*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2823914
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< สิงหาคม 2018 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 29 สิงหาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 688 , 12:23:47 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คุณเปลว สีเงิน คิดสาระตะแล้ว พล็อตผลลัพธ์ได้ว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาครับ

แต่อย่างไรก็ตาม คุณเปลวยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงเมื่อท่านนั่งเก้าอี้นายกฯแล้ว จะเกิดผลตามมาอย่างไร ที่แน่ๆ คือ มีคนจ้อง

จะเอาคืนเยอะเลย แล้วท่านจะทนเป็นกระสอบทรายกระนั้นหรือ

                  

 

หมัดตรง !

 

 

 

 

รู้ไว้...นายกฯ คนต่อไปชื่ออะไร?

    
 

      ข่าว "น่าเบื่อ" ช่วงนี้ คือ.........

      ข่าว "ปลดล็อก-คลายล็อก" สู่การเลือกตั้ง

      คสช.มีอำนาจ.........

      ต้องการอย่างไร พอใจแบบไหน ก็ว่าไปเลย ไม่เห็นต้องมาพิโยก-พิเกน ทำให้มากเรื่อง-มากปัญหา น่ารำคาญเปล่าๆ

      ในเมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ๔ ฉบับ ตามภาคบังคับของรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๖๘ ก็เสร็จแล้ว

      แต่ละมาตรา.........

      สาระหลัก ก็ล้วนผ่านจากการพยักหน้า คสช.แทบทั้งนั้น

      และเดือนหน้า (ก.ย.๖๑) กฎหมายลูกที่ว่านี้ ก็จะประกาศใช้ครบทั้ง ๔ ฉบับ

      เมื่อประกาศใช้.......

      ก็ต้องไม่มีคำว่า "ปลดล็อก-คลายล็อก" เป็นอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ที่มีคำว่า "แห่งราชอาณาจักรไทย" อีก

      หรือไม่จริง?

      ดังนั้น รัฐธรรมนูญว่าไง "ทุกคน-ทุกพรรค" ควรที่จะเดินไปตามนั้น

      ถ้าใครแตกแถวไปจากบทบัญญัติ ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายต้องฟันให้ประจักษ์แก่ทุกคน

      รัฐธรรมนูญจะได้ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนจะได้มั่นใจ ไม่ว่อกแว่ก ไปหวังอำนาจและบุคคลพิเศษ

      ถ้าขืนใช้ ม.๔๔ เปลี่ยนความในรัฐธรรมนูญมาตรานั้น-นี้ไปตามอารมณ์รายวันเรื่อยๆ

      แล้วอะไร-ตรงไหนล่ะ......

      คือ "เสาหิน" ในความเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ?

      ออกกฎหมายมา ยังไม่ทันใช้ ก็ใช้อำนาจพิเศษ ล้มตรงนั้น แก้ตรงนี้ เปลี่ยนตรงโน้น

      แบบนี้ เปลืองเงินเปล่า อีกทั้งจะสร้างนิสัยให้คนไม่เชื่อถือศรัทธากฎหมาย

      เชื่อ-ศรัทธา "ตัวบุคคล" ดีกว่า

      เพราะตัวบุคคลที่ "มีอำนาจ" สามารถเปลี่ยนกฎหมายให้สอดคล้องประสงค์ได้ตลอดเวลา!

      เพราะแบบนี้ไง สังคมจึงติดนิสัย "พึ่งอำนาจ" ตัวบุคคลมากกว่าหวังพึ่งมาตรฐานทัดเทียมในระบบกฎหมาย

      ประเทศไทยได้ชื่อว่า.......

      ออกกฎหมายบังคับใช้ มากที่สุดในโลก

      แต่ "ล้มเหลว" ในการใช้บังคับ "มากที่สุดในโลก" ด้วยเช่นกัน

      ช่างน่าละอายนัก!

      ทุกวันนี้ อำนาจปกครองประเทศอยู่ในมือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

      จะเลือกตั้ง ไม่เลือกตั้ง หรือจะเลือกตอนไหน เมื่อไหร่ ก็ตามที่ชอบของ คสช.

      เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรที่ยังไม่แน่ใจ ยังไม่มีบทสรุป ไม่ต้องผายลมให้แย่งกันงับอากาศ ก็ไม่มีใครว่า

      แต่ในเมื่อผายออกไปแล้ว..........

      จะออกคำสั่งกำกับไปว่า ให้เหม็นหรือให้หอมได้ด้วยระดับกลิ่นแค่นั้น-แค่นี้

      คำสั่งน่ะ...ออกได้

      แต่จะควบคุม-บังคับจมูกใคร ให้เป็นความพอใจในมาตรฐานเดียวกันได้ล่ะ?

      ๔ ปี เข้าปีที่ ๕ ภาษานักการเมือง ก็ต้องบอกว่า "ล็อกคอ-ตีเข่า" คู่ต่อสู้คามุมแล้ว

      ถึงขั้นนี้ เมื่อระฆังยกใหม่ดัง ไม่มีปัญญาน็อกได้ ต้องใช้ตัวช่วยอยู่เรื่อย

      แบบนี้ ถึงชนะมา ปัญหาน่ะ ไม่เท่าไหร่

      แต่ "ครหา" นี่ซี มันน่าอาย!

      บอกตรงๆ เพราะหาความเชื่อถือยากในเรื่องกำหนดเลือกตั้งนี่แหละ ผมจึงไม่ค่อยสนเรื่องเลือกตั้ง

      ถ้า คสช.พร้อมจะลงสนาม.......

      เปิดคอก ก็พุ่งออกมาชนกันเลย เขาชนเขา จมูกชนจมูก จะขยักขย่อน สร้างเงื่อน-สร้างกติกา ปลดแค่นั้น คลายแค่นี้เพื่ออะไร?

      รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ บอกว่า.........

      "ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒) (๓) และ (๔) มีผลใช้บังคับแล้ว"

      ฉะนั้น แฟร์ๆ รัฐบาลไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้นอกเหนือกฎหมายอีก

      ในเมื่อยังไม่ประกาศใช้........

      เฉยๆ ก็ได้ ไม่เสียเงิน-เสียทอง ใครว่าอะไร ก็ถือว่าเป็นบ้าใบ้ ไม่รู้ความ

      แต่นี่..........

      รัฐบาลพูดจาเชิงส่งสัญญาณให้มั่นหมายกันไปล่วงหน้าแล้วว่า ปลายเดือนกุมภา ๖๒ จะเลือกตั้ง

      ก็ในกรอบ ๑๕๐ วัน ภายใต้เงื่อนไขกฎหมายลูกฉบับที่เหลือประกาศใช้ในเดือนหน้า คือเดือนกันยา

      เมื่อส่งสัญญาณเจตนาแน่ แสดงว่า รัฐบาล "พร้อมทุกด้าน" แล้ว

      เมื่อพร้อม กฎหมายสู่การเลือกตั้งว่าไง ก็ให้เป็นไปตามนั้น ไม่ต้องโงเงอะไรอีก

      ใส่กันไปเต็มร้อยตามรัฐธรรมนูญเลย

      อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านประชามติก่อนประกาศใช้แล้ว

      การสร้างเงื่อนไขเบี่ยงเบน เท่ากับเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ประชาชนโดยตรง!

      รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกทั้ง ๔ ฉบับ เหมือนเรือที่สร้างเสร็จแล้ว แต่อยู่บนคาน 

      ก็อยากพิสูจน์ฝีมือ ทั้ง "คสช.-กรธ.-สนช." ในความเป็นช่างก่อสร้างเรือลำนี้

      ว่าเมื่อ เข็นลงน้ำแล้ว จะคว่ำ..หรือหงาย

      วิ่งฉิว หรือ รั่วจมคาตา!?

      ต้องกล้าๆ กันหน่อย เพื่อประกันฝีมือเป็นความมั่นใจ ว่าโดยสารเรือลำนี้แล้ว

      อนาคตข้างหน้า ไม่พากันไปคว่ำตายกลางทะเลแน่!

      ทำไมผมจึงเจาะจงเป็น "เรือลำนี้"?

      ก็ดูจาก "พิมพ์เขียว" คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้ในการเลือกตั้งที่จะถึง

      การเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ส.ส. ๕๐๐ คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต ๓๕๐ คน และปาร์ตี้ลิสต์  ๑๕๐ คน

      ๓๕๐ ส.ส.แบ่งเป็น ๓๕๐ เขต คือเขตละ ๑ คน

      บัตรเลือกตั้งใบเดียว

      เข้าคูหาแล้ว กากบาทได้ครั้งเดียว ๑ คน ๑ คะแนน

      นั่นคือ กากบาทผู้สมัคร ส.ส.คนไหน เท่ากับกากบาทให้พรรคนั้นด้วย

      คะแนนคนหรือคะแนนพรรค จะเป็น "คะแนนสะสม" ของพรรคนั้นๆ รวมทั้งประเทศ

      ปิดหีบและนับคะแนนเสร็จแล้ว........

      จะนำคะแนนทั้ง ๓๕๐ เขต ของทุกคน-ทุกพรรค ทั้งแพ้-ทั้งชนะ มานับรวมกัน

      ได้เท่าไหร่ หารด้วย ๕๐๐

      สมมุติ คะแนนรวมทั้ง ๓๕๐ เขตของทุกพรรคได้ ๔๐ ล้านเสียง

      ก็เอา ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ หารด้วย ๕๐๐ = ๘๐,๐๐๐

      พรรคไหน ได้คะแนนรวมทั้งประเทศเท่าไหร่ ก็เอา ๘๐,๐๐๐ ไปหาร ได้ผลลัพธ์เท่าไหร่

      นั่นคือ จำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้น จะพึงมีได้ว่ากี่คน

      สมมุติ ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคะแนน ก็เอา ๘ หมื่นหาร ๑๒ ล้าน ประชาธิปัตย์จะพึงมี ส.ส.ได้ ๑๕๐

      แต่ผลเลือกตั้งออกมา ประชาธิปัตย์ได้ ๑๒๐ คน

      อยากรู้ว่า ประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สักกี่คน?

      ก็เอา ๑๕๐-๑๒๐ = ๓๐ 

      หมายความว่า ประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้สิลต์ ๓๐ คน รวมเป็น ๑๕๐ คน

      แต่สมมุติ ผลเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. ๑๖๐ คน ถือว่ามากกว่าเกณฑ์จะพึงมีได้ ๑๕๐ คนแล้ว

      ฉะนั้น ประชาธิปัตย์จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม คงมี ๑๖๐ คนตามจำนวน ส.ส.เขตที่ได้เท่านั้น

      อย่างเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ เพื่อไทยได้ ๑๕ ล้านเสียง ได้ ส.ส.เขต ๒๐๔ คน แลกค่าเป็นปาร์ตี้ลิสต์ได้อีก ๖๑ คน รวมเป็น ๒๖๕ คน

      เกินกึ่ง พรรคเดียวตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เลย!

      แต่เมื่อนำมาเข้าสูตรจัดสรรปันส่วนผสม ผลออกมา เพื่อไทยจะพึงมี ส.ส.ได้ ๑๖๓ คน

      แต่จากการเลือกตั้ง เพื่อไทยได้ ส.ส.เขตถึง ๒๐๔ คน เรียกว่าคะแนนนิยมล้นเหลือไปตั้ง ๔๑ คน

      ดังนั้น เพื่อไทยจะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เหมือนอย่างที่ได้ในปี ๒๕๕๔ อีก ๖๑ คน

      สรุป เพื่อไทยมี ส.ส.เพียง ๒๐๔ คน ในระบบเขตเท่านั้น!

      นี่เป็นตัวเลขสมมุติกลมๆ ให้ดูกัน.........

      ที่อยากบอกคือ การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

      ระบบ ๑ เขต ๑ ส.ส.จะไม่มีพรรคไหนได้ ส.ส.ถึงครึ่งในจำนวนเต็ม ๕๐๐ เพื่อเป็นพรรคเดียวได้ตั้งรัฐบาลเลย

      เพราะยิ่งได้ ส.ส.เขตมาก ยิ่งไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย

      เลือกตั้ง กุมภา ๖๒ พรรคไหน "ทั้งประเทศ" ได้ซัก ๘ หมื่นคะแนน ถึงไม่ได้ ส.ส.เขตเลย

      ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว ๑ คน!

      เมื่อไปดูมาตรา ๒๖๙ จะมี วุฒิสมาชิกจาก สนช.เลือกสรร ๒๕๐ คน

      และมาตรา ๒๗๒ บอกว่า.........

      "ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา"

      ถอดความได้ว่า ส.ส.๕๐๐ + ส.ว.๒๕๐ = ๗๕๐ เสียง

      กึ่งหนึ่งของสองสภาเท่ากับ ๓๗๕ เสียง

      นั่นคือ ใครจะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงสนับสนุน ๓๗๖ เสียงขึ้นไป

      เขียนชื่อ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผู้มี ๒๕๐ เสียงตุนอยู่ในกระเป๋า

      หาอีกแค่ ๑๒๕ เสียงในตลาดเลือกตั้ง ใส่กรอบทองแขวนข้างฝาไว้เลย

      ว่านี่คือ "นายกฯ เลือกตั้ง" คนต่อไป!

 

เพื่อไทยสูญพันธุ์?

    
 

    สรุป...
    มติ คสช.ใช้ ม.๔๔ คลายล็อกพรรคการเมือง 
    ตามคำอธิบายของ "วิษณุ เครืองาม" ก็ตามนี้
    จะใช้มาตรา ๔๔ ออกเป็นคำสั่ง คสช. ที่จะออกมาภายหลัง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ประกาศใช้แล้ว 
    คราวนี้คงสะเด็ดน้ำ แต่ยังไม่แห้งทั้งหมด!
    เดือนกันยายน-ธันวาคม นักการเมืองก็ไปไขกุญแจเปิดประตูพรรคได้       
    แต่มีประเด็นที่น่าสนใจกว่าจากนักกฎหมายมือหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ 
    "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" บอกว่า มีบางสิ่งที่ ทักษิณ ชินวัตร มองข้ามไป ขณะออกมาฟุ้งว่าเพื่อไทยจะกวาดเก้าอี้ ส.ส.ได้ไม่ต่ำกว่า ๒๖๐ ที่นั่ง 
    นั่นคือ
    "ตามกติการัฐธรรมนูญใหม่กระทบกับเพื่อไทยมากจนเกือบสูญพันธุ์มันก็เป็นไปได้ เช่น ถ้าจะพูดว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จากการถูกยุบพรรคทั้ง ๒ รอบ จะสามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้หรือไม่ ก็เป็นปัญหาทางกฎหมายอยู่ เพราะเดิมคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง พอพ้นระยะเวลาเพิกถอนสิทธิ์ ๕ ปี ก็กลับมาลงสนามได้ 
    ขณะเดียวกันตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ระบุบุคคลใดเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าการกระทำอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หมายความว่า ทำให้การเลือกตั้งเกิดความไม่สุจริตเที่ยงธรรม คนเหล่านี้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ตลอดชีพ ต้องออกจากวงการเมืองไปตลอดเลย"
    ก็มีอยู่เกือบ ๒๐๐ คน 
    ฟังดูน่าตกใจ!    
    แล้วจะตีความกฎหมายกันอย่างไร 
    เพราะถ้าเอาตามตัวบทตามลายลักษณ์อักษร ๒๐๐ คนในระบอบทักษิณ คงได้เสียวสันหลัง 
    ก็ฝากนักวิชาการ นักวิชาเกิน ทะแนะ ทนาย ลองกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญดู
    แต่ที่ไม่ต้องรอคือ กลุ่มอยากเลือกตั้ง วันนี้ชักจะไม่อยากเลือกตั้งเสียแล้ว 
    "โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา" แกนนำคนอยากเลือกตั้ง เธอทวีตข้อความ ดูเหมือนจะรู้ทันสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า
    "ถ้ามีการยุบพรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ ก่อนการเลือกตั้งจนทำให้ลงสนามแข่งขันไม่ได้ ประชาชนควรทำอย่างไร? ก็ต้องบอยคอตการเลือกตั้งค่ะ ขนาดการเลือกตั้งที่พรรค ปชป.เคยตัดสินใจบอยคอตไม่ลงสมัครเองยังเคยถูกทำให้เป็นโมฆะมาแล้ว ท่าทีของประชาชนต่อเผด็จการจากวันนี้ถึงการเลือกตั้งต้องหนักแน่นชัดเจน"
    ตกลง...เลือกตั้งคืออะไร?

'บิ๊กตู่'ทุบโต๊ะ!ไม่เห็นด้วยกฎหมายเพิ่มโทษหนักไม่พกใบขับขี่


    
 

28 ส.ค.61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้เพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ไม่พกใบขับขี่ว่า เรื่องนี้เป็นความคิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลต้องมาศึกษารายละเอียดดูว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ต้องไปหาประเด็นอื่นๆมาด้วย อย่ามองกันแค่ว่าเป็นการเพิ่มความรับผิดชอบให้กับคนที่จะต้องพกใบขับขี่หรือไม่ก็ต้องต่อทะเบียนรถ

“วัตถุประสงค์มีหลายอย่างด้วยกัน แต่ไม่ใช่หลายอย่างที่ในโซเชียลฯเอามาโพสต์กัน อย่าสร้างความเข้าใจผิดๆ แบบนี้ให้ประชาชน เพราะไม่เช่นนั้นในวันข้างหน้าการแก้ปัญหาจะไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องอาศัยกฎหมาย ความเหมาะสม ควรจะเป็นอย่างไร สำหรับผมยังไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ ก็ต้องหารือกันต่อไป ต้องมองกันในหลายๆ มุม อย่าไปขัดแย้งอะไรกัน ดังนั้นขอให้เข้าใจว่าวันนี้ผมยังไม่อนุมัติอะไรทั้งสิ้น”นายกฯกล่าว

 

เพื่อแม้วโล่ง! กรธ.ยันบ้าน111-109ลงเลือกตั้งได้

    
 

29 ส.ค. 61 - นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)  กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุพรรคเพื่อไทยอาจสูญพันธุ์เพราะมีสมาชิกถูกตัดสิทธิ์เพราะถูกยุบพรรคทางการเมือง 2 ครั้งว่า หากเป็นตัวผู้กระทำผิดโดยตรงและถูกคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง ตามมาตรา 97 (11) ของรัฐธรรมนูญ 60 จะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ได้ตลอดชีวิต  แต่หากเป็นกรณีคนบ้านเลขที่ 111 ของพรรคไทยรักไทย  และคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย  พรรคชาติไทย  จำนวน 109 คน  ซึ่งถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งโดยผลทางกฎหมาย แต่ไม่เป็นผู้กระทำผิดทุจริตการเลือกตั้งโดยตรง และเมื่อรับโทษมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี และพ้นความผิดมาแล้ว สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ 60 ได้ตามปกติ. 

 (คลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

........................................................

 

ส่ง1,733ชื่อผู้พิพากษา ชี้กรณีแรกในรอบ17ปี


    
 

     “สืบพงษ์” นำรายชื่อ 1,776 ตุลาการยื่นถอดถอน “ชำนาญ” พ้น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว เลขาธิการศาลชี้เป็นกรณีแรกตั้งแต่มีกฎหมายมา 17 ปี ลั่นทำด้วยความรอบคอบ คาดใช้เวลากว่า 1 เดือนก่อนลงมติ  เพราะต้องยืนยันชื่อ รวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาแจงก่อน ยังมึนหากผู้ถูกร้องลาออกเรื่องต้องยุติหรือไม่
     เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2, นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และ น.ส.มณี สุขผล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา  เดินทางมาเป็นผู้แทนยื่นคำร้องต่อเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้มีการลงมติเพื่อถอดถอนนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ในฐานะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ผู้ทรงคุณวุฒิในศาลฎีกา พร้อมรายชื่อ 1,776 ข้าราชการตุลาการที่เข้าชื่อตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 42 โดยมีนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้รับมอบ
     นายสืบพงษ์กล่าวว่า ได้นำรายชื่อข้าราชการตุลาการจำนวน 1,776 คน ที่ประสงค์จะถอดถอนนายชำนาญออกจาก ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งในรายชื่อได้แบ่งแยกผู้พิพากษาแต่ละระดับชั้นศาลเอาไว้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้จนกว่าเลขาธิการสำนักงานศาลฯ จะตรวจนับถูกต้อง และปิดประกาศก่อน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการข่มขู่ ส่วนเรื่องการตอบรับดูได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมลงชื่อถอดถอน และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการติดต่อกับผู้ถูกร้อง
    ด้านนายสราวุธกล่าวว่า สำนักงานศาลฯ จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารตามมาตรา 42 และ 43 ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม และระเบียบของ ก.ต. ที่ได้ออกมาในเรื่องการเข้าชื่อและการถอดถอน ก.ต. โดยการดำเนินการจะรายงานให้ทราบเป็นระยะถึงขั้นตอนไหนบ้าง และหากตรวจสอบรายชื่อครบถ้วนแล้ว ก็จะรีบส่งให้ศาลทั่วประเทศปิดประกาศคำร้องและรายชื่อของผู้เข้าชื่อทั้งหมดพร้อมกันภายในวันที่ 29 ส.ค.นี้ ส่วนผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่มีชื่ออยู่หรือประสงค์ถอนชื่อ จะสามารถแจ้งให้เอาชื่อออกได้ภายใน 20 วันนับแต่วันปิดประกาศ ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ ก.ต.
     นายสราวุธกล่าวต่อว่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วให้ถือว่ารายชื่อของผู้เข้าชื่อที่ไม่มีการคัดค้านเป็นรายชื่อที่ถูกต้อง ถ้ามีจำนวนไม่ครบถ้วน จะแจ้งให้ผู้แทนของผู้เข้าชื่อทราบเพื่อจัดให้มีการเข้าชื่อเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วมิได้เสนอการเข้าชื่อจนครบจำนวนก็จะจำหน่ายเรื่อง แต่หากการเข้าชื่อถูกต้องครบจำนวน ก็ถือว่าการเข้าชื่อมีผลสมบูรณ์ ก็จะส่งคำร้องไปให้ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกร้องขอให้ถอดถอนภายใน 7 วัน เพื่อให้ ก.ต.ผู้นั้นจัดทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำร้อง
     “จากนั้นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจะจัดให้ปิดประกาศคำชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือประกาศว่าไม่มีการยื่นคำชี้แจงดังกล่าวแล้วแต่กรณี ณ ที่ทำการของสำนักงานศาลยุติธรรม และศาลยุติธรรมทั่วประเทศ และจัดให้มีการลงมติเพื่อถอดถอนต่อไป ซึ่งสำนักงานศาลฯ จะปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้เคร่งครัดทุกประการ” นายสราวุธยืนยัน
     เมื่อสอบถึงหลักในการดำรงตนของผู้พิพากษานั้นควรเป็นอย่างไร นายสราวุธตอบว่า การปฏิบัติตนของผู้พิพากษาใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ได้กำหนดข้อปฏิบัติไว้อยู่แล้วในมาตรา 62 บัญญัติให้ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายจริยธรรมด้วย ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมเป็นความผิดทางวินัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิจารณาพิพากษาคดี การวางตน การประกอบภารกิจอื่น หรือการวางตนของสมาชิกในครอบครัว มีทั้งหมดกว่า 40 ข้อด้วยกัน
     ถามอีกว่า หากตรวจสอบรายชื่อเสร็จและครบตามจำนวน ก.ต.ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า กฎหมายเขียนไว้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 43 ส่วนต้องหยุดเมื่อไหร่นั้น เรื่องนี้จะต้องรายงานไปยัง ก.ต.ให้เป็นผู้วินิจฉัยว่าต้องเริ่มหยุดปฏิบัติหน้าวันไหน ซึ่ง ก.ต.มีทั้งหมด 15 คน หากหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่น่ามีปัญหากับการทำงาน
     “ผู้พิพากษาทั้งประเทศที่ไม่ร่วมผู้ช่วยผู้พิพากษามีทั้งหมด 4,543 คน ซึ่ง 1 ใน 5 ที่สามารถเข้าชื่อก็จะมีจำนวน 909 คน ส่วนการถอดถอนต้องใช้มติเกินกึ่งหนึ่งเท่ากับ 2,272 คน” นายสราวุธระบุ
     เมื่อถามว่า ต้องใช้เวลากี่วันจึงจัดให้มีการลงมติถอดถอน ก.ต.ผู้ถูกร้องได้ นายสราวุธกล่าวว่า ขั้นตอนเราต้องปิดประกาศอย่างน้อย 20 วัน เพื่อให้คนที่ไม่ได้ลงชื่อหรือประสงค์ถอนชื่อ จากนั้นให้ ก.ต.ผู้ถูกร้องทำคำชี้แจงใน 7 วัน และปิดประกาศคำชี้แจงอีก 7 วัน แล้วถึงเข้าสู่กระบวนการการลงคะแนน คิดว่าน่าจะใช้ระยะเวลา 1 เดือนเศษ
    ถามว่าได้ดำเนินการทางวินัยกับฝ่ายใดบ้างหรือไม่จากเหตุการณ์นี้ นายสราวุธกล่าวว่า การดำเนินการทางวินัยมีขั้นตอนในการรับเรื่อง ขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่อง ส่วนจะมีการดำเนินการทางวินัยกับ ก.ต.ผู้ถูกร้องหรือไม่นั้น ขอตรวจสอบก่อน ขณะนี้เป็นเรื่องการถอดถอน จึงไม่อยากให้นำไปรวมกระบวนการทางวินัย เพราะการถอดถอนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีระเบียบ ก.ต.ว่าด้วยการเข้าชื่อและลงมติถอดถอน พ.ศ.2544
“ต้องไปดูข้อกฎหมายอย่างละเอียดอีกที ซึ่งการถอดถอนครั้งนี้พอรับเรื่องแล้ว ผมต้องรายงานตามขั้นตอน” นายสราวุธกล่าวตอบเรื่องหาก ก.ต.ผู้ถูกร้องลาออกจาก ก.ต.กระบวนการถอดถอนจะสิ้นสุดหรือไม่อย่างไร
     สำหรับหนังสือคำร้องมีใจความสรุปว่า นายสืบพงษ์, นายพงษ์ศักดิ์ และ น.ส.มณี ผู้แทนของผู้เข้าชื่อได้ดำเนินกิจการที่จัดให้ข้าราชการตุลาการไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของข้าราชการตุลาการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาเข้าชื่อกันขอให้ถอดถอน ก.ต.ออกจากตำแหน่ง มีความประสงค์ยื่นคำร้องขอให้มีการลงมติเพื่อถอดถอนนายชำนาญออกจากตำแหน่ง ก.ต. จากกรณีเมื่อวันที่ 2 ก.ค.2561 ที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ศาลนัดสืบพยานจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2177/2559 นายชำนาญซึ่งเป็นสามีของพี่สาวโจทก์ และเป็นพี่ชายของทนายโจทก์ ซึ่งเข้าไปร่วมฟังการพิจารณาคดีด้วย 
     โดยเมื่อทนายโจทก์ถามค้านจำเลย ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสอบถามทนายโจทก์ว่าเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีอย่างไร นายชำนาญได้ลุกขึ้นโต้แย้งผู้พิพากษาด้วยเสียงดังว่า ทำไมจะไม่เกี่ยว ท่านไม่มีสิทธิ์ถาม มีหน้าที่ต้องบันทึก ถ้าไม่บันทึกจะร้องเรียน ตั้งกรรมการสอบถึงไล่ออก ผู้พิพากษาจึงบันทึกไปตามที่นายชำนาญโต้แย้งและพิจารณาคดีต่อ ช่วงบ่ายทนายความโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนตัว อ้างมีความเห็นไม่ตรงกับโจทก์ และขอเลื่อนคดีเพื่อให้โจทก์หาทนายความใหม่ เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาพบว่าทนายความโจทก์กลับไปแล้ว มีนายชำนาญนั่งตรงที่นั่งทนายความโจทก์แถลงขอเลื่อนคดีแทน บอกว่าทนายโจทก์โกรธมากจะดำเนินคดีตามมาตรา 157 และร้องเรียนต่อด้วย แต่ได้ห้ามไว้ ต่อไปก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อ จะขอไปคุยกับทนายคนเดิมก่อน องค์คณะผู้พิพากษาจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีออกไป
     พฤติกรรมดังกล่าว นายชำนาญซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการที่มีอาวุโสสูง สามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้คู่ความอีกฝ่ายและประชาชนทั่วไปเกิดความแคลงใจในความเป็นอิสระของผู้พิพากษา เป็นการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการพิจารณาพิพากษาคดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 188 ที่บัญญัติให้ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม ปราศจากอคติ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (ดูหมิ่นศาล) และขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ หมวด 5 ว่าด้วยจริยธรรมเกี่ยวกับการดำรงตนและครอบครัว ข้อ 35 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาต้องเคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อยู่ในกรอบศีลธรรม สุภาพ สำรวมกิริยามารยาท มีอัธยาศัยยึดถือจริยธรรมและประเพณีอันดีของตุลาการ ทั้งพึงวางตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธา และข้อ 37 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายหรือแสวงหาประโยชน์อันมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่น ซึ่งมีมูลอันเป็นความผิดทางวินัย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 จึงไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต. ขอให้ดำเนินการจัดให้มีการลงมติถอดถอนนายชำนาญออกจากตำแหน่ง ก.ต.ต่อไป.

 

 
 

 

 

 

..........................................................

29 สิงหาคม 2561

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน