*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2823914
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 731 , 11:47:19 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ข่าวที่คาดไม่ถึง คือ ข่าวของนายตำรวจยศพันตำรวจเอกนอกราชการเพราะเกษียณอายุราชการ ขี่มอเตอไซด์รับจ้าง

โดยเจ้าตัวบอกว่าทำมา 20 ปีแล้ว แสดงว่าระหว่างอยู่ในหน้าที่ก็ทำงานนี้ด้วย นอกจากนั้น ยังบอกด้วยว่า เคยทำงานเป็นยาม

อีกด้วย โปรดอ่านรายละเอียดของข่าว แล้วหาเหตุผลว่าควรหรือไม่ควรกันนะครับ

         ทั้งนี้ ในด้านศรัทธาความน่านับถือนั้น ขอให้เต็มร้อยเอาไว้ก่อนได้เลยครับ


สะพายกระเป๋า 'ปู' อวดพ่อปู 

 

 

 

 

มิติ 'เชียงใหม่กับตุลาการ'


    
 

      "ป่าแหว่ง"..........

      เชิงดอยสุเทพ นั้น "ฟื้นฟู" ได้

      แต่ถ้า "ใจคน" แหว่ง......

      ก็ไม่แน่ ดอยสุเทพทั้งดอย เมืองเชียงใหม่ทั้งเมือง จะอยู่ใน "มาตรฐานพิทักษ์" เดียวกันหรือไม่?

      ก็มาตรฐาน "เอาเป็น-เอาตาย" อย่างที่ "เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ" ใช้กับกรณีบ้านพักตุลาการ ภาค ๕ นั่นแหละ

      กรณีบ้านป่าแหว่ง นั้น........

      ว่าด้วยเหตุ-ด้วยผล ในทัศนะผม ถือว่ามีข้อสรุป เป็นที่ยุติแล้ว

      คือ เมื่อคนเชียงใหม่กลุ่มหนึ่ง "รักป่า-รักดอยสุเทพ" ต่อต้านด้วยดีกรีเกินร้อย อันไม่เคยปรากฏมาก่อน

      ศาลก็คืนทั้งหมด

      ทั้งบ้านพักตุลาการ ทั้งที่ดินตรงนั้น ไม่ประสงค์จะใช้ต่อไปอีก

      รัฐบาลจะใช้ประโยชน์อย่างใดต่อหรือไม่ แล้วแต่

      รัฐบาลก็ตัดสินใจ เมื่อตุลาการใช้ไม่ได้ คนอื่น ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน

      ส่วนการก่อสร้างที่ค้าง ให้ผู้รับเหมาทำไปให้เสร็จตามสัญญา แล้วส่งมอบ

      ระหว่างที่ยังไม่ส่งมอบ ทางรัฐบาลก็ทยอยปลูกต้นไม้ คืนสภาพความเป็นป่าไปเรื่อยๆ

      และเมื่อ ๑๑ สิงหา "นายสราวุธ เบญจกุล" เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงใจความว่า

      "นายชีพ จุลมนต์" ประธานศาลฎีกา ประชุมกรรมการบริหารศาลยุติธรรมสัญจร ที่เชียงราย เมื่อ ๙-๑๐ ส.ค.

      มีมติว่า..........

      ให้ "สำนักงานศาลยุติธรรม" ไปขอใช้ที่ดินกรมวิชาการเกษตร บริเวณ "ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย" ประมาณ ๔๐ ไร่

      เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการ "ศาลอุทธรณ์ภาค ๕"

      พร้อมที่พักอาศัยตุลาการและเจ้าหน้าที่

      ค่าก่อสร้างทั้งหมด ขอรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้

      นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติ......

      ๑ เมษายน ๒๕๖๒ ที่จะถึงนี้ ให้เปิดทำการ "ศาลแขวงเชียงราย"

      โดยใช้อาคาร "ที่ทำการอําเภอเมืองเชียงราย" หลังเก่า ที่ไม่ได้ใช้แล้ว

      สรุป คือ.........

      ไม่แค่ย้ายบ้านพักตุลาการ ภาค ๕ จากเชิงดอยสุเทพมาเชียงราย

      หากแต่ "ย้ายทั้งยวง"

      คือย้ายทุกองคาพยพในความเป็น "ศาลอุทธรณ์ ภาค ๕" ทั้งตัวที่ทำการศาล ทั้งบ้านพักตุลาการ  ทั้งบ้านพักเจ้าหน้าที่

      ทั้งหมด ยกจากเชียงใหม่ ไปอยู่เชียงราย!

      ที่ใหม่ ใช้เวลา ๓ ปีก่อสร้าง

      นั่นหมายถึงว่า ระหว่างนี้ ทั้งศาลอุทธรณ์ ภาค ๕ ทั้งบ้านพัก อยู่ที่เชิงดอยสุเทพไปพลางๆ ก่อน

      ส่วน "บ้านพักตุลาการ" ที่เครือข่ายฯ ขับไล่ไสส่งไปจากเชิงดอยสุเทพนั้น

      นายสราวุธบอก........

      อยู่ระหว่างสัญญา ผู้รับเหมาจะส่งมอบงานงวดสุดท้ายในวันที่ ๒๔ สิงหานี้  

      รับมอบแล้ว จะคืนพื้นที่ให้รัฐบาล ส่วนรัฐบาลจะทำอย่างไรต่อนั้น สุดแต่เห็นชอบ!

      นี่ เรื่องมาอยู่ตรงนี้ ฟังแล้ว ทุกอย่างก็จบ คนเชียงใหม่ไม่เพียงได้พื้นที่ "ป่าแหว่ง" กลับคืนมาเท่านั้น

      หากแต่ ยังได้มากกว่าที่อยากได้ด้วยซ้ำ

      เพื่อความ "ได้หมด สดชื่น" ของเครือข่ายขอคืนพื้นที่และคนเชียงใหม่

      "ศาลอุทธรณ์ภาค ๕" จะคืนให้ทั้งหมด รวมทั้งที่ทำการศาล 

      คือศาลจะย้ายครอบครัวออกจากพื้นที่เชิงดอยสุเทพ ไปอยู่เชียงรายด้วยกันทั้งหมด

      ระหว่างก่อร่างสร้างสถานที่ใหม่ ก็ขออาศัยอยู่-อาศัยใช้สถานที่เดิมไปชั่วคราวก่อน

      ครับ.........

      ก็ไม่เห็นต้อง "ใจไม้-ไส้ระกำ" อะไรนักหนา ขนาดชาวบ้าน-ชาวสลัม ยังเข้าใจคำว่า

      เพื่อมนุษยธรรม

      แล้วยืดสั้น-ยืดยาว ให้กันในกรณีเช่นนี้

      พูดกันตามหลักการแล้ว ทุกตารางแผ่นดินไทย คือ "ของคนในแผ่นดินไทย" ทุกคน

      โดยรัฐ บริหารดูแลเพื่อประโยชน์แผ่นดินและประโยชน์ประชาชนในแผ่นดิน

      เชิงดอยสุเทพ บนดอย รอบๆ ดอย ทั้งหมด ทั้งที่ศาลสร้างบ้านพัก ที่ใครก็ไม่รู้ สร้างบ้าน อาคาร  ร้านค้า นานา ต่างๆ ก็ของแผ่นดิน

      ศาล ตุลาการ เจ้าหน้าที่ ก็ "ข้า-ราชะ-การ" เพื่อแผ่นดิน

      คนไทยทุกคน คือ คนของแผ่นดิน

      ทั้งหมดเหมือน "ดินเหนียว" ที่คลุกเคล้าเข้าเป็น "เนื้อเดียวกัน"

      กระทั่งงบประมาณที่สูญไปนับพันล้าน กับที่จะต้องสูญอีกเพื่อสร้างใหม่อีกนับพันล้าน

      ก็จาก "เลือด-เนื้อ" ต้องเถือจาก "ดินเหนียว" ก้อนเดียวกันนี้อีก!

      แล้วจะอะไรกันนักหนา ที่ "นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ" ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ แอ็กชันวานซืน ที่ว่า....

      "๒๖ สิงหาจะจัดชุมนุมใหญ่ครั้งที่ ๒ กลุ่มมวลชนภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จะเดินทางมาร่วมชุมนุม"

      อยากให้อ่านเหตุผลที่เขายกมาอ้างเพื่อชุมนุมก่อน ดังนี้

      ".............การจัดชุมนุมแม่น้ำร้อยสาย ทวงสัญญาป่าแหว่งในครั้งนี้ เนื่องจากทางเครือข่ายได้ประเมินแล้วว่า รัฐบาลจะต้องใช้เวลาอีกนาน กับการแก้ไขปัญหาบ้านพักข้าราชการตุลาการ

        น่าผิดหวัง ที่การทำงานค่อนข้างล่าช้า

        สิ่งที่ทางรัฐบาลทำได้ตอนนี้ คือ คุยกับทางศาล ว่าจะคืนพื้นที่ให้กับกรมธนารักษ์ได้เมื่อไหร่ หลังจากที่จะส่งมอบงานในวันที่ ๒๔ สิงหาคม นี้

        และให้ย้ายครอบครัวข้าราชการออกจากอาคารชุด ๙ หลัง มาอยู่ในอาคารชุด ๔ หลัง

        เพื่อจะได้มีคำตอบเบื้องต้นให้กับประชาชนที่รอฟังคำตอบ

        แต่เรื่องเงียบ ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีแผนรองรับสานต่อการทำงาน

        ๒๖ สิงหานี้ จะมีการเคลื่อนขบวนเดินเท้าเข้ามาทางประตูเมืองทั้ง ๔ ทิศ

        มีขบวนจักรยาน ขบวนบิ๊กไบก์ ขบวนรถสามล้อเครื่อง ขบวนรถสี่ล้อแดง ขับขี่รอบคูเมืองเชียงใหม่

        ขณะที่เวทีกลาง ที่ลานอเนกประสงค์ ประตูท่าแพ จะมีกลุ่มแกนนำจากองค์กรต่างๆ มวลชนที่เดินทางมาร่วมชุมนุม สลับกันขึ้นเวที.....

        แสดงพลังความชอบธรรมในการรื้อบ้านพักข้าราชการตุลาการออกจากพื้นที่

        พร้อมทั้งเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเขียนคำสาปแช่งที่ดินบริเวณบ้านพักข้าราชการตุลาการ

        ซึ่งการชุมนุมในครั้งนี้ จะยิ่งใหญ่กว่าครั้งที่ผ่านมา

        ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ที่ต้องจารึกไว้

        เพราะจะมีพี่น้องต่างจังหวัด เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมในพื้นที่ด้วย

        นอกจากนั้น จะมีพิธีสาปแช่งพื้นที่ และฌาปนกิจบ้านป่าแหว่ง

        หากยังไม่มีคำตอบจากทางรัฐบาล เครือข่ายจะยกระดับการชุมนุมให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

        'นางพิมพ์สุชา สมมิตรวศุตม์' เลขาฯ เครือข่าย กล่าวว่า การชุมนุมแม่น้ำร้อยสาย กิจกรรมหลักจะแบ่งเส้นทางเป็น ๔ สาย

        สายที่ ๑ ทิศเหนือ เริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหา ไฮไลต์การชุมนุม คือ 'นายนิคม พุทธา' ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง จะเดินจากเชียงดาว สู่เมืองเชียงใหม่       สายที่ ๒ ทิศตะวันออก จากหลายลุ่มน้ำ เช่น ลุ่มน้ำยม ลุ่มย้ำวัง ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำกวง

        สายที่ ๓ ทิศใต้ ลุ่มน้ำลี้ เครือข่ายจากต่างพื้นที่เข้าร่วมเดินทางมาพร้อมกัน

        สายสี่ ๔ ทิศตะวันตก ลุ่มน้ำขาน ลุ่มแม่ตาช้าง เป็นลุ่มน้ำที่อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย

        รวมทั้งเครือข่ายจากลุ่มน้ำจากทั่วประเทศ เดินทางเข้ามาร่วมชุมนุม

        แต่ละเส้นทาง จะเดินเข้ามาทางประตูเมืองเชียงใหม่ทั้ง ๔ ทิศ มุ่งหน้าเข้าประตูท่าแพ ที่เป็นจุดชุมนุม

        เหมือนแม่น้ำสายต่างๆ ไหลมารวมกันเป็นพลังแม่น้ำร้อยสาย เป็นสัญลักษณ์ทวงคืนผืนป่า"

        ครับ....

      ขอถามตรงๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจลึกๆ พวกคุณ คืออะไร และเจตนาต้องการอะไร?

      ศาลก็บอกแล้ว ที่ใหม่เชียงรายเสร็จ เขาย้ายไปหมดแน่

      แล้วนี่ คนนะครับ ไม่ใช่ หมา-แมว

      ปุ๊บปั๊บ ก็จะให้เขาคาบจากที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่งในทันที-ทันใด พวกคุณต้องการอะไรกันแน่?

      อย่าว่าแต่ข้าราชการเลย ที่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ-ระเบียบ ทำปุบปับตามใจชอบไม่ได้

      แม้แต่คนทั่วไป การย้ายบ้าน การขับไล่ที่ เขายังต้องให้เวลาขนย้าย ให้เวลาหาที่อยู่ใหม่

      ดังนั้น เหตุผลชุมนุมตามอ้างครั้งนี้ ดู "เลื่อนลอย"

      ที่ชุมนุม ๒๖ สิงหา เพราะตรงวันเกิด "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" หรืออย่างไร?

      ดูตามลีลาชุมนุม.........

      อย่าเรียกชุมนุมดีกว่า เรียกว่าซ้อมแผน "ยกทัพยึดเมือง" น่าจะตรงตัว

      ถ้าจะให้เท่ ๔ ทัพมาบรรจบประตูท่าแพแล้ว ตะโกน

      "เราชนะหิมะถล่มทลายแล้ว...พี่จ๋า"

      "ป่า" หาย "แหว่ง" ทันที!

 

ปิดคดี'เสี่ยอ้วน' จับยกแก๊ง10ราย ลั่นเลือกตันไม่เลือกตาย

    
 

22 ส.ค. 61 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผู้บัญชาการตำรวจภาค 2 (ผบช.ภ.2) พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี (ผบก.ภ.จว.ชลบุรี) ร่วมกันสอบปากคำ นายปัญญา ยิ่งดัง หรือเสี่ยอ้วน  ผู้บงการวางแผนและใช้อาวุธปืนยิง น.ส.ปวีณา นาเมือง หรือสปาย และ นายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือฟอส เสียชีวิตที่ลานจอดรถหน้าเขาชีจรรย์ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ในคดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังก่อเหตุเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุได้จำนวน 5 คน ประกอบไปด้วย นายสายันต์ ศรีสุข หรือ ยัน ทำหน้าที่แฝงเป็นแฟนของเพื่อนผู้เสียชีวิต เพื่อสืบข่าวและชี้เป้าหมายตลอดเส้นทาง , นายเกียรติศักดิ์ สุรางแสงมีบุญ หรือ บอล ทำหน้าที่ขับรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว เพื่อพานายณรงค์ วรินทรเวช หรือ บ่าว มือปืน พร้อมนำพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน มาจากจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งถอดเปลี่ยนป้ายทะเบียนเพื่อตบตา และขับรถจอดปิดท้าย เพื่อให้นายปัญญา และนายรณรงค์ ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียชีวิต , นายจิรศักดิ์ อุนัยบัน หรือ ป๊อบ เดินทางมาพร้อมนายปัญญา  เพื่อทำหน้าที่ในการขับรถเช่า ยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีขาว เพื่อสะกดรอยติดตามผู้เสียชีวิต, นายกฤษณะ สีสุข หรือ มด ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายเกียรติศักดิ์  ในการสะกดรอยติดตามผู้เสียชีวิต, นายณรงค์ วรินทรเวช หรือ บ่าว ทำหน้าที่มือปืนผู้ลั่นไกสังหารผู้เสียชีวิต ส่วนนายปัญญา หลังก่อเหตุได้หลบหนีไปไปอยู่ที่ประเทศกัมพูชา กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเพื่อติดตามจับกุมตัวไว้ได้ที่ จังหวัดปรีเวง ประเทศกัมพูชา ขณะเตรียมหลบหนีไปที่ประเทศเวียดนาม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต”   จากการสืบสวนพบว่าได้มีผู้ให้การช่วยเหลือนายปัญญา  พาข้ามพรมแดนหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขออนุมัติศาลแขวงพัทยาเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกจำนวน 4 คนประกอบด้วย 1.นายนิเวศน์ ยิ่งดี 2.นายโกวัน ศิลปาโน 3.นายวินัย ศิลปาโน  และ4.นายภูธร สิงห์ดี

ในความผิดฐาน “ร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยเหลือผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่” กระทั่งสามารถจับกุมไว้ได้ทั้งหมด

ภายหลังสอบปากคำประมาณ 20 นาที พล.ต.อ.จักรทิพย์  เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปัญญา ให้ความร่วมมือดีและให้การรับสารภาพ ส่วนมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุอยู่ในสำนวน แต่เบื้องต้นเป็นเรื่องชู้สาว ผู้ต้องหามีอาการค่อนข้างเครียด แต่ยังไม่ได้มีการร้องขอเรื่องแพทย์ คดีนี้สามารถจับกุมได้ครบทุกตัวละคร จำนวน 10 คนแล้ว ร่วมก่อเหตุ 6 คน และพาหลบหนี 4 คน ต่อไปนี้ฝากเป็นอุทาหรณ์ด้วย ใครจะยิงใครหรือใครที่พาหลบหนีถูกดำเนินคดีหมด

เมื่อถามว่า การประสานขอตัวจากประเทศกัมพูชาคดีนี้ยากหรือไม่ถึงมีการส่งตัวช้า ผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่ถึงกับยาก เพราะมีการประสานกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบ ๆ ไทยทุกประเทศอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับคดีอื่น คดีนี้ตัวละครหมดแล้ว ส่วนที่มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในการพาหลบหนีนั้นไม่มี ผู้ต้องหาที่ร่วมขบวนการถูกจับหมดแล้ว ในการสอบปากคำครั้งนี้ ยังได้ถามผู้ต้องหาทำไมต้องทำที่หน้าเขาชีจรรย์ ผู้ต้องหาบอกว่าไม่รู้นึกว่าเป็นรูปพระแกะสลักเฉยๆ เมื่อรู้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สำคัญก็รู้สึกเสียใจ กลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน เพราะขณะเกิดขึ้นปืนไม่ลั่น 2-3นัด แต่การก่อเหตุครั้งนี้มีการเตรียมการมานานหรือไม่ ขอไม่เปิดเผยอยู่ในสำนวน เอาเท่าที่พอพูดได้
    
"หลังก่อเหตุผู้ต้องหายังติดตามข่าวตัวเองอยู่ตลอด เปิดกูเกิ้ลดูทราบที่ผมเคยให้สัมภาษณ์ “ไม่ตายก็ตัน” ส่วนคดีเก่าที่เสี่ยอ้วนเคยอ้างว่าจ่าย 2   ล้านจบคดีไม่ต้องติดคุกนั้น ผมยังไม่เห็นเอาทีละคดีก่อน หลังจากนี้จะมมอบหมายให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ  นำตัวไปทำแผน" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสอบปากคำเสร็จ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ควบคุมตัวกลับเพื่อไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ที่ ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ “ไม่ตันก็ตาย” เมื่อเห็นข่าวแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง นายปัญญา เผยว่า “รู้สึกกลัว แต่ผมไม่เลือกตายเลือกตัน”.

 

(คลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

'เรืองไกร'อ้างจำนำข้าวไม่ขาดทุน!จี้คืนทรัพย์สินยิ่งลักษณ์

อึ้ง!พันตำรวจเอกถอดหัวโขนขับจยย.รับจ้างเลี้ยงครอบครัว ยามก็เป็นมาแล้ว อาชีพสุจริตไม่ต้องอายใคร

    
 

22 ส.ค.61-เปิดใจ พ.ต.อ.เกษียณขี่ จยย.รับจ้างดังในโลกโซเชียลแชร์กระหน่ำ แถมเคยรับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็งวและร้านทอง ไม่สนใครจะรังเกียจ ถือว่าเป็นการทำมาหากินโดยสุจริต

โลกโซเชียลแชร์กระหน่ำ เพิ่งรู้ว่าลุงคนขี่รถ จยย.รับจ้างคนหนึ่งมียศถึง พ.ต.อ.รับตำแหน่งเป็นผู้กำกับ ขี่มา 20 กว่าปีแล้ว บางคนถึงกับอึ้ง

นี่คือข้อความในเฟสบุ๊คที่โลกโซเชียลแชร์กันมีข้อความว่า ตะลึงทั้งประเทศ จากพันตำรวจเอก กลายเป็นวินมอไซค์รับจ้าง ถึงกับตกตะลึงกันไปทั้งบาง เมื่อพบความจริงว่า ลุงวินมอไซค์คนนี้ แท้จริงเป็นตำรวจที่มียศถึง พันตำรวจเอก ใครที่เคยไปใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากทางเข้าโรงเรียนตำรวจภูธร 2 หรือ ปัจจุบันคือศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรี

น่าจะเคยใช้บริการของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหมายเลข 16 กันบ้างแล้ว แต่มีใครรู้บ้างไหมว่าชายคนนี้เป็นใคร พันตำรวจเอก ธีระศักดิ์ พบศิลา หรือ "ลุงอู๊ด" ที่ใครๆในละแวกนั้นต่างรู้จักกันดี มีอาชีพเสริมคือการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่บริเวณหน้าปากทางเข้าศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 จังหวัดชลบุรีในขณะนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ถึงได้มาทำอาชีพนี้ รายได้จากการเป็นตำรวจมากน้อยแค่ไหน แล้วอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งผลอะไรกับชีวิตรับราชการหรือไม่ มีคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ

ผู้สื่อข่าว ได้ติดตามไปพบ ลุงอู๊ด กล่าวว่า ตนจบการศึกษาจากโรงเรียนตำรวจภูธร 2 ซอยเขาน้อย ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2519 และ รับราชการตำรวจระดับชั้นประทวนมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งหาเวลาว่างไปเรียนเพิ่มเติมจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และ ได้สอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรยศ ร้อยตำรวจตรี จนถึงยศขณะนี้คือ พันตำรวจเอก

และได้เล่าเรื่องราวของเขาและครอบครัวให้ฟังว่า เงินเดือนจากการเป็นข้าราชการตำรวจนั้นไม่เพียงพอต่อรายจ่ายที่เขามี เหตุเพราะเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย และ มีครอบครัวซึ่งมีบุตร 3

คน จากภาวะด้านการเงินที่เกิดขึ้น และ นิสัยส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ได้ยึดติดกับการเป็นข้าราชการ หรือ หัวโขนของการเป็นตำรวจ และ

ขณะนั้นลุงอู๊ดมียศ สิบตำรวจโท เท่านั้น จึงพูดคุยกับภรรยาคือ เจ๊กุ้ง ช่วยกันมองหาหนทางทำมาหากิน เพื่อจะสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคงทางการเงิน หรือ อย่างน้อยก็ให้เอาตัวรอดจากสภาวะเศรษฐกิจให้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ควรจะต้องทำ

ต่อมาทั้งสองได้พบว่า การขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างนั้นเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง ซึ่งให้เวลาในการดูแลลูกๆได้เต็มที่เท่าที่ต้องการ และ สามรถสร้างรายได้ให้มากพอจนไม่ต้องใช้ชีวิตลำบากมากนัก จึงได้ตัดสินใจที่จะทำอาชีพเสริมโดยการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างกันทั้งสองคน

นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และแม้เมื่อลุงอู๊ดจะสอบเลื่อนชั้นขึ้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้แล้ว แต่ก็ยังคงไม่ทิ้งอาชีพการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในทุกครั้งที่มีเวลา แต่ที่ทำให้ตะลึงมากกว่านั้น

ลุงอู๊ดบอกว่า เขายังใช้เวลาว่างในการรับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็งในเวลากลางคืนอีกด้วย และ ในบางวัน เขาก็รับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยให้กับร้านทองในบริเวณใกล้เคียง เพื่อแลกกับค่าจ้างเพื่อเอาใช้จ่ายในครอบครัว

แม้ว่าขณะนี้ลุงอู๊ดจะมียศติดตัวเป็นถึงพันตำรวจเอกแล้วก็ตาม หลายๆกิจการปฏิเสธไม่ยอมจ้างลุงอู๊ด เหตุเพราะเขามียศที่สูงเกินไป แต่ลุงอู๊ดยืนยันหนักแน่นว่า เขาไม่ได้มาขอทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมาย หรือ ผิดทำนองคลองธรรม แม้เขาจะมียศที่สูงมาก แต่เขาก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็นข้าราชการอย่างเต็มที่เสมอ และอีกหน้าที่หนึ่งที่เขายังต้องทำในชีวิต คือการดูแลครอบครัวของเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีพอ และ การจะทำให้ได้เป็นแบบนั้นคือการมีรายได้ที่มากเพียงพอต่างหาก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะรับจ้างเฝ้าร้านทอง รับจ้างเป็นยามเฝ้าโรงน้ำแข็ง หรือ ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ตาม เขาทำเพื่อครอบครัวอันเป็นที่รักของเขาทั้งนั้น จนซื้อใจเจ้าของกิจการต่างๆได้ และยอมจ้างให้เขามาทำหน้าที่ตลอดมา

ขณะนี้ลุงอู๊ดเองได้เลือกการเกษียณอายุราชการก่อนเวลา ( เออรี่รีไทร์ ) ในตำแหน่งสารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธรดอนหัวฬ่อ พันตำรวจโท และได้รับบำเหน็จโดยการเชิดชูเกียรติ

จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มยศให้อีก 1 ชั้น เป็นพันตำรวจเอก เพื่อออกมาทำอาชีพการขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเต็มเวลา ร่วมกับ เจ๊กุ้ง ภรรยาคู่ทุกคู่ยากที่ร่วมเดินในเส้นทางเดียวกันมาตลอด

วันนี้ลุงอู๊ดได้ยินยอมให้เรานำประวัติเส้นทางนักสู้ของเขามาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะสังคมตำรวจ เพื่อเป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิต คนที่ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา คนที่รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา และ ลุงอู๊ดอยากฝากบอกทุกคนโดยเฉพาะตำรวจว่า อย่ายึดติดกับยศ และ ตำแหน่งมากเกินไป เป็นเหมือนหัวโขน เวลารุ่งเรืองก็มีคนสรรเสริญเยินยอ เวลาตกทุกข์หมดอำนาจวาสนาก็มีคนดูถูก ไม่มีใครจริงใจ อาชีพสุจริต เป็นอาชีพที่สูง ขอให้ดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่กับเราเสมอคือครอบครัวของเรานั่นเอง ปัจจุบันใช้ชีวิตครอบครัวอย่างเรียบง่าย มีลูกสาว1คนและภรรยาคือนางลำไพ พบศิลา อายุ57ปี ที่คอยอยู่เคียงข้างกันแบบนี้และดูเหมือนว่าความรักของพี่เขาทั้ง2 ไม่ลดลงเลย

 

 

 

 

 

โหดไปมั้ย?

    
 

    ช่วงนี้ พ.ร.บ.จราจรกำลังมาแรง 
    ต้นตอข่าวคือ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระบุว่า กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างบูรณาการกฎหมาย ๒ ฉบับ 
    คือบูรณาการพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก  พ.ศ.๒๕๒๒ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นกฎหมายเดียว 
    เหตุผลคือ เพื่อให้ง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับพฤติกรรมขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น
    สถานะของกฎหมายร่วมร่างฉบับที่ว่า ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว 
    ขณะนี้ร่างอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 
    สรุปคือยังไม่มีการบังคับใช้ใดๆ นะครับ ฉะนั้นอย่าเพิ่งแตกตื่น 
    เอาล่ะ...มาดูสาระสำคัญของกฎหมายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน 
    พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ ตามกฎหมายใหม่ ที่กรมฯ นำเสนอได้มีการแก้ไขปรับเพิ่มโทษสำคัญๆ ใน ๓ มาตรา ประกอบด้วย
    ๑.มาตรา ๖๔ ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษจำคุกไม่เกิน ๑ เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้ปรับเพิ่มโทษเป็น จำคุกไม่เกิน ๓ เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน  ๕๐,๐๐๐ บาท
    ๒.มาตรา ๖๕ ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมลงโทษปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท แต่กฎหมายใหม่เสนอให้เพิ่มโทษจำคุกเข้ามาด้วย คือ จำคุกไม่เกิน ๓ เดือน ส่วนโทษปรับเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท
    ๓.มาตรา ๖๖ ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท แต่ตามกฎหมายใหม่ เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท
    รุนแรงไปหรือไม่? 
    ตามหลักปรัชญาอาชญาวิทยา การกำหนดโทษให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะต้องกำหนดโทษให้เหมาะสมกับความผิดและตัวผู้กระทำความผิด 
    ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาจราจรติดขัดเพียงอย่างเดียว ยังมีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องอีกมากเช่น... 
    อุบัติเหตุ...ปัจจุบัน ประเทศไทยครองแชมป์ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในโลก
    ตำรวจรีดไถ แม้จะไม่มีสถิติเป็นทางการ แต่ไทยจะน่าเป็นประเทศต้นๆ ที่มีการตั้งด่านตรวจรถทำผิดกฎหมาย ในถนนทุกประเภท มากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลก และนั่นนำไปสู่ปัญหาการรีดไถบนท้องถนนมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน 
    แล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร? 
    การรื้อกฎหมาย เพิ่มโทษ ปฏิรูปตำรวจ ฯลฯ พูดกันไปไม่จบสิ้น 
    แต่...ลืมอะไรไปหรือเปล่า กฎหมายเดิมมีบังคับใช้อยู่ บทลงโทษก็มีอาจน้อยไปบ้างเพราะยุคสมัยเปลี่ยน
    แล้วปัญหาที่แท้จริงคืออะไร?
    ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่เคารพกฎหมาย ตำรวจไม่บังคับใช้กฎหมาย 
    นี่ไม่ใช่หรือ คือต้นเหตุของปัญหา.

 

อิหร่านอวดโฉมเครื่องบินขับไล่ผลิตเองลำแรก

    

อิหร่านเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ผลิตเองลำแรกของประเทศเมื่อวันอังคาร  ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ยืนยันสร้างเสริมความแข็งแกร่งทางทหารเพียงเพื่อป้องปรามศัตรูและสร้าง "สันติภาพที่ยั่งยืน"

ภาพจากกระทรวงกลาโหมอิหร่าน เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2561 เผยหน้าตาของเครื่องบินขับไล่ "โคซาร์" รุ่นที่ 4 ที่อิหร่านผลิตเองทั้งลำ / IRANIAN DEFENCE MINISTRY / AFP

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 21 สิงหาคม 2561 ว่าการเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ "โกซาร์" รุ่นที่ 4 เกิดขึ้นก่อนกำหนดการที่รัฐมนตรีกลาโหมอามีร์ ฮาตามี ของอิหร่านเคยประกาศต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ว่ากองทัพจะเผยโฉมเครื่องบินลำนี้ในวันพุธ ซึ่งตรงกับวันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    โทรทัศน์ของทางการอิหร่านเผยแพร่ภาพข่าวที่ประธานาธิบดีโรฮานีลงไปนั่งในห้องนักบินของเครื่องบินลำนี้ ขณะจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่กรุงเตหะราน ขณะที่สื่อของทางการอีกหลายแห่งยังได้เผยแพร่ภาพวิดีโอการบินทดสอบเครื่องบินลำนี้

    รายงานของสื่อทางการอิหร่านกล่าวกันว่า เครื่องบินขับไล่ลำนี้เป็นลำแรกที่อิหร่านผลิตเองในประเทศแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ มี "อิเล็กทรอนิกส์อากาศยานที่มีความก้าวหน้า" และมีเรดาร์อเนกประสงค์

    โรฮานีกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ภายหลังการบินโชว์ว่า เมื่อเขากล่าวถึงความพร้อมในการป้องกันประเทศของอิหร่าน เขาหมายถึงอิหร่านแสวงหาสันติภาพที่ยั่งยืน หากอิหร่านไม่มีความพร้อม นั่นเท่ากับอิหร่านต้อนรับสงคราม

ภาพจากทำเนียบประธานาธิบดีอิหร่าน ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ทดลองนั่งในห้องนักบิน / Iranian Presidency / AFP

    "บางคนคิดว่าเมื่อเราเพิ่มแสนยานุภาพของเรา นั่นหมายถึงเราแสวงหาสงคราม แต่นี่เป็นการแสวงหาสันติภาพ เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดสงคราม" ผู้นำรัฐบาลอิหร่านกล่าว "หากเราไม่มีการป้องปราม เท่ากับเราเปิดไฟเขียวให้ชาติอื่นรุกรานประเทศนี้"

    เมื่อวันเสาร์ ฮาตามีกล่าวถึงเครื่องบินลำนี้โดยให้รายละเอียดเล็กน้อย แต่เขาเน้นเกี่ยวกับการยกระดับการป้องกันขีปนาวุธแทน โดยกล่าวว่าโครงการป้องกันประเทศของอิหร่านได้แรงขับดันจากความทรงจำที่อิหร่านโดนมิสไซล์โจมตีระหว่างทำสงครามกับอิรักยาวนาน 8 ปีในทศวรรษ 1980 และจากการข่มขู่คุกคามซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากอิสราเอลและสหรัฐ ที่กล่าวว่ายังคงทางเลือกทุกทางไว้สำหรับจัดการกับอิหร่าน

    "เราได้เรียนรู้ว่าในสงคราม (อิหร่าน-อิรัก) เราไม่สามารถพึ่งพาใครได้ นอกจากตัวเราเอง" ฮาตามีให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ไว้เมื่อวันเสาร์

    สหรัฐขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ประเทศศัตรูของอิหร่านในภูมิภาคนี้เป็นเงินหลายแสนล้านดอลลาร์  แต่ขณะเดียวกันสหรัฐกลับต้องการให้อิหร่านจำกัดโครงการป้องกันประเทศของตน และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคมเพิ่งถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ 6 ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่านเมื่อปี 2558 ก็กำลังรื้อฟื้นมาตรการแซงก์ชันอิหร่านเพื่อบีบบังคับให้อิหร่านยอมทำตามความประสงค์ของสหรัฐ

ภาพจากกระทรวงกลาโหมอิหร่าน โคซาร์บินโชว์ / IRANIAN DEFENCE MINISTRY / AFP

    โรฮานีกล่าวว่า อิหร่านต้องแสดงให้เห็นถึงความอดกลั้นและการป้องปรามไปพร้อมกัน คำพูดไม่กี่ประโยคหรือการเคลื่อนไหวของกองทัพก็สามารถปลุกให้เกิดการต่อสู้และการเผชิญหน้าได้ ซึ่งก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเช่นกัน ทักษะที่ดีคือการปกป้องประเทศด้วยค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

    คำกล่าวของเขาเป็นการตอกกลับพวกฝ่ายค้านหัวแข็งกร้าวที่ต้องการยั่วยุสหรัฐด้วยโวหารก้าวร้าว  และยังสอดคล้องกับคำกล่าวของรัฐมนตรีกลาโหมที่บอกไว้เมื่อวันเสาร์ว่า อิหร่านมีทรัพยากรจำกัด และต้องรักษาความมั่นคงของประเทศด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด

    โรฮานีกล่าวด้วยว่า การกดดันของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกระตุ้นให้อิหร่านต้องดำเนินการด้วยคำถามที่ว่า "ทำไมอเมริกาจึงคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเรา? ทำไมอเมริกาคว่ำบาตรตุรกี? ทำไมอเมริกาลากจีนเข้าสู่สงครามการค้า? นั่นเป็นเพราะว่าอเมริการู้สึกว่าประเทศต่างๆ เหล่านี้มีจุดอ่อน เราต้องแก้ไขจุดอ่อนของพวกเรา".

...............................................................

23 สิงหาคม 2561

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 24/08/2018 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

drpichai
......................................
เอาเรื่องสวมหมวกกันน๊อกเป็นตัวชี้วัดมอเตอร์ไซด์ ส่วนรถยนต์เอาการขับรถเร็ว ขับรถเปลี่ยนเลนไปมาหรืออะไรดีครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
drpichai วันที่ : 24/08/2018 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/drpichai

ปัญหาอุบัติเหตุจราจรส่วนใหญ่ก็เกิดจากคนที่มีใบขับขี่ถูกต้องทั้งนั้นแหละ มาขึ้นค่าปรับคนที่ดีใจน่าจะเป็นตำรวจ ยิ่งยกเลิกเงินค่าส่วนแบ่งก็ยิ่งดีใจ(จะได้กินรวบเต็มปากเต็มคำ) หมวกกันน็อคมอเตอร์ไซค์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ยังเห็นคนไม่ใส่เยอะแยะไปหมดแม้จะมีค่าปรับ คนที่ดีใจก็น่าจะเป็นหมอกับตำรวจ ขนส่งถ้ามีสติปัญญาแค่นี้ อยู่เฉยๆน่าจะดีกว่า

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน