*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2825420
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 18 สิงหาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 460 , 12:02:33 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         น้ำป่าเชี่ยวกรากเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าด้วย น่าสงสารมากทีเดียว ดังพาดหัวข่าวท้ายนี้ ติดตามอ่านที่ส่วนท้ายสุดของ

เพ็จนี้ครับ

พบอีกซากกระทิงแม่ลูกทุ่งใหญ่ฯถูกน้ำป่าซัดตายรวม6ตัว

         ส่วนอีกข่าวที่ต้องถือว่าเป็นข่าวดีมากๆ คือ ได้คืนแว่นของหมอผ่าตัดหัวใจแล้ว

เจอแล้วแว่นตาผ่าตัดหัวใจ 'หมอศัลย์'เผยคนคืนไม่ใช่โจรแต่เป็นเจ้าของโรงรับ

จำนำ

 

 

คอย ... 

 

จุดเปลี่ยนที่เพิ่งเริ่มต้น

    
 

               ได้ลองของใหม่.....

                ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มักจะมาจากสายศาล กับสายตำรวจ

                มาถึง กกต.ชุดที่ ๕ เป็นครั้งแรกที่ประธานเป็นนักการทูต

                ไปดูกันก่อนว่า กกต.ชุดใหม่ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคมที่ผ่านมานั้น มีใครบ้าง

                ๑.นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

                ๒.ศาสตราจารย์ ดร.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

                ๓.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

                ๔.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

                และ ๕.นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

                อีก ๒ คนอยู่ระหว่างการคัดเลือก

                ดูตามเส้นทางราชการ เดิมทีคาดกันว่า ไม่ฝ่ายปกครอง ก็ศาล จะถูกรับเลือกเป็นประธาน กกต.  เพราะการจะสู้รบตบมือกับนักการเมือง ประธาน กกต.ต้องมีมาดเข้มพอควร

                ต้องเคี่ยวพอที่จะตามนักการเมืองทัน

                ก็แปลกดี กกต.ในยุครัฐบาลที่ถูกเรียกว่าเผด็จการทหาร กลับใช้บริการนักการทูต

                นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.คนใหม่ ประวัติไม่ธรรมดาทีเดียว

                เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๙๙  

                จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต ม.ธรรมศาสตร์ ปี ๒๕๒๒ นิติศาสตรมหาบัณฑิต Tulane สหรัฐอเมริกา ปี ๒๕๒๗

                รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาตลอด เคยดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย รองตัวแทนของประเทศไทยในคดีตีความคำพิพากษาศาลยุธิธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๕๓

                คณะกรรมการในคณะกรรมการองค์กรร่วมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีประหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๕

                เอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา ในปี ๒๕๕๕ 

                เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์สหประชาชาติ ณ กรุงไนโรบี ในปี พ.ศ.๒๕๕๕

                ประธานกลุ่ม ๗๗ และจีนประจำโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติและโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ ณ กรุงไนโรบี ในปี ๒๕๕๗

                เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การเพื่อการห้ามอาวุธเคมี ปี ๒๕๕๘

                ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลไทยในการรณรงค์หาเสียงสนับสนุนเข้ารับการเลือกตั้งของไทย ในตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ปี ๒๕๕๙

                ได้รับการคัดเลือกจาก สนช.ด้วยคะแนนเสียง ๑๘๖ คะแนน

                มากที่สุดในบรรดา กกต.ทั้ง ๕ คน

                ครับ...เรามี กกต.มาแล้ว ๔ ชุด

                ชุดนี้เป็นชุดที่ ๕

                แล้วเกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้งของไทยบ้าง?

                มีการสร้างวาทกรรมการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

                แต่ความจริง...การเลือกตั้งถูกทำให้เป็นเพียงเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง อ้างประชาธิปไตยให้ดูสวยหรู เพราะแท้จริงแล้วไม่เคยมีประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริง

                มีเพียงเผด็จการรัฐสภา!

                ใช้อำนาจกันตามอำเภอใจ 

                กกต.จึงเป็นเพียงหน่วยงานปลุกเสกอำนาจให้นักการเมืองไปโดยปริยาย

                แม้ กกต.เกือบทุกชุดที่ผ่านมาไม่ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นก็ตาม

                ยกเว้น กกต.ที่มีประธานสายตำรวจ สามหนาห้าห่วง...เจอคุก เพราะรับใช้นักการเมืองโดยไม่สนใจกฎหมาย

                ฉะนั้นการได้ประธาน กกต.เป็นนักการทูต จึงน่าสนใจไม่น้อย

                นักการทูตต่างจาก ศาล ตำรวจ ทหาร อย่างไร?

                นายอิทธิพร บุญประคอง เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งประธาน กกต. ด้วยการให้สัมภาษณ์ที่แตกต่างออกไป

                "....การจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ให้ต่างประเทศยอมรับ ซึ่ง กกต.ทุกคนก็พร้อมให้ความเชื่อมั่น ชี้แจงกับประชาคมระหว่างประเทศที่สนใจติดตามการเลือกตั้งของไทย ว่าจะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แม้ว่าพวกผมจะไม่ได้มีประสบการณ์จัดการเลือกตั้งมาก่อน แต่จะมุ่งมั่นแรงใจทุกอย่างที่มีเรียนรู้อย่างรวดเร็วถึงอำนาจหน้าที่เพื่อทำงานตามความรับผิดชอบ โดยแต่ละคนก็มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน จะมีการเตรียมตัวกันแล้วพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อให้สังคมมั่นใจว่าในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งสามารถทำงานได้....

                ...ขอใช้คลังสมองของอดีต กกต. เพราะที่อื่นก็มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง จึงขอใช้ระบบนี้เช่นกัน โดยจะใช้องค์ความรู้ของอดีต กกต.ทั้ง ๔ คน ทำประโยชน์กับการทำงานให้ได้มากที่สุด และจะเคารพสิ่งที่ กกต.ชุดเดิมทำ และจะทำต่อไป..."

                สิ่งที่เปลี่ยนไปใครจะไปนึกถึง....

                ในการเลือกตั้งจากนี้ไปต้องคอยชี้แจงต่อประชาคมโลกด้วย

                เมื่อก่อนไม่เห็นใครจะสนใจ

                การอ่อนน้อมถ่อมตน ใช้ระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ก็เป็นอีกหนึ่งในความต่าง เพราะที่ผ่านมาเราเคยมี กกต.ที่ไม่ฟังใคร

                พวกเกรียนก็มีให้เห็น

                ฉะนั้นความถนัดที่ต่างกัน แนวทางการทำงานที่ต่างออกไป ย่อมทำให้ผลของงานต่างออกไปเช่นกัน

                แต่...เดี๋ยวก่อน เท่านี้ยังวัดการทำงานอะไรไม่ได้ เพราะในความจริง กกต.ชุดใหม่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย

                เพียงแต่พื้นฐานการทำงานที่ต่างกัน การมีประธาน กกต.นักการทูตน่าจะถูกที่ถูกเวลา

                นี่ว่ากันเฉพาะ กกต.

                แต่การเลือกตั้งจะนำไปสู่การลดความขัดแย้งได้หรือไม่ จะทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือเปล่า ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมายก่ายกอง

                เช่นตัวนักการเมืองเอง

                ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

                กฎหมายเลือกตั้ง

                สำคัญที่สุดคือรัฐธรรมนูญ

                หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า รัฐธรรมนูญ มีผลอย่างมากที่ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนไปจากฝ่ามือเป็นหลังเท้า

                หรือพลิกจากหลังเท้าเป็นฝ่ามือก็ยังได้

                ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือฉบับปฏิรูปการเมืองประกาศใช้ ด้วยความคาดหวังว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนโฉม

                เพราะกลัวทหารจะแทรกแซงการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้พรรคการเมือง และฝ่ายบริหาร

                รัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง กลับไม่อาจสร้างประชาธิปไตยตามที่คาดหวังได้เลย

                มองย้อนกลับไปเห็นข้อเสียอยู่หลายจุด และข้อเสียดังกล่าวซึ่งควรจะเป็นข้อดี กลับเป็นเพียงเครื่องมือการเข้าสู่อำนาจ และใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่งของนักการเมือง

                การสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง กลับกลายเป็นการทำลายประชาธิปไตยลงอย่างย่อยยับ

                ที่คิดว่าเมื่อการเมืองเข้มแข็งแล้ว ทหารจะไม่เข้า กลับเป็นตัวเร่งให้กองทัพมีโอกาสยึดอำนาจ ด้วยเหตุผลนักการเมืองใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อการคอร์รัปชัน

                และที่สำคัญสุด รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้มีการเมืองเพียง ๒ ขั้ว

                ส่งเสริมให้มีพรรคใหญ่เพียง ๒ พรรค ซึ่งเลียนแบบจากประเทศในตะวันตก อเมริกา ที่คิดว่าจะพัฒนาประชาธิปไตยได้ กลับสร้างปัญหาชนิดคนเขียนรัฐธรรมนูญเองก็คาดไม่ถึง เพราะนักการเมืองไทยยังไม่พร้อมที่จะทำเพื่อประชาชน

                มันไม่ถูกจริตกับประเทศไทย

                การส่งเสริมให้มีการเมือง ๒ ขั้ว สร้างความวิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

                ก่อนปี ๒๕๔๐ การเมืองไทยไม่ได้แข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย เลือกตั้งทีไรจบด้วยการตั้งรัฐบาลผสม

                ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป 

                แม้การเป็นรัฐบาลผสมจะมีข้อเสียมากมาย

                แต่ข้อดีหนึ่งในนั้นคือ...ไม่เคยทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองแบบ ๒ ขั้ว

                ในอดีตมีเพียงประชาชนต่อสู้กับเผด็จการทหาร

                สู้แล้วจบ    จบแล้วสู้ใหม่

                แต่ประชาชนเป็นหนึ่งเดียว

                เราสู้ครั้งสุดท้ายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

                แต่หลังจากนั้น การเมือง ๒ ขั้ว ได้แยกประชาชนออกเป็น ๒ ซีก

                ความขัดแย้งลงรากลึก จนยากที่จะประสานกันได้

                บางคนอาจบอกว่า การเมือง ๒ ขั้วมีมานานแล้ว เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับอำมาตย์

                แต่ในความเป็นจริง การต่อสู้ระหว่างขวากับซ้ายนั้น....ประชาชนไม่หันมาฆ่ากันเอง

                ไม่สร้างความขัดแย้งต่อเนื่องยาวนานเท่าการเมือง ๒ ขั้ว

                อาจเป็นโชคดีที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สลายความเป็นการเมือง ๒ ขั้วลง

                โอกาสที่จะมีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเหมือนในอดีตนั้น เป็นไปได้ยาก

                รัฐบาลหน้าจะเป็นรัฐบาลผสมย้อนกลับไปเช่นก่อนปี ๒๕๔๐

                แม้ความเป็นรัฐบาลผสมมีข้อเสียอยู่หลายประการ แต่หากข้อดีคือมีการละลายพฤติกรรมลดความขัดแย้งลง

                ก็นับว่าคุ้ม.

                ผักกาดหอม

 

ออกหมายเรียก 'ผู้กองมนัส' พร้อมพวก 8 คนปมบิตคอยน์

    
 

17 ส.ค.61 - ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีโกงเงินบิตคอยน์ ว่า ทางพนักงานสอบสวนจะนำหมายเรียกไปส่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานชัดเจนและพร้อมจะแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหา "ฉ้อโกงทรัพย์" ประกอบด้วย นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือบูม ดารานักแสดงหนุ่ม , นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของนายบูม ที่ตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินไปแล้วก่อนหน้านี้ ,นายธนสิทธิ์ จารวิจิต น้องของนายปริญญา

นายชาคริส อาห์มัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอ็กเปย์ จำกัด และ นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ เจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ที่อ้างกับผู้เสียหายว่าจะขายหุ้นบริษัทดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) ให้กับผู้เสียหาย 500 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 50 สตางค์ แต่กลับหาหุ้นมาให้ได้เพียง 345 ล้านหุ้นเท่านั้น และเป็นคนที่ไปเจรจานอกรอบกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมความ โดยให้ทั้ง 5 คน เข้ามาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 28-29 ส.ค.นี้ ส่วนกรณีนายปริญญา ที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศก็ต้องออกหมายเรียกไปตามขั้นตอน หากไม่มาพบพนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการออกหมายจับทันที

พ.ต.อ.ชาคริต กล่าวต่ออีกว่า ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่จะต้องเรียกมาสอบปากคำก่อน คือ นางเลิศฉัตรกมล และนายสุวิทย์ จารวิจิตร พ่อแม่ของนายบูม ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี 90 ล้านบาท ให้เข้ามาให้ปากคำในวันที่ 27 ส.ค.นี้ และนายธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตทหาร ที่รับโอนหุ้นจากพี่ชายบูม ซึ่งจะต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ถึงที่มาทรัพย์สินและหุ้น ว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินเช่นกัน

มท.1โวลั่นไทยนิยมยั่งยืนปลดล็อกความเหลื่อมล้ำได้แน่!

    
 

17 ส.ค.61 - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย  ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน  กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ต้องการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง โดยมีความคืบหน้าไปมากเพราะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วกว่า กว่า  8,781 แห่งในทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ รัฐบาลต้องการแก้ไขความยากจนให้ประชาชนแบบยั่งยืนให้สำเร็จจึงเร่งทำงานเต็มที่ทุกฝ่าย

รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า   โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กำลังดำเนินการและคาดว่าจะประสบควาสำเร็จ คือโครงการ  “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี”  ที่ต้องการให้ประชาชนทั่วประเทศ ลงไปท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ผ่านแห่ลงท่องเที่ยว ภูมิปัญญาต่างๆ  และรับบริการนวด พักอาศัย กิจกรรม D.I.Y    ชิมอาหารถิ่น  และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ 

 “ตั้งเป้าทำรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุเป้าหมายแบบก้าวกระโดดปีละ 2 – 3  แสนล้านบาท และได้ทุ่มงบกลางปี 61 กว่า 8,344 ล้านบาท เป็นการนำร่องแผนการท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน ในพื้นที่ 3,273 หมู่บ้าน/ชุมชนและพัฒนาสินค้าอยู่ดีกินดีอีก 64,570 ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและสามารถจำหน่ายได้ และ มั่นใจว่าจะช่วยปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทั่วไปไทยได้” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)
 
 

 

 

 .................................................

 

 

 

 

 .................................................

เจอแล้วแว่นตาผ่าตัดหัวใจ 'หมอศัลย์'เผยคนคืนไม่ใช่โจรแต่เป็นเจ้าของโรงรับจำนำ

    
 

17 ส.ค.61- หลัง นพ.ฐิติ จันทร์เมฆา ศัลยแพทย์หัวใจหลอดเลือดและทรวงอก ประจำศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลศรินครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าถูกขโมยขึ้นบ้านพักภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 6 ส.ค.  หนึ่งในนั้นคือแว่นตาที่ใช้สำหรับผ่าตัดหัวใจหลอดเลือด 

ล่าสุดนพ.ฐิติ  เผยว่าแว่นตาที่ใช้สำหรับผ่าตัดหัวใจหลอดเลือด ราคา 80,0 00 บาทที่ถูกคนร้ายงัดบ้านเข้าไปขโมยนั้นขณะนี้ได้คืนมาแล้ว โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจบ้านพักซ้ำอีกครั้ง ทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานต่างก็เชื่อว่าโจรจะนำมาคืน และก็มีคนนำมาคืนจริงๆ แต่ไม่ใช่โจร เพราะเป็นเจ้าของร้านรับจำนำ ที่รับจำนำเอาไว้

"พ.ต.อ.จำลอง  สุวลักษณ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เป็นผู้นำแว่นผ่าตัดมาคืนผมด้วยตนเอง โดยบอกว่าเจ้าของร้านรับจำนำแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น ซึ่งเมื่อรู้ว่าเป็นเครื่องมือแพทย์และตรงตามภาพที่เผยแพร่ไปนั้น จึงได้ประสานตำรวจ เพื่อนำมาคืน และตำรวจก็รีบมาคืนให้ผมที่ รพ.ศรีนครินทร์ ทันที"

นพ.ฐิติ กล่าวว่า ดีใจจนน้ำตาไหล ที่ได้แว่นตากลับคืนมา เพราะเป็นแว่นตานี้สำคัญมากที่สุดในการทำงานในหน้าที่แพทย์ ที่ต้องใช้สำหรับผ่าตัดหัวใจหลอดเลือดให้กับประชาชน และขอขอบคุณที่ฝ่ายที่ช่วยกันทำงาน จนมีการนำแว่นตามาคืน โดยแว่นผ่าตัดนั้นได้รับกลับคืนในสภาพสมบูรณ์และอุปกรณ์ทั้งหมดยังอยู่ครบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใดๆในขณะนี้ เนื่องจากว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมพยาน หลักฐาน ขอหมายจับ จับกุมผู้ที่ลงมือก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย. 

พบอีกซากกระทิงแม่ลูกทุ่งใหญ่ฯถูกน้ำป่าซัดตายรวม6ตัว

    
 

17 ส.ค. 61 – จากกรณีพบซากกระทิงเพศผู้จำนวน 4 ตัว อายุราว 4-5 ปีนอนตายขึ้นอืดกระจายเกลื่อน  บริเวณหาดทรายริมห้วยรันตี บ้านกองม่องทะ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ติดต่อกับอุทยานฯเขาแหลม โดยทีมสัตว์แพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่3 (บ้านโป่ง) ผ่าซากพิสูจน์ พบว่ามีดินทรายอยู่ในลำคอ และหลอดลม ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยถูกทำร้ายแต่อย่างใด  สันนิษฐานว่าคงถูกกระแสน้ำป่า ที่เชี่ยว กรากพัดลอยไปตามลำห้วยรันตี แล้วจมน้ำเสียชีวิตทั้ง 4 ตัว ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด นายวิเชียร ชิณวงษ์ หน.ขสป.ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานฯเขาแหลม พ.อ.พิเชษฐ์ หัสดีผง รองผบ.ฉก.ลาดหญ้า ร.อ.ชาญณรงค์ อินลา ผบ.ควบคุม ส่วน ลว.ฉก.ลาดหญ้า จนท.ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ตชด.134 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ เดินทางเข้าไปยังบริเวณลำห้วยรันตี บ้านกองม่องทะ ม.2 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี ที่เจ้าหน้าที่พบ ซากกระทิงเพิ่มอีก2ตัว เป็นเพศผู้และเพศเมีย

กำลังเจ้าหน้าที่ต้องเดินทางโดยทางเรือ ท่ามกลางกระแสน้ำในลำห้วยน้ำรันตี ที่ไหลแรงและเชี่ยวกราก ห่างจากที่พบกระทิงทั้ง 4 ตัว ราว 1 กม. พบกระทิงตัวที่ 5 เพศผู้อายุประมาณ 1 ปี ซากติดอยู่กับขอนไม้กลางลำห้วย เสียชีวิตมาแล้วราว 5 วัน สภาพขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่ซาก คาดว่าเสียชีวิตจากภัยธรรมชาติ น้ำป่าไหลหลาก

ห่างจากซากตัวที่ 5 ออกไปราว 50 เมตร พบซากกระทิงตัวที่ 6 เป็นเพศเมีย อายุประมาณ 15 ปีอยู่ริมตลิ่งติดขอนไม้ คาดว่าเป็นแม่ลูก เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 5 วัน สภาพเน่าขึ้นอืด ส่งกลิ่นเหม็นเช่นเดียวกัน ไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่ซาก ที่หาดทรายพบปลอกเขาข้างซ้ายหลุดอยู่ 1 ข้าง จึงนำมาเก็บรักษาที่หน่วยพิทักษ์ป่าเกิงสะดา ส่วนปลอกเขาด้านขวาไม่พบคาดว่าถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป

คณะเจ้าหน้าที่จึงจัดทำบันทึกการตรวจสอบ และจะนำเรื่องราวแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ต่อพนักงานสอบสวนสภ.สังขละบุรี  สำหรับซากกระทิงทั้ง 6 ตัว สภาพเน่าเสีย เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และทำลายระบบนิเวศ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเผาทำลายซากกระทิงทั้ง 6 ตัว

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า กระทิงที่เสียชีวิตทั้ง 6 ตัว คงจะพยายามเดินข้ามลำห้วยรันตี เนื่องจากเคยเดินหากินข้ามไปมาอยู่เป็นประจำ เป็นขณะเดียวกับที่ฝนได้ตก ลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากทะลัก ลงมาในลำห้วยรันตี เมื่อฝูงกระทิงเดินลงลำห้วยเพื่อข้ามฝั่ง จึงถูกกระแสน้ำที่ไหลอย่างรุนแรง และเชี่ยวกราก พัดพาฝูงกระทิงลอยไปตามลำห้วย กระแทกกับโขดหิน ที่ระเกะระกะมากมายในลำห้วย จนกระทั่งหมดแรงที่จะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง จึงจมน้ำเสียชีวิต

 .................................................
 
18 สิงหาคม 2561

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน