*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2797979
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< กรกฎาคม 2018 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 31 กรกฎาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 584 , 10:59:15 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ยังไม่มีอะไรใหม่ในวงการเมืองของไทยครับ ยังอยู่ในวังวนที่มีเสียงง่องแง่ง เกรียวกราวออกขรมไปเช่นเคย แต่สำหรับ

สภาวะธรรมชาติที่เป็นผลกระทบต่อมนุษย์ขณะนี้ นั้น คุณเปลว สีเงิน มองว่าเป็นเพราะโลกก็เหมือนมนุษย์ ไม่อยากตาย เมื่อไม่

อยากตาย ก็ต้องดิ้นรน เราเรียกการดิ้นรนของโลกว่า การ "ปรับสมดุล" ทางธรรมชาติ! ครับ ซึ่งควรอ่านทั้งคอลัมน์ครับ

 

 

'คนไทยกับโลกธาตุสะเทือน'

    
 

    ระยะต่อจากนี้.........
    ใครไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศไปไหนไกลๆ
    "อยู่ในที่ตั้ง" ก่อนดีที่สุด
    เพราะช่วงนี้ เป็นช่วง "แกนโลก" ปรับสมดุล 
    ฉะนั้น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุ น้ำท่วม ฝนถล่ม หนาวจัด ร้อนจัด หิมะตก ไฟป่า คือ อะไรที่เรียก "ภัยธรรมชาติ"
    เกิดได้ตลอดเวลา!
    ถ้าถาม "รู้ได้ไง" ก็ขอตอบว่า "มั่วเอา" จากที่สังเกตและคิดเรื่อยเปื่อย
    ตามที่เราเรียน พื้นที่ ๓ ใน ๔ ส่วนของโลก คือน้ำ และโลกหมุนรอบแกนสมมุติแบบเอียงๆ ผ่านขั้วโลกเหนือและใต้
    สภาพนี้ เรียกว่า โลกอยู่ในจุด "สมดุล" ทางธรรมชาติ
    ทีนี้ ก็อย่างที่เห็นกันอยู่..........
    คือมนุษย์เรานี่แหละ เก่งเหนือมนุษย์-เหนือธรรมชาติทุกอย่าง 
    เหนือมนุษย์ด้วยกันพอว่า แต่ทีนี้ ไปข่มเหง-รังแก อยากเหนือธรรมชาติด้วย
    เหนือธรรมชาติจนเกิดภาวะเรือนกระจกบ้าง โลกร้อนบ้าง มลพิษภาวะเกินควบคุมบ้าง 
    ประเทศเล็กตาปริบๆ......
    ประเทศใหญ่ มหาอุบาทว์ชาติอุตสาหกรรมบอก "ช่างแม่งงง กูตีนใหญ่ ไม่สน"
    ดังนั้น เมื่อธรรมชาติถึงจุด "ขาดสมดุล"
    โลกจึงดิ้นรน.......
    โลกก็เหมือนมนุษย์ ไม่อยากตาย เมื่อไม่อยากตาย ก็ต้องดิ้นรน เราเรียกการดิ้นรนของโลกว่า
    การ "ปรับสมดุล" ทางธรรมชาติ!
    ตามหนังสือบอก ผมไม่ได้บอก น้ำเป็น ๓ ใน ๔ ส่วนของโลก 
    ธรรมชาติน้ำ หนักกว่าเนื้อ คือพวกวัตถุธาตุต่างๆ เช่น ดิน
    ปกติ ความเหลวของน้ำส่วนหนึ่ง ซ่อนอยู่ในรูปของแข็ง ในหิน ในดิน ในเหล็ก น้ำทั้งนั้น 
    ใครไม่เชื่อก็ไปสกัด ไปหลอมดูซี!?
    และโลกใบนี้ เป็นกัป เป็นกัลป์มาแล้ว ธรรมชาติให้อีกส่วนของน้ำ ดำรงในสภาพคงที่ ที่เรียก "น้ำแข็ง" แช่เย็นโลก
    ไม่ว่าบนยอดเขาสูงๆ อย่างหิมาลัย......
    หรือที่ราบ เช่นที่ ขั้วโลกเหนือ-ใต้ น้ำจะแข็งตัวอยู่ในสภาพ "แผ่นดิน" กว้างใหญ่
    ด้วยระนาบโคจรของโลกที่สัมพันธ์กับแกนหมุนแบบเอียงๆ มาตลอด โลกที่สมดุลในสภาพนั้น ก็เป็นไปตามฤดูกาล ดังเป็น
    แต่ศตวรรษที่ ๒๐ ย่างเข้า ๒๑ นี้.........
    มนุษย์เบื่อโลก เตรียมย้ายถิ่นพำนัก จะไปตั้งรกรากกันที่ "โลกพระจันทร์-โลกพระอังคาร" โน่น!
    จึงเล่นแร่-แปรธาตุ เผาผลาญ-รุกรานธรรมชาติ แข่งชนะแข่งไปจับจองโลกใหม่กัน 
    อย่าว่าแต่ให้คิดถึง "วันข้างหน้า" เลย........
    "ชาติหน้า" พวกผลาญโลก มันก็ยังไม่คิด เพราะผยองว่า 
    ย้ายไปอยู่โลกใหม่ เวรกรรม นรก-สวรรค์ ตามไปสร้างรองรับไม่ทันแน่!
    การบริโภคธรรมชาติด้วยความโลภจนเกินพอดีนั้น ทำให้เกิดภาวะ "โลกร้อน" และภาวะ "มนุษย์ทุรน"
    น้ำที่แข็งอยู่ในรูป "แผ่นดิน" มานานนับ 
    กำลังละลายคืนสู่ "สภาพน้ำ" เกินสภาพยับยั้ง อย่างเห็นตอนนี้ 
    สรุปแล้ว โลกใบนี้ ผืนน้ำมากกว่าผืนดิน 
    ตอนนี้ น้ำคืนสู่น้ำ......
    แถบขั้วโลก ทั้งเหนือ-ใต้ กำลังขยายเป็น "มหาสมุทรจรดมหาสมุทร"
    เวิ้งว้างเป็นน้ำทั้งผืนหล่อโลก!
    เทือกเขาหิมาลัยที่ขาวโพลนจรดฟ้าชั่วตาปีสีตาชาติ บัดนี้ ความร้อนก็ลนน้ำแข็งจนละลายกลายเป็นสารพัดธารแยกลงจมเมือง-จมมนุษย์
    เมื่อ ๓ ใน ๔ ส่วนของโลก "คือน้ำ" คืนสภาพ
    คิดดูละกัน..........
    "แกนโลก" จะต้องแบกน้ำหนักเพิ่มจากเดิมขนาดไหน?
    เหมือนเราหิ้วของ ๑ กิโล ก็พอสบายๆ แต่พอเพิ่มเป็น ๒ กิโล ก็ยังหิ้วได้
    แต่ต้องปรับ "สมดุลใหม่"..........
    คือจากที่สบายๆ เป็นต้องเกร็งแขน เกร็งเอว เพื่อให้ร่างกายกับน้ำหนักของ อยู่ในจุดสมดุลกัน
    "แกนโลก" ก็เช่นนั้น
    คติโบราณบอก ถ้าธรรมชาติเกิดวิปริต แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุใหญ่ น้ำท่วม
    นั่นมาจาก "ปลาอานนท์" ที่หนุนโลก มันเมื่อย แล้ว "พลิกตัว"
    แต่ตามโลกวิทยาการ บอก การที่โลกธาตุสะเทือนเลื่อนลั่น.......
    แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุถล่ม ฝนตก ไฟไหม้ น้ำท่วม ฤดูกาลแปรเปลี่ยน อะไรพวกนี้
    ทั้งหลายนั้น.........
    เป็นผลมาจาก "แกนโลกปรับสมดุล"
    พูดง่ายๆ คือการดีดตัวของแกนโลก ปรับสภาพ เพื่อรองรับน้ำหนักใหม่ จากธรรมชาติ ที่ "ไม่เหมือนเดิม"
    ก็จะเห็น ปี-สองปีนี้ ภาวะ "ธรรมชาติลงโทษมนุษย์" ไล่เรื่อยมาจากทางตะวันตก ยุโรป-สหรัฐฯ ก่อน 
    ทั้งหิมะถล่ม ทั้งความร้อนเผาตาย ทั้งไฟป่า ทั้งภูเขาไฟระเบิด ทั้งน้ำท่วม ทั้งแร่ธาตุใต้พิภพหลอมละลาย เป็นธรณีกรรแสง
    และทั้ง ทอร์นาโด พายุ ลม ฝน แปรปรวนถล่มทั้งปี
    จนถึงตะวันออก ย่านเอเชีย ทั้งจีน ทั้งอินเดีย ทั้งรัสเซีย ทั้งญี่ปุ่น เรื่อยมาถึงอาเซียน 
    ไม่มีประเทศไหน ที่ไม่ได้รับผลจาก "แกนโลกดีดตัว" เพื่อปรับสมดุลครั้งนี้?
    ไม่ใช่อาเพศ อาถรรพณ์ ใต้อิทธิพลมนต์-มายาใด ที่ไหนหรอก
    โลก เจริญสุด ด้วยมนุษย์วิทยาการ
    โลก วิบัติสุด ก็ด้วยมนุษย์วิทยาการนี่แหละ!
    ตราบใดที่ นิยาม "เจริญสุด" ของมนุษย์โลก อยู่ที่วัตถุ ตราบนั้น "วิบัติสุด" ของมนุษย์โลก ก็มาจากโลภวัตถุ
    ฉะนั้น มาถึงจุดนี้ วันนี้.......
    ไม่ต้องไปโทษใคร เราทุกคนนี่แหละ มีส่วนร่วมในการ สร้าง "วิบัติโลก"
    ปลงกันซะเถอะ 
    ส่วนใครจะก้มหน้าหรือเงยหน้า "รับสภาพ" วันนี้ ก็เชิญตามถนัด 
    ส่วนใครจะหนัก-จะเบา ขึ้นอยู่กับหนัก-เบาแห่งเวรกรรมที่แต่ละคนก่อ
    วันนี้ "ยากแก้ไข"
    แต่วันหน้า แก้ไขได้ ด้วย "สำนึก" โดยเปลี่ยนโลภวัตถุ เป็นโลกธรรม!
    ขอเตือนนะ.......
    อย่าให้คนไทยต้องสอบโทเฟล ทำวีซ่า เพื่อเดินทางไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานในประเทศตะวันตกเลย ขอบอก
    ตอนนี้ ชาติตะวันตก เขาเริ่มตื่นแล้ว 
    ในขณะที่เรา เริ่มจะหลับ 
    "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่พ่อเราสอนไว้นั่นน่ะ เป็นโลกธรรม ด้วยวิปัสสนากรรมฐานทางอาชีวปฏิบัติ 
    เข้าถึงได้ ใช้ได้ และได้ผลจริง ในวิถีชีวิตประจำวัน 
    เป็นบาท-เป็นฐาน "ต่อยอด"........
    สู่ความเป็นคนไทย "รวยอย่างมีเหตุผล" ไม่ใช่โกงแบ่งกันรวย ไม่ใช่กู้แล้วโกงรวย ซึ่งแบบนั้น ไม่ใช่วิถีไทย
    "นรก" น่ะ พูดกันตรงๆ
    ไม่ได้มีไว้สำหรับคนไทย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ เป็นคนใจบุญ มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์
    เห็นใครลำบาก ตกทุกข์ ได้ยาก คนไทยต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆ
    ข้อนี้ เป็น "จุดดี-จุดเด่น" รับรู้กันทั้งโลก และด้วยความเป็นคนดีของโลก ของคนไทย 
    ดี+ดี มากๆ ดังที่เห็น.....
    เป็นอานิสงส์ประเสริฐหนุนให้บ้านเมืองไทยเราตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ 
    ใครคิดร้ายต่อบ้านเมืองไทย ลงท้าย ฉิบหายวายวอดสถานเดียว ทุกราย
    ใครคิดดี-ทำดีต่อบ้านเมือง คราอับจน ก็ไม่จม มีกุศลคนหนุน คราร่ำรวย ก็จะยิ่งรวย-ยิ่งเจริญ
    ก็อยากบอกว่า........
    โลกธาตุภาวะ "แกนโลกดีดตัว" นี้ ยังไม่จบ ฉะนั้น อย่าใช้ชีวิตประมาท เงาแผ่นดินไทยคุ้มครองคนไทยได้
    อย่าไปไหนกันไกลบ้าน-ไกลเมืองให้มากนักก็แล้วกัน.

เจ็บจี๊ด! จดหมายเปิดผนึกจาก 'พี่นิพิฏฐ์' ถึง 'น้องนคร'

    
 

30 ก.ค.61 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย เผยแพร่ "จดหมายเปิดผนึก ถึง น้องนคร มาฉิม" ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า " ถึง น้องนคร มาฉิม

พี่อ่านข้อความที่น้องมีถึงนายกทักษิณแล้ว ก็อดแปลกใจไม่ได้ที่น้องออกมาสรรเสริญเยินยอคุณทักษิณเสียเลิศเลอและกล่าวเท็จถล่มพรรคประชาธิปัตย์เสียยับเยิน 

หากคุณทักษิณได้อ่านข้อความของน้องแล้ว พี่ก็อยากให้คุณทักษิณได้อ่านข้อความของพี่บ้าง อย่างน้อยก็เตือนสติคุณทักษิณว่า คุณทักษิณมีชะตากรรมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะขาดกัลยาณมิตร มีแต่ลูกน้องที่เยินยอว่าคุณทักษิณเหมือนเสือที่ติดปีก วิ่งก็ได้ บินก็ได้ คุณทักษิณจึงเคลิ้มลองกางแขนบินลงจากตึก สภาพก็เป็นดั่งที่เห็น นี่น้องก็กำลังส่งสัญญาณใหม่ว่าคุณทักษิณดำน้ำได้อย่างฉลาม วันที่น้องเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณช่างกระไรเป็นวันเดียวกับที่คุณทักษิณได้รับหมายจับใบที่ 5 หากคุณทักษิณเชื่อน้องคราวนี้ก็คงดำน้ำและไม่โผล่อีกเลย

อันบุคคลที่เคยเป็นอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยวิจารณ์คุณทักษิณแบบสาดเสียเทเสียมากที่สุดน่าจะมี 2 คน คนแรกคือดร.สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล คนนี้วิจารณ์คุณทักษิณทั้งทางตรงและทางอ้อมจนถูกฟ้องหมิ่นประมาท พี่เป็นทนายความสู้คดีให้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ปีกว่าจนชนะคดี เมื่อชนะคดีแล้วดร.สุรพงษ์ ก็ย้ายฟากจากประชาธิปัตย์ไปอยู่เพื่อไทย ได้ดิบได้ดีจนเป็นรัฐมนตรี,รองนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งสุดท้ายเป็นจำเลย ติดคุกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(อยู่ระหว่างอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา)

น้องนคร ก็ใช่ย่อยเดินตามทางที่ดร.สุรพงษ์ เคยทำไว้ทุกกระเบียดนิ้ว นี่ฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังจะฟ้องน้องเป็นคดีอยู่ ก็คอยดูตอนจบก็แล้วกัน 

หากน้องนครไม่ความจำสั้นจนเกินไป ตอนน้องออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปอยู่พรรคชาติพัฒนาน้องโทรมาขอโทษพี่โดยน้องบอกว่าย้ายพรรคเพราะ มี"ความจำเป็น"บางประการในการย้ายพรรค พี่ว่า น้องย้ายพรรคเพราะ"ความต้องการ" มากกว่า น้องแยกไม่ออกระหว่างความจำเป็น กับ ความต้องการ ถ้าเป็นเช่นนี้น้องก็คงต้องย้ายพรรคไปเรื่อยๆ ตาม"ความจำเป็น"ของน้อง

น้องนคร ครับ น้องก็เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์มากับพี่ พี่เป็นคนอย่างไรน้องย่อมรู้ดี พี่ไม่สนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยการยึดอำนาจ และพี่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจด้วยกติกาที่ไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกันพี่ก็ขอปฏิเสธว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยร่วมมือกับนายทุนขุนศึก ตุลาการชั้นสูง ล้มพรรคเพื่อไทย แต่เราต่อต้านสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยต่างหาก น้องพูดคำว่า"ประชาธิปไตย" หลายครั้ง แต่ก่อนที่จะรู้จักคำว่าประชาธิปไตย น้องก็ต้องรู้จักคำว่า"เผด็จการ"เสียก่อนว่าคืออะไร เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่าก่อนหาหนทางไปสวรรค์ก็ต้องรู้จักทางที่จะไปนรกเสียก่อน อันเผด็จการนั้น มีหลายรูปแบบทั้งเผด็จการทหารที่มาจากการยึดอำนาจ และเผด็จการพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ลำพังการมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวมิได้หมายความว่าเป็นประชาธิปไตยหรอก ส่วนใครเป็นเผด็จการบ้างก็ลองใช้วิจารณญาณคิดเอาเอง

ก่อนจะย้ายพรรคน้องนครก็กล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยเป็นเผด็จการบ่อยครั้งแต่พอย้ายพรรคน้องก็กลับชื่นชมว่าเป็นประชาธิปไตยไปซะงั้น ถ้าจะว่าไปสิ่งที่น้องสวมอยู่บนหัวพี่ว่ามันไม่ใช่ดอกบัวหรอกแต่มันคือกงจักรซึ่งสักวันหนึ่งมันจะตัดหัวน้องออกเป็นเสี่ยงๆ พี่ก็เตือนด้วยความหวังดีถ้าน้องจะปฏิเสธความหวังดีของพี่ก็ไม่เป็นไร ในระบอบประชาธิปไตยเราเห็นต่างกันได้

เอาล่ะ! น้องจะชื่นชมคุณทักษิณ ก็ชื่นชมไป แต่การที่น้องใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์พี่ว่ามันเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลและไร้ซึ่งข้อเท็จจริง แต่เราอย่าเถียงเรื่องนี้กันอีกเลยเอาอย่างนี้ดีกว่า เราตัดสินเรื่องนี้กันแบบปัญญาชน เราเอาคดีนี้ขึ้นสู่ศาลดีกว่า และเรามาพิสูจน์กันให้สิ้นกระแสความว่าใครพูดเท็จใครพูดจริง 

พี่ขออวยพรให้น้องไปสู่ที่ชอบๆตามความจำเป็นของน้อง แล้วเราค่อยเจอกันในศาลนะครับ/

 

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...............................................................

ผู้ทรยศ

    
 

    เป็นการสลับขั้วที่น่าสนใจทีเดียว
    "นคร มาฉิม" จากต่อต้านคอร์รัปชัน ไปอยู่กับนักโทษหนีคุกคดีโกง 
    "สุภรณ์ อัตถาวงศ์" จากกลุ่มเรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย ไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการทหาร 
    เพราะการเมืองไทยมักมีข้อมูล ๒ ชุด จาก ๒ ขั้วการเมืองเสมอ จึงทำให้ทั้งคู่ถูกจับตามองในฐานะ "ผู้ทรยศ"
    การเมืองไทยเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย เพราะเอาตำราฝรั่งตะวันตกมาจับแบบเพียวๆ ไม่ได้ ต้องใช้วัฒนธรรมการเมืองของไทยเองเข้ามาอธิบายประกอบด้วย จึงจะเห็นถึงข้อเท็จจริง 
    ซึ่ง...อาจขัด หรือแย้งกับตำราประชาธิปไตยตะวันตกบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นอยู่ด้วยกันไม่ได้ 
    วานนี้พูดถึง "นคร มาฉิม" ไปแล้ว ซึ่งกลายร่างเป็น "นคร มาชิน" เต็มตัว 
    เป็นเรื่องน่าตกใจ ที่คนหนึ่งตรวจสอบอีกคนในเรื่องโกง วันดีคืนร้ายบอกว่า "ขอโทษ" ที่เข้าใจผิด 
    ขอโทษ ทั้งๆ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก ทักษิณ ชินวัตร ๒ ปี คดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกไปแล้ว 
    และนั่นเป็นเหตุว่าทำไม "นคร มาฉิม" ถึงลามไปถึงตุลาการ 
    เรียกว่าไหนๆ ต้านแล้ว ก็ต้านให้สุดๆ 
    หันมาทาง "สุภรณ์ อัตถาวงศ์" แกนนำแดงที่ร่วมยุทธการเผาบ้านเผาเมือง ยึดปืนทหารไปโชว์บนเวทีปราศรัย 
    จนได้ชื่อว่าแดงฮาร์ดคอร์ตัวพ่อ 
    เจ้าของคำปราศรัยที่ดุเดือดเลือดพล่าน
    "ถ้ามีการปฏิบัติเมื่อไหร่ ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัด แกนนำตามภูมิภาค ให้เป้าหมายศาลากลางทันที และแน่นอนที่สุด เข้าไปอยู่ศาลากลาง อากาศคืนนี้ที่อุดรฯ มันหนาวยิ่งนัก มันจำเป็นต้องก่อไฟผิงกันสักหน่อย"
    “จุดจบของอำมาตย์เปรม ก็ไม่ต่างจากผู้นำอิรัก ที่ชื่อซัดดัม ฮุสเซน นั่นหมายความว่า จุดจบของอำมาตย์เปรมต้องถูกแขวนคอ โดยประชาชน ที่ต้นมะขามท้องสนามหลวง เพราะคุณทำลายชาติ ทำลายประชาชน และสั่งกองทัพเข่นฆ่าประชาชน เป็นครั้งที่ ๒"
    วันนี้รู้ซึ้งแล้วว่า
    "มันไม่มีใครหรอก ไม่ว่าฝ่ายไหนเสื้อสีไหน ก็ต้องมีครอบครัวทุกคน มันต้องมีชีวิต ต้องกินข้าวทุกคน ดังนั้นแล้วจะมาบอกว่า สู้เพื่ออุดมการณ์ถวายชีวิต ไม่สนใจครอบครัว ไม่สนใจลูกเมีย ไม่สนใจตัวเอง มันไม่มี มันเป็นไปไม่ได้ การต่อสู้ทุกคนก็หวัง เอ้าคนนี้อยากเป็นรัฐมนตรี อยากมีตำแหน่ง อยากให้ผู้ใหญ่สนับสนุน ต่อรองกันเยอะแยะ ตนรู้หมด มีแต่ตนที่เห็นคนเขาต่อรองกัน สู้แล้วเรียกร้องผลประโยชน์ สู้แล้วเรียกร้องตำแหน่ง 
    ผมเห็นหมด ผมรู้หมด พอไม่ได้ก็งอแง ตั้งท่าจะอาละวาด ตั้งท่าจะโกรธไม่พอใจ ตั้งท่าจะตั้งก๊วนจัดมุ้ง ตั้งท่าจะแตกแถวออก ตั้งท่าจะโวยวายว่าสู้แล้ว มีการรับปากแล้วจะให้เป็นรัฐมนตรีแล้วมาไม่ให้เป็น เรื่องเหล่านี้มีหมด เราเห็นหมดในวงการ เห็นทุกอย่าง แล้วก็จะได้ดีไม่กี่คนที่ต่อรอง คนที่ต่อรองเท่านั้นถึงจะมีอำนาจ คนไม่ต่อรองก็ไม่ได้อะไร แล้วนิสัยผมไม่ใช่คนต่อรอง”
    เปรียบเทียบระหว่าง "นคร มาฉิม" กับ "สุภรณ์ อัตถาวงศ์" ความต่างมีไม่มาก เป็นเพียงการย้ายค่ายของนักการเมือง ในสภาวะที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูงเท่านั้น  อารมณ์ไม่ยอมรับและมองเป็นผู้ทรยศจึงสูงตามไปด้วย 
    แต่ที่ชัดเจนสุดคือ เรายังห่างคำว่า "ปฏิรูปการเมือง" อย่างสิ้นเชิง 
    นักการเมืองยังเข้าใจผิดเรื่องโกง เรื่องประชาธิปไตยสูงมาก จนน่ากังวลว่า การเมืองจะพาชาติเข้ารกเข้าพงกันอีกหรือไม่?.

 
 

 

 

 

 

 
 

 

 

 

......................................................................

31 กรกฎาคม 2561

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน