*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2823271
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 533 , 19:20:06 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

 

 

Fairplay นะพวก ! 


 

ศาลลุยเชียงรายเช็คที่สร้างที่ทำการ ผอ.ศูนย์พืชสวนฯแนะมีอีก80ไร่เหมาะกว่า

ศาลลุยเชียงรายเช็คที่สร้างที่ทำการ ผอ.ศูนย์พืชสวนฯแนะมีอีก80ไร่เหมาะกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 18.55 น.

ศาลลุยเชียงรายเช็คที่สร้างที่ทำการ ผอ.ศูนย์พืชสวนฯแนะมีอีก80ไร่เหมาะกว่า

23 ส.ค.61 ความคืบหน้ากรณีสำนักงานศาลยุติธรรม ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขอใช้ที่ดินราชพัสดุเพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 แห่งใหม่ ตรงที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชร.225 และที่ ชร.1238 ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เนื้อที่ประมาณ 42-3-00 ไร่ ของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย กรมวิชาการเกษตรนั้น

ล่าสุดพบว่าคณะจากศาล ได้เข้าไปศึกษาดูงานพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ในพื้นที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ โดยหากมองจากถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ ซึ่งผ่านหน้าศูนย์ดังกล่าวก็จะเห็นแปลงสาธิตเป็นนาข้าวและไม้ผลอื่นๆ รวมถึงบ่อปลา เป็นบริเวณกว้างเช่นเดิม

ด้านนายสนอง จรินทร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางศูนย์ฯยังไม่ได้รับหนังสือขอใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการ เพียงแต่มีหนังสือจากศาล จ.เชียงราย ลงวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา ขอนำคณะไปดูพื้นที่เพื่อสร้างสำนักงานและบ้านพัก ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา รองประธานศาลฎีกา เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5  อธิบดีศาลอุทธรณ์ภาค 5 นายภาสกร บุญญลักษม์ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ธนารักษ์พื้นที่ จ.เชียงราย และคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม โดยได้เข้าไปดูพื้นที่ในส่วนของศูนย์เพื่อสอบถามการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน จากนั้นปรากฎข่าวว่าจะมีการใช้พื้นที่ดังกล่าว ทำให้เป็นที่ตกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะยังไม่มีหนังสือสั่งการใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

นายสนอง กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ของศูนย์ฯที่ทางคณะไปดูนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ติดถนนเชียงราย-ดงมะดะ แต่พื้นที่ที่ทางศาลจะใช้จริงๆมีจำนวน 40 ไร่กว่า ทำให้ยังมีเนื้อที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรที่อยู่ติดอีก 20 กว่าไร่รวมอยู่ด้วย จึงทำให้พื้นที่คาบเกี่ยวกันระหว่างกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตรฝ่ายละครึ่ง ทำให้ทางศูนย์ฯก็กำลังรอคำสั่งอย่างเป็นทางการจากกรมวิชาการเกษตรว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้ หากทางหน่วยเหนืออนุญาตให้ศาลเข้าใช้พื้นที่ ทางศูนย์ฯก็ต้องย้ายออกไปจากพื้นที่ส่วน 20 ไร่ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันพัฒนาพื้นที่เป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่มานานกว่า 7 ปีแล้ว โดยทั่วประเทศมีเพียง 7 แห่ง ตั้งด้วยงบประมาณการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อการศึกษาดูงาน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ไปศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะนักศึกษาจากสถานศึกษาต่างๆในจังหวัดภาคเหนือ เพราะหน่วยงานในพื้นที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะอนุญาตหรือไม่ อย่างไร ส่วนอีก 20 ไร่ของกรมส่งเสริมการเกษตรก็ขึ้นอยู่กับกรมฯ

“ปัจจุบันศูนย์ฯมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,900 ไร่ พื้นที่ที่ใช้เพื่อการวิจัยอยู่ทางด้านหลังศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวเข้าไป สำหรับศูนย์เรียนรู้ที่มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ดังกล่าวนั้น เป็นที่ราชพัสดุและอยู่ติดกับถนน ซึ่งปัจจุบันมีการทำเป็นนาข้าว ปลูกไม้ผล พืชผัก บ้านเกษตรกร สระน้ำ ฯลฯ อย่างครบถ้วน แต่ด้านข้างมีถนนเข้าไปได้อยู่ ซึ่งได้ให้ชาวบ้านปลูกเป็นป่าไผ่เนื้อที่รวมกันประมาณ 80 ไร่ อาจจะเหมาะสมมากกว่าหรือไม่ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาต่อไป” นายสนอง กล่าว

 

มาแน่'ม.44'!!! วิษณุเปิด 6 ข้อคลายล็อกพรรคการเมือง รอคสช.เคาะให้บิ๊กตู่ลงนาม

มาแน่'ม.44'!!! วิษณุเปิด 6 ข้อคลายล็อกพรรคการเมือง รอคสช.เคาะให้บิ๊กตู่ลงนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.16 น.

วันที่ 23 สิงหาคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมคลายล็อกการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้คุยกันเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยต้องการให้ 1.พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมได้ 2.ให้ความเห็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ 3.สามารถดำเนินการเกี่ยวกับไพรมารีโหวตได้ 4.ตั้งกรรมการเพื่อสรรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 5.ติดต่อประสานงานกับสมาชิกได้ ส่วนข้อ 6.นั้นจำไม่ได้ แต่ไม่ใช่การหาเสียงเลือกตั้งแน่นอน

นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปิดทางให้สามารถดำเนินการได้ และการใช้ม.44 ก็ไม่เห็นจะเป็นประเด็นอะไร เพราะคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 นั้นเปรียบเหมือนกฎหมาย การจะปรับเปลี่ยนคำสั่งนี้ก็จะต้องออกกฎหมาย โดยม.44 แต่ไม่ทราบว่า คสช.จะออกคำสั่งได้เมื่อใด ส่วนการทำไรมารีโหวตนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด เพราะกำหนดเพียงให้รับฟังความเห็นของสมาชิกพรรคในการเลือกผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีหลายวิธีการ แต่ไม่ขอบอกว่าจะเสนอให้ คสช.เลือกรูปแบบใด แต่จะบอกถึงข้อดี ข้อเสีย ทุกรูปแบบ

 “จะเสนอคสช.ได้เมื่อไหร่คงไม่ต้องพูดเพราะจะก่อให้เกิดการคาดการณ์ เกิดความสับสนอลหม่าน มีการขยายผล มีการวิจารณ์ ด่าไปก่อน ทำให้ทุกอย่างไขว้เขว่ไปหมด ส่วนที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าพร้อมเซ็น เมื่อมีการเสนอมานั้นหมายถึง พร้อมเซ็นเมื่อมีการพิจารณาแล้วเสร็จ โดยต้องเข้ามาพิจารณาในที่ประชุม คสช.ก่อนจะมีการปรับปรุง และยื่นให้หัวหน้าคสช.เซ็น” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อทำไพรมารีโหวตเสร็จพรรคการเมืองจะสามารถหาเสียงเลือกตั้งได้เลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ได้ เพราะการหาเสียงเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) กำหนดวันเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองจะลงพื้นที่พบปะประชาชนหลังทำไพรมารีโหวตได้หรือไม่นั้นจะต้องถามกกต.

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนที่ กกต.กางปฏิทินเบื้องต้นว่าจะสามารถออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งในเดือน ม.ค. 62 แล้วจัดการเลือกตั้งได้ในวันที่ 24 ก.พ.62 นั้น เป็นสมมติฐานของกกต. คิดว่าไม่มีปัฐหาในเรื่องของระยะเวลาเพราะสมัยที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีเวลาเตรียมตัวเลือกตั้งแค่ 20 วัน จนทำให้ พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ต้องขึ้นป้ายหาเสียงว่า คิดไม่ทันพี่น้องเอ๋ย เลือกกิจสังคม จึงไม่มีปัญหาเรื่องระยะเวลา

 “การประกาศเพียงสั้นๆ การหาเสียงก็จะสั้น บางคนอาจรู้สึกว่าเสียเปรียบ แต่บางพรรคอาจชอบใจ เหมือนที่หนังสือพิมพ์เขียนวันนี้ว่าทุกพรรคการเมืองอยากให้การเลือกตั้งสั้นทั้งนั้นเพราะจะได้จ่ายเงินน้อย แต่ก็ยังขาดการสร้างความรู้ความเข้าใจ การตัดสินใจเลือกนโยบายของพรรคต่างๆ ทางที่ดีที่สุดคือเอาให้พอดี เพราะอย่าง 20 วันก็สั้นเกินไป 90 วันก็ยาวเกินไป”นายวิษณุ กล่าว

 

ประมวลภาพ 'แนวหน้า FORUM' จับตาชีพจรเศรษฐกิจไทย

ประมวลภาพ 'แนวหน้า FORUM' จับตาชีพจรเศรษฐกิจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 19.06 น.

เวลา 18.00 น.วันที่ 23 สิงหาคม 2561 ที่ห้องเลอ คองอคอร์ด บอลรูม โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอ คองคอร์ด “นสพ.แนวหน้า” ได้จัดเวทีสัมมนา “แนวหน้า FORUM” จับชีพจรเศรษฐกิจไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลและวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย โดยภายในงานมีบุคคลสำคัญมาร่วมปาฐกถาและเสวนาพิเศษ โดยเวลา 18.35 น. ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษ “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโรดแมปเลือกตั้ง”

จากนั้นเวลา 19.10-20.30 น. ดร.อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เสวนาพิเศษหัวข้อ “แนวโน้มศักยภาพอุตสาหกรรมไทย” , ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา หัวข้อ “อนาคตการท่องเที่ยวไทยจะทะยานไปทิศทางไหน” และ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หัวข้อ “ทิศทางอนาคตอุตสาหกรรมไทยผ่านมุมมองภาคเอกชน”

คลิกชมไลฟ์สด! 'แนวหน้า FORUM' จับตาชีพจรเศรษฐกิจไทย

 
 
 
 
 
โชยกลิ่นคุก! ปชป.กางคำพิพากษา ซัด'เรืองไกร'บิดเบือนช่วย 'ปู' ทำลายตุลาการ

โชยกลิ่นคุก! ปชป.กางคำพิพากษา ซัด'เรืองไกร'บิดเบือนช่วย 'ปู' ทำลายตุลาการ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 13.51 น.

วันที่ 23 สิงหาคม นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้คืนทรัพย์สินต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกยึดอายัดไปชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีการขาดทุนจริงว่า ข้อมูลที่ นายเรืองไกร ออกมาพูดนั้น เป็นการบิดเบือนคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งสิ้น เป็นการเดินเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่อาจเข้าข่ายต้องการทำลายอำนาจตุลาการและความน่าเชื่อถือของคำพิพากษาศาล โดยหวังเพียงผลประโยชน์ทางการเมือง ให้คนเข้าใจผิดว่าอำนาจตุลาการไปกลั่นแกล้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ความจริงตามคำพิพากษาได้ระบุไว้ชัดถึงตัวเลขของผลการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวที่ทุจริตทั้งโครงการ ปิดบัญชีครั้งที่ 1 ขาดทุน 32,301 ล้านบาท ปิดบัญชีครั้งที่ 2 ขาดทุน 220,968 ล้านบาท ปิดบัญชีครั้งที่ 3 ขาดทุน 332,372 ล้านบาท รวม 585,641 ล้านบาท

“นี่คือสิ่งที่ คุณเรืองไกร พยายามบิดเบือนว่า เมื่อไม่มีความเสียหายแล้วศาลพิพากษาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ศาลได้ระบุไว้ชัดในหน้าที่ 60 ว่าการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในแต่ละขั้นตอนการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ก็ยังเกิดปัญหาการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และกระทบต่องบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก ศาลจึงพิพากษาว่า คุณยิ่งลักษณ์ กระทำความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน เพิกเฉยละเลย ก็ต้องถือว่าเป็นการจงใจ กระทำการละเมิด เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังเสียหาย คือเป็นเหตุให้ประเทศชาติเสียหาย กระทรวงการคลังจึงออกคำสั่ง ที่ 1351/2559 ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 35,717 ล้านบาท คุณยิ่งลักษณ์ ก็เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ฟ้องศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็ไปว่ากันในศาล มีสิทธิในการต่อสู้คดีหมด แต่อย่านำเหตุผลทางการเมืองมาทำลายกระบวนการยุติธรรม ทำลายอำนาจตุลาการ”

 นายราเมศ กล่าวด้วยว่า ในคำพิพากษายังระบุว่าโครงการระบายข้าวถุง ก็มีการคบคิดกันเพื่อกระทำการทุจริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรแจ้งประชาชนทราบด้วยว่าคดีไปถึงไหนแล้ว เรื่องนี้ก็น่าสนใจ เพราะศาลได้มีคำพิพากษาชัดเจนแล้วว่ามีการทุจริต

 

'จานบิน'สะท้าน!! ดีเอสไอฟ้องกราวรูดอีก 6 'พระ-ฆาวาส' เอี่ยวฟอกเงินคลองจั่น

'จานบิน'สะท้าน!! ดีเอสไอฟ้องกราวรูดอีก 6 'พระ-ฆาวาส' เอี่ยวฟอกเงินคลองจั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 18.42 น.

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้อำนวยการกองคดีการเงินการธนาคาร เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริต สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่มี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ เป็นตัวการคนสำคัญว่า ที่ผ่านมากองคดีการเงินการธนาคารได้ดำเนินคดีฐานฟอกเงินต่อเนื่องอีกหลายคดี รวมไปถึงในส่วนที่เชื่อมโยงกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีการสรุปสำนวนส่งให้อัยการดำเนินการสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปแล้ว

พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของเส้นทางการเงินทุจริตที่ นายศุภชัย ได้สั่งจ่ายเป็นเช็คของสหกรณ์ แล้วเบิกเป็นเงินสดโอนไปเข้าบัญชีพระรูปต่างๆ โดยพระที่ได้รับเงินได้นำเงินไปซื้อที่ดินบริเวณสถานปฏิบัติธรรมและธุดงคสถานในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ได้แก่ที่ดินที่ จ.นครราชสีมา พิจิตร และชุมพร ซึ่งที่ดินที่ซื้อนั้นยังพบว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่างๆ เป็นชื่อของ นายศุภชัย และชื่อบุคคลธรรมดา เพื่อเป็นการง่ายต่อการโอนยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

“ในส่วนนี้ล่าสุดพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวน โดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาเป็นฆราวาส 3 ราย และพระสงฆ์ 3 รูป ความเสียหายรวม 173,120,000 บาท โดยจะนัดส่งสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปยังสำนักงานอัยการคดีพิเศษในวันที่ 5 กันยายน ส่วนกรณีพระและวัดอื่นๆในกลุ่มนี้จะได้แยกดำเนินคดีอื่นๆ ต่อไป” พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าว

ผ่าประเด็นร้อน

ผ่าประเด็นร้อน

ผ่าประเด็นร้อน
วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 02.00 น.

ปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ไทย ต้องผ่าตัดและปฏิรูปขนานใหญ่!

 

ปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ไทยกำลังตกเป็นข่าวใหญ่อยู่ในขณะนี้หลังจากความประพฤติของพระภิกษุสงฆ์ในระดับรองสมเด็จ หรือว่าชั้น “พรหม” รวม 3 รูป คือพระพรหมดิลก, พระพรหมสิทธิและพระพรหมเมธีที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตที่เรียกกันว่าคดีเงินทอนวัดซึ่งว่ากันว่าเป็นการร่วมมือกันทุจริตระหว่างคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ชั้นรองสมเด็จทั้ง 3 รูป กับข้าราชการพลเรือนระดับผู้บริหารสูงสุดในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)

มีกระแสเรียกร้องจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วประเทศให้คณะสงฆ์ไทยทำการผ่าตัดและปฏิรูป ระบบการปกครองคณะสงฆ์เสียใหม่ทั้งหมดก่อนที่ความเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนารูปแบบสยามวงศ์ ซึ่งเป็นหินยานของไทยจะล่มสลายไปเพราะวงการสงฆ์ไทยไม่มีวิวัฒนาการที่ทันกับโลกใหม่ในยุคดิจิทัล ตามปูมประวัติของคณะกรรมการมหาเถรสมาคมของไทยนั้น ได้รูปแบบการบริหารงานคณะสงฆ์มาจากระบบของลังกาวงศ์จากประเทศศรีลังกา

คณะผู้บริหารสูงสุดของคณะสงฆ์และสามเณรไทยทั้ง 300,000 กว่ารูป นั้นมีคณะกรรมการมหาเถรสมาคมทำหน้าที่ดูแล โดยมี พศ.ทำหน้าที่สนับสนุนด้านงบประมาณและด้านธุรการ โดยพศ.ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งกำกับดูแลงานของพศ.ซึ่งคนปัจจุบัน คือ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ส่วนข้าราชการประจำที่ดูแลงานของพศ.คือ พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ พศ.

รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ไทยนั้นมีสมเด็จพระสังฆราชฯเป็นประมุขสูงสุด รองลงมาคือคณะกรรมการมหาเถรสมาคมรวม 20 รูป ซึ่งรวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชฯ ใน 20 รูป จะแบ่งเป็นฝ่ายธรรมยุตินิกาย 10 รูป ฝ่ายมหานิกาย 10 รูป ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายจะมีชั้นสมเด็จฝั่งละ 4 รูป รวม 8 รูป ที่เหลืออีก 9 รูป จะเป็นชั้นพรหมหรือรองสมเด็จแบ่งเป็นชั้นพรหมของธรรมยุต 4 รูป ชั้นพรหมของมหานิกาย 5 รูป ส่วนอีก 2 รูป เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม 2 รูป ที่ได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

จากคณะกรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 20 รูป ลงมาจะมีตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่รองลงมาคือเจ้าคณะภาค ซึ่ง
เจ้าคณะใหญ่กับเจ้าคณะภาคมักจะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย รองลงมาอีกคือเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งจะเป็นพระราชาคณะชั้นพรหม หรือชั้นธรรมที่อยู่ในคณะกรรมการมหาเถรสมาคมด้วยก็ได้ถ้าเป็นจังหวัดใหญ่ เช่น กทม. รองลงไปอีกคือเจ้าคณะอำเภอมาถึงเจ้าคณะตำบลแล้วก็เจ้าอาวาสที่ปกครองวัดและพระอารามต่างๆ

ตำแหน่งของคณะสงฆ์ไทยตามปกติจะมีสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานจากองค์พระมหากษัตริย์จะพระราชทานสมณศักดิ์และตำแหน่งพัดยศตามพรรษาที่ครองสมณเพศหรือตามอาวุโสและบางครั้งอาวุโสก็ไม่สำคัญๆ ที่ความรู้ทางธรรมและความสามารถในการบริหารวัดและคณะสงฆ์ซึ่งสงฆ์ไทยจะมีชั้นยศ หรือสมณศักดิ์มากถึง 18 ชั้น

สูงสุดคือสมเด็จพระสังฆราชฯ 1 รูป รองลงมาคือชั้นสมเด็จ 8 รูป ชั้นรองสมเด็จหรือว่าชั้นพรหมอีก 9 รูป และมาถึงชั้นธรรมทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายรวม 50 รูป พระราชาคณะชั้นเทพรวม 100 รูป ทั้ง 2 นิกาย พระราชาคณะชั้นราช 210 รูป ทั้ง 2 นิกาย พระราชาคณะชั้นสามัญอีก 510 รูป ต่อลงมาคือพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี โท เอก พิเศษอีกไม่จำกัดจำนวนจะมีประมาณ 3,000 รูป พระครูฐานานุกรมไม่จำกัดจำนวนมีประมาณ 5,000 รูปขึ้นไป หรือมากกว่านั้นพระครูป ระทวนสมณศักดิ์มีไม่จำกัดจำนวนอาจจะมีหลายหมื่นรูปสุดท้ายคือพระเปรียญธรรมซึ่งมีหลายหมื่นรูป จากการสอบ

การบริหารงานของพระสงฆ์ไทยนั้นกระทำตามอำนาจที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 การ
ตราพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดจากความต้องการของรัฐบาลในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มุ่ง
เปลี่ยนรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับนโยบายการปกครองประเทศของจอมพลสฤษดิ์เป็นหลัก

กล่าวโดยสรุปคืออำนาจการจัดการบริหารทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคมทั้ง 20 รูป นั่นเองปัญหาการทุจริตต่างๆที่เกิดขึ้นจึงมาอยู่ที่พระสงฆ์ที่เป็นชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 20 รูป นี่เอง อำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 18 มีความว่า มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะ สงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เพื่อการนี้ให้มีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมออกข้อบังคับวางระเบียบหรือออกคำสั่งโดยไม่ขัดหรือ แย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้

จะเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมตามมาตรานี้มีความหมายกว้างขวางมากหากมีคณะกรรมการรูปใดไปกระทำผิดการตรวจสอบทำได้ยากแม้จะได้มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) ปี2525 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติต่างๆ แต่อำนาจก็ยังอยู่ที่พระมหาเถระทั้งมวลอยู่นั่นเอง

น่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีอำนาจมากกว่ารัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งดำเนินการผ่าตัดและปฏิรูป ระบบการ
ปกครองคณะสงฆ์ของไทยที่เรียกกันว่าสยามวงศ์เสียใหม่ให้มีความทันสมัยเพื่อให้การปกครองสงฆ์ไทย มีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมรวมถึงป้องกันปัญหาการทุจริตภายในคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

ทีมข่าวการเมือง

..............................................

23 สิงหาคม 2561

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน