*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2845561
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< กรกฎาคม 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 658 , 10:52:11 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน สำรวจฟ้า , joepiya และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ลูกศิษย์จำนวนนับสิบคนเนรคุณครูวิภาที่สู้อุตส่าห์ค้ำประกันเงินกู้ กยศ.ให้ จนสามารถเรียนจบการศึกษามีงานมีการเลี้ยงชีพ

กันต่อไป แต่ไม่ยอมใช้หนี้เสียดื้อๆ จนทำให้ครูคนค้ำประกันต้องเดือดร้อนขนาดถูกยึดทรัพย์เลยทีเดียว แม้แต่เมื่อครูติดตามทวงถาม

ถึงบ้าน ก็ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเช่นเคย

         อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ คุณเปลว สีเงิน บอกแล้วว่า

  อย่างแรก......

      อยากบอกคุณครูวิภา อย่าผิดหวัง และอย่าหม่นเศร้า

      คุณครูวิภา คือ "เสมาธรรมจักร" ของกระทรวงศึกษาฯ ศิษย์ดี-ศิษย์ชั่ว อยู่ที่ตัวศิษย์.........

      แต่สิ่งที่คุณครูวิภามอบให้แก่ศิษย์ นั่นคือ "จิตวิญญาณครู" คู่เสมาแท้จริง

      ไม่มีใครปล่อยให้คุณครูต้องรับกรรมเพราะ "โปรดศิษย์ประเภทสัตว์" จึงต้องรับบาป แน่

      ในทางกฎกติกาและกฎหมาย ตอนนี้ กยศ.ให้ระงับการบังคับคดีและการขายทอดตลาดไว้ชั่วคราว

      ให้คดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ในชั้นบังคับคดีแล้ว

      ในทางความเป็นมนุษย์.......

      นี่คือ ที่อยากบอกคุณครูวิภาเป็นอย่างที่สอง

      สังคมผมไม่ปล่อยให้คุณครูเดียวดายแน่ ขอให้สบายใจเถอะ.

 

 

 

 

'ละครคน-ละครธรรมชาติ'

    
 

      มนุษย์อหังการมานาน.........

      ตอนนี้.....

      ถึงเวลา "ธรรมชาติ" เอาคืนบ้างล่ะ!

      ข้อความจาก "ทวิตเตอร์ Nuncius_" เขารวบรวมไว้ดี ถือเป็นปฏิทิน "ธรรมชาติเปลี่ยนยุค" น่าสนใจ

      ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ : คลื่นความร้อน

      จีน ไต้หวัน : คลื่นความร้อน พายุไต้ฝุ่น

      ลาว : เขื่อนแตก

      อินเดีย : คลื่นความร้อน

      กรีซ : ไฟป่า

      ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ : ภัยหนาว

      สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส : คลื่นความร้อน

      สหรัฐฯ : ไฟป่า ภูเขาไฟ

      ผมว่านี่แค่ "สัญญาณเตือน" เท่านั้น ฉะนั้น อย่ารับรู้แบบผ่านเลย

      "จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม"

      เป็นปัจฉิมโอวาทจากพระพุทธองค์ มนุษย์-สัตว์ประมาทเมื่อไหร่-ตายเมื่อนั้น

      เพราะ "ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย"

      ดังนั้น เราจง "โยนิโสมนสิการ"............

      คือน้อมนำ คำที่พระพุทธองค์ตรัสมาไว้ที่ใจ พร้อมคิดใคร่ครวญ

      "ของจริง-มาจริง" จะเจ็บยิ่งกว่านี้

      ไม่ใช่ขู่ หรือพูดให้กลัว เพราะสัญญาณล่วงหน้าที่ส่งมา ไม่หลอกแน่!

      ที่แขวงอัตตะปือ พี่น้องชาวลาวของเรา เวลานี้ กำลังเดือดร้อนหนัก จากเขื่อนแตก

      เห็นชาวเรากระตือรือร้น ส่งใจ ส่งแรง ส่งสิ่งของ และเงิน ไปช่วยเหลือ ก็ปลื้มใจ

      แขวงอัตตะปือของลาวนี่ รุ่นผมคุ้นชื่อกันดี แต่ไม่รู้ที่มา-ที่ไป ได้ยินเขาใช้พูดกัน ก็จำไปพูดต่อๆ ประเภท "ศัพท์สแลง"

      คือใช้แทนความหมาย "มากมาย, เยอะแยะ" เช่นใครถาม "มีเงินมั้ย?"

      ก็ตอบ "โฮ้ย...มีอึดตะปือ จะเอาไปดูต่างหน้าซักล้าน-สองล้านมั้ยล่ะ?"

      "อึดตะปือ" ที่พูด น่าจะมาจาก "อัตตะปือ" ที่แปลว่า "ขี้ควาย" นั่นแหละ!

      แขวงอัตตะปือ อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลาว ชายแดนติดไปทางเขมรและเวียดนามโน่น

      อาจมีบางท่านสงสัย........

      ในขณะที่ประชาสังคมหลายภาคส่วน กระตือรือร้น เดินทางไปช่วยเหลือพี่น้องลาวกันมากมาย

      แต่ทำไมภาครัฐ ไม่เห็นรัฐบาลส่งหน่วยทหารไทยเข้าไปช่วยบ้างเลย?

      ในประเด็นนี้ ผมเข้าใจว่า ทางรัฐบาล ก็คงเข้าใจความรู้สึกชาวบ้าน อาจมีคนสงสัยและอยากถาม

      ข้อเท็จจริงสากล ก็คือ.......

      ในความเป็น "บ้านเขา-เมืองเขา" ถึงบ้านอื่น-เมืองอื่นปรารถนาดี อยากเข้าไปช่วยขนาดไหนก็ตาม

      ถ้าเจ้าของบ้าน เขาไม่เชื้อเชิญ, ไม่ร้องขอ ต่อให้เราหวังดีขนาดไหน

      ด้วยมรรยาทและธรรมเนียม.........

      จะนำกำลัง-นำสิ่งของ เข้าไปในบ้านเขา-เมืองเขา โดยพลการ ไม่ได้เด็ดขาด!

      เพราะอย่างนี้..........

      วานซืน (๒๔ ก.ค.๖๑) "พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์" โฆษกกระทรวงกลาโหม จึงต้องแถลง

      ป้องกันความเข้าใจผิด อันอาจนำไปสู่การวิพากษ์-วิจารณ์ผิดๆ ซึ่งนั่น จะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมาก

      ก็อ่านที่ "โฆษกกลาโหม" แถลงหน่อยปะไร..........

     "กระทรวงกลาโหม รับทราบสถานการณ์น้ำในประเทศลาวแล้ว

       แต่การจะนำกำลังทหารและชุดบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพเข้าไปช่วยเหลือในประเทศเพื่อนบ้าน

      จำเป็นต้องมีการร้องขอจากประเทศผู้ประสบภัย ผ่านมายังกระทรวงการต่างประเทศ

      ซึ่งหากประเทศผู้ประสบภัยไม่สามารถที่จะรับมือกับสถานการณ์ได้ และร้องขอมายังประเทศไทย

      รัฐบาลและกองทัพ........

      ก็พร้อมที่จะออกเดินทางไปช่วยเหลือในทันที"

      เมื่อวาน (๒๕ ก.ค.) "นายกฯ ประยุทธ์" ยังย้ำเอง

      "ประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับ สปป.ลาว พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

      ในเบื้องต้น มีอาสาสมัครได้เดินทางเข้าไปในประเทศลาวแล้ว

      ส่วนรัฐบาล ยินดีที่จะสนับสนุน ทั้งในด้านบุคลากร ไม่ว่าจะเป็น หน่วยกู้ภัย แพทย์ พยาบาล ทหาร  เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ

      สามารถดำเนินการได้ทันที.......

      หากได้รับการประสานงาน จากทางการของประเทศลาว"

      นั่นคือ นายกฯ สั่งพร้อมทุกเหล่าทัพ รอท่าไว้แล้ว รอทางรัฐบาลลาวเท่านั้น.......

      บอกให้ไทยเข้าไปช่วยเมื่อไหร่ "พรึ่บ" เมื่อนั้น!

      ตอนนี้ ทางรัฐบาลลาวรับสถานการณ์ได้อยู่ จึงยังไม่มีการร้องขอ

      จึงเห็นแต่ภาคเอกชน ในความเป็น "ประชาชนไทย-ลาวพี่น้องกัน" เดินทางเข้าไป

      ส่วนภาครัฐ ในระดับประเทศ จะทำอะไรตามใจไม่ได้ มันมี ระเบียบ-ขั้นตอน ตามพิธีการ กำกับอยู่

      ฉะนั้น เวลานี้ ทำได้แค่ แต่งตัวคอยขันหมาก!

      มี "ทางสังคม" อีกเรื่อง.......

      คือเรื่อง "คุณครูวิภา"

      ในยุค "ออนไลน์ครองโลก" คงทราบเรื่องกันแล้ว "คุณครูวิภา" สอนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร

      คุณครูสอนชั้นมัธยม........

      เมื่อสอนลูกศิษย์จนจบ ศิษย์คนไหนอยากเรียนต่อ แต่มีปัญหาทางการเงิน

      ทางโรงเรียนมี "กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)" ให้นักเรียนกู้ยืม

      คุณครูวิภา เซ็นค้ำประกันเงินกู้ กยศ.ให้นักเรียนประมาณ ๖๐ คน

      สิบกว่าปีผ่านไป..........

      ๖๐ กว่าคนนั้น จบการศึกษา เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทำงาน-ทำการ มีอาชีพกันไปหมดแล้ว

      มาเมื่อกลางเดือนกรกฎานี้

      "กรมบังคับคดี" นำป้ายคำสั่งบังคับคดี มายึดบ้าน, ยึดที่ดินของครู

      สาเหตุก็คือ ในจำนวนนักเรียน ๖๐ คน ที่คุณครูเซ็นค้ำประกันเงินกู้ กยศ.นั้น

      ๓๐ คน ไม่ยอมชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา!

      รวมต้น รวมดอกแล้ว ก็เป็นล้าน และยังไม่รู้ว่า ยังมีอีกกี่รายที่ไม่ยอมชำระหนี้

      ซึ่งคุณครู จะต้องถูกฟ้อง ถูกยึดทรัพย์ ไปเรื่อยๆ ในฐานะ "ผู้ค้ำประกัน"

      ครับ นี่ผมเล่าคร่าวๆ ด้วยเจตนา ๒ อย่าง

      อย่างแรก......

      อยากบอกคุณครูวิภา อย่าผิดหวัง และอย่าหม่นเศร้า

      คุณครูวิภา คือ "เสมาธรรมจักร" ของกระทรวงศึกษาฯ ศิษย์ดี-ศิษย์ชั่ว อยู่ที่ตัวศิษย์.........

      แต่สิ่งที่คุณครูวิภามอบให้แก่ศิษย์ นั่นคือ "จิตวิญญาณครู" คู่เสมาแท้จริง

      ไม่มีใครปล่อยให้คุณครูต้องรับกรรมเพราะ "โปรดศิษย์ประเภทสัตว์" จึงต้องรับบาป แน่

      ในทางกฎกติกาและกฎหมาย ตอนนี้ กยศ.ให้ระงับการบังคับคดีและการขายทอดตลาดไว้ชั่วคราว

      ให้คดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ในชั้นบังคับคดีแล้ว

      ในทางความเป็นมนุษย์.......

      นี่คือ ที่อยากบอกคุณครูวิภาเป็นอย่างที่สอง

      สังคมผมไม่ปล่อยให้คุณครูเดียวดายแน่ ขอให้สบายใจเถอะ.

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 

 

 

 

แฉชื่อ 'ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้' เผย 'ครูวิภา' เคยตามถึงบ้านแต่เฉย!

    
 

25 ก.ค.61 - กรณีนางสาววิภา บานเย็น อายุ 47 ปี ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งในกำแพงเพชร ได้ค้ำประกันเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ให้นักเรียนชั้นม.4 และม. 5 จำนวน 60 คน  ช่วงปี 2541-2542  ต่อมาปรากฏว่านักเรียน 20-30 คน ที่จบแล้ว ไม่ได้ใช้หนี้กยศ ยอดหนี้รวมกว่าล้านบาท ทำให้ถูกยึดบ้านและที่ดิน ตามหมายศาล  ทำให้เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา นางสาววิภา ได้แถลงข่าวถึงลูกศิษย์มาใช้หนี้ กยศ.

วันนี้เฟซบุ๊กแฟนเพจ “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return” ได้อัพเดตความคืบหน้าพร้อมทั้งเปิดเผยรายชื่อที่เด็กที่ครูวิภาเคยค้ำประกันให้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ "#หากญาติโกโหติกาเห็นรายชื่อนี้แล้ว โปรดละรึกไว้เลยว่าลูกหลานมีผลกระทบแน่นอนจากเพจนี้ หากยังเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ อันนี้แค่รายชื่อเท่านั้น โพสต์ต่อจากนี้จะเป็นทั้งคนในครอบครัว ทรัพย์สิน หน้าที่การงาน จะออกเผยแพร่ต่อสาธารณะกำนัล

ทุกคนพื้นที่ภูมิลำเนาอยู่ อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชรกลัวกรณีชื่อนามสกุลซ้ำกัน ตอนนั้น แต่ละคน เป็น นร. สังกัด ร.ร.สักงามวิทยา

ติดต่อทุกคนไม่ได้ แกไปหาที่บ้านทุกคนก็นิ่งเฉยทีแรกแค่คนเดียวต่อมาเพิ่มอีก จนตอนนี้30คนทุกคนเฉยหมดบางคนเค้ารู้เค้าโอนที่ โอนบ้าน โอนรถหมดคือยึดทรัพย์ของตัวเองไม่ได้เลยแล้วบางที ผอ.ไปที่บ้าน เค้าก็รับปากว่าจะจ่ายพอถึงเวลาโทรไป ไม่รับสายจนผอ.ต้องจ่ายเงินเอง ครบ4 คนแล้วแกไม่ไหวแล้ว

จริงๆ ผอ.ไป กยศ.แล้วดูว่าจ่อกี่คน สรุปคือ จ่อฟ้อง ใกล้ๆนี้อีกเกือบ 30 คน ที่เหลือก็เกือบฟ้อง นอกนั้น บช.ปกติ ซึ่งมันเยอะเกินไป สำหรับการไม่จ่ายของคนที่จ่อฟ้อง และฟ้องนี่คือ บังคับคดียึดทรัพย์แล้วนะ ไม่ได้อยู่ขั้นไกล่เกลี่ย ขั้นไกล่เกลี่ย เค้าไม่ไปกัน มี ผอ.ไปไกล่เกลี่ยเอง คนกู้ไม่ไป ไม่สนใจเลย ส่วนบางคนที่ไป ก็ไปจริง ไกล่เกลี่ยจ่ายเดือนละ 400-800 บาท แต่ก็ไม่จ่าย ในที่สุด

 

 

คองเกรสยันไม่ต้อนรับปูติน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วอชิงตัน (เอพี/รอยเตอร์) - สภาคองเกรสภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน ประกาศไม่ต้อนรับประธานาธิบดีรัสเซีย สวนทางกับชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนการเชิญวลาดีมีร์ ปูติน เยือนทำเนียบขาว

บรรดาผู้นำสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของสหรัฐ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า จะไม่มีการเชิญประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ให้มากล่าวสุนทรพจน์ในสภาคองเกรส หรือเชิญปูตินให้มาเยือนอาคารรัฐสภา หากปูตินรับคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน

โดยนายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายมิทช์ แม็คคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ได้สะท้อนถึงความไม่สบายใจของสมาชิกสภาคองเกรส รวมถึงสมาชิกพรรครีพับลิกัน ต่อกรณีที่ทรัมป์เชิญปูตินเยือนสหรัฐ หลังการประชุมสุดยอดที่กรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ เมื่อ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยทั้งนายไรอันและนายแม็คคอนเนลล์ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะเชิญปูติน มากล่าวสุนทรพจน์ในสภาคองเกรส ซึ่งโดยปกติผู้นำต่างชาติ ที่เดินทางเยือนสหรัฐ มักได้รับเกียรติให้กล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภา แต่กรณีดังกล่าว นายไรอันบอกว่า ขอสงวนไว้ให้ชาติพันธมิตรเท่านั้น และว่าเขาไม่ได้มีปัญหากับทรัมป์ ที่นั่งโต๊ะเจรจากับผู้นำโลกอย่างปูติน หากปูตินส่งสัญญาณหยุดการแทรกแซงและหยุดละเมิดอธิปไตยสหรัฐ เขาและสมาชิกสภาคองเกรสพร้อมให้การสนับสนุน ส่วนนายแม็คคอนเนลล์ กล่าวว่า เขาและประธานสภาผู้แทนราษฎร สร้างความชัดเจนแล้วว่า ปูตินจะไม่ได้รับการต้อนรับที่สภาคองเกรส

ขณะที่ โพลล์ของเดอะฮิลล์ และแฮร์ริสเอ็กซ์ ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนทรัมป์เชิญปูตินเยือนทำเนียบขาว แต่ร้อยละ 60 บอกว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขปัญหารัสเซียของทรัมป์ หลังการประชุมสุดยอดกับปูติน แต่ถึงกระนั้น ชาวอเมริกันร้อยละ 54 สนับสนุนทรัมป์
ที่ตัดสินใจเชิญปูตินเยือนทำเนียบขาว นอกจากนี้ เมื่อโพลล์สอบถามผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ปรากฏว่า ร้อยละ 87 สนับสนุนการเชิญปูติน เมื่อเทียบกับผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ร้อยละ 26 ที่สนับสนุนเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองและสำนักงานความมั่นคงของสหรัฐได้ข้อสรุปตรงกันว่า รัสเซียใช้การรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อ และแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2559 เพื่อช่วยทรัมป์ให้เป็นประธานาธิบดี พร้อมกับเตือนว่า รัสเซียกำลังดำเนินการเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน

 ...........................................

Manager Online

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, มองบ้านแลเมือง

มีหนี้แล้วไม่ใช้ทั้งครูไทยและเด็กไทย ชาติจะไปรอดหรือไม่?

เผยแพร่: 26 ก.ค. 2561 10:51   โดย: วสุรัตน์ กลิ่นหอมรื่น และ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

 
 
นายวสุรัตน์ กลิ่นหอมรื่น [1]วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง)
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
และ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ 
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ในช่วงไม่กี่ปีนี้มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มากมาย ทั้ง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่สามารถให้นายจ้างสามารถหักเงินเดือนและนำมาชำระหนี้ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นประเด็นว่าละเมิดสิทธิ์ของผู้กู้เกินไปหรือป่าว และกำลังจะเริ่มใช้จริงในสิ้นปีนี้ และข่าวการเบี้ยวหนี้เป็นระยะๆ ล่าสุดนี้คือ คุณครูจากกำแพงเพชรกำลังถูกศาลสั่งยึดทรัพย์เพราะเป็นผู้ค้ำประกันให้นักเรียนของตนในการกู้ยืมเงินจาก กยศ.

คุณครูวิภา บานเย็น เป็นคุณครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งในกำแพงเพชร เมื่อ 20 ปีก่อนได้เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับนักเรียนของตนกว่า 60 คน โดยมีจุดประสงค์ไม่ต่างกับ กยศ. ที่จะต้องการให้โอกาสนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเข้าศึกษาต่อ เพื่อให้มีอนาคตที่ดีและเป็นกำลังในการพัฒนาแระเทศชาติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีผู้กู้ที่กลับมาชำระหนี้เพียงแค่ 30 คนเท่านั้น และมีหนี้รวมมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท ในคดีที่ 1 และ 2 คุณครูถูกถูกศาลสั่งยึดบ้านและที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของพ่อและแม่ ตอนนี้เรียกได้ว่าคุณครูแทบไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเป็นของตนเองแล้ว นอกจากตำแหน่งทางวิชาการในการสอนหนังสือของตนเองนานนับสิบ ๆปี ถ้าในคดีต่อ ๆ ไป ถ้าหากศาลสั่งยึดตำแหน่งทางวิชาการไปแล้ว ทำให้คุณครูไม่สามารถสอนหนังสือได้ตามเดิม สุดท้ายต้องถูกศาลสั่งล้มละลาย เพราะไม่มีความสามารถในการหารายได้ จะคิดหาทางออกทางไหนแทนคุณครูก็มืดมิดไปหมด 

อีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงในวงการการศึกษาไทยคือ โครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ครูสามารถกู้เงินเพื่อนำไปใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ เช่น ใช้หนี้ ซื้อบ้านพักที่อยู่อาศัย ซื้อรถยนต์ ลงทุน ศึกษาต่อ เป็นต้น และสามารถผ่อนชำระหนี้ได้นานถึง 30 ปี 

เมื่อ 16 ก.ค. 2561 มีมีการแชร์คลิปวิดีโอปฏิญญามหาสารคาม โดยมีใจความว่า ต้องการให้รัฐบาลและธนาคารออมสิน พักหนี้โครงการ ช.พ.ค. ทุกโครงการตั้งแต่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป และลูกหนี้ ช.พ.ค. จำนวน 450,000 คน จะดำเนินการยุติการชำระหนี้ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2561 เป็นต้นไป ทำให้เกิดความสงสัยว่า ทำไมบุคคลที่เป็นครู ที่มีการศึกษาสูงมาก จบการศึกษาจากปริญญาตรีหรือปริญญาโท ต้องการที่จะเบี้ยวหนี้ 

ตัวอย่างหนึ่งจากสำนักข่าว Thai PBS News ข้าราชการบำนาญปัจจุบันรับเงินบำนาญเดือนละ 52,000 บาท ซึ่งเป็นรายรับต่อเดือนที่ค่อนข้างสูงมาก แต่กลับมีรายจ่ายต่อเดือนที่สูงกว่า ในเดือน ๆ หนึ่งจะต้องชำระหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 22,000 บาท ช.พ.ค. 7,500 บาท กรุงไทยธนวัฎ 12,000 บาท และค่างวดรถยนต์ 13,000 บาท โดยอ้างว่าเพื่อเติมเต็มชีวิตในสังคมปัจจุบัน 

การกระทำของกลุ่มปฏิญญามหาสารคาม จะเป็นตัวอย่างให้กับลูกหนี้ในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกับผู้กู้ กยศ. เมื่อเห็นว่าคนที่สอนสั่งตนเองไม่ชำระหนี้ ลูกศิษย์ที่เป็นผู้กู้ กยศ. ก็จะไม่ชำระหนี้ตาม ซึ่งเป็นน่าตกใจมาก

ปัจจุบัน กยศ. ฟ้องคดีไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคดี มูลค่าหนี้ 4.8 หมื่นล้านบาท (นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, 2561) ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ทำไมเด็กไทยเบี้ยวหนี้เยอะถึงขนาดนั้น ไม่มีการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับนักเรียนนักศึกษา หรือผู้ที่ปลูกฝังจิตสำนึกหรือคุณครูเองก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับนักเรียนนักศึกษาเสียเอง 

นับแต่จัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาจนถึงปีการศึกษา 2556 มีผู้ที่มาชำระหนี้เพียง 2,034,924 คน หรือร้อยละ 72.97 และมีหนี้ที่ค้างชำระ 25,073.76 ล้านบาทหรือร้อยละ 34.72 (รายงานประจำปีของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 2556 หน้า 41) และมีแนวโน้มที่จะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นดังแสดงในภาพที่ 1 ในแต่ละปี กยศ. มีภารกิจปล่อยกู้เงินเพื่อการศึกษาเป็นจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องได้รับเงินงบประมาณจากภาครัฐ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการกู้ยืม

 

จุดประสงค์ของ กยศ. คือลดความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียมกันให้คนในสังคม เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เยาวชนไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างมีมาตรฐานและเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นกำลังให้กับประเทศชาติ สำหรับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญและอาชีพ ตลอดจนปริญญาตรี โดยให้เวลาผ่อนชำระหนี้ถึง 15 ปี ชำระปีแรกร้อยละ 1.5 ของเงินต้น ดังตารางที่ 1 และจากนั้นค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 1 ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของตลาด และมีช่วงเวลาปลอดหนี้ 2 ปีหลังสำเร็จการศึกษา และเงื่อนไขในการชำระเงินนั้นก็เป็นมิตรกับนักเรียนผู้กู้ยืมมากดังแสดงในตารางที่ 1 

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือในแต่ละปีที่ครบกำหนดชำระหนี้จะมีผู้กู้มาชำระหนี้ประมาณร้อยละ 50 เท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่ครบกำหนดชำระหนี้ทั้งหมดในปีนั้น ๆ จากนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี แต่กระนั้นในปีหลัง ๆ ก็ยังมีผู้ไม่ยอมมาชำระหนี้ราวร้อยละ 10 หรือมากกว่า (รายงานประจำปีของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 2556 หน้า 45) ดังภาพที่ 2

 

 

ทั้งนี้ในแต่ละปีจะมีผู้มาชำระหนี้ทั้งหมดโดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ 60-70 และมีผู้กู้มาชำระหนี้เพียงไม่กี่ปีเมื่อถึงปีที่อัตราส่วนที่ต้องชำระสูงจนตนเองไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะหยุดการชำระหนี้ แต่ในปี 2555-2556 จำนวนผู้ที่ชำระหนี้ลดลงมากซึ่งน่าจะเกิดจากนโยบายรถยนต์คันแรกที่ได้รับส่วนลดสูงสุดถึงหนึ่งแสนบาทและน่าจะมีลูกหนี้ของ กยศ. เข้าร่วมโครงการนี้เป็นจำนวนมากจนไม่มีเงินเหลือพอจะชำระหนี้ กยศ. ดังแสดงในภาพที่ 3

 

หลาย ๆ สาเหตุของการเบี้ยวหนี้ของผู้กู้ กยศ. คือ ผู้กู้มีรายได้น้อยมากทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ไหว โดยเฉพาะในสังคมเมืองกรุงที่มีค่าครองชีพที่สูงมาก เช่น จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีค่าเทอมที่แพงกว่ารัฐบาล และได้เงินเดือนเพียง 15,000 บาท ซึ่งจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนทั้ง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าห้องพัก อีกทั้งไม่มีการการันตีการก้าวหน้าในอาชีพการงานว่าเงินเดือนจะเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการชำระหนี้ของ กยศ. หรือไม่ 

ในเดือนพฤษภาคม 2561 มีปริญญาตรีที่ว่างงานสูงถึง 170,000 คน (นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน) ทำให้ยิ่งไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้เลย ในมุมหนึ่งอาจมองได้ว่าผู้กู้เลือกที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือสาขาที่ กยศ. ให้กู้ เมื่อจบออกมาก็ไม่สามารถทำงานในสาขาที่ตนเองจบมาได้ เพราะตนเองไม่ได้สนใจในสาขาที่เรียนมา 

และยิ่งไปกว่านั้น มหาวิทยาลัยจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยเอกชนได้เปิดหลักสูตรที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เชิญชวนให้ให้สมัครเข้าเรียนในหลักสูตรที่มีต้นทุนต่ำ ทั้งการแจก tablet notebook และจัดการเรื่องการกู้ยืมกับ กยศ. ให้ครบครัน โดยที่นักศึกษาไม่ต้องทำอะไรก็สามารถเข้าเรียนได้แล้ว ทั้งหมดนี้เพื่อเน้นเพิ่มจำนวนนักศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย สุดท้ายมหาวิทยาลัยก็จะได้เงินจาก กยศ. ไปมหาศาล และผู้กู้ก็จะมีหนี้ก้อนโต

ประเทศไทยในตอนนี้มีแนวโน้มที่มหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งเริ่มขาดทุนเพราะมีคนเรียนน้อยมาก เพราะปัจจุบันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ อยากเรียนอะไรก็แค่พิมพ์ลงไปใน google อยากฟังบรรยายก็แค่หาใน Youtube ในหลักสูตรที่ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถโดยเฉพาะก็กำลังจะถูกลืมหายไป ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือตัวผู้กู้เอง หลงเชื่อในคำอวดอ้างของมหาลัย เลือกเรียนผิดสาขา เมื่อจบออกมาแล้วก็ไม่เป็นที่ต้องการกับตลาดแรงงาน

การที่ผู้กู้คิดว่ารัฐบาลควรจะรับผิดชอบหนี้ของตนเองเพราะตนเองเป็นผู้มีรายได้น้อย เงื่อนไขในการกู้ยืมเงินในปัจจุบันคือครอบครัวจะต้องมีรายได้รายปีไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งมีงานวิจัยหลาย ๆ งานเสนอว่า เงื่อนไขที่ว่าอาจจะใช้ได้ไม่เหมาะสมกับการลดความเหลื่อมหล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กที่ยากจนจริง ๆ ควรมีการเปลี่ยนวิธีการปล่อยให้กู้ยืมเงิน เช่น ให้สถานประกอบการท้องถิ่นเป็นคนเลือกเด็กที่ยากจนจริง ๆ ในพื้นที่ แล้วเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องรับเด็กคนนั้นเข้าทำงาน ทำให้เด็กคนนั้นสามารถชำระหนี้ได้ (รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ.)

หรือผู้กู้คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้หนี้ก็ได้ เพราะเห็นตัวอย่างจากคนในสังคม เช่นเดียวกับกลุ่มครูปฏิญญามหาสารคามที่สร้างหนี้สินเกินความจำเป็น ไม่มีวิจัยการใช้เงิน เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีสำหรับคนในสังคมอย่างมาก

กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียนหรือก็คือ เมื่อผู้กู้รายเก่าชำระหนี้คืน ทาง กยศ. ก็จะนำเงินนั้นไปให้ผู้กู้รายใหม่กู้ยืมต่อไป ถ้าหากผู้กู้ไม่มาชำระหนี้ กยศ. ก็จะต้องขอเงินงบประมาณจากภาครัฐเป็นจำนวนมากในทุก ๆ ปี เพื่อให้เพียงพอกับผู้กู้ เฉลี่ยแล้วแต่ละปี กยศ. จะต้องขอเงินงบประมาณจากภาครัฐปีละ 20,000 ล้านบาท

ถ้าผู้กู้ไม่มาชำระหนี้คืนก็เท่ากับว่าตัดโอกาสของรุ่นน้องนักเรียนนักศึกษาในการเข้าศึกษา การที่รัฐบาลและ กยศ. เห็นความสำคัญของการศึกษาจึงมีมาตรการจูงใจให้มีการมาชำระหนี้ เช่น ออกโปรโมชั่นลดดอกเบี้ย ลดค่าปรับ ส่วนลดพิเศษสำหรับการชำระหนี้คืนทั้งหมด จากนั้นถ้าผู้กู้ยังไม่ยอมมาชำระหนี้คืนอีกก็ติดต่อเพื่อให้โอกาส ไกล่เกลี่ยหนี้ของตน และท้ายที่สุดถ้าไม่มีการชำระหนี้อีก กยศ. จะฟ้องร้องดำเนินคดี

จากเดิม กยศ. มีภาระทางการเงินที่สูงมากและต้องพึ่งพิงเงินงบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้นทุกปี ในระยะยาวมีผลทางลบรุนแรงต่อสถานะเงินกองทุน และกองทุนอาจจะล้มหรือมีเงินกองทุนติดลบและมีแนวโน้มเป็นปัญหาภาระการคลังสาธารณะของประเทศได้ในอนาคตอันใกล้ โดยหวังว่า พรบ. ฉบับใหม่ที่นายจ้างสามารถหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ได้นั้นประสบผลสำเร็จมีผู้มาชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ทำให้กองทุนไม่เป็นภาระของรัฐบาลอีกต่อไป แต่ผู้กู้จาก กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจะทำเช่นนั้นเพื่อทำลายเครดิตตัวเองหรือไม่ และหากมีประวัติเช่นนี้จะมีผลต่อการว่าจ้างงานและการเปลี่ยนงานหรือไม่ ก็ขอให้คิดให้ดี ไม่เพียงแต่ชาติเท่านั้นที่จะเสียหาย ประเทศก็จะเสียหายด้วย สำหรับครูในปฏิญญามหาสารคามก็ขอให้คิดให้ดีว่าท่านได้ทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีเพียงพอสำหรับลูกศิษย์หรือไม่ และสิ่งที่ท่านออกมาเรียกร้องนั้นทำให้ประเทศชาติเสียหายมากแค่ไหน

ประเทศไทยอยู่ในมือทุกคน เงินก็อยู่ในมือท่านทั้งครูและนักเรียน หาเงินได้ไม่สำคัญเท่ากับใช้เงินเป็น มีหนี้ก็ต้องจ่ายหนี้ไม่เช่นนั้นหนี้ก็จะพอกพูนเป็นดินพอกหางหมูและเป็นปัญหาให้กับสังคมและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคมแต่อย่างใด 

หมายเหตุ :
[1] บทความนี้เรียบเรียงและปรับปรุงมาจากส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ “การประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา” ในหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ของนายวสุรัตน์ กลิ่นหอมรื่น โดยมีผู้เขียนคนที่สองเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

 ...........................................

26 กรกฎาคม 2561

 

สื่อนอกเปิดภาพ! ภารกิจทีมดำน้ำ ช่วย 13 ชีวิตในถ้ำหลวง

เรื่องโดย Nation TV | ภาพโดย ABC news

10 กรกฎาคม 2561 09:54 

 

"They have invited us in as if we are their own familythey have felt like they are part this Thai family" "พวกเขาเชิญเรามาราวกับว่าเราเป็นครอบครัวของเขาเอง พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไทย" ผู้สื่อข่าว ABC กล่าวถึงความรู้สึกของอาสาต่างชาติ

 

"Brilliant execution by the leadership here on this very challenging and unprecedented setting in rescue operation"

เป็นปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมจากผู้นำที่นี่ ในสถานการณ์ที่ท้าทายและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปฏิบัติการการกู้ภัย

แปลข่าว ABC news#พาทีมหมูป่ากลับบ้าน #ThaiCaveRescue

 ..................................................

26 กรกฎาคม 2561


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 27/07/2018 เวลา : 11.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 13นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)

สำรวจฟ้า
.................................................
เมื่อมาก็ดีแล้ว อภัยให้ได้ เพราะอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชวนคนอื่นๆที่รู้จักมากันอีกนะ ขอขอบคุณกรมบังคับคดีที่ขอระงับการยึดทรัพย์ไว้ชั่วคราว ครับ แต่ก่อนหน้านี้ทำไม่ถูกมาแล้วด้วยการข้ามขั้นตอน เอาแต่ความสะดวกของตัวเองเข้าว่า จะชดเชยคุณครูอย่างไรหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 27/07/2018 เวลา : 11.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 12นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

แม่หมี
...........................................
เราช่วยกันดูแลคุณครูวิภา ในด้านโซเชี่ยล มีเดีย กันนะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 27/07/2018 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

ศิษย์ชั่วถูกเพจดังแฉออกมาแฉรายชื่อ ต่างวิ่งกันมาปิดบัญชีกันหลายราย

ความคิดเห็นที่ 12 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี from mobile วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

สงสารคุณครูวิภา

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 2 - 10นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

..เวลาสวัสดิ์..
................................................

ขอขอบคุณทุกความเห็นของคุณที่ส่งมา ซึ่งเป็นความจริงที่ยอมรับกันได้ทั้งนั้นครับ

ความคิดเห็นที่ 10 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

และความรู้จักประมาณ​ รู้พอเพียง​ ทอนบรรเทาทุกข์ที่ไม่น่าเกิดได้เยอะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

.. ก็มีช่องทาง​ กุศลV​s​อกุศล ในทุก​ ๆ​ ขั้นตอนให้เลือกเดิน​ นะคะว่าจะแบบไหน​ การสร้างจิตสำนึกให้ตรงต่อกฎหมายและรับผิดชอบ​ จึงต้องได้รับการปลูกฝังมาก​ ๆ​

ความคิดเห็นที่ 8 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

ด้านผู้ปล่อยกู้​ ในการกู้จะต้องมีการประเมินควาทสาทารถการชำระหนี้​ ซึ่งดูจากรายไเ้​ แต่สำคัญกว่าคือ​ ภาระที่ผู้ขอกู้ต้องแบกรับ​.. หากไม่ได้ตามเกณฑ์ดูแล้วไม่น่าชำระไหว​ ก็ไม่น่าปล่อย​

ความคิดเห็นที่ 7 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

เพื่อดูให้แน่ว่าต้องการจริงไหม​ ไหวไหมกับมีตรงนี้แต่เงินในกระเป๋าจะหายไปอีกนานและภาระที่จะต้อง"รับผิดชอบ"อีกระยะหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 6 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

ความใจอ่อนใจเร็ว​ หัวใจสะออนมาก​ ซื้อของง่าย​ คิดไวตัดสินใจเร็วในเรื่องที่บางครั้งรอและหน่วงเวลาได้​

ความคิดเห็นที่ 5 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

เล็กลงไปคือการขาดความรู้ในด้านการเงิน​ การกู้​ ระบบการคิดดอกเบี้ยและการชำระหนี้​ รวมไปถึงการขาดวินัยในการใช้เงิน​ และความ

ความคิดเห็นที่ 4 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

การสะพัดของเงินและสภาพคล่องกระจุกตัวในชนชั้นมีรายได้สูงอยู่แล้ว​ /เจ้าของธุรกิจ​และกระจายไปทั่วประเทศ​

ความคิดเห็นที่ 3 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

แม้กระทั่งมีคำพูดบอกว่า​ ถ้่าไม่เป็นหนี้ก็จะไม่มีทรัพย์สินอะไรได้เลย.. สภาพคล่องอันเกิดจากการกูยืมที่มากขึ้น​ ขณะที่รายได้ต่อหัวต่อคนไม่ขยับเท่าได้​

ความคิดเห็นที่ 2 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
..เวลาสวัสดิ์.. วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 14.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/times

นโยบายของหน่วยงานภาครั​ฐ​ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อให้เศร๋ษฐกิจภายในประเทศ​มีสภาพคล่อง​ เงินสะพัด​ ซึ่งรวมไปถึงการขยายตัวของหนี้ทั้งในและนอกระบบ

ความคิดเห็นที่ 1 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 26/07/2018 เวลา : 12.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

เรื่องหมูป่า
และ
เรื่องลูกศิษย์เบี้ยวหนี้ครู
บ่งชี้ว่า

ประเทศไทย
น่าจะ
เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก

อดีตนายกสิงคโปร์
ลี กวน ยู
เคยบอกว่า

สังคมไทยมีวัฒนธรรมอ่อน (soft culture)
อ่อนข้อต่อคนทำผิด

มีอะไร ก็ เฉยไว้
เห็นอะไร ก็ ทำเป็นไม่เห็น

เหตุการณ์หมูป่า
และ
เหตุการณ์ลูกศิษย์อกตัญญู ทำร้ายครูที่มีพระคุณ
บอกเราว่า

สังคมไทย ไม่ได้ อยู่เฉยๆ อีกต่อไป
และ

บททดสอบใหม่สำหรับคนไทย คือ
เรา(คนไทย)คงจะต้องช่วยลาว
ให้เหมือนที่ลาว
ส่งนักดำน้ำมาช่วยทีมหมูป่าในไทย

นี่อาจจะเป็นจุดพลิกผัน (pivot point)
ในการก้าวไปสู่
อะไรที่ดีกว่าเดิมของประเทศไทย

กราบเรียน-เรียนมาด้วยความเคารพครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน