*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3261
  • จำนวนผู้ชม : 2200065
  • จำนวนผู้โหวต : 481
  • ส่ง msg :
  • โหวต 481 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 370 , 11:07:18 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ขึ้นชื่อว่า 'นักการเมือง' แล้ว ไม่ว่าหญิงหรือชายต้องพูดจาห้าวหาญกันทั้งนั้น อย่างกับนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรค

เพื่อไทยก็อยู่ในข่ายเช่นกัน ล่าสุดมีข่าวว่า

นางลดาวัลลิ์ กล่าวว่า นิด้าโพลยังพบอีกว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.16 เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหลังเลือกตั้งปีหน้า

เพราะมีความมั่นใจต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งน่าจะมีแนวทางในการบริหารและพัฒนาประเทศได้ดีกว่า และต่างชาติจะเข้า

มาลงทุนมากขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ อย่าหลงภูมิใจว่าการแจกบัตรคนจนมากถึง 14.7 ล้านคนใกล้การเลือกตั้งคือความสำเร็จในผลงาน

รัฐบาลของท่าน เพราะนั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน ซึ่งถ้ามองในเชิงเศรษฐศาสตร์

จะชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่าพลเอกประยุทธ์บริหารบ้านเมืองอย่างไรถึงมีคนจน 1 คน ในคนไทยทุกๆ 4 คน

 

 

 

 

หน้าไพ่ 'เลือกตั้ง' ใบแรก


    
 

                 "อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นคนใช้ภาษาผู้ดีเก่ง!

                นักข่าวถาม......

                "วันที่ ๗ ธันวาจะไปร่วมประชุมพรรคการเมืองตามคำเชิญนายกฯ ประยุทธ์มั้ย?"

                คนพรรคอื่นๆ เช่น เพื่อไทย อนาคตใหม่ เพื่อชาติ เมื่อไม่ไป เขาก็ตอบว่า ไม่ไป

                แต่กับอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ นักข่าวถามเมื่อวาน (๕ ธ.ค.๖๑) ท่านตอบ..........

                "ยังมองไม่ออกว่าจะมีเหตุผลอะไรที่คุยกันตอนนี้"!

                รูปประโยคเก๋

                ฟังแล้ว เข้าใจ-ไม่เข้าใจ ไม่รู้ล่ะ แต่ผู้ดี๊..ผู้ดี รื่นหูจัง!

                ครั้นเมื่อคั้นเอาแก่นความจากประโยคนั้น ตกลง ประชาธิปัตย์จะไปร่วม หรือไม่ไป?

                ไม่รู้.........

                ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ "หัว-ก้อย" ตีความได้ทั้งสองทาง!

                นี่เป็น "พลิ้วศาสตร์" ของนักการเมืองเก๋า ที่นักการเมืองบวชใหม่ตามพรรคต่างๆ ควร "ครูพักลักจำ" ไว้บ้าง

                น่าต่อ-รองกันดู ว่าพรุ่งนี้ ประชาธิปัตย์จะไปหรือไม่ไปร่วมประชุม?

                ตัวอภิสิทธิ์ไปเองหรือไม่ไป ไม่ใช่ประเด็น

                ที่เป็นประเด็นอยู่ตรงว่า ในนาม "พรรคประชาธิปัตย์" มีใครไปร่วม หรือไม่ยอมสมาคมคบค้ากับพลเอกประยุทธ์เลย?

                ความจริง ที่รัฐบาลนัดพรรคการเมืองทั้งหมดร่วมประชุมนั้น เป็นการนัดหมายมายาวนาน ๔-๕  เดือนแล้วมั้ง

                คือไม่ใช่เพิ่งเชิญ ด้วยเกิดเงื่อนไขใหม่ แรกๆ ก็เห็นแต่ "เพื่อไทย" เท่านั้น ที่ชัดเจนอยู่แล้ว "ไม่ไป"

                สำหรับประชาธิปัตย์ เพิ่งไม่กี่วันนี้ ที่ส่งสัญญาณ "ครึ่งร่วม-ครึ่งรวน" และให้น้ำหนักไปทาง "ไม่ไป"

                เรื่องทำนองนี้ ถ้าพร้อมจะไป มันก็มีเหตุผลเป็นคำตอบในตัวมันเองเยอะแยะ

                แต่เมื่อไม่พอใจจะไป มันก็มีเหตุผลยกขึ้นอ้างได้ร้อยแปดเช่นกัน ป่วยการที่ใครจะไปจับผิด-จับถูกในคำพูดแต่ละครั้ง

                และนั่น สอดคล้องคำตอบจากพลเอกประวิตร "ผู้จัดการรัฐบาล" ซึ่งท่านน้อมสนองว่า

                "ใครอยากมา ก็มา ไม่อยากมา ก็ไม่ต้องมา ไม่เห็นเป็นไรเลย"

                ก็สมน้ำ-สมเนื้อ...........

                ที่ประชาธิปัตย์พูด ก็ถูก

                และที่พลเอกประวิตรพูด ก็ถูก

                การนัดประชุมพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เป็นเรื่องสังคมการเมืองร่วมสร้างบรรยากาศ "สังคมบริหาร" ให้ประชาชน "ผู้ถูกปกครอง" ได้เห็นความเป็นผู้ "บรรลุนิติภาวะ" ของคณะพรรคที่จะมามีอำนาจนำประเทศ

                สำนึกคน "สังคมนำ" ต่อ "สังคมรวม" ควรจะเป็นเช่นนี้

                การยกประเด็น "เผด็จการ-ประชาธิปไตย" หรือแค้นแอบจิต-พิศวาสออกหน้า

                หรืออ้าง เลือกตั้งเป็นหน้าที่ กกต. พรรคการเมืองไม่ใช่ไม้ประดับรัฐบาล ฉะนั้น ไม่ไป

                ก็พูดได้-อ้างได้

                ก็เหมือนที่ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ และอีกหลายพรรค เรียกร้องให้ ๔ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ลาออก

                ไม่รู้จะอ้างกฎข้อไหนให้เขาต้องลาออก

                ก็อ้าง "จิตสำนึก"

                ทำนองเดียวกัน การไป-ไม่ไป มันไม่มีกฎกติกาบังคับ หากแต่มันเป็นเรื่อง "จิตสำนึก"!             

                เหมือนได้รับการ์ดเชิญไปงาน เจ้าภาพให้เกียรติเชิญแล้ว จะไป-ไม่ไป เหตุผลเยอะ แต่น้ำหนักแห่งการคิดคำนึงอยู่ที่

                คำว่า "เกียรติ"....

                ที่เขาให้เรา และที่เราให้เขา!

                เห็นคุณอภิสิทธิ์บอกด้วยว่า เลือกตั้งครั้งนี้ จะลงปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ ๑

                ผมเนี่ย บอกตรงๆ ตั้งแต่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เขตผมใครลง บางทีไม่เคยได้ยินชื่อเลย

                แต่เมื่อพะยี่ห้อประชาธิปัตย์ กากบาททันที!

                เหมือนตัวซวย..ผมน่ะ ในรอบ ๒ ทศวรรษ พรรคที่เลือก ไม่เคยชนะซักที

                อันที่จริง คุณอภิสิทธิ์เข้าการเมืองครั้งแรก ถ้าจำไม่ผิด ปี ๒๕๓๕  ลงสมัครเขตยานนาวา-บางคอแหลม ได้เป็น ส.ส.

                มาถึงรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คุณอภิสิทธิ์ก็เปิดทางให้คนอื่นลงเขต ตัวเองไปอยู่ปาร์ตี้ลิสต์

                กติการัฐธรรมนูญ ๔๐ ระดับประชาธิปัตย์ ปาร์ตี้ลิสต์ ๑๐-๒๐ คน สบายอยู่แล้ว

                แต่ตามกติการัฐธรรมนูญ ๖๐ ที่จะใช้เลือกกัน ๒๔ กุมภา ๖๒ ด้วยระบบสัดส่วน

                ได้ ส.ส.มาก อาจ "ไม่ได้" ปาร์ตี้ลิสต์

                ในทางกลับกัน........

                ได้ ส.ส.น้อย "จะได้" ปาร์ตี้ลิสต์!

                ดังนั้น การที่คุณอภิสิทธิ์ประกาศ เที่ยวนี้ลงปาร์ตี้ลิสต์ แสดงว่าประชาธิปัตย์ "มักน้อย"

                ตรงข้าม "เพื่อไทย" การที่แตกพรรคออกไป ๔-๕ พรรค หวังเก็บคะแนนตก นั่นแสดงว่า "มักมาก"

                ที่ว่าประชาธิปัตย์มักน้อย.......

                เพราะคุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ในหลักการ หัวหน้าพรรคลงเลือกตั้ง จะต้อง "แพ้ไม่ได้"

                คือต้องชนะ "ได้รับเลือกตั้ง" สถานเดียว!

                ด้วยกติกาใหม่ ถ้าต้องให้มั่นใจ คุณอภิสิทธิ์ลง ส.ส.เขต ด้วยศักดิ์ศรี ได้รับเลือกตั้งแน่

                แต่ลงปาร์ตี้ลิสต์ "ไม่แน่" อาจปิ๋ว

                ตามสูตรที่ผมว่า คือถ้าแฟนๆ เลือกประชาธิปัตย์ถล่มทลาย ได้ ส.ส.เป็นร้อย-สองร้อย

                เอาแค่ ๑๒ ล้านเสียง เท่าตอนเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ ก็พอ

                นั่นอาจมากเกิน "ส.ส.พึงมีได้" ตามระบบสัดส่วน

                ซึ่งก็จะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม แม้แต่คนเดียว

                แบบนี้ ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ ๑ คือคุณอภิสิทธิ์ "หลุดสภา" ไปเลย

                เว้นแต่อยู่ในบัญชี "ว่าที่นายกฯ" ของพรรค

                และได้รับโหวตจาก "รัฐสภา" เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียง ๓๗๖ เสียงขึ้นไปเท่านั้น!

                แต่เมื่อคุณอภิสิทธิ์ประกาศว่าลงปาร์ตี้ลิสต์ คำตอบเดียวก็คือ

                พรรคชั่งน้ำหนักลงตัวแล้ว เลือกตั้ง ๒๔ กุมภา ๖๒

                จะได้ ส.ส.น้อย ต่ำกว่าเกณฑ์ "ส.ส.พึงมีได้" แน่นอน

                เหตุนั้น จึงมั่นใจได้ว่า หัวหน้าลงปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ ๑ ชัวร์...ไม่พลาด!

                นี่จึงเป็น "สูตรมักน้อย" ของประชาธิปัตย์ เอาชัวร์ หัวหน้าพรรคไม่หลุดสภาไว้ก่อน

                ส่วนจะเป็นพรรคอันดับ ๑ แกนจัดตั้งรัฐบาล คงไม่หวัง        ยิ่งตำแหน่งนายกฯ ด้วยแล้ว อ่านจากยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีประชาธิปัตย์

                รอบนี้....ขอบายอีกรอบ!

                ตรงข้าม "เพื่อไทย" ทักษิณดีดลูกคิดแล้ว คราวนี้จะกวาด ๓๐๐ ส.ส.ขึ้นไป ซึ่งเป็นจำนวนเกินกว่า "ส.ส.พึงมีได้" ของพรรคแน่นอน

                การได้ ส.ส.มาก จะทำให้หมดสิทธิ์ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงเกิดสูตร "แตกพรรค" หวังแชร์ปาร์ตี้ลิสต์

                กะกวาดปาร์ตี้ลิสต์จากพรรคบริวาร ไปรวมกับ ส.ส.เขตแล้ว จะได้เป็นที่ ๑ จัดตั้งรัฐบาล

                นางสาวสุดารัตน์ เป็นนายกฯ ทักษิณบัญชาการ เป็นอำนาจระบอบทักษิณครองเมือง

                ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ คนไหน "ตีตัว-ตีใจ" ออกห่าง ฮึ่ม...มึงตาย กูคิดบัญชีย้อนหน้า-ย้อนหลังพวกมึงแน่

                นี่คือ ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี "มักมาก" ของพรรคทั้งพวงทักษิณเขา!

                ก็มีคำถามสาธารณะตอนนี้ว่า.......

                ที่ประชาธิปัตย์ "ตีรวน" ทุกดอกกับรัฐบาล ในความหมายพลังประชารัฐ ที่จะเสนอชื่อ "พลเอกประยุทธ์" เป็นว่าที่นายกฯ ของพรรค เป็นพรรคที่ผีไม่เผา-เงาไม่เหยียบ นั้น

                ประชาธิปัตย์ตกลงจะร่วมงานการเมืองกับพรรคตระกูลเพื่อของทักษิณใช่ไหม?

                ตามหน้าไพ่ แต้มมันบอกอย่างนั้น

                แต่ในความเห็นผม โอกาสประชาธิปัตย์ร่วมงานกับพรรคตระกูลเพื่อ เป็นไปได้

                ในนาม "พรรคร่วม" ฝ่ายค้าน!

.............................................

เพื่อไทยอัดรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพทำคนจนเพิ่ม โวเตรียมทางแก้ไว้แล้ว

    
 

6 ธ.ค.61 - นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการพบปะพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงบรรดาผู้ค้าหาบเร่ แผงลอยทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจย่ำแย่ รายได้ลดลงอย่างมาก สินค้าขายไม่ได้ เข้าทำนองทุนหายกำไรหด เป็นเหตุให้ต้องหยิบยืมเงินกู้นอกระบบมาเป็นทุนหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน สภาวะปากกัดตีนถีบ อันเนื่องมาจากความย่ำแย่ทางด้านเศรษฐกิจของชาวบ้าน สอดคล้องกับผลสำรวจของนิด้าโพล ที่เปิดเผยว่า มีประชาชนถึง 61.92 % เห็นว่าเศรษฐกิจปี 61 แย่ลง ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจแย่ลง มีคนจนมากถึง 14.7 ล้านคน จากประชากรเกือบ 70 ล้านคนทั้งประเทศ จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมากในขณะนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่หาซื้อมาเสพกันง่ายเหมือนซื้อลูกอม รวมถึงเกิดปัญหาเรื่องการคอรัปชั่นในหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน

นางลดาวัลลิ์ กล่าวว่า นิด้าโพลยังพบอีกว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.16 เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหลังเลือกตั้งปีหน้า เพราะมีความมั่นใจต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งน่าจะมีแนวทางในการบริหารและพัฒนาประเทศได้ดีกว่า และต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ อย่าหลงภูมิใจว่าการแจกบัตรคนจนมากถึง 14.7 ล้านคนใกล้การเลือกตั้งคือความสำเร็จในผลงานรัฐบาลของท่าน เพราะนั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน ซึ่งถ้ามองในเชิงเศรษฐศาสตร์จะชี้ให้เห็นได้ชัดเจนว่าพลเอกประยุทธ์บริหารบ้านเมืองอย่างไรถึงมีคนจน 1 คน ในคนไทยทุกๆ 4 คน

"จากปัญหาวิกฤติดังกล่าวนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมแนวทางสำหรับหยุดยั้งวิกฤตของประเทศไว้ทุกด้าน คือ 1.หยุดวิกฤติเศรษฐกิจทุกระดับชั้น ช่วยคนจนให้เป็นคนรวย มีงานทำมีรายได้ด้วยความรู้ความสามารถของตัวเองอย่างยั่งยืน 2.หยุดปัญหายาเสพติดในทุกชุมชน 3.หยุดปัญหาคอรัปชั่นทุกหย่อมหญ้า โดยมีทีมนักคิดนักบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ทำงานให้ประชาชนเห็นฝีมือมาแล้วจำนวนมาก พรรคเพื่อไทยพร้อมจับมือกับประชาชนก้าวเดินไปสู่เป้าหมายด้วยกัน นั่นคือคว้าชัยชนะในวันเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีหัวใจคือประชาชนอย่างแท้จริง ความสุขจากระบอบประชาธิปไตยของคนไทยก็จะกลับคืนมาทันที”นางลดาวัลลิ์ กล่าว

.............................................

 

'อนุสรณ์' ป้องแม้วปัดสร้างหนี้ ท้า 'สมศักดิ์-พปชร.' ยกเลิกกองทุนหมู่บ้าน

    

6 ธ.ค.61 - นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐระบุ นโยบายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่วนใหญ่จะให้กู้จนเวลานี้ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้สะสมในกองทุนหมู่บ้าน ว่า ไม่แน่ใจว่านายสมศักดิ์ความจำสั้นหรือเลือกจำบางเรื่อง บางเรื่องเลือกไม่จำ บอกเองว่า รัฐธรรมนูญดีไซน์มาเพื่อพวกเรา แต่ก็มากลับคำ หรือการบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯแน่เพราะมีสว. 250 คน และ คสช.เป็นคนตั้งสว. 250 คน ถือเป็นการพูดสิ่งที่อยู่ในใจดังเกินไป และอาจจะมีประเด็นปัญหาตามมาจนต้องออกมากลับลำอีก

ถ้านโยบายกองทุนหมู่บ้าน ไม่ดีจริง ตอนนายสมศักดิ์เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ ทำไมไม่พูด ไม่คัดค้าน แต่เพราะหลายนโยบายเป็นต้นแบบและได้รับการยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ สร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน กองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ภายใต้ปรัชญา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ถ้ากองทุนหมู่บ้านมีปัญหา นายสมศักดิ์และพรรคพลังประชารัฐ กล้าประกาศยกเลิกหรือไม่ ถ้าแน่จริงประกาศยกเลิกกองทุนหมู่บ้านไปเลย ตอนหาเสียงก็บอกว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ไปพาดพิงใส่ร้ายคนอื่นด้วยข้อมูลที่ไม่เป็นจริง

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ในขณะที่นายสมศักดิ์ โจมตีใส่ร้ายนโยบายของพรรคอื่น แต่ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐในหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ กลับไปแจกเอกสารนโยบายพรรคว่าจะทำกองทุนหมู่บ้าน เป็นการแอบอ้างหรือไม่ ควรละอายหรือไม่ นายสมศักดิ์เป็นหัวหน้าทีมปราศรัยพรรคพลังประชารัฐ ต้องเจอ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมปราศรัยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ซึ่งคอการเมืองจำได้แม่นว่าในสภาใครอภิปรายสร้างชื่ออย่างไร ใครไม่เคยอภิปรายอะไรในสภา แทนที่จะเอาเวลาไปกล่าวเท็จใส่ร้าย ดิสเครดิตพรรคอื่น ควรเอาเวลาไปคิดนโยบายแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เช่น จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นอย่างไร ลดจำนวนคนจน 14.6 ล้านคน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างไร ยังพอจะเป็นประโยชน์มากกว่า ส่วนพรรคเพื่อไทยจะรณรงค์เรื่อง หยุดความยากจน หยุดการระบาดยาเสพติด และหยุดคอรัปชั่นทุกหย่อมหญ้า จึงขอท้ามาแข่งนโยบายให้ประชาชนเลือกดีกว่า อย่าโจมตีใส่ร้ายกันเลย

..................................................

'ไพศาล'ฟันธง ใครหลงปั่นกระแสเอาไม่เอาทักษิณแพ้เลือกตั้งแน่

    
 

6 ธ.ค.61- นายไพศาล พืชมงคล  กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Paisal Puechmongkol ระบุว่า

การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ 
ประเด็นการเมือง จะไม่ใช่เรื่อง เอาทักษิณหรือไม่เอาทักษิณ 
ดังนั้นใครหลงปั่นกระแสนี้ก็จะปราชัยอย่างแน่นอน 
เพราะวันนี้ประเด็นการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว !!

 

...............................................

 กลุ่มคนรักเฉลิมชัยลั่นกวาด 'ส.ส.ภาคกลาง' เกิน30คนชนะพลังประชารัฐ

    
 

6 ธ.ค.61 - รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าวันพรุ่งนี้ (7 ธ.ค.) เวลา 18.00 น. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ในกลุ่มกว่า 40 คน จะลงสมัครในพื้นที่ภาคกลาง ในนามกลุ่มคนรักเฉลิมชัย ที่ร้านดาวล้อมเดือน ย่านราชพฤกษ์ ซึ่งนายเฉลิมชัยใช้เป็นห้องประชุมลับในการทำงานของกลุ่มคนรักเฉลิมชัยในพื้นที่ภาคกลาง

โดยงานนี้จะมีการเปิดใจและตอบข้อซักถามถึงกระแสข่าวต่างๆโดยแหล่งข่าวระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ นายเฉลิมชัย จะเป็นผู้นำการต่อสู้ชิงชัยเลือกตั้งอย่างเต็มที่และไม่มีการอ่อนข้อให้กับคสช.และพรรคพลังประชารัฐอย่างเด็ดขาด โดยมั่นใจว่าตัวผู้สมัครแต่ละคนล้วนมีฝีมือและมีฐานคะแนนเสียงอยู่ในพื้นที่ คาดว่าน่าจะสามารถชิงพื้นที่กวาดส.ส.เข้ามาในมือได้ไม่ต่ำกว่า 30 คน

 .............................................

บิ๊กคลีนนิ่งรัฐสภาฯ26ธ.ค.นี้ก่อนส่งคืนพื้นที่สำนักพระราชวัง

    

5 ธ.ค.61- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกลุ่มไลน์ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แจ้งว่า ในวันที่ 26 ธ.ค.2561 ที่ถนนหน้าอาคารรัฐสภา 1 จะมีการจัดกิจกรรม "Big Cleaningสภาครั้งใหญ่" โดยจะเชิญสมาชิก สนช. บุคลากรของ 2 สำนักงานฯ ผู้ติดตาม ผู้ปฏิบัติงานในวงงาน รวมถึงสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรวมพลังคนสภาทุกกลุ่มเป็นครั้งประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสุดท้ายของสภาแห่งนี้ก่อนส่งมอบให้สำนักพระราชวังในปี 2562 โดยมี นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือ ครูหยุย ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ให้เป็นประธานฯจัดงานกิจกรรมเพื่อเป็นการรำลึกความหลังและเพื่อเป็นการส่งท้ายอาคารรัฐสภาอู่ทองใน 

สำหรับอาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองใน นั้น เปิดใช้ทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2517 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 รวมทั้งสิ้น 44 ปี

 ..............................................

 

ชู‘บิ๊กตู่’เหยียบ‘แม้ว’ สมศักด์ิมั่นใจนายกฯรอบ2ซัดระบอบทักษิณสร้างหนี้

    
 

 "เสี่ยอ้วน" ปฏิเสธลั่น สมาชิกเพื่อไทยวางมวยชิงพื้นที่เลือกตั้งแค่พูดเสียงดัง แต่ "หัวเขียง" ยันมีใช้เท้าแหย่ ไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย ขณะที่พลังประชารัฐลงพื้นที่เช็กเสียง อ้างประชาชนฝากขอบคุณ "ลุงตู่" ช่วยเพิ่มเงินเดือน อสม. "สมศักดิ์" ลั่นกวาดแน่ถล่มทลาย อย่างน้อยก็ 125 เสียง "บิ๊กตู่" เหมาะสุดนายกฯ คนต่อไป เหยียบ "แม้ว" สร้างหนี้รัฐบาลนี้สอนวิธีหาเงินใช้หนี้

    ภายหลังพรรคเพื่อไทยตกเป็นข่าวอื้อฉาวจาก กรณีนายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีต ส.ส.ขอนแก่น ทำร้ายร่างกายนายธนิก มาสีพิทักษ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีสาเหตุมาจากแย่งพื้นที่เลือกตั้งกัน โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตัวเองมีความเหมาะสมกว่านั้น
       นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  เผยว่า ข่าวที่ออกมาเกินเลยความเป็นจริง ตนอยู่ในเหตุการณ์ ไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือ เพียงแต่มีปากเสียงกันนิดหน่อย เป็นการตะโกนถามกันเท่านั้น 
    เขากล่าวว่า วันดังกล่าวยืนคุยกับนายนวัธ ที่มาสอบถามความชัดเจนเกี่ยวกับผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น ที่นายนวัธเป็น ส.ส.เก่า แล้วนายธนิกเดินผ่านมา นายนวัธเลยตะโกนถามมายุ่งอะไรในเขต 7 ซึ่งตามภาษาผู้ชายจะเสียงดังหน่อย เลยบอกให้ใจเย็นๆ ตอนนี้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคกำลังให้สมาชิกส่งประวัติแจ้งความประสงค์เข้ามาแล้ว จะเริ่มพิจารณาหลังวันที่ 15 ธ.ค. ที่คาดว่าจะมีการปลดล็อกทางการเมืองแล้ว จากนั้นก็ให้นายนวัธ ก็นั่งลงร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับสมาชิกคนอื่น ขณะที่นายธนิกก็เดินออกไป
          อย่างไรก็ตาม นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องประชุมที่ชั้น 2 เสร็จแล้วก็เดินทางกลับต่างจังหวัดทันที เลยไม่ได้ขึ้นไปในห้องอาหารชั้น 7 ที่เกิดเหตุด้วย จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ 
    "แต่ฟังจากเขาเล่ามาเหตุการณ์เหมือนใช้เท้าแหย่กัน ไม่ถึงขึ้นลงไม้ลงมือกันรุนแรง คุณธนิกไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย แม้จะแจ้งความกันได้ แต่ก็ได้พูดคุยกับคุณธนิกแล้วว่าขอให้ทุกอย่างจบๆ กันไป"
    นายประยุทธ์กล่าวว่า นายธนิกเองก็ไม่ถือเป็นคนหน้าใหม่ที่ไหน เป็นอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ คนพื้นที่และตอนนี้ก็ยังมีบ้านพักใน อ.มัญจาคีรี ซึ่งเป็นอำเภอในเขตเลือกตั้งและการสรรหาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการวางตัวบุคคล เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคจะพิจารณาอย่างรอบด้าน จึงคิดว่าเรื่องนี้จะไม่กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งของสมาชิกพรรค
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่ามีความขัดแย้งจริงจำนวน 10 เขตที่มีผู้ต้องการลงสมัครซ้ำกันเป็นจำนวนมาก กำลังพยายามเคลียร์ในเขตที่ยังมีความซ้ำซ้อนอยู่ โดยจะใช้โพลสำรวจความนิยมและการรับฟังความคิดเห็นในการคัดเลือกผู้สมัคร คาดว่าจะสามารถทยอยประกาศผลชัดเจนได้ในเร็วๆนี้
แค่น้อยอกน้อยใจ
    "ยืนยันว่าไม่มีการใช้กำลัง เป็นเพียงการแสดงความน้อยอกน้อยใจ กรรมการยุทธศาสตร์ที่หัวหน้าพรรคเป็นประธานจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ในระหว่างนี้พรรคก็ได้ประชุมกับ กกต. ซึ่งยอมรับว่าความขัดแย้งเกิดมาจากการแบ่งเขต พื้นที่ที่เรามี ส.ส.อยู่ถูกแบ่งกระจาย การแบ่งเขตใหม่จึงเป็นปัญหาที่เราต้องเร่งแก้ไข"
    เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมประกาศความชัดเจนทางการเมืองร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และควรแสดงสปิริตลาออกหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของจิตสำนึกและความนึกคิดของแต่ละท่าน คงไปตอบแทนไม่ได้ ส่วนเรื่องความเหมาะคงต้องดู ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับพรรคการเมือง เป็นนายกฯ และแคนดิเดตน ายกฯ ด้วย มีรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค 
    เธอยังกล่าวถึงการไม่เข้าร่วมประชุมร่วมระหว่างรัฐบาล กกต.และพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ว่า  กกต.มีหน้าที่จัดการการเลือกตั้ง กกต.เป็นองค์กรอิสระ พรรคจึงพร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับกกต.ในการจัดประชุมทุกครั้ง แต่รัฐบาลและ คสช.โดยมี ม.44 ที่ต้องการจัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่หลักเกณฑ์  เราจะไปก็ไปตามหลักเกณฑ์ อะไรที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ไม่ทราบว่าไปแล้วจะเกิดประโยชน์อะไร 
    "ขอสนันสนุนให้ กกต.ใช้ความกล้าหาญ เสียสละ จัดการเลือกตั้งอย่างอิสระ และบริสุทธิ์ยุติธรรม ปลอดจากการใช้อำนาจรัฐและการซื้อเสียง" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
    ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อช่วยสมาชิกพรรครณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ว่า หัวหน้าพรรคสามารถลงบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ได้ 
    ส่วนการประชุมระหว่างแม่น้ำ 5 สาย กับพรรคการเมือง ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่เข้าร่วมประชุม เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะเข้าร่วม เนื่องจากหนังสือเชิญของ คสช.ระบุว่าเป็นเพียงการรับฟังการชี้แจงแนวทางการจัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่การร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการเลือกตั้ง ทำให้เราไม่แน่ใจว่าจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือไม่ เพราะหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งนั้น ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ 
    เขายืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐนตรีอีกสมัย เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยเรื่องขั้วอำนาจสนับสนุนใคร แต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ ในการบริหารงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การโยกย้ายฝ่ายการเมือง และการรวมศูนย์อำนาจ มีแนวทางไม่สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์
ชาติพัฒนาไปแน่
    ขณะที่นายดล เหตระกูล เลขาธิการพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) เปิดเผยว่า พรรคชาติพัฒนายินดีที่จะไปร่วมการประชุม ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือกันในการเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงนี้ และจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งข้อเสนอแนะจากฝ่ายต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญต่อประเทศมาก ถ้ามีความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย ช่วยกันทำให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องในทุกส่วนของการเลือกตั้งเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย สุจริต เป็นธรรม ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
    นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรค พปชร. จะเข้าร่วมการหารืออย่างแน่นอน ซึ่งตัวแทนของพรรคที่จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ ดร.อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และนายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนสมาชิกพรรค เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อเสนอกับทาง คสช.และ กกต. โดยยืนยันว่าในการหารือครั้งนี้ พรรคจะไม่สร้างเงื่อนไขเพื่อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
        ทั้งนี้ พรรค พปชร.ขอยืนยันจะร่วมกับพี่น้องประชาชนก้าวข้ามความขัดแย้งและสลายสีเสื้อต่างๆ  เพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนนำพาประเทศไทยและคนไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้ได้
        ส่วนที่มีบางฝ่ายระบุว่าการที่พรรคจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในบัญชีรายชื่อเพื่อเป็นนายกฯ จะเป็นการสืบทอดอำนาจนั้น กรรมการบริหารพรรค พปชร.กล่าวว่า กกต.เพิ่งจะรับรองพรรค พปชร.ได้ไม่ถึงเดือน ดังนั้นเราไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิกฤติการเมืองในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศได้ดี มีนโยบายประชารัฐที่ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้นการที่แกนนำพรรคจะยอมรับในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติทางการเมือง และจะตีความว่าเป็นเรื่องการสืบทอดอำนาจไม่ได้ เพราะผู้ที่จะตัดสินให้พรรคไหนชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้หรือ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ฉันทามติอยู่ที่คนไทยทุกคนที่มีสิทธิลงคะแนน และเมื่อถึงวันเลือกตั้งจะเป็นตัวตัดสินพรรคการเมืองต่างๆ
     วันเดียวกันนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร พร้อมด้วยแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จากหลายจังหวัด ได้ร่วมกันเปิดสำนักงานพรรคพลังประชารัฐประจำจังหวัดพิจิตร โดยนายสมศักดิ์กล่าวว่า การเลือกตั้งในเร็ววันนี้ เชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ทั้ง 250 คน รวมถึงมั่นใจอีกว่าผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐจะได้ไม่น้อยกว่า 125 เสียง หรืออาจจะได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายก็ได้
ชู"บิ๊กตู่"เหยียบ"แม้ว"
        เขากล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เกิดความปรองดองสามัคคี อีกทั้งมีการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้จากราคาข้าวเปลือก ราคาอ้อย รวมถึงสินค้าภาคการเกษตรอีกหลายรายการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น และเรื่องบัตรสวัสดิการของรัฐในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเบี้ยผู้สูงอายุ ฯลฯ ก็มีการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน จนส่งผลให้ได้เป็นผู้นำและเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล
    นายสมศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมานโยบายของนายทักษิณ ชินวัตร ส่วนใหญ่จะให้กู้จนเวลานี้ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้สะสมในกองทุนหมู่บ้าน จนอยากให้รัฐผ่อนผันด้วยการพักชำระหนี้ แต่พรรคพลังประชารัฐมีแนวคิดสร้างอาชีพเสริมเพื่อประชาชน จะได้มีเงินไปใช้หนี้ โดยเรื่องนี้พรรคพลังประชารัฐกำลังรวบรวมความเห็นของพี่น้องไปทำนโยบาย เราแตกต่างและเราต้องทำให้สำเร็จ
    "เวลานี้มีการกล่าวให้ร้ายเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงไปจัดตั้งรัฐบาลและประชาชน คงเห็นว่าการหาเสียงเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา มีคนพูดจะเอาคุณทักษิณ กลับบ้าน ซึ่งก็ยังไม่สามารถจะทำได้ เมื่อมีการพยายาม ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นในบ้านเมือง อย่างเช่นในสมัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม จึงเกิดการประท้วงของกลุ่ม กปปส. จนท้ายสุดลุงตู่ต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และถ้าไม่เข้ามาในวันนั้น ประเทศเราจะเป็นอย่างไร และเมื่อลุงตู่เข้ามา ก็มาทำสำเร็จในเรื่องความสงบเรียบร้อย และปัจจุบันก็มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนอีกด้วย"
    นายสมศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ทางการเมืองเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสง่ายกว่าคนอื่นที่จะเป็นนายกฯ อีกสมัย เพราะ คสช.มีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิภา (ส.ว.) ตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดในบทเฉพาะกาล และ ส.ว.เป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกนายกฯ ร่วมกับ ส.ส.
    นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ชาวบ้านฝากขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พี่น้องคนยากคนจนได้ประโยชน์มาก และล่าสุด ครม.อนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนอสม.จาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ อสม.ในการช่วยเหลือชาวบ้านอย่างมาก 
    ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ในฐานะประธานคณะทำงานรณรงค์เชิญชวนประชาชนสมัครสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) พร้อมด้วยนายประสาร มฤคพิทักษ์, นายสำราญ รอดเพชร, นายอุทัย ยอดมณี, นายสุริยะใส กตะศิลา เดินทางไปกราบ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (หลวงปู่พุทธะอิสระ) ที่บริเวณโรงเจหอคุณธรรมฟ้า วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ)    เพื่อร่วมงานอัญเชิญองค์พระมหาพุทธพิมพ์ "ปกเกล้า ปกแผ่นดิน" ขึ้นประดิษฐานบุษบกโลหะ
กำนันศิษย์หลวงปู่
    โดยเมื่อเดินทางไปถึง นายสุวิทย์ที่การเดินยังไม่ปกติ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน พานายสุเทพชมบริเวณโดยรอบมูลนิธิฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทั้ง 2 คน
          ทั้งนี้ นายสุเทพให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางมาร่วมงานว่า ตนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พุทธะอิสระ และในชีวิตได้ร่วมทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินกับหลวงปู่ วันนี้หลวงปู่มีงานพิเศษ คือ งานอัญเชิญองค์พระมหาพุทธพิมพ์ "ปกเกล้า ปกแผ่นดิน" ขึ้นประดิษฐานบุษบกโลหะ พอทราบเรื่องจึงได้มาร่วมงาน และร่วมทำบุญด้วยเป็นธรรมดา แต่บังเอิญว่าเวลานี้ไปไหนก็ไปคารวะแผ่นดิน คารวะประชาชน วันนี้เลยถือโอกาสมาคารวะประชาชนที่วัดอ้อน้อยด้วย 
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในงานดังกล่าวเดิมที่กำหนดการว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะเดินทางมาร่วมงาน แต่ปรากฏว่าได้แจ้งทางวัดมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่าไม่สามารถมาร่วมงานได้
    พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า หลังสำนักงานได้มีประกาศการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม จึงได้รับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง หรือ ผอ.กต.เขต โดยจะมีเขตเลือกตั้งละ 1 คน    และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง  หรือ กกต.เขต ซึ่งจะมีเขตเลือกตั้งละ 3 คน ประจำจังหวัดทุกจังหวัดและ กทม. ซึ่งกำลังมีการเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 3-7 ธ.ค.นี้  
    ส่วนขั้นตอนการสรรหา ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด  จะพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามและมีความเหมาะสมจำนวน 2 เท่า คือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง จำนวน 2 คน และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง จำนวน 6 คน เพื่อส่งให้ กกต.กลางคัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น ผอ.กต.เขต และ กกต.เขต ภายในช่วงสิ้นเดือน ธ.ค.  โดยคาดว่าจะมีคำสั่งแต่งตั้งได้ภายในช่วงต้นเดือน ม.ค.2562 
    สำหรับผู้ประสงค์จะสมัครต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเองต่อ ผอ.เลือกตั้งประจำจังหวัด พร้อมเอกสารหลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย ใบสมัคร รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว โดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้น และจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือ ติดยาเสพติดให้โทษ เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต เป็นต้น โดยสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ect.go.th 
    นอกจากนี้ ยังมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เป็นกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ประกาศ ณ วันที่  4 ธันวาคม.

 

ปิดตำนาน44ปีสภาอู่ทองใน

    
 

 ปิดตำนาน 44 ปี! รัฐสภาอู่ทองใน บิ๊กคลีนนิง 26 ธ.ค. ก่อนส่งมอบสำนักพระราชวังต้นปีหน้า "สุรชัย" เตรียม 5 สถานที่ใช้ประชุมชั่วคราว คาดสภาใหม่เสร็จ มิ.ย.62 เชื่อทันถกโหวตเลือกนายกฯหลังเลือกตั้ง

    เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย  รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่หนึ่ง  ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อจัดหาสถานที่เพื่อใช้การประชุมของสมาชิก สนช.แห่งใหม่ เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า วันที่ 11 ธ.ค. จะลงพื้นที่เพื่อดูสถานที่ตามที่มีผู้เสนอให้ใช้เป็นสถานที่ประชุมของสมาชิกชั่วคราว 6 เดือน ระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.2562 เบื้องต้นมี 5 ตัวเลือกคือ 1.ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ 2.หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 3.ห้องประชุมทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ 4.ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และ 5.ห้องประชุมกองทัพภาคที่ 1 
    โดยเงื่อนไขสำคัญที่จะพิจารณาและเลือกใช้เป็นสถานที่ประชุมคือการอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก ทั้งสถานที่จอดรถ ห้องอาหาร ห้องพักของบุคคลที่รอเข้าชี้แจงในที่ประชุม ระบบการลงมติวาระการพิจารณา และค่าเช่า ทั้งนี้ หลังจากที่ดูพื้นที่แล้ว จะกลับมาหารือกับคณะกรรมการ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และเลขาธิการวุฒิสภาต่อไป คาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ว่าจะใช้สถานที่แห่งไหนเป็นที่ประชุม  
    สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ย่านเกียกกายนั้น ได้รับทราบเบื้องต้นผ่านทางนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะแล้วเสร็จช่วงเดือน มิ.ย.62 ดังนั้นต้องหาสถานที่เพื่อรองรับการประชุมในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่สิ้นเดือนธ.ค.2561 เป็นต้นไป ส่วนข้อสงสัยว่าอาคารรัฐสภาแห่งใหม่จะแล้วเสร็จรับรองสมาชิกรัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ทันภายหลังการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 62 หรือไม่นั้น ตนคาดว่าทัน เพราะหลังเลือกตั้งจะมีเวลาการรับรองผลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่เกิน 2 เดือน ก่อนเปิดประชุมสภาลงมติเลือกนายกฯ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างจะแล้วเสร็จตามคาดการณ์กลางปี 2562 หรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ดูแลโดยตรง
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมเพื่อหาสถานที่เพื่อเตรียมรับรองการประชุม สนช.นั้น เป็นไปได้ว่าจะเลือกใช้ห้องประชุมทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ เนื่องจากมีความพร้อมด้านการประชุมมากที่สุด ซึ่งสามารถรองรับสมาชิกที่เข้าประชุมได้กว่า 500 ที่นั่ง แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ ค่าเช่าพื้นที่ที่เบื้องต้นมีค่าเช่าวันละ 8 หมื่นบาท แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ ช่วงเช้า 08.00-12.00 น. และช่วงบ่าย 12.00 16.00 น. แต่ สนช.อาจจะใช้เวลาประชุมช่วง 10.00- 17.00 น. จึงอาจขอต่อราคาเช่าห้องประชุมให้เหลือเพียงวันละ 6 หมื่นบาท ทั้งนี้ สัญญาเช่ามีระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 ซึ่งจะรวมถึงการจัดประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หลังการเลือกตั้งด้วย 
    สำหรับกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งก่อนหน้านี้ สนช. เตรียมจะขอใช้สถานที่โดยไม่มีค่าเช่านั้น แต่ในการหารือ มีข้อท้วงติงถึงความสง่างาม ที่อาจถูกสังคมวิจารณ์ได้ว่าประชุมกันในค่ายทหาร ทำให้ สนช.จึงอาจใช้เป็นตัวเลือกสุดท้ายของการหาพื้นที่
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มไลน์ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แจ้งว่า ในวันที่ 26 ธ.ค. ที่ถนนหน้าอาคารรัฐสภา 1 จะมีการจัดกิจกรรม "Big Cleaning สภาครั้งใหญ่" โดยจะเชิญสมาชิก สนช.  บุคลากรของ 2 สำนักงานฯ ผู้ติดตาม ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรวมพลังคนสภาทุกกลุ่มเป็นครั้งประวัติศาสตร์และเป็นครั้งสุดท้ายของสภาแห่งนี้ ก่อนส่งมอบให้สำนักพระราชวังต้นปี 2562 โดยมีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ให้เป็นประธาน จัดงานกิจกรรมเพื่อเป็นการรำลึกความหลังและเพื่อเป็นการส่งท้ายอาคารรัฐสภาอู่ทองใน 
    สำหรับอาคารรัฐสภา ถนนอู่ทองในนั้น เปิดใช้ทำการครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2517 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 รวมทั้งสิ้น 44 ปี.


......................................................

6 ธันวาคม 2561 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน