*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3261
  • จำนวนผู้ชม : 2200082
  • จำนวนผู้โหวต : 481
  • ส่ง msg :
  • โหวต 481 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 292 , 20:28:05 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         เมื่อมาถึงเวลานี้ พรรค 'พปชร.' ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคสนับสนุน 'บิ๊กตู่' แล้วมีโอกาสเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงกลายเป็นเป้าให้พรรคต่างๆที่ประกาศตัวว่าจะไม่ร่วมกับเผด็จการ หรือ

'บิ๊กตู่' พุ่งเป้าการโจมตีเข้าใส่เหมือนนัดกันไว้เลยทีเดียว ซึ่งมีพรรคใดบ้างก็ทราบได้โดยง่ายจากการติดตามข่าวการเมืองขณะนี้

 

ศก.ใต้บังเหียนรบ.เลือกตั้ง! 'อ๋อย-มาร์ค'ดาหน้าถล่ม5ปีเหลว 'ธนาธร'ชู3ทางแก้

ศก.ใต้บังเหียนรบ.เลือกตั้ง! 'อ๋อย-มาร์ค'ดาหน้าถล่ม5ปีเหลว 'ธนาธร'ชู3ทางแก้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.23 น.

6 ธ.ค.61 ที่อาคารรัตนคุณากร มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดงานเสวนา เรื่อง "การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง" โดยมี นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ พรรคไทยรักษาชาติ , นายสมพงษ์ สระกวี ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย , นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้ร่วมเสวนา

"จาตุรนต์"ย้ำ4-5ปีไร้การปฏิรูป แนะทุกพรรคต้องเลิกทำเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อทางศก.

โดย นายจาตุรนต์ ระบุว่า ในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมานี้ หลายคนรู้สึกว่า ไม่พบการปฏิรูปใดๆ และยังเกิดการเสียโอกาสในการแข่งขันกับต่างประเทศ เพราะถึงแม้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโตจริง แต่คนสังสัยทำไมไม่มีเงินในกระเป๋า เพราะแท้จริงแล้วการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทยถือว่า ต่ำสุดในอาเซียน โดยเฉลี่ยช่วง 4 ปี เราโตเพียง 2.4 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนบ้านเฉลี่ยที่ 6 เปอร์เซ็นต์ เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก คน 1 เปอร์เซ็นต์ มีทรัพย์สิน 66.9 เปอร์เซ็นต์ แต่คนส่วนใหญ่ 70 เปอร์เซ็นต์ มีทรัพย์สินรวมกันแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ภาพรวมคือ ไทยเติบโตช้ามาก แถมด้วยความเหลื่อมล้ำมหาศาล อีกทั้ง หลายมาตรการของภาครัฐที่ออกมา โดยหวังว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็กลับซ้ำเติมปัญหา เช่น โครงการช็อปช่วยชาติ เที่ยวช่วยชาติ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แค่คนไม่กี่กลุ่ม และมาตราการลดแลกแจกแถม ซึ่งไม่ทำให้คนพัฒนา

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า โครงการขนาดใหญ่ยังคงมีปัญหาเรื่องการประมูล เช่นเดียวกับโครงการประชารัฐในหลายโครงการ เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมกับรัฐได้โปรเจคต์ไปอย่างง่ายๆ ด้วยการโฆษณาว่า ทุนใหญ่จะได้มาช่วยรัฐบาลบริหาร แต่กลายเป็นว่า ยิ่งทำทุนใหญ่ยิ่งได้ประโยชน์ จึงไม่ต้องแปลกใจเหตุใดทำไมทุนใหญ่จึงได้ประโยชน์ อีกทั้งการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน บุคคลกร ทรัพยากร ต่อสมัยใหม่อย่างเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสำคัญมากในโลกปัจจุบัน แต่ประเทศไทยถือว่าช้ามาก ล่าสุดก็มีการเก็บภาษี e-commerce การค้าออนไลน์ โดยที่ไม่มีความเข้าใจ จนทำให้ถอยหลังและเสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย

"รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีข้อจำกัดหลายอย่าง จนทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมาก ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย ที่มากกว่ารัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน สิ่งที่ควรทำเร่งด่วน คือ ต้องฟื้นความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทย ให้นักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนกันมากขึ้น รวมถึงผู้บริโภคด้วย เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ทำได้โดยการสร้างประชาธิปไตย ต้องมีเสถียรภาพทางการเมือง พรรคการเมืองต้องช่วยกัน ต้องเลิกทำในเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ" นายจาตุรนต์ กล่าว

"สมพงษ์"เผย"เสรีรวมไทย"สนใจปัญหาความยากจน-ความเหลื่อมล้ำ ชี้แปลกใจ"รบ."กลับดีใจที่มีคนจนเพิ่มขึ้น

ต่อมา นายสมพงษ์ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ๆ ทางเศรษฐกิจ ที่รอให้พรรคการเมืองไปแก้ไข ก็ยังเดิมๆ เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ การทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้ในปัจจุบันจะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่ผู้เกี่ยวข้องในการร่างฯ กลับไม่ชอบมาตรการการตรวจสอบ และศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศอ่อนด้อย และการเปลี่ยนผ่านจากอำนาจรัฐประหาร เป็นประชาธิปไตย ซึ่งพรรคเสรีรวมไทยมีสนใจในปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ตนแปลกใจว่า ทำไมรัฐบาลรู้สึกเหมือนว่าดีใจที่คนไทยเป็นคนจนมากขึ้น ซึ่งอันที่จริงรัฐบาลควรยื่นมือเข้าไปแก้ไข รวมทั้งขณะนี้ราคายางตกต่ำมาก จนกระทั่งเกิดวลีจากชาวบ้าน ว่า "ครอบครัวอด รถถูกยึด และลูกต้องออกจากโรงเรียน" ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทางพรรคเสรีรวมไทยได้วางนโยบายไว้ในการหาเสียง และถือว่าสิ่งที่พรรคจะพูดอะไรออกไปย่อมจะต้องมีความรับผิดชอบ

"อภิสิทธิ์"อัดรบ.ยังยึดติดกับกรอบความคิดเดิมเรื่องรัฐรวมศูนย์ แนะปรับตัวเพื่อให้ก้าวต่อเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน

สำหรับ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาหลายปัญหาขณะนี้ ก็เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจทั่วโลก เช่น เทคโนโลยีที่สร้างความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และประเทศไทยยังเผชิญเรื่องความถดถอยการเมือง การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นปัญหา คือ 1.อัตราการเจริญเติบโตเศราฐกิจนั้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ประชาชนอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้น 2.ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยถดถอยลง 3.ความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นอันดับต้นๆ ของโลก ต้นตอของปัญหาคือ ผู้บริหารประเทศปรับตัวไม่ได้กับโลกสมัยใหม่ จึงอยู่กับชุดความคิดอำนาจนิยม รวมศูนย์อำนาจ ตามมาด้วยแนวคิดความสงบเรียบร้อยในทุกมิติมากกว่าสิ่งอื่นใด เมื่อคิดแบบนี้รวมกับความไม่เข้าใจของผู้มีอำนาจที่ว่า สังคมมันเคลื่อนตัวไปสู่ยุคหลังอุตสาหกรรมแล้ว ก็ส่งผลให้ออกนโยบายหลายอย่างที่มีปัญหา ถึงแม้ว่าจะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจไป คาดว่าน่าจะเป็นล้านล้านบาท เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่บังคับให้ใช้ในร้านธงฟ้าประชารัฐ ทำให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชน ทำให้เงินทุนไม่หมุนเวียน และบางเรื่องดูเหมือนว่ารัฐบาลจะจำนนกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า แนวคิดแบบรัฐรวมศูนย์แบบเดิม ไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจสมัยใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างสรรค์ เพราะถูกจำกัดเรื่องเสรีภาพ เช่น บทลงโทษใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นต้น อีกทั้งการลดแลกแจกแถมเป็นเพียงการหวังผลเฉพาะหน้า การปฏิรูปไม่มีหลักคิดตั้งแต่ต้น ใช้คำว่า "ปฏิรูป" จนเฝือมาก ทั้งที่มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในระบบเชิงพื้นฐาน ซึ่งต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชนในทุกทาง นี่คือปัญหาที่เรากำลังเผชิญ ต้องแก้ไขหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองต้องมีวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน เพื่อพาประเทศออกจากปัญหาให้ได้

"สิริพงษ์"ชี้ที่ผ่านมา"รบ."เน้นความคุ้มค่ามากกว่าให้โอกาส ยัน"ภท."จะลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน

ส่วน นายสิริพงศ์ ระบุว่า ประชาชนได้สะท้อนผ่านผลโพลล์ว่า ต้องการให้นักการเมืองดูแลราคาสินค้าเกษตร ปัญหาหนี้สิน พัฒนาเศรษฐกิจ การค้าการท่องเที่ยว  พัฒนาจังหวัดท้องถิ่นให้เจริญ และพัฒนาระบบขนส่งมวลชน การศึกษา พลังงานและสิ่งแวดล้อม แต่ที่ผ่านมาได้พยายามแก้มาตลอด แต่ทำได้เพียงเฉพาะหน้า ซึ่งปัญหาเกิดจากรายได้อยู่ที่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่า ภาคเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและยังคงจนซ้ำซ้อน ที่ไม่อาจเปลี่ยนให้ไปทำอาชีพอย่างอื่นได้ เพราะนี่คือวิถีชีวิต เศรษฐกิจเมืองรองและเมืองเล็กก็ไม่ได้รับการเหลียวแล วิธีการบริหารจัดการภาครัฐสมัยที่ผ่านมา ใช้หลักความคุ้มค่ามากกว่าการให้โอกาส นี่คือส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำอย่างภาษีมรดกนั้น ก็ไม่เห็นคนรวยคนไหนได้รับผลกระทบเลย มีแต่คนจนพ่อเสียชีวิตต้องไปขายนามาเสียภาษีรับมรดก ภาษีที่ดินก็ชัดเจนที่สุด คนรวยมีเงินพอจ่ายแล้ว แต่คนชั้นกลางและคนชั้นล่าง ต่างหากคือคนที่ต้องรับภาระ กฎหมายไทยเหมือนเรื่องตลก เหมือนมันถูกออกมาเพื่อรังแกคนทำมาหากิน ซึ่งภูมิใจไทยจะลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

"กิตติรัตน์"ท่องคาถา กลไกไม่เป็นปชต.ทำให้ศก.เกิดปัญหา แนะรัฐควรส่งเสริม ไม่ควรเป็นอำนาจนิยม

ด้าน นายกิตติรัตน์ ระบุว่า หากให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ ภาวะรวยกระจุกจนกระจายจะดีขึ้น ทั้งยังต้องสร้างเสถียรภาพทางราคา ไม่ใช่เดี๋ยวถูกเดี๋ยวแพง เศรษฐกิจจะดีได้ต้องมาจากรายได้สำคัญคือ การส่งออก ที่เราพึ่งพากันสูงถึงร้อยละ 70 ของทั้งหมด การท่องเที่ยวก็สำคัญ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศก็สำคัญ ซึ่งจะเกิดจากขึ้น ก็ต่อเมื่อประชาชนมีกำลังซื้อ ตลอด 4 - 5 ปีนี้ ตนมีแต่ความทุกข์ เพราะกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก่อให้เกิดผลร้ายมาก การส่งออกจะดีกว่านี้มากถ้าอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ข้อตกลงเสรีทางการค้าทุกอย่างที่ทำไว้ต้องชะงักลง นอกกจากการพูดจาไม่ระวังจนทำให้การท่องเที่ยวมีปัญหาแล้ว ก็พบว่า การเอาใจใส่ในการท่องเที่ยวมีน้อยอีกด้วย

นายกิตติรัตน์ กล่าวด้วยว่า ถ้าเป็นรัฐบาลปกติ จะมีฝ่ายค้านคอยซักเรื่องงบประมาณกันยาวนาน แต่สภาที่แต่งตั้งมาใช้เวลาการพิจารณาเพียงไม่นาน ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ให้ร้ายระบอบประชาธิปไตยทุกอย่าง ดังนั้น ตนอยากเห็นภาครัฐทำหน้าที่ส่งเสริมจัดระเบียบ ไม่ใช่ทำตนเป็นอำนาจนิยม ออกกฎระเบียบจนคนสุจริตหมดกำลังใจที่จะทำงาน ควรให้โอกาส ธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็กให้มีความสามารถในการแข่งขัน ก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อการสร้างสินค้าและบริการจำหน่ายแก่คนทั้งในและนอกประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนใหญ่เป็นผู้กำกับแบบที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าตนเสนออะไรได้ตอนนี้คือ อยากให้คนเติมน้ำมันมีความสุข โดยเฉพาะดีเซล สำหรับภาคขนส่ง ซึ่งราคาทุกวันนี้ ไม่ได้ต่างจากวันที่น้ำมันในตลาดโลกราคาพุ่งสูงเลย ก็เพราะภายใต้รัฐบาลนี้ มีการเพิ่มภาษีดีเซล 2 ครั้ง รวม 6 บาทต่อลิตร เพราะฉะนั้น ภารกิจของรัฐในอนาคต จะต้องดูแลราคาสินค้าเกษตรให้ดีขึ้น โดยถือเป็นหน้าที่ เพื่อเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ทั้งยังต้องบูรณาการส่วนราชการ เอกชน ประชาสังคม เอ็นจีโอ ชุมชน ก็ควรมีโอกาสปรึกษาหารือในการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นทางออกในการปลดปล่อยเศรษฐกิจไทยให้มีศักยภาพพร้อมแข่งขันได้มากขึ้น

"ธนาธร"เสนอ3แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ "ปลดล็อกการผูกขาด-สร้างอุตสาหกรรมโดยคนไทย ไม่ใช่แค่เป็นฐานการผลิต-กระจายอำนาจท้องถิ่น"

สุดท้าย นายธนาธร กล่าวว่า ทุกพรรคมีนโยบายคล้ายกันหมด เห็นทุกปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ในเมื่อทุกพรรคเห็นปัญหาหมดแล้ว จะแก้ยังไง ซึ่งต้องกลับมาพูดความจริงว่า โครงสร้างที่กดทับสังคมไทย ไม่อยากให้สังคมไทยก้าวหน้า เพื่อให้พวกตนมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจเหนือกว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศนานเท่านาน คือกลุ่มอภิสิทธิ์ชน โดยทหาร ข้าราชการ และทุนผูกขาด ซึ่งถ้าไม่ทำลายโครงสร้างแบบนี้ เราจะไม่เห็นความก้าวอย่างที่เราอยากเห็น ถ้าไม่จัดการกันอย่างตรงไปตรงมา ในทางเศรษฐกิจ ขาหนึ่งที่อภิสิทธิ์ชนมีอยู่ จะเป็นระบบปิด ไม่ให้เปิดเสรี ไม่ต้องมีการแข่งขัน อีกขาหนึ่งที่อภิสิทธิ์ชนไม่อยู่ ภาคธุรกิจนั้นก็เปิดให้มีการแข่งขัน ทำให้ภาพของประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตของทุนต่างชาติ

นายธนาธร ระบุด้วยว่า เราจำเป็นที่ต้องนำเสนอ เพื่อปฏิเสธกระบวนทรรศน์แบบเก่า และเสนอแบบใหม่ โดยอนาคตใหม่ขอเสนอแนวคิดพัฒนาเศรษฐกิจไทย ดังนี้ 1.ปลดล็อกการผูกขาดในทุกอุตสาหกรรม ที่ทุนใหญ่นอนเตียงเดียวกับขุนทหารเป็นพวกเดียวกัน เพราะนอกจากจะปิดกั้นโอกาสของประชาชนแล้ว ยังเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย ยกเลิกการผูกขาดภาคธนาคาร ภาคการเกษตรต้องเลิกเอาเงินภาษีไปซื้อปุ๋ยเจ้าใหญ่แจกจ่ายประชาชน สุราชุมชุมก็ต้องปลดปล่อย 2.สร้างอุตสาหกรรมโดยคนไทยเพื่อคนไทย หมดเวลาแล้วที่คิดว่า ไทยเป็นฐานการผลิตให้ทุนข้ามชาติ และ 3.กระจายอำนาจท้องถิ่น ปลดปล่อยศักยภาพของประเทศไทย อย่าปล่อยให้กรุงเทพเป็นคอขวดอีกต่อไป ซึ่งทางพรรค อนาคตใหม่จะไม่สัญญาจะแก้ปัญหาทั้ง 77 หวัดได้ แต่สัญญาว่า พรรคอนาคตใหม่ จะพยายามเต็มทที่สุดความสามารถในการผลักดันให้ประชาชนในท้องถิ่นจัดการตนเองให้ได้

‘สุริยะ’ปัดบิ๊กตู่แสวงหาอำนาจ ย้อน พท.ออกกม.นิรโทษกรรมสุดซอยจุดไฟจลาจล

‘สุริยะ’ปัดบิ๊กตู่แสวงหาอำนาจ ย้อน พท.ออกกม.นิรโทษกรรมสุดซอยจุดไฟจลาจล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 13.44 น.

‘สุริยะ’ปัดบิ๊กตู่แสวงหาอำนาจ ย้อน พท.ออกกม.นิรโทษกรรมสุดซอยจุดไฟจลาจล

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 6 ธ.ค.61 ที่ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์  พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) จัดสัมมนาแนวทางการรับสมัครสมาชิกภาคกลาง โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรค ในฐานะหนึ่งในกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง เป็นประธาน

ทั้งนี้ นายสุริยะ กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่มีการจุดกระแสต่อสู้กันระหว่างประชาธิปไตยและเผด็จการ ว่า ที่แล้วมามีความพยายามกล่าวหากันอย่างต่อเนื่อง โดยบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเผด็จการ แต่ประชาชนต้องย้อนกลับไปดูว่าสาเหตุของการเข้ามาปฏิวัตินั้น เพราะการเมืองแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทำให้ประชาชนแบ่งเป็น 2 ขั้ว เป็นผลมาจากการที่พรรคเพื่อไทย(พท.) ออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ก่อให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวาย จนเกิดจลาจล ประชาชนเสียชีวิตและมีการทำลายทรัพย์สิน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้ตัดสินใจออกมา

“หาก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการแสวงหาอำนาจจริง ก็คงจะออกมาเร็วกว่านี้ แต่ได้ให้เวลาพรรคการเมืองแก้ไขปัญหาต่างๆ จนที่สุดแล้วก็ทำไม่ได้และมาวันนี้เมื่อบ้านเมืองสงบ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ประกาศที่จะให้มีการเลือกตั้ง วันนี้คือการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง สู้ด้วยนโยบาย ไม่ใช่สู้เรื่องเผด็จการหรือประชาธิปไตย” นายสุริยะ กล่าว

 
'สุธรรม'โดดป้อง!ปัด'แม้ว'สร้างหนี้ ชี้ถ้าไม่ถูกยึดอำนาจปท.อยู่แถวหน้าเวทีโลก

'สุธรรม'โดดป้อง!ปัด'แม้ว'สร้างหนี้ ชี้ถ้าไม่ถูกยึดอำนาจปท.อยู่แถวหน้าเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.53 น.

6 ธ.ค.61 นายสุธรรม แสงปทุม สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) แถลงชี้แจงโดยอ้างว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐ พาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาลยุค นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าสร้างหนี้ให้ประชาชนไว้จำนวนมาก ว่า แท้จริงแล้วนายทักษิณสามารถปลดหนี้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด พร้อมวางรากฐานเศรษฐกิจให้ประชาชนทั้งโอทอป หากนายทักษิณไม่ถูกยึดอำนาจเชื่อว่าประเทศไทยจะถูกจัดอยู่แถวหน้าของเวทีโลก และถือว่าขณะนี้การบริหารประเทศภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ประเทศไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองระดับโลก อีกทั้งนายสมศักดิ์กำลังผลักดันบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ สร้างความลำบากให้ประชาชน ขอเรียกร้องนายสมศักดิ์อย่าสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติอีกเลย

"โครงการโฮปเวลล์ที่ก่อสร้างในยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ถูกพับโครงการลงที่นายสมศักดิ์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไปกราบเสาโฮปเวลล์ ให้สำนึกว่าสร้างภาระให้ประชาชน" นายสุธรรม กล่าว

 
‘ตุ๊ดตู่’ยื่นคำขาด‘บิ๊กตู่’ลาออกนายกฯ-หัวหน้าคสช.ตั้งแต่บัดนี้

‘ตุ๊ดตู่’ยื่นคำขาด‘บิ๊กตู่’ลาออกนายกฯ-หัวหน้าคสช.ตั้งแต่บัดนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 16.55 น.

‘ตุ๊ดตู่’ยื่นคำขาด‘บิ๊กตู่’ลาออกนายกฯ-หัวหน้าคสช.ตั้งแต่บัดนี้

6 ธ.ค.61 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์ ระบุว่า “อย่ามองว่า พรรคไม่เข้าร่วมไม่ต้องการเลือกตั้ง แต่พรรคอื่นต้องการเลือกตั้งแบบบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบ เขาไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นทั้งผู้เล่นและควบกรรมการตัดสินด้วย ผมจึงขอเรียกร้องพล.อ.ประยุทธ์ ควรลาออกจากนายกฯ และหัวหน้า คสช.ตั้งแต่บัดนี้ไป”

การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวของนายจตุพร เกิดขึ้นภายหลังเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวที่ จ.ชัยภูมิ เกี่ยวกับการพูดคุยกับพรรคการเมืองในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ว่ากรณีบางพรรคการเมืองประกาศไม่เข้าร่วมนั้น ถ้าเขาไม่มาก็ช่างเขาสิ ไม่มาแปลว่าจะอยากเลือกตั้งหรืออย่างไร แสดงว่าไม่อยากเลือกตั้ง ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่เคารพกติกา

'อัจฉริยะ' อ่วม! ถูก รปภ.บริษัทดังแจ้งความ 5 ข้อหาหนัก

'อัจฉริยะ' อ่วม! ถูก รปภ.บริษัทดังแจ้งความ 5 ข้อหาหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.38 น.

6 ธ.ค.61 ที่ สภ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา นายภัทร ขอสงวนนามสกุลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) บริษัทรักษาความปลอดภัยขื่อดังแห่งหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แปลงยาว เพื่อให้ดำเนินคดีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมพวกใน 5 ข้อหา ประกอบด้วย

1.ข่มขืนใจผู้อื่นให้เกิดความกลัว โดยมีอาวุธ และเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ถึง 7 ปี 
2.ข้อหาร่วมกันบุกรุก ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ ซึ่งมีโทษจำคุก 5 ปี 
3.คดีร่วมกันครอบครอง และพกพาอาวุธโดยไม่ได้รับอนุญาติ 
4.คดีทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว 
5.คดีหมิ่นประมาท และดูหมิ่นซึ่งหน้า  

ทั้งนี้ทีม รปภ.ของบริษัทดังกล่าวยืนยันว่า พวกตนถูกคุกคาม และข่มขู่จริง และพร้อมที่ดำเนินคดีกับายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมพวก จนถึงที่สุด

สำหรับการเข้าแจ้งความดังกล่าวของ รปภ.สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้คลิปที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ด่าทอ ข่มขู่ อย่างรุนแรงกับทีม รปภ.ซึ่งปฎิบัติหน้าที่ในโรงงานแห่งหนึ่ง 

 
ตุนไว้เยอะ! 'วิษณุ'เผยถก7ธ.ค.มีของมาปล่อยแน่ เมินพรรคใหญ่ไม่ร่วมวง

ตุนไว้เยอะ! 'วิษณุ'เผยถก7ธ.ค.มีของมาปล่อยแน่ เมินพรรคใหญ่ไม่ร่วมวง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 16.27 น.

6 ธ.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือร่วมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) , คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง ว่า ในวันที่ 7 ธ.ค.น่าจะทราบรายละเอียดต่างๆ ส่วนจะปลดล็อกเมื่อไรนั้น รอให้หัวหน้า คสช.เป็นผู้ชี้แจงจะดีกว่า ส่วนรูปแบบการหารือในครั้งนี้ คสช.และรัฐบาล จะเป็นผู้ชี้แจงขั้นตอนต่างๆ ในภาพรวม ส่วนรายละเอียดอาจจะให้ผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง เช่น หากเป็นเรื่องการรักษาความสงบจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถ้าเป็นเรื่องขั้นตอนการรับสมัครหรือข้อห้ามต่างๆ จะเป็น กกต.จากนั้นจะเปิดโอกาสให้สอบถาม หากเกี่ยวกับใครผู้นั้นจะตอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวงหารือพรรคการเมืองไม่สามารถเสนอความเห็นอะไรได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เวทีนี้เปิดให้แสดงความเห็น สอบถาม และหารือ โดยอาจจะมีการเสนอว่าตกลงร่วมกันเช่นนี้ยอมหรือไม่ ถ้ายอมก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่เป็นห่วงว่าคนมามากจะใช้เวลาเพียงพอหรือไม่ เพราะการหารือครั้งแรกพรรคการเมืองยังแสดงความคิดเห็นได้ไม่หมด

เมื่อถามย้ำว่า หลังจากหารือแล้วจะมีการทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะเดินหน้าการเลือกตั้งอย่างไร หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นนั้น ส่วนการหารือต่างๆ จะจบในวันที่ 7 ธ.ค.เลยหรือไม่นั้น อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.จะว่าอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องน่าถาม แต่ถามตนไม่ได้

เมื่อถามว่า เหตุที่พรรคการเมืองใหญ่ไม่เข้าร่วม เพราะระบุว่า คสช.มีธงไว้อยู่แล้ว นายวิษณุ กล่าวยอมรับว่า มี เพราะจะไปโดยไม่มีอะไรอยู่ในมือได้อย่างไร อย่างน้อยก็บอกว่าวันไหนเลือกตั้ง ส่วนจะรับฟังความเห็นของฝ่ายการเมืองมาปรับใช้หรือไม่นั้น เราเชิญมาหารือ คำนี้ตนไม่ได้พูดขึ้นเอง แต่มันอยู่ในข้อ 8 คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ดังนั้น ในการหารือครั้งนี้ความเห็นของฝ่ายการเมืองยังมีความหมาย

ส่วนการที่พรรคใหญ่ไม่เข้าร่วมก็ไม่ใช่เงื่อนไขว่าจะปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อก เพราะต่อให้ไม่มีการประชุมเลย คสช.ก็มีเรื่องคิดจะทำไว้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างเดินหน้าไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้บอกได้แต่เพียงว่า มีของมาปล่อยแน่ เพราะตุนไว้เยอะ

‘หมอธี’สรุปทุจริต ศธ.โผล่ 631 เรื่อง สะสางเสร็จเกินครึ่ง

‘หมอธี’สรุปทุจริต ศธ.โผล่ 631 เรื่อง สะสางเสร็จเกินครึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.22 น.

‘หมอธี’สรุปทุจริต ศธ.โผล่ 631 เรื่อง สะสางเสร็จเกินครึ่ง

6 ธ.ค.61 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามการตรวจสอบการทุจริตทุกเรื่อง

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ต้องขอชมเชยทุกหน่วยงาน เพราะส่วนใหญ่มีความคืบหน้ามากในหลายเรื่อง เช่น การตรวจสอบเรื่องการก่อสร้างสนามฟุตซอล ที่ขณะนี้คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงได้สืบเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบวินัย

ส่วนเรื่องการตรวจสอบทุจริต โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) นั้นขณะนี้ใกล้จบแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามที่กระทรวงศึกษาฯเสนอไปแล้ว ซึ่งประธานสอบเป็นระดับ 11 ส่วนจะเป็นคนนอกหรือคนในกระทรวงศึกษาฯนั้นตนไม่ขอเปิดเผย รวมถึงไม่ขอเปิดเผยชื่อด้วย เพราะประธานอาจจะถูกข่มขู่ได้ เนื่องจากการสอบวินัยมีผลได้ผลเสีย จึงอาจจะทำให้ประธานและกรรมการฯลำบากใจหากเปิดเผยชื่อ

ส่วนเรื่องการตรวจสอบติดตั้งกล่องซีซีทีวี ทางสำนักงานคณะกรามการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ทำตามสัญญาหมดแล้ว แต่ต้องใช้เวลา ขณะนี้ ทาง พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับว่าให้ดำเนินการเร็วขึ้น ส่วนเรื่องการก่อสร้างโดม , การอนุมัติงบจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของ สพฐ. วงเงิน 279 ล้านบาท ในเขตพื้นที่การศึกษา พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การตรวจสอบนักเรียนผี, โครงการอาหารกลาง และการตรวจสอบอีกหลายๆเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก

“ขณะนี้มีคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน 7 เรื่อง อาทิ กองทุนเสมาฯ , อควาเรียม , การจัดซื้อครุภัณฑ์ฯ , โครงการอาหารกลางวัน , ซีซีทีวี , โมเน็ต และหลังคาโดม ส่วนคดีที่มีมูลค่าสูงที่สุด คือ กรณีอดีตผู้บริหาร สกสค.นำเงิน สกสค.จำนวน 2,500 ล้านบาท ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัท บิลเลี่ยนฯ โดยมิชอบ และนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้น บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน นำเงินไปก่อสร้างอาคารพัฒนาครูภาคเหนือ จ.เชียงใหม่” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ส่วนความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ ประเภทคดีทั่วไป โดยจำแนก รายหน่วยงานที่มีคดี /เรื่องทุจริต จำนวน 10 หน่วยงาน เป็นข้อมูลระหว่างเดือน ส.ค.2558-2561 มีคดี เรื่องทุจริต จำนวน 631 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 365 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 57.84 อยู่ระหว่างการดำเนินการ จำนวน 266 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 42.16

ด้าน พล.ท.โกศล กล่าวว่า การสอบวินัยร้ายแรงการติดตั้งซีซีทีวี ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ไปให้สำนักนายกฯแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอนายกฯลงนามแต่งตั้งกลับมา สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาขณะนี้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ส่งเงินงบประมาณ กว่า 10 ล้านบาท ลงไปให้โรงเรียนต่างๆแล้วเพื่อใช้ในการซ่อมซีซีทีวี และในวันนี้นายบุญรักษ์ก็ได้รายงานในที่ประชุมว่า ส่วนใหญ่ดำเนินการเสร็จแล้ว และได้ส่งเงินอีกจำนวน 64 ล้านบาทในการจัดซื้อซอฟแวร์เพื่อใส่ให้ครบตามทีโออาร์ ซึ่งขณะนี้เงินได้ลงไปถึงเขตพื้นที่ครบแล้ว ก็อยูที่ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จะไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งการดำเนินการจุดนี้ เดิมตีเส้นไว้ว่าภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซีซีทีวีจะต้องใช้งานได้ ดังนั้นคงต้องขยายเวลาการดำเนินการจุดนี้ออกไปอีก แต่ก็เร่งให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน

“การสอบวินัยร้ายแรงกรณีซีซีทีวี มีกว่า 70 คน เป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาฯ ตั้งแต่ระดับ ผอ.และรองผอ.เขตพื้นที่การศึกษา และผอ.โรงเรียน และในจำนวนนี้ยังไม่พบว่ามีข้าราชการในส่วนกลางของ ศธ.เกี่ยวข้อง ซึ่งมีแต่ถูกโยกไปอยู่สำนักนายกฯแล้ว ส่วนผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับเรื่องทุจริตโครงการก่อสร้างอควาเรียมนั้น จำตัวเลขไม่ได้ว่ากี่คน แต่มีผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ใน 6 กระทรวง และยังไม่เกษียณอายุราชการ” พล.ท.โกศล กล่าว

สำหรับความคืบหน้าในการสอบโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล ขณะนี้คืบหน้าไปมาก เนื่องจากหลายพื้นที่ยุติเรื่อง และหลายพื้นที่ตั้งกรรมการสอบละเมิด และหลายพื้นที่สอบวินัยไม่ร้ายแรง แต่ก็มีบางส่วนสอบวินัยร้ายแรง และเมื่อเร็วๆนี้ตนได้ลงไปตรวจสอบที่ สพม.29 จ.อุบลราชธานี ซึ่งเรื่องได้เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2557 ที่มีการทุจริจเบิกเงินซ้ำซ้อน มีความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท ถือว่าเยอะมาก จนเงินของเขตพื้นที่หมดบัญชี ไม่สามารถแบ่งให้โครงการอื่นที่มีในระบบได้ เรื่องจึงได้แดงขึ้นมา เป็นการโกงภายในเขตพื้นที่ฯไม่เกี่ยวกับ สพฐ. และขณะนี้ สพม.29 ชี้มูลมาแล้วให้สอบวินัยร้ายแรงทั้งหมด รวม 11 คน ซึ่งขณะนี้ส่วนหนึ่งเกษียณฯไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งลาออก โดมีระดับ ผอ. และรองผอ.เขตพื้นที่ฯ 2 คน และตัวการสำคัญคือ ผอ.กลุ่มการเงิน กับลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่บางส่วน

“ขณะนี้ผมขอให้ทาง สพฐ.ไปเคลียร์ สพม.29 ให้สะอาดที่สุด เพราะกลุ่มตรวจสอบภายในทำงานลำบากเนื่องจากยังมีคนของกลุ่มเก่าอยู่ข้างใน ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ก็รับไปดำเนินการแล้ว ซึ่ง สพม.29 จะคล้ายๆกับ ที่โคราชเขต 5 ที่พบว่ากำลังเริ่มดำเนินการแบบเดียวกัน หากไม่ไปยุติก่อน ปัญหาก็จะเกิดเหมือนกับ สพม.29”

พล.ท.โกศล กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของ สพฐ.นั้น มีหลักฐานชี้ชัด ชัดเจน 3 ราย แต่ขณะนี้ทางสำนักนิติการ สป.ศธ.ได้ขอให้ประธานตรวจสอบฯระบุผู้ที่เกี่ยวข้องโยงใยกับผู้บริหาร สพฐ.ทั้ง 2 รายให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ไม่ได้ตีกรอบเวลาแต่คิดว่าคงไม่ช้า

 
 
‘หมอธี’สรุปทุจริต ศธ.โผล่ 631 เรื่อง สะสางเสร็จเกินครึ่ง

‘หมอธี’สรุปทุจริต ศธ.โผล่ 631 เรื่อง สะสางเสร็จเกินครึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.22 น.

‘หมอธี’สรุปทุจริต ศธ.โผล่ 631 เรื่อง สะสางเสร็จเกินครึ่ง

6 ธ.ค.61 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามการตรวจสอบการทุจริตทุกเรื่อง

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ต้องขอชมเชยทุกหน่วยงาน เพราะส่วนใหญ่มีความคืบหน้ามากในหลายเรื่อง เช่น การตรวจสอบเรื่องการก่อสร้างสนามฟุตซอล ที่ขณะนี้คณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงได้สืบเสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบวินัย

ส่วนเรื่องการตรวจสอบทุจริต โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) นั้นขณะนี้ใกล้จบแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตามที่กระทรวงศึกษาฯเสนอไปแล้ว ซึ่งประธานสอบเป็นระดับ 11 ส่วนจะเป็นคนนอกหรือคนในกระทรวงศึกษาฯนั้นตนไม่ขอเปิดเผย รวมถึงไม่ขอเปิดเผยชื่อด้วย เพราะประธานอาจจะถูกข่มขู่ได้ เนื่องจากการสอบวินัยมีผลได้ผลเสีย จึงอาจจะทำให้ประธานและกรรมการฯลำบากใจหากเปิดเผยชื่อ

ส่วนเรื่องการตรวจสอบติดตั้งกล่องซีซีทีวี ทางสำนักงานคณะกรามการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้ทำตามสัญญาหมดแล้ว แต่ต้องใช้เวลา ขณะนี้ ทาง พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับว่าให้ดำเนินการเร็วขึ้น ส่วนเรื่องการก่อสร้างโดม , การอนุมัติงบจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของ สพฐ. วงเงิน 279 ล้านบาท ในเขตพื้นที่การศึกษา พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การตรวจสอบนักเรียนผี, โครงการอาหารกลาง และการตรวจสอบอีกหลายๆเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก

“ขณะนี้มีคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน 7 เรื่อง อาทิ กองทุนเสมาฯ , อควาเรียม , การจัดซื้อครุภัณฑ์ฯ , โครงการอาหารกลางวัน , ซีซีทีวี , โมเน็ต และหลังคาโดม ส่วนคดีที่มีมูลค่าสูงที่สุด คือ กรณีอดีตผู้บริหาร สกสค.นำเงิน สกสค.จำนวน 2,500 ล้านบาท ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัท บิลเลี่ยนฯ โดยมิชอบ และนำเงินไปลงทุนซื้อหุ้น บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน นำเงินไปก่อสร้างอาคารพัฒนาครูภาคเหนือ จ.เชียงใหม่” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ส่วนความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ ประเภทคดีทั่วไป โดยจำแนก รายหน่วยงานที่มีคดี /เรื่องทุจริต จำนวน 10 หน่วยงาน เป็นข้อมูลระหว่างเดือน ส.ค.2558-2561 มีคดี เรื่องทุจริต จำนวน 631 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 365 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 57.84 อยู่ระหว่างการดำเนินการ จำนวน 266 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 42.16

ด้าน พล.ท.โกศล กล่าวว่า การสอบวินัยร้ายแรงการติดตั้งซีซีทีวี ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ไปให้สำนักนายกฯแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอนายกฯลงนามแต่งตั้งกลับมา สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาขณะนี้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ส่งเงินงบประมาณ กว่า 10 ล้านบาท ลงไปให้โรงเรียนต่างๆแล้วเพื่อใช้ในการซ่อมซีซีทีวี และในวันนี้นายบุญรักษ์ก็ได้รายงานในที่ประชุมว่า ส่วนใหญ่ดำเนินการเสร็จแล้ว และได้ส่งเงินอีกจำนวน 64 ล้านบาทในการจัดซื้อซอฟแวร์เพื่อใส่ให้ครบตามทีโออาร์ ซึ่งขณะนี้เงินได้ลงไปถึงเขตพื้นที่ครบแล้ว ก็อยูที่ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จะไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งการดำเนินการจุดนี้ เดิมตีเส้นไว้ว่าภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซีซีทีวีจะต้องใช้งานได้ ดังนั้นคงต้องขยายเวลาการดำเนินการจุดนี้ออกไปอีก แต่ก็เร่งให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน

“การสอบวินัยร้ายแรงกรณีซีซีทีวี มีกว่า 70 คน เป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาฯ ตั้งแต่ระดับ ผอ.และรองผอ.เขตพื้นที่การศึกษา และผอ.โรงเรียน และในจำนวนนี้ยังไม่พบว่ามีข้าราชการในส่วนกลางของ ศธ.เกี่ยวข้อง ซึ่งมีแต่ถูกโยกไปอยู่สำนักนายกฯแล้ว ส่วนผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงเกี่ยวกับเรื่องทุจริตโครงการก่อสร้างอควาเรียมนั้น จำตัวเลขไม่ได้ว่ากี่คน แต่มีผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ใน 6 กระทรวง และยังไม่เกษียณอายุราชการ” พล.ท.โกศล กล่าว

สำหรับความคืบหน้าในการสอบโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล ขณะนี้คืบหน้าไปมาก เนื่องจากหลายพื้นที่ยุติเรื่อง และหลายพื้นที่ตั้งกรรมการสอบละเมิด และหลายพื้นที่สอบวินัยไม่ร้ายแรง แต่ก็มีบางส่วนสอบวินัยร้ายแรง และเมื่อเร็วๆนี้ตนได้ลงไปตรวจสอบที่ สพม.29 จ.อุบลราชธานี ซึ่งเรื่องได้เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2557 ที่มีการทุจริจเบิกเงินซ้ำซ้อน มีความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท ถือว่าเยอะมาก จนเงินของเขตพื้นที่หมดบัญชี ไม่สามารถแบ่งให้โครงการอื่นที่มีในระบบได้ เรื่องจึงได้แดงขึ้นมา เป็นการโกงภายในเขตพื้นที่ฯไม่เกี่ยวกับ สพฐ. และขณะนี้ สพม.29 ชี้มูลมาแล้วให้สอบวินัยร้ายแรงทั้งหมด รวม 11 คน ซึ่งขณะนี้ส่วนหนึ่งเกษียณฯไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งลาออก โดมีระดับ ผอ. และรองผอ.เขตพื้นที่ฯ 2 คน และตัวการสำคัญคือ ผอ.กลุ่มการเงิน กับลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่บางส่วน

“ขณะนี้ผมขอให้ทาง สพฐ.ไปเคลียร์ สพม.29 ให้สะอาดที่สุด เพราะกลุ่มตรวจสอบภายในทำงานลำบากเนื่องจากยังมีคนของกลุ่มเก่าอยู่ข้างใน ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ก็รับไปดำเนินการแล้ว ซึ่ง สพม.29 จะคล้ายๆกับ ที่โคราชเขต 5 ที่พบว่ากำลังเริ่มดำเนินการแบบเดียวกัน หากไม่ไปยุติก่อน ปัญหาก็จะเกิดเหมือนกับ สพม.29”

พล.ท.โกศล กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น ของ สพฐ.นั้น มีหลักฐานชี้ชัด ชัดเจน 3 ราย แต่ขณะนี้ทางสำนักนิติการ สป.ศธ.ได้ขอให้ประธานตรวจสอบฯระบุผู้ที่เกี่ยวข้องโยงใยกับผู้บริหาร สพฐ.ทั้ง 2 รายให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้ไม่ได้ตีกรอบเวลาแต่คิดว่าคงไม่ช้า

คลิป พระผู้มีแต่ให้! นำหลักปรัชญา 'ในหลวง ร.9' ดูแลเด็กพิเศษ

คลิป พระผู้มีแต่ให้! นำหลักปรัชญา 'ในหลวง ร.9' ดูแลเด็กพิเศษ

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 13.47 น.

พระ...ผู้มีแต่ให้! เจ้าอาวาสวัดห้วยหมูพระผู้อุปถัมภ์ช่วยเหลือเด็กพิเศษ เด็กออทิสติก และเด็กที่มีฐานะยากจน อีกทั้งยังก่อตั้งศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษวัดห้วยหมู ด้วยการสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 น้อมนำหลักแนวทางพระราชดำรัสต่างๆมาใช้ อยู่อย่างพอเพียงครองสมณสงฆ์อยู่ในบวรพระพุทธศาสนา จนเป็นที่นับถือของญาติโยม และ เป็นพ่อของเด็กๆพิเศษ 

อ่านรายละเอียดข่าวที่นี่  : https://www.naewna.com/likesara/381100/preview

 
 
(ประมวลภาพ) สาวงาม'มิสยูนิเวิร์ส2018'  ลุยเก็บตัว'พัทยา'งัดชุดว่ายน้ำอวดหุ่นแซ่บ

(ประมวลภาพ) สาวงาม'มิสยูนิเวิร์ส2018' ลุยเก็บตัว'พัทยา'งัดชุดว่ายน้ำอวดหุ่นแซ่บ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 20.01 น.

บริษัท ทีพีเอ็น 2018 จำกัด (TPN 2018 Co., Ltd.) ผู้ถือลิขสิทธิ์การจัดประกวด Miss Universe 2018 อย่างเป็นทางการ ล่าสุด พาสาวงามเก็บตัวและร่วมกิจกรรม ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีกิจกรรมเชิงหัตถศิลป์ กิจกรรมทางธรรมชาติ พร้อมการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญให้สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ได้สัมผัสตลอดทริป

สำหรับการเดินทางไปทำกิจกรรมเก็บตัวระหว่างวันที่ 6-7 ธันวาคม 2561 ที่จังหวัดชลบุรีนี้ สาวงามผู้เข้าประกวดจากทั่วโลกออกเดินทางจากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ มุ่งไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี อาทิ ปราสาทสัจธรรม (Sanctuary of truth) เกาะล้าน พัทยา (Koh Larn Island) สวนนงนุช พัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) และศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สัตหีบ (Sea Turtles Conservation Center Royal Thai Navy) เพื่อร่วมสัมผัสธรรมชาติและชื่นชมความงดงามของท้องทะเลไทย

 

โดยบรรดาสาวงามจะได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเรียนรู้วิถีความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการแกะสลักไม้ การทำอาหารเมนูชื่อดังของไทยอย่างผัดไท การปล่อยเต่าสู่ทะเล การปลูกปะการัง ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้จะได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลกผ่านการประกวด Miss Universe 2018 และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยว

สำหรับ แฟนๆนางงามยังสามารถติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปของผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 อย่างการประกวดรอบชุดประจำชาติ (National Costume) ที่สวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี ในวันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2561 ได้ โดยจะมีการถ่ายทอดให้ชมผ่านทางพีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 เว็บไซต์ www.pptvhd36.com และแอปพลิเคชั่น PPTVHD36

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
.....................................................
 
6 ธันวาคม 2561
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน