*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2825338
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 794 , 11:23:24 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน อดุลย์ , สุรศักดิ์ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เห็นรูปสาวญี่ปุ่นที่สวมเสื้อลายตาหมากรุกข้างล่างนี้แล้ว ก็สงสัยเสียจริงๆว่าเป็นผ้าทอฝีมือคนไทยหรือเปล่า ถ้ามีใคร

ผลิตออกขายบ้างก็คงจะขายดีเป็นแน่

         คุณผู้อ่านคงจะไม่พลาดอ่านคอลัมน์ของคุณเปลววันนี้นะครับ ตีแผ่การทำมาหากินของคนไทยทุกวันนี้ อย่างกับการตั้ง

แผงลอยบนทางเท้าในกทม. หรืออันที่จริงก็ทุกจังหวัดนั่นแหล่ะ ที่คุณเปลวพูดว่า

คนจนจริงๆ น่ะ ไม่มีปัญญา "ตั้งแผง" ขายของบนทางเท้าได้หรอก

ถึงเทศกิจไม่จับ ก็จะถูกมาเฟียถิ่นกระทืบ!

ที่จะตั้งโต๊ะ ตั้งแผง บนทางเท้า ลามลงมาในถนนได้เป็นประจำนั้น

มีปัญญาอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องมีเงิน มีอิทธิพล มีพวกในสำนักเทศกิจและในแต่ละเขตด้วย จึงจะทำได้

และที่ตั้งๆ กัน ไม่ใช่ ๑ คน ๑ เจ้าของนะ............

คนเดียวแหละ "เจ้าของ" ที่เห็นพรึ่ด นั่นสาขาขยาย!

         จะแจ้งกับชีวิตคนไทยทุกวันนี้ตามที่คุณเปลวว่าไว้นะครับ ... ผ่าเถอะ เอ้า .....

ผ้าขาวม้าไทย ? !!

 

 

"กรุงเทพฯ เขลอะ" โทษใคร?

    

 

   กทม. Big Cleaning Day ถนนข้าวสาร วานซืน

                พอลงมือทำ.........

                ก็สะท้อนปัญหาสังคมเมือง ปัญหาเมือง และปัญหาสืบเนื่องจากผู้บริหารเมือง คือ กทม.

                เห็นแล้ว "หน่ายใจ"!

                ย้อนไป ๔๐-๕๐ ปี ปัญหาของ กทม.คือ "หาบเร่"

                แต่ปัจจุบัน "หาบเร่" แทบสูญพันธุ์ ที่มาเป็นปัญหาหลักของ กทม.แทน คือ ร้านค้าประเภท "แผงลอย"

                "หาบเร่กับแผงลอย" ไม่ใช่คนละเรื่องเดียวกัน หากแต่มันคนละโลกกันเลยทีเดียว

                ทำไมจึงว่า "คนละโลก" ก็ค่อยๆ คุยกันไป แล้วรู้เอง

                ขณะ กทม.ลงมือทำความสะอาด จัดระเบียบทางเท้าถนนข้าวสาร

                ผมดูข่าวโทรทัศน์ เห็นหญิงหนึ่ง ต้องบอกว่า...เธอใหญ่มาก!

                ลักษณะเจ้าแม่ "ทรงอิทธิพล-ทรงอำนาจ" คุมแผงลอยทั้งหมดย่านถนนข้าวสาร

                เธอประจันหน้าคนเทศกิจ แสดงบทผู้ทรงอำนาจเหนือให้ทุกคนเห็น

                จัดจ้านจนน่าเป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจมากกว่าคน กทม.แหยๆ ที่เป็นลูกไล่ให้เธอในฉากข่าว

                ลองฟังดูก็ได้..........

                ".....ท่านกำลังทำลายวิถีถนนข้าวสารที่เขาสร้างกันมา ผู้ค้าบริเวณถนนข้าวสาร นักท่องเที่ยวล้นไปบริเวณนอกไม่น้อยกว่า ๒ กิโลเมตร

                สร้างความเจริญให้บริเวณรอบเท่าไหร่ ปกครองท้องถิ่นไม่เคยมีงบมา

                ในขณะเดียวกัน จะมาทำลายผู้ค้าคืออะไร......

                ไปตั้งร้านกันให้หมด (เสียงลูกสมุนขานรับ) ถ้าไม่ได้ขาย ก็ไม่ได้ขายด้วยกัน อย่าเห็นแก่ตัวกัน"

                ฟังแล้วขย้อน........

                ขอถามเลย ใน กทม...ใครใหญ่?     

                สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ เรอะ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ เรอะ

                ไม่รู้...รู้แต่ว่า เห็น "กร่าง" นางนี้ ต้องยอมรับ

                ที่ "ถนนข้าวสาร" เจ๊...ใหญ่!

                หญิงทรงอิทธิพลเหนือ กทม.นางนี้ พูดเต็มปาก การยึดทางเท้าตั้งแผงลอย จนคนใช้เดินไม่ได้

                เป็น "วิถีถนนข้าวสาร"!?

                และเธอตีค่าการที่คนลงไปเดินในถนนแทนทางเท้าว่า นั่นคือการ "สร้างความเจริญ" ให้ย่านนั้น และบริเวณรอบๆ

                จากที่พวกเธอ "ยึดทางเท้า" ไปทำมาค้าขาย!?

                ทัศนคติอุบาทว์นี้ เธอได้แต่ใดมา อยากรู้จริงๆ

                แต่ต้องยอมรับว่า มัน "สะท้อนจริง" ในสังคมไทย สังคมเมืองใหญ่ และ กทม.ชัดเจนมาก

                ชัดเจนว่า นอกจาก "หมาแลกคุ เสื้อผ้าแลกไข่ ตกเขียวแลกคะแนน" ในบ้านนอกแล้ว

                ใน กทม.คำว่า "ผ่อนผัน"........

                ทำให้กรุงเทพฯ ไร้ระเบียบ, โสโครก, รุงรัง, ตั้งได้-ตั้งไม่ได้, จอดได้-จอดไม่ได้, สร้างได้-สร้างไม่ได้, เปิดได้-เปิดไม่ได้

                และทำให้เกิดคำว่า "เทศโกย"

                เป็นคำใช้แทนกันกับคำว่า "เทศกิจ"!?

                การปล่อยปละแล้วและเล็ม "สมประโยชน์" ซึ่งกันและกัน ต่อเนื่องไปนานๆ

                "ทุกฝ่าย-ทุกเขต" จะเข้าไปติดและทึกทักเป็นสิ่งถูกต้อง ใครเข้าไปรื้อ-ไปแก้ไข มันจึงยาก และอำนาจจะถูกท้าทาย

                มันเป็นปัญหา "สังคมเชิงซ้อน" ทางบริหารและปกครองไปแล้ว

                ชาวบ้าน พ่อค้า-แม่ขาย ที่ทำผิดกฎหมาย มัน "ปลายเหตุ"

                ถ้าจะแก้ให้กรุงเทพฯ สมนามนครอมรรัตนโกสินทร์ได้ผลจริงๆ

                ต้องแก้ที่ "คณะบริหาร กทม." ซึ่งเป็น "ต้นเหตุ" ให้ได้ก่อน

                ทุกวันนี้ คน "อ้างความจน" แล้วทำอะไรก็ได้ เห็นทั่ว

                ไม่อ้างเฉยๆ........

                ยังใช้เป็นเงื่อนไขเรียกร้องเอาสิทธิพิเศษโน่น-นี่จากรัฐอยู่ร่ำไป!

                ก็เพราะการเมืองเรื่องคะแนนเสียงแลกอำนาจกินเมืองนั่นแหละ

                หัว คือนักการเมืองส่าย ลำตัวและหาง คือคนในระบบบริหารและปกครอง จึงกระดิกตาม เป็นธรรมดา

                "อ้างจน" ทำอะไรก็ได้ ว่าหนักแล้ว    

                นี่มาเจอ ยึดถนน-ยึดทางเท้า ยึดบ้าน-ยึดเมือง ค้าขายตามใจชอบ แล้วอ้างเป็นวิถีสร้างความเจริญให้บ้านเมือง

                ถ้า กทม.ไม่จริงจังให้คนหันมาเกรงกลัวระเบียบบ้าน-กฎหมายเมือง.......

                ต่อไป จะมีคนอ้างซ่อง อ้างบ่อน อ้างอบายมุข กระทั่งอ้างยาเสพติด ว่านั่น เป็นวิถีสร้างเศรษฐกิจและความเจริญให้บ้านเมือง!

                ที่ฝนตกเป็นน้ำท่วม ส่วนหนึ่งก็จากท่อระบายตัน มันตันเร็วเพราะอะไร?

                ไม่เพราะพวกอ้างจน อ้างสร้างวิถี แล้วทำแบบเห็นแก่ได้ดอกหรือ?

                ตั้งแผง-ตั้งร้านขายในถนน-บนทางเท้า สารพัดขยะ สารพัดของเสีย ก็กวาดและเทลงถนน ลงท่อระบาย

                ที่ กทม.ผ่อนผันในบางถนน........

                เทศกิจแต่ละเขต ไม่ใช่ไปตีเส้น-เก็บส่วยหากินจนเป็นวัฒนธรรมฝังรากชั่วล่ะ

                ควรควบคุม ให้สะอาด ให้เป็นเวลา อย่าปล่อยให้ตอกพื้นขึงเต็นท์ ล้างกระทะ ล้างชาม สาดโครมลงพื้น ลงโคนต้นไม้ ลงท่อระบาย

                ทั้งโสโครก ทั้งตัน ทางเท้าแตกฉิบหาย อย่างเห็นทุกวันนี้

                "โกงแบ่งกัน" นั่นน่ะ อย่าไปเอามาเป็นตัวอย่างกระทำเลย

                จะทำหรือไม่ทำอีกเรื่อง......

                แต่ถ้าหย่อนยานในความรับผิดชอบเป็นอาจิณ พวกฝ่าฝืนกฎระเบียบ ก็จะทึกทักเป็นความชอบธรรม

                และนั่น การตีเส้นแบ่งพื้นที่หากิน ก็จะพัฒนารูปแบบขยายเป็น "เขตปกครองส่วย" ซ้อนอยู่ในพื้นที่ ๑,๕๖๘ ตารางกิโลเมตร ที่เรียก กทม.

                ๕๐ หัวหน้าเขต เป็น ๕๐ หัวหน้าเขตปกครอง!

                คนจนจริงๆ น่ะ ไม่มีปัญญา "ตั้งแผง" ขายของบนทางเท้าได้หรอก

                ถึงเทศกิจไม่จับ ก็จะถูกมาเฟียถิ่นกระทืบ!

                ที่จะตั้งโต๊ะ ตั้งแผง บนทางเท้า ลามลงมาในถนนได้เป็นประจำนั้น

                มีปัญญาอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องมีเงิน มีอิทธิพล มีพวกในสำนักเทศกิจและในแต่ละเขตด้วย จึงจะทำได้

                และที่ตั้งๆ กัน ไม่ใช่ ๑ คน ๑ เจ้าของนะ............

                คนเดียวแหละ "เจ้าของ" ที่เห็นพรึ่ด นั่นสาขาขยาย!

                นี่คือปัญหากรุงเทพฯ จาก "แผงลอย" ประเภทยึดทั้งฟุตปาธ ซึ่งน่ารังเกียจมาก

                ไม่มีตรงไหนเป็นเสน่ห์ที่จะเรียกเป็นวิถี และใช้กล่าวอ้างเป็นสิ่งสร้างความเจริญให้สังคมได้เลย

                ที่ กทม.เขาให้จาก ๖ โมงเย็น ไปถึง ๒ ยาม ตั้งร้าน-ตั้งแผงได้ ทั้งในถนนและบนทางเท้าถนนข้าวสาร

                นั่นเหลือหลาย-เหลือล้นแล้ว ยังไม่พอใจ ถ้า กทม.กลัวเจ๊คนนั้น ปล่อยให้ได้คืบเอาศอกละก็

                ไปกราบเธอซะ!

                "หาบเร่" อย่างสมัยก่อนตะหาก คือ "เสน่ห์" ทางท่องเที่ยวเป็นวิถีเอกลักษณ์ไทย สร้างความเจริญให้ประเทศได้แท้จริง

                "หาบเร่" คือวิถีพอเพียง

                เป็นแม่ค้าชาวบ้าน-ชาวสวน บ้างหาบผลหมากรากไม้จากสวน ใส่หาบสะพายเร่ไปวางขาย เย็นกลับบ้าน

                บ้างทำขนมไทยๆ ใส่หม้อ ใส่กระจาด นุ่งผ้าจูงกระเบนหรือผ้าถุง สวมเสื้อคอกระเช้า ไม่ก็เสื้อแขนกระบอก

                สวมงอบ หาบกระบุง-กระจาดด้วยไม้คาน เดินเหมือนนางละคร เร่ขาย

                ไม่ปักหลักเป็นเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ยึดถนน ครองถิ่นอยู่กับที่ ทำเลอะเทอะเหมือนแผงลอยวันนี้

                ลองนึกภาพดูซี "หาบเร่" เหมือนลำธารน้ำไหล ใส เย็นสะอาด มีเสน่ห์

                แล้วนึกภาพ "ร้านค้า-แผงลอย" ประเภท "เอาแต่ได้" เปรียบเทียบ

                เหมือนคลองในกรุง น้ำนิ่ง ดำ เหม็น สกปรก สร้างภาพลักษณ์อุจาด เป็นวิถีทราม สร้างแต่เสื่อมสถานเดียว

                กทม.ทำดีและทำถูกแล้ว ที่จัดระเบียบเรื่องนี้ จะดียิ่งขึ้น ถ้าทำต่อเนื่อง จนเป็น "วิถี กทม."

                ชาวบ้านเขารู้นะ...........

                ว่าที่เละเทะทุกวันนี้ เพราะพ่อค้า-แม่ขาย "ฝ่ายเดียว" หรือเพราะ "แต่ละเขต" ก็ด้วย

                "สำนักเทศกิจ" นั่นน่ะ สบายดีอยู่หรือ?.

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

.........................................................

 

 

 

 

 

..............................................................

ศาลสหรัฐสั่งระงับเผยแพร่พิมพ์เขียว 'ปืนปรินต์ 3 มิติ'


    
 

ศาลเมืองซีแอตเติลของสหรัฐมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยห้ามผู้ผลิตปืนจากเทกซัสเผยแพร่พิมพ์เขียวของอาวุธปืนที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งเดิมบริษัทมีกำหนดจะเผยแพร่ทางออนไลน์ในวันพุธตามข้อตกลงกับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

แฟ้มภาพ ปืน "ลิเบอเรเตอร์" วางใกล้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่เมืองฮันโนเวอร์ รัฐแมริแลนด์ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2556 / AFP

    คำสั่งของผู้พิพากษาโรเบิร์ต ลาสนิก แห่งศาลแขวงเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน เมื่อวันอังคารที่ 31  กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายเพื่อหยุดยั้งไม่ให้บริษัทผู้ผลิตอาวุธจากเครื่องพิมพ์  3 มิติเผยแพร่เอกสารพิมพ์เขียวดิจิทัลอาวุธปืนหลายชนิดของพวกเขาทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งก่อความวิตกว่าผลกระทบของอาวุธที่ตามรอยไม่ได้และเครื่องตรวจโลหะตรวจจับไม่ได้นี้ จะกลายเป็นปัญหาลุกลามระดับโลก

    อัยการของ 8 มลรัฐและดิสตริกต์ออฟโคลัมเบีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อคัดค้านรัฐบาลกลาง โดยระบุว่าการตกลงไกล่เกลี่ยระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ กับบริษัท ดีเฟนส์ดิสทริบิวเทด จากเทกซัสเป็นการทำตามอำเภอใจและมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

    รัฐบาลของทรัมป์ไกล่เกลี่ยการต่อสู้ทางกฎหมายนาน 5 ปี ด้วยการอนุญาตให้บริษัทนี้เผยแพร่พิมพ์เขียวอาวุธของพวกเขาในเว็บไซต์ Defcad ของบริษัทได้ อาวุธที่โคดี วิลสัน ผู้ก่อตั้งบริษัทเรียกว่า  "ปืนผี" สามารถผลิตเองในครัวเรือนโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือเครื่องหลอมเหล็ก อาวุธที่ผลิตได้จะไม่มีหมายเลขประจำเครื่อง และปืนอย่างน้อย 1 ชนิดสามารถทำจากพลาสติกที่เครื่องตรวจโลหะจับไม่ได้

แฟ้มภาพ ทราวิส เลอรอล วิศวกรซอฟท์แวร์ ทำท่าเล็งปืน "ลิเบอเรเตอร์" ที่ไม่ได้บรรจุกระสุน ที่สนามหลังบ้านของเขาในเมืองฮันโนเวอร์ รัฐแมริแลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2556 / AFP

    คำสั่งของผู้พิพากษาให้การคุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของผู้ยื่น โดยสั่งระงับการเผยแพร่แบบพิมพ์ดิจิทัลไว้ชั่วคราว และกำหนดไต่สวนในวันที่ 10 สิงหาคม

    ด้านทำเนียบขาวได้แก้เกี้ยวภายหลังมีกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางในวันอังคาร โดยแสดงทีท่าคลางแคลงว่า โครงการของวิลสันนั้นจะถูกกฎหมายหรือไม่ ทั้งที่รัฐบาลทรัมป์ไฟเขียวโครงการนี้ไปแล้ว  ส่วนตัวทรัมป์ทวีตว่า เขาได้คุยกับสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ (เอ็นอาร์เอ) ที่เป็นกลุ่มล็อบบี้ปกป้องอาวุธปืนเกี่ยวกับการขายปืนพลาสติก 3 มิติต่อประชาชน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้.

 

 

 

 

 

 ..........................................................

3 สิงหาคม 2561

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 05/08/2018 เวลา : 16.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

สุรศักดิ์
...........................................

ปัญหาเทศกิจ ไม่ว่าที่กทม.หรือที่ไหน หากปล่อยให้เรื้อรัง ก็จะกลายเป็นมะเร็งรักษายากครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 03/08/2018 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "สิงคโปร์ มีแนวทางใหม่บริหารหนี้สาธารณะอย่างไร " [เชิญคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลยครับ]

เห็นจะจริงอย่างที่คุณเปลว สีเงิน ว่า
น่าจะจัดระเบียบพวกเทศกิจและเขตก่อน
และจัดระเบียบพวกเจ้ใหญ่ ทั้งหลาย
ผู้มีอิทธิพลตัวจริงของทางเท้า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน