหลักทรัพย์ มูลค่า 53,500 บาท ขอปล่อยชั่วคราว ศาลแขวงพระนครใต้  พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ส่งคำร้องประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาประกัน ดังนั้นวันนี้ (21 ก.ค.) นายสิทธิพร จำเลย จึงต้องถูกนำไปควบคุมที่ เรือนจำต่อไป

 

กทม.ใจดีมอบรถเก่าให้ตจว.ใช้ประโยชน์

กทม.ใจดีมอบรถเก่าให้ตจว.ใช้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรุงเทพมหานครส่งมอบยานพาหนะ 110 รายการให้ส่วนราชการ องค์การสถานสาธารณกุศลนำไปซ่อมแซมใช้ประโยชน์ โดยพล.ต.อ.อัศวินขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานพิธีส่งมอบให้ผู้แทนเทศบาลองค์การบริหารส่วนตำบล วัด โรงเรียน หน่วยงานและองค์การสาธารณกุศล ณ ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า)

ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้สำรวจรถดับเพลิงเก่า รถบรรทุกน้ำ รวมถึงรถที่ใช้งานในสำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธาสำนักสิ่งแวดล้อม ตลอดจนหน่วยงานต่างๆที่หมดอายุการใช้งานส่วนใหญ่เกิน 20 ปี เพื่อส่งมอบให้หน่วยงานจังหวัดอื่นๆ ที่มีการยื่นขอมา โดยตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาได้มีส่วนราชการที่ขาดแคลนงบประมาณในการจัดซื้อยานพาหนะและพัสดุ แจ้งความจำนง ขอรับการสนับสนุนรถเก่าหรือพัสดุอุปกรณ์ที่รอการยุบสภาพ เพื่อนำไปปรับปรุง ซ่อมแซม ใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม ซึ่งกรุงเทพมหานครได้โอนรถยุบสภาพให้หน่วยงานที่ขอมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556ได้ส่งมอบให้ เทศบาล อบต. วัด และโรงเรียนรวม 71 คัน ในปี 2559 ส่งมอบให้ 79 คัน

สำหรับในปี 2561 นี้ มีหน่วยงานที่ขอรับการสนับสนุนมา กว่า 800 หน่วยงานขณะที่สำรวจแล้วมียานพาหนะส่งมอบได้110 รายการ ซึ่งได้พิจารณาแบ่งเฉลี่ยไปตามความเหมาะสม ได้แก่ อบต. 50 แห่งเทศบาล 43 แห่ง วัด 9 แห่ง โรงเรียน 5 แห่งรวมทั้งส่วนราชการอื่นๆ และองค์การสาธารณกุศล อีก 3 แห่ง

ยานพาหนะและพัสดุ จำนวน 110 รายการ ประกอบด้วย รถยนต์ 3 คัน,รถบัส 3 คัน, รถตู้ 2 คัน, รถขยะ 6 คัน, รถดับเพลิง 41 คัน, รถบรรทุกน้ำดับเพลิง 14 คัน, รถบรรทุกน้ำ 6 คัน, รถบรรทุก
25 คัน, รถกู้ภัย 3 คัน, รถบันได 1 คัน,รถกวาดดูดฝุ่น 1 คัน และ เรือดับเพลิง 5 ลำโดยยานพาหนะต่างๆ เหล่านี้ เมื่อหมดอายุการใช้งานและอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมไม่สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จำเป็นต้องดำเนินการจำหน่ายตามระเบียบที่กำหนด กรุงเทพมหานครยินดีอย่างยิ่งที่จะมอบให้เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หรือเพื่อสาธารณะ เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เปิดเบื้องลึกภารกิจถ้ำหลวง! 2 นักดำน้ำอังกฤษเผยการตาย'จ่าแซม'คือจุดเปลี่ยนแผนปฏิบัติการ

เปิดเบื้องลึกภารกิจถ้ำหลวง! 2 นักดำน้ำอังกฤษเผยการตาย'จ่าแซม'คือจุดเปลี่ยนแผนปฏิบัติการ

วันจันทร์ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.52 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม เว็บไซต์เดลี่เมล์ของอังกฤษ ได้เผยแพร่บทความจากการให้สัมภาษณ์ของ Jason Mallinson และ Chris Jewell ซึ่งเป็นนักดำน้ำอังกฤษที่เดินทางมาสมทบในปฏิบัติการช่วยเหลือสมาชิกและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี่ออกจากถ้าหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีโอกาสสูงมากที่มีผู้เสียชีวิต แต่ยังโชคดีที่ไม่เกิดขึ้น

นักดำน้ำของอังกฤษเผยว่า แผนเดิมของหน่วยซีลของไทย คือ การให้เด็กๆ อยู่ในถ้ำต่อไป เพื่อรอจนน้ำลดแล้วจึงออกมาจากถ้ำ แต่เนื่องจากสภาวะอากาศที่ยังคงมีฝนตกลงมาอย่างหนัก รวมถึงสุขภาพของเด็กที่แย่ลง และระดับออกซิเจนภายในถ้ำน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้หากยังคงแผนเดิมต่อไป อาจทำให้ทั้ง 13 คน ไม่มีโอกาศรอดชีวิตออกมา

ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าวของเดลี่เมล์ เชื่อว่ายาที่ ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจนำเด็กและโค้ชทั้ง 13 คนออกมา ได้ใช้ยา Ketamine ซึ่งเป็นยากล่อมประสาทที่จะไม่ทำให้สลบ แต่จะทำให้ผู้ที่ได้รับตกอยู่ในภวังค์

2 นักดำน้ำอังกฤษ เปิดเผยว่า พวกเขาเดินทางมาถึงประเทศไทยและเริ่มปฏิบัติภารกิจในวันที่ 6 กรกฎาคม โดยได้ใช้เวลาวันแรกในการทำความคุ้นเคยกับการดำน้ำในถ้ำตั้งแต่บริเวณโถง 3 ไปจนถึงเนินนมสาวซึ่งเป็นจุดที่อยู่ของทีมหมูป่า โดยเป็นการดำน้ำที่ยาวกว่า 1 ก.ม. และเต็มไปด้วยอุปสรรค รวมถึงช่องแคบต่างๆ ที่พร้อมจะทำให้ใครก็ตามตายได้ตลอด นอกจากนั้นพวกเขายังทำหน้าที่ทดสอบระดับของออกซิเจนในอากาศในที่ที่เด็กๆ อยู่ด้วย ซึ่งพวกเขาระบุว่า คุณภาพอากาศแย่มาก ระดับออกซิเจนที่น้อย ความชื้นที่ทำให้เหงื่อออกตลอดเวลา ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บนยอดเขาสูง

เมื่อกลับออกมา เสียงในหัวพวกเขาบอกว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้เห็นเด็กๆ มีชีวิตอยู่ และก็เป็น Jason Mallinson นี่เองที่นำสมุดโน้ตใต้น้ำติดตัวไปด้วย และยื่นให้เด็กๆ เขียนจดหมายถึงผู้ปกครองเพื่อสร้างกำลังใจให้กับผู้ปกครองและตัวเด็กเอง

พวกเขายอมรับว่ารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการที่ต้องทิ้งเด็กๆ ไว้ที่นั่น แต่แม้กระนั้นเจ้าหน้าที่ของไทยก็ยังปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้เด็กๆ ดำน้ำออกมา จนกระทั่งเกิดเหตุการเสียชีวิตของ จ.อ.สมาน กุนัน (ยศในขณะนั้น) เจ้าหน้าที่ไทยถึงยอมรับว่า การให้เด็กว่ายน้ำออกมาเป็นทางเลือกเดียวที่เป็นไปได้ แม้จะเป็นทางเลือกที่เสี่ยงที่สุดก็ตาม 

การตายของ จ.อ.สมาน ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยตระหนักว่า พวกเขาโชคดีมากที่ส่งหน่วยซีลไปถึงที่อยู่ของเด็กๆ ได้โดยยังไม่มีใครตาย และการใช้นักดำน้ำต่างชาติเป็นทางเลือกเดียวในการช่วยเหลือเด็กๆ ออกมา ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ไทยตัดสินใจเลือกทางเลือกนี้ในที่สุด

British Cave Rescue Council (BCRC) จึงระดมนักดำน้ำในถ้ำมายังประเทศไทยเพิ่มเติมเพื่อปฏิบัติการครั้งสำคัญ หนึ่งในนั้นก็คือ Josh Bratchley ซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนถังอากาศและพาเด็กสไลด์ข้ามเนินดินก่อนที่จะลงดำอีกครั้ง

Jason Mallinson และ Chris Jewell ยังเป็น 2 ใน 4 นักดำน้ำที่ไปเตรียมเด็กให้พร้อมกับการดำ แม้ว่าเด็กๆ จะไม่มีโอกาสที่จะฝึกใช้หน้ากากก็ตาม พวกเขาให้เด็กๆ ใส่ Wetsuit ใส่หน้ากากเต็มหน้า และดูขอบกันน้ำให้พร้อม ก่อนให้เด็กๆ หันหน้าลง และพาดำลงน้ำไป

แต่พวกเขากล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นผลจากยาด้วยที่ทำให้เด็กๆ ไม่ตกใจ แต่มันก็น่าแปลกใจมากที่เด็กๆ สงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่นักดำน้ำก็ตาม นั้นแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญเป็นอย่างมากของเด็กๆ และพวกเขาไม่เห็นสัญญาณใดเลยที่เด็กๆ จะเกิดอาการตกใจ

การดำน้ำช่วงแรกเป็นการดำ 320 เมตร ต่อเนื่อง แต่โถงมีลักษณะกว้าง พวกเขาจะถามเด็กๆ โดยใช้ศัพท์ง่ายๆ ว่า เด็ก โอเคไหมเพื่อทำให้พวกเขาใจเย็น เนื่องจากเด็กๆ รู้ภาษาอังกฤษไม่กี่คำ

โดยรวมแล้วนักดำน้ำ 1 คนจะเป็นผู้พาเด็กๆ ให้เคลื่อนที่ ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีเสื้อช่วยลอยตัวอยู่ซึ่งจะมีสายโยงที่ทำให้นักดำน้ำสามารถดึงเด็กๆ มากับตัวได้ และอีกมือหนึ่งจะต้องจับเชือกนำทางไว้ ถ้าปล่อยเชือก หมายความว่าทั้งนักดำน้ำทั้งเด็กจะหลงทาง

พวกเขารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ชีวิตเด็กๆ อยู่ในมือพวกเขา จะต้องระวังไม่ทำให้หน้ากากของเด็กๆ หลุดออก ซึ่งมันเครียดมาก ในบางช่วงพวกเขาจะต้องดันเด็ก ๆ ผ่านช่องที่มีความแคบเพียง 15 นิ้วในขณะที่ยังต้องถือถังอากาศของทั้งเด็ก ๆ และของตัวเขาเอง ในน้ำที่มีทัศนวิสัยเหมือนกับการดำน้ำในกาแฟ และด้วยการที่พวกเขาอยากจะสัมผัสผนังถ้ำเพื่อให้รู้สึกได้ว่ามีอะไรอยู่รอบๆ ตัวเขา พวกเขาจึงตัดสินใจไม่สวมถุงมือ นั้นทำให้มือและข้อนิ้วของพวกเขาถูกกระทบเป็นอย่างมาก เหมือนกับการที่เอามือต่อยกำแพง

ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับอุปกรณ์ของเด็กๆ หรือดันเด็กๆ ไปกระแทกกับผนังถ้ำ เด็กๆ จะต้องตายอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการว่ายน้ำให้เร็วที่สุดเพื่อไปยังโถงอากาศต่อไป ซึ่งมันใช้เวลาราว 2 - 3 ชั่วโมงในการนำเด็กแต่ละคนผ่านส่วนนี้ส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่สหรัฐและไทย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะเริ่มคุ้นเคยกับจังหวะการหายใจของเด็กๆ และสิ่งที่บ่งบอกว่าเด็กๆ ยังหายใจอยู่ก็คือฟองอากาศที่ลอยออกมาจากหน้ากากของเด็ก ๆ ที่พวกเขาสามารถได้ยินเสียงได้

ในวันสุดท้าย ทุกคนตระหนักว่าเวลาเหลือน้อยลงแล้ว และจำเป็นจะต้องนำเด็กๆ ที่เหลือ 5 คนออกมา ซึ่งทำให้ Jason Mallinson ต้องนำเด็กดำน้ำลงมา ส่งผ่านให้กับนักดำน้ำคนอื่น และว่ายย้อนกลับไปรับเด็กคนอื่นมาใหม่ เมื่อนำเด็กคนสุดท้ายดำลง ทัศนวิสัยแย่มากจนแม้แต่มือตัวเองก็มองไม่เห็น ทำให้พวกเขาต้องกอดเด็กๆ ไว้ใกล้กับตัวให้มากที่สุดเพื่อที่ว่าถ้าจะชนผนังถ้ำ พวกเขาจะได้เป็นคนชนก่อนที่เด็กจะชน

ในขณะที่ดำน้ำนำเด็กๆ ออกมา พวกเขาต้องทำใจให้สงบที่สุด แต่ในการนำเด็กคนสุดท้ายออกมา มันก็เริ่มช่วยไม่ได้ที่จะคิดว่าเราทำสำเร็จแล้วและเริ่มมีการจุกๆ ในคอ จนเมื่อผู้ปกครองของเด็กเข้ามาขอบคุณพวกเขา นั่นก็ทำให้พวกเขาตื้นตันและน้ำตาคลอ

พวกเขายังกล่าวว่า พวกเขาแปลกใจที่หน่วยซีลของไทยใช้มาตรการความปลอดภัยที่ต่างจากนักดำน้ำต่างชาติอย่างสิ้นเชิง Jason Mallinson กล่าวว่าการดำน้ำในถ้ำ ทำให้พวกเขาออกจาก Comfort zone และนั่นทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดอุบัติเหตุ พวกเขาไม่ได้ใช้วิธีการที่ถูกต้องและไม่มีอุปกรณ์ที่้เหมาะสม เช่นในขณะที่นักดำน้ำในถ้ำจะมีอุปกรณ์สำรองและพกถังอากาศอย่างน้อยสองถัง ตัวปรับแรงดันสองตัว และไฟฉายสามอันเสมอ แต่พวกนักดำน้ำในถ้ำสังเกตุว่าหน่วยซีลมักจะใช้ถังอากาศและตัวปรับแรงดันแค่ตัวเดียว ซึ่งถ้าอุปกรณ์มีความผิดพลาด พวกเขาก็จะเจอปัญหา

และพวกเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากที่พบว่า หน่วยซีลทั้ง 4 นายนั้นไม่มีอากาศเพียงพอสำหรับขากลับ เพราะพวกเขาทำตามคำสั่งว่าให้ดำน้ำมาอยู่กับเด็กๆ จนจบเท่านั้น แต่ในระหว่างทางพวกเขาใช้อากาศจนหมด ทำให้นักดำน้ำในถ้ำทั้งสี่คนคือ Jason Mallinson, Chris Jewell, Rick Stanton, และ John Volanthen ต้องนำถังอากาศมาให้กับซีลทั้งสี่นายในขณะที่ดำน้ำมารับเด็กๆ ด้วย

แต่ Josh Bratchley กล่าวว่าภารกิจนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่คิดไว้มาก สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ในปฏิบัติการนี้จะช่วยเหลือผู้คนมากมายที่อาจจะติดในถ้ำในอนาคต และย้ำว่าภารกิจนี้คือการทำงานเป็นทีมไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใดก็ตาม

Daily Mail ยังชื่นชมว่าพวกนักดำน้ำในถ้ำแต่ละคนต่างปฏิเสธที่จะพูดว่าตัวเองเป็นฮีโร่หรือกล่าวถึงความกล้าหาญของตน แม้ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก สภาวะแวดล้อมที่เลวร้ายที่มีแค่ไม่กี่คนที่กล้าพอที่จะเข้าไปก็ตาม

ที่มาข่าว : ThaiArmedForce.com

 

'ห้วยฮ้องไคร้'เปิดตัวปลูกข้าวจากตอซัง'พันธุ์สันป่าตอง1'

'ห้วยฮ้องไคร้'เปิดตัวปลูกข้าวจากตอซัง'พันธุ์สันป่าตอง1'

วันเสาร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.45 น.

"ห้วยฮ้องไคร้ เปิดตัวงานวิจัยสุดเจ๋ง ปลูกข้าวจากตอซัง พันธุ์สันป่าตอง1 สำเร็จครั้งแรกของโลก ได้พันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ 95% ใช้ตอปลูกต่อ4 รอบต่อปี ลดต้นทุนปลูก120 วัน พร้อมเผย ปลูกมะนาว แบบไฮรโดโพนิกส์ ได้ผลสุดเลิศเพียงปีเดียวออกลูกได้แล้ว"

21 ก.ค. 61 นายชานุวัตร เลิศศิลป์เจริญ ผอ.สำนักงานชลประทานที่1 จ.เชียงใหม่ เปิดเผยระหว่างนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ว่าพระองค์ทรงให้ใช้พื้นที่บริเวณป่าขุนแม่กวง กว่า8,500 ไร่ พลิกฟื้นจากสภาพป่าเต็งรังหลังจากหมดสัมปทานตัดไม้ เหลือสภาพดินเสื่อมโทรมแห้งแล้งรุนแรง ให้เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์  

โดยวิสัยทัศน์การพัฒนาคือ ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรอุตสาหกรรม 

รวมทั้งการตลาด ในช่วง35 ปีที่ผ่านมาได้พลิกฟื้นป่าให้คืนความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการพัฒนาป่าไม้ 3 วิธี คือ การพัฒนาป่าด้วยระบบคลองไส้ไก่ - คูคลองก้างปลา การพัฒนาป่าด้วยระบบฝายต้นน้ำลำธาร และการพัฒนาป่าด้วยระบบน้ำฝนตามธรรมชาติ แก้ปัญหาน้ำป่าหลากท่วมเขตเมือง สำหรับระบบบริหารจัดการของศูนย์ฯทรงพระราชทานให้ศูนย์ฯ ช่วยให้เกษตรกรได้รับความสะดวก ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย  ให้เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ดังพระราชดำริว่า

ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่เสมือน พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต หรือสรุปผลการพัฒนาที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง

และนำผลสำเร็จของงานวิจัยกว่า 250 เรื่อง มาขยายผลให้แก่เกษตรกรและบุคคลทั่วไป จำนวน 23 หลักสูตร ได้ดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

ด้านนายนพดล โค้วสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายวิชาการศูนย์ฯห้วยฮ้องไคร้ กล่าวว่ามีการขยายผลโครงการพระราชดำริ ได้วิจัยขยายพันธุ์ข้าวโดยใช้ตอซังได้ประสบสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

พร้อมนำออกเผยแพร่ นำข้าวพันธุ์พื้นเมืองเดิม พันธุ์สันป่าตอง 1 ที่เกี่ยวแล้วเหลือตอซังประมาณ 5 ซม.แล้วให้น้ำต่อจะได้ต้นข้าวออกใหม่ ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก  จะไม่เหมือนข้าวล้มต่อ ทำให้ได้ความบริสุทธิ์เมล็ดพันธุ์ สูงกว่า95% ทั้งหมดในรอบต่อไปดีกว่าปลูกนาปรังและนาปีเพราะประหยัดต้นทุนได้120 วัน ใน1 ปีปลูกได้ถึง4 รอบ มีปริมาณผลผลิตดี 650-700 กก.ต่อไร่ โดยกำลังทดลองพันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี 1 ด้วย นอกจากนี้ยังทดลองปลูกไม้ผลด้วยระบบไฮโดโพนิกส์ ไม่ต้องใช้ดิน ได้สำเร็จ สามารถเร่งออกดอกได้เร็วขึ้นเช่นมะนาว ในปีแรกให้ออกผลได้ รวมทั้งองุ่น แคนตาลูป  ซึ่งผลสำเร็จนี้เผยแพร่สู่สาธารณชนนับเป็นก้าวใหม่ของศูนย์

 
 
 
 

 ............................................................

21 กรกฎาคม 2561


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน