*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3462
  • จำนวนผู้ชม : 2285782
  • จำนวนผู้โหวต : 515
  • ส่ง msg :
  • โหวต 515 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 5 มกราคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 356 , 13:40:46 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                  5 มกราคม 2562

          

         วาตภัยภาคใต้คราวนี้ มีการคาดคะเนว่า จะเสียหายเป็นมูลค่าราว 5 พันล้านบาทเชียวครับ แล้วต้องสังเวยชีวิตชาวปะมง

ไป 1 ราย สาเหตุเพราะเรือกลับจากน่านน้ำนอกประเทศ ไม่ทราบข่าวเกิดพายุในอ่าวไทย นับเป็นอุทธาหรณ์การติดต่อสื่อสาร

ระหว่างเรือกับชายฝั่งหรือเปล่า จนเกิดเป็นความสูญเสียอย่างน่าเสียดายครั้งนี้

 

 

 

 

'อย่าปล่อยคนทรามได้ใจ'


    
 

    วันนี้ ขอท้วงติง..........
    ข้อความในทวิตเตอร์ของผู้ใช้นามว่า Bow Nuttaa Mahattana สักเล็กน้อย
    ถ้าไม่พูดอะไรกันเสียเลย เดี๋ยวจะหลงเข้าใจว่า ที่ทวีตนั้น ถูกต้อง-เหมาะสม สังคมชาติยอมรับ
    เธอทวีตไว้ดังนี้........
    Bow Nuttaa Mahattana
‏     @NuttaaBow
    สิทธิพื้นฐานของคนทั้งประเทศถูกปฏิเสธมาจนแตะ 5 ปี หลังจากนี้จะมีเหตุผลใหม่อะไรได้อีกที่จะอ้างเพื่อเหยียบสิทธิการเลือกตั้งให้จมดินต่อไป? นี่คือคำถามสำคัญ ไม่ใช่เรื่องรายละเอียดว่าคุณต้องไปสรรหาน้ำจากแม่น้ำไหนในโลกมาทำพิธี วันนี้ วิษณุ เครืองาม ได้ตบหน้าคนไทยทั้งชาติ #เลื่อนเลือกตั้ง
    ผู้ใช้นามนี้.......
    เป็นคนคนเดียวกันกับในคลิปเข้าโรงแรมกับนายวัฒนาใช่หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ?    
    แต่บอกได้ว่า เธอมีสิทธิขั้นพื้นฐานจะแสดงความเห็นเรื่องเลื่อนวันเลือกตั้งได้
    แต่เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วงถึงเรื่องการสรรหาน้ำในประเด็นที่รองนายกฯ วิษณุพูด ด้วยประการทั้งปวง!
    เธอบังอาจ และต่ำช้ามาก
    ชาติสกุลเธอมาจากไหน ผมไม่ทราบ ทราบเพียงว่า มีการศึกษาดี จบอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรัฐ และเป็นนักกิจกรรมแบเพื่อระบอบทักษิณ
    กับคนศึกษาน้อย ก็พออนุโลมได้ว่า ไม่รู้ความ
    แต่นี่ จบอักษรศาสตร์ อันใดควร-ไม่ควร ย่อมแยกแยะได้ 
    แต่ที่ทวีตเช่นนั้น เจตนาเหยียดเย้ย-ย่ำหยามใช่หรือไม่ ชนทั้งหลาย ย่อมดูเจตนาออก
    น่าให้ "ราชบัณฑิตยสภา" พิเคราะห์คำ-พิเคราะห์ประโยคไว้เป็นบรรทัดฐาน
    และอีกทาง ควรให้ผู้รักษากฎหมาย เชิญไปสอบเจตนาให้แน่ชัดตามกรอบกฎหมาย
    ถ้าทุกคน-ทุกฝ่ายนิ่งเฉย...... 
    นั่นจะเท่ากับยอมรับความถูกต้องในการพูดจาและการสื่อความลักษณะจงใจพาดพิงไปถึงเช่นนี้
    ซึ่งแน่นอน ที่ทึกทักว่าถูกต้องนั้น ก็จะเป็นบรรทัดฐานอ้างอิงในการทำต่อๆ ไป
    ทวีตที่ Bow Nuttaa Mahattana เอ่ยถึงการสรรหาน้ำนั้น บางท่านอาจสงสัย ต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร?
    เป็นอย่างนี้......
    เมื่อ ๓ ม.ค.ท่านรองนายกฯ วิษณุ ไปแจ้งข้อมูลกับ กกต.
    พร้อมเอกสาร "การเตรียมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก"
    เพื่อ กกต.จะได้พิจารณาถึงวันเลือกตั้งที่เหมาะสม
    คือ ก่อน "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก" ๔-๖ พ.ค.๖๒ จะต้องมีพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องก่อน ประมาณ ๑๕ วัน 
    และหลัง ๖ พ.ค.อันเป็นวันสุดท้ายพระราชพิธีฯ ก็จะมีกิจกรรมอื่นอีกประมาณ ๑๕ วัน
    ทั้ง ๒ ส่วนนี้ ไม่อยู่ในประกาศพระราชโองการ เมื่อ ๑ ม.ค.๖๒
    แต่อยู่ในประกาศของส่วนคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีฯ จะเป็นผู้กำหนด
    รองฯ วิษณุ ยกตัวอย่าง.....
    เช่น ๑๕ วัน ก่อนวันที่ ๔ พ.ค.จะต้องทำน้ำอภิเษก ซึ่งมาจากแหล่งน้ำต่างๆ ๔ แหล่ง
    แหล่งที่ ๑ มาจากปัญจมหานที ในประเทศอินเดีย เอามาเจือปนกับน้ำที่จะได้ในแหล่งที่สอง คือแม่น้ำบริสุทธิ์ ๕ สาย ในประเทศไทย 
    ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง, เจ้าพระยา, ป่าสัก, แม่กลอง และเพชรบุรี มาเจือปนกับแหล่งที่สาม 
    คือ น้ำจากสระทั้ง ๔ ในเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา 
    และมาเจือปนกับน้ำแหล่งสุดท้าย คือ น้ำจากแหล่งศักดิ์สิทธิ์ ๗๖ จังหวัด ในประเทศไทย 
    หลังพระราชพิธีทำน้ำอภิเษก ก็จะต้องมีพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธยของรัชกาลใหม่ 
    รวมถึงพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปถวายราชสักการะพระบรมอัฐิพระบรมราชบรรพบุรุษตามโบราณราชประเพณี  
    ทั้งหมดนี้..........
    เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๔ พ.ค.ทั้งสิ้น!
    ขณะที่ หลังวันที่ ๖ พ.ค.จะมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติอื่นตามมาตามโบราณราชประเพณี ใช้เวลาประมาณ ๑๕ วัน 
    ซึ่งจะจบลง ไม่เกินวัน ๒๐ พ.ค.! 
    "นี่คือข้อมูลที่นำกราบเรียนให้ กกต.ทราบ เมื่อ กกต.ทราบแล้ว จะได้นำไปประกอบการพิจารณาว่า จะเห็นสมควรดำเนินการอย่างไรต่อไป"
    ดร.วิษณุท่านว่าอย่างนั้น..........
    พร้อมอธิบายถึงโอกาสที่จะทับซ้อนกันระหว่างพระราชพิธีฯ กับขั้นตอนปฏิบัติทางการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งวันที่ ๒๔ ก.พ.ว่า
    เลือกตั้งวันที่ ๒๔ ก.พ.ก็ไม่ได้กระทบอะไร แม้แต่การหาเสียงก็ตาม แต่สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือ 
    ช่วงเวลาหลังเลือกตั้ง ยังมีกิจกรรมทางการเมืองเกิดขึ้นต่อ เช่น กกต.ต้องประกาศรับรองผลเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน หรือภายในวันที่ ๒๔ เม.ย. 
    ถ้าเป็นเช่นนี้..........
    ก็จะเป็นช่วงเวลาเดียวกับการประกอบพระราชพิธีทำน้ำอภิเษก! 
    ทำนองเดียวกัน พระราชพิธีเสด็จฯ มาทรงเปิดประชุมรัฐสภาภายใน ๑๕ วัน หลัง กกต.รับรองผลหรือภายในวันที่ ๘ พ.ค. 
    ช่วงก่อนถึงวันที่ ๘ พ.ค.ก็มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทุกวัน
    ความละเอียดตรงนี้ บีบีซีไทย สรุปคำแถลงท่านรองฯ วิษณุไว้กระชับดี ดังนี้
    "การเลือกตั้งควรเกิดขึ้นภายในเดือน มี.ค.เพื่อไม่ให้วันประกาศผลเลือกตั้งไปทับซ้อนกับพระราชพิธี
     หากกำหนดวันเลือกตั้งเป็น ๒๔ มี.ค.หรือ ๓๑ มี.ค.ก็สามารถประกาศผลเลือกตั้งได้หลังพระราชพิธี" 
    ท่านย้ำว่า.....
    พระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่ได้เกิดขึ้นเพียง ๓ วันเท่านั้น 
    แต่ก่อนและหลังพระราชพิธี ยังต้องมีกิจกรรมอื่นนำหน้าครึ่งเดือนและมีกิจกรรมตามหลังอีกครึ่งเดือน
    ท่านนำหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมัยรัชกาลที่ ๙ เมื่อ ๕ พ.ค.๙๓ เทียบเคียงให้ กกต.ดูด้วย 
    ตามปฏิทินพระราชพิธี/กิจกรรมเกี่ยวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (กลาง เม.ย.-20 พ.ค.) จะเป็นดังนี้
    สมัย ร.๙
    ๑๘-๑๙ เม.ย.๙๓: การตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก
        ๒๐-๒๑ เม.ย.๙๓: พระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่     
    ซึ่งต้องตั้งการพระราชพิธีที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (ถ้ามีการสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระราชวงศ์พระองค์อื่น จะมีการจารึกพระสุพรรณบัฏเพิ่มขึ้น แปลว่าเพิ่มวัน)
        ๓ พ.ค.๙๓: พระราชพิธีถวายราชสักการะพระบรมอัฐิ พระอัฐิ พระราชบุพการี
        ๔ พ.ค.๙๓: มีการประกาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษกท่ามกลางมหาสมาคม
        ๕ พ.ค.๙๓: วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
    สมัย ร.๑๐
    ๔ พ.ค.๖๒: พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร (ขึ้นบ้านใหม่)
    ๕ พ.ค.๖๒: พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธยและสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นเสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค (ทางบก)
        ๖ พ.ค.๖๒: เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล 
    จากนั้น เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล
        ๖-๒๐ พ.ค.๖๒: เป็นกิจกรรมที่ไม่ใช่พระราชพิธี แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนและรัฐบาลจัด 
    เช่น อาจเสด็จออกทรงรับผู้นำต่างประเทศที่มาร่วมพระราชพิธี, กิจกรรมการสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคล
    กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติจิตอาสา ด้วยการบูรณะแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ 
    และอาจมีกิจกรรมอื่นๆ ที่คณะกรรมการอำนวยการฯ จะได้ประชุมหารือกัน เช่น การจัดงานสโมสรสันนิบาต เป็นต้น
    ด้วยเหตุ-ด้วยผลตามนั้น ผมมองไม่เห็นประเด็นอื่นจะเป็น "เบื้องหน้า-เบื้องหลัง" แอบแฝงในการเลื่อน 
    และที่มาของ "น้ำศักดิ์สิทธิ์" ในพระราชพิธีฯ ก็ยกตามที่ ดร.วิษณุอธิบายมาให้ทราบแล้ว
    ฉะนั้น ย้อนไปพิจารณาทวีต Bow Nuttaa Mahattana กันดูซิ ว่าถูกต้อง เหมาะสมมั้ย?
    ใครตอบ-ไม่ตอบ ไม่เป็นไร ผมขออนุญาตหลบภัยปาบึกก่อนสัก ๗ วันนะ!

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 
 ...................................................

ข่าวดี พายุโซนร้อน 'ปาบึก' อ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน จ่อเข้าสุราษฎร์ธานี


    
 

4 ม.ค.62 - กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง "พายุ “ปาบึก” (PABUK)" ฉบับที่ 18 ระบุว่า เมื่อเวลา 12.45 น. ของวันนี้ (4 ม.ค. 62) พายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณระหว่างอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว หรือที่ละติจูด 8.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 100.2 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและจะเคลื่อนเข้าปกคลุมจังหวัดสุราษฎรธานีในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยมีผลกระทบดังนี้

ในวันที่ 4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ในวันที่ 5 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรง

 

ปาบึกคร่าแล้ว1ชีวิต เรือประมงล่มที่ปัตตานี/นครฯทั้งลมทั้งนํ้าคิวต่อไปสุราษฎร์ฯ

    
 

    ปาบึกขึ้นฝั่งแล้ว เข้าใจกลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดฝนตกน้ำท่วม ไฟฟ้าดับ ต้นไม้โค่นเป็นบริเวณกว้าง อพยพกันวุ่น คิวต่อไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมอุตุฯ เตือนประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ขณะที่ลูกเรือประมงเสียชีวิตแล้ว 1 ราย เรือล่มปากอ่าวปัตตานี สูญหายอีก 1 ราย
    นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา แถลงข่าวสถานการณ์พายุโซนร้อน ปาบึก ณ ห้องบัญชาการกองพยากรณ์อากาศชั้น 11 อาคาร 50 ปีอุตุนิยมวิทยา เวลา 18.00 น. วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุ 'ปาบึก' (PABUK)" ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 4 มกราคม 2562
     ระบุว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. พายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่ละติจูด 8.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 99.7 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 13 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
    คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนเข้าปกคลุมจังหวัดสุราษฎร์ธานีในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนได้  โดยมีผลกระทบดังนี้
    ในวันที่ 4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
    ในวันที่ 5 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
    สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรง และคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรงดการเดินเรือจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562
    ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงประกาศ ณ วันที่ 4 มกราคม 2562 เวลา 17.45 น.
    นายภูเวียงเผยว่า การที่พายุปาบึกเคลื่อนช้า ทำให้ฝนตกสะสม ทำให้น้ำป่าไหลหลาก ให้ระมัดระวังช่วงกลางคืน
    มีข่าวร้ายจากเหตุเรือล่มปากอ่าวปัตตานี บริเวณแหลมตาชี ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เกิดเหตุเรือประมงโชคมะลินี พร้อมลูกเรือประมงทั้ง 6 คน ได้เดินเรือจากท่าเทียบเรือสงขลาออกหาปลาตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.61 เมื่อมาถึงบริเวณอ่าวปัตตานีของวันที่ 4 ม.ค.62 เวลาประมาณ 02.00 น. ได้เกิดคลื่นสูง ลมกรรโชกแรง เป็นเหตุให้เรือประมงล่ม ลูกเรือประมงทั้ง 6 คนตกทะเล 
เสียชีวิตแล้ว 1 ราย
    ทั้งนี้ ลูกเรือทั้งหมดได้สวมเสื้อชูชีพ โดยลูกเรือทั้ง 4 คนลอยคอมาขึ้นฝั่งบริเวณปลายแหลมตาชี และได้ขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในพื้นที่ โดยลูกเรือประมงทราบชื่อดังนี้ 1.นายสุรินทร์ บินต้วน (ไต้ก๋งเรือ) ชาวจังหวัดสงขลา พักอยู่ที่ อบต.แหลมโพธิ์ 2.นายประจักษ์ สาระรัตน์ (ลูกเรือ) ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พักอยู่ที่จุดอพยพ อบต.แหลมโพธิ์ 3.นายสันทัด มัชมลฐล (ลูกเรือ) ชาวจังหวัดนครปฐม พักอยู่ที่ อบต.แหลมโพธิ์ 4.นายธีระยุทธ์ ขุนพระบาท (ลูกเรือ) ชาวจังหวัดสงขลา พักอยู่ที่ ตม.ปัตตานี โดยทั้ง 4 คนปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว
    ส่วนลูกเรือที่สูญหายและเสียชีวิตทราบชื่อ 1.นายปราโมทย์ วงศ์สุวรรณ ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบศพในเวลาต่อมาที่แหลมตาชี ต.แหลมโพธิ์ 2.นายฉลอง (ไม่ทราบนามสกุล) ไม่แน่ใจภูมิลำเนา ขณะนี้ยังหาตัวไม่พบ กำลังดำเนินการประสานทุกฝ่ายเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง
    สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดผ่านของพายุปาบึก พบว่าได้เกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืนวันที่ 4 ม.ค. กระจายไปทั่วจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะอำเภอชายฝั่งทะเล 6 อำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้มีการอพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณชายฝั่งทั้ง 6 อำเภอคือ อ.ขนอม อ.สิชล อ.ท่าศาลา อ.เมืองฯ อ.ปากพนัง อ.หัวไทร ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหมดแล้วเพื่อเตรียมพร้อมรับมือพายุปาบึกที่จะพัดถล่ม จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงค่ำ
    ทั้งนี้ ชายฝั่งทะเล อ.หัวไทร ระดับคลื่นมีความสูง 2-3 เมตร และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะบริเวณริมถนนสายหัวไทร-ปากพนัง มีคลื่นทะเลถามโถมซัดขึ้นมาบนถนนตลาดเวลาอย่างน่ากลัว ซึ่งได้ จนท.ปภ.และ จนท.ท้องถิ่นใน อ.หัวไทรได้นำรถยนต์พร้อมสัญญาณไฟกะพริบประกาศเตือนให้ชาวบ้านที่ยังไม่อพยพออกจากบ้านให้รีบอพยพออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยเป็นการด่วนแล้ว เพราะลมและคลื่นเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ
    เช่นเดียวกับกรณีพายุพัดกระหน่ำประตูม้วนเหล็กด้านหลังศูนย์กีฬาเทศบาลเมืองปากพนัง สถานที่อพยพหลบภัยพายุปาบึก โดยแรงลมพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง เสียงดังสนั่น ซัดประตูม้วนเหล็ก จุดที่เจ้าหน้าที่เตรียมอาหารกล่องให้กับผู้ประสบภัยจนเจ้าหน้าที่ต้องเร่งขนย้ายจุดทำข้าวกล้อง โดยแรงลมพายุพัดกระหน่ำจนบานประตูม้วนอ้าออกทั้งสองบาน ส่งผลให้น้ำฝนซัดเข้ามาภายใน 
    ส่วนชั้นบนของศูนย์อพยพแรงลมพัดหลังคาเสียงดังสนั่น และกระแสไฟฟ้าดับ สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ รวมทั้งสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มีการประเมินว่าศูนย์อพยพผู้ประสบภัยแห่งนี้มีความแข็งแรง ทนต่อแรงพายุอย่างแน่นอน ขณะที่ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมรถยีเอ็มซี ขนย้ายผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสี่ยงเข้ามาศูนย์อพยพแห่งนี้ ล่าสุดยอดผู้ประสบภัยกว่า 1,000 คน
สิชลอพยพวุ่น
    ในขณะที่ อ.สิชล ที่ศูนย์อพยพวัดคงคาวดี หมู่ 2 ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีผู้อพยพจำนวน 400 คน จุดอพยพแห่งนี้ มีน้ำทะเลเริ่มหนุนสูงและคลื่นแรงมากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกับผู้อพยพทั้ง 400 คน จนท.ทหารค่ายฝึกการรบพิเศษที่ 4 สิชล จึงรีบย้ายไปจุดอพยพแห่งใหม่ที่ อบต.เสาเภา ซึ่งปลอดภัยกว่ามาก
    ในขณะที่บนถนนสาย 408 นครศรีธรรมราช-หัวไทร เขต ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบทะเบียน ได้ขับจาก อ.หัวไทร มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏว่ากระแสลมพายุได้พัดถล่มจนรถเก๋งเสียหลักปลิวตกร่องเกาะกลางถนน โชคดีที่คนขับไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด 
    ขณะเดียวกัน ถนนสายต่างๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชเกือบทุกสาย ทางตำรวจทางหลวงและขนส่งจังหวัดได้ประกาศปิดถนนทุกสายแล้ว เนื่องจากน้ำท่วม ลมพายุพัดแรง และมีเสาไฟฟ้าและต้นไม้ล้มขวางบนถนนจำนวนมากหลายต้นบนถนนหลายสายเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัยกับรถทุกคันแล้ว ในขณะที่ทางขนส่งจังหวัดนครศรีธรรมราชได้ประกาศงดเดินรถสาธารณะทุกสายแล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารด้วย
    ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือพายุโซนร้อนปาบึก โดยมีการคอนเฟอเรนซ์กับศูนย์บัญชาการส่วนหน้า 4 แห่ง ที่มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้ง 4 คน ประจำศูนย์บัญชาการฯ เพื่อควบคุมและบัญชาการการแก้ไขปัญหาในโซนพื้นที่ที่รับผิดชอบ และนายอำเภอทั้ง 23 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมรายงานสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมด้วยต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติงานอย่างละเอียด
    โดยพบว่าทุกพื้นที่มีความพร้อม อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการประชุม พบว่ามีบางพื้นที่ระบบไฟฟ้าขัดข้อง และต้องใช้ระบบไฟสำรอง พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สำรวจความแข็งแรงของจุดอพยพทุกแห่ง หากพบว่าอาจจะได้รับผลกระทบหรืออยู่ในแนวเขตทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุให้มีการเคลื่อนย้ายจุดอพยพในทันที 
    และมีการสั่งการเพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุ พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเหตุผลความจำเป็นในการอพยพ ที่เน้นสร้างความปลอดภัยในชีวิต สำหรับส่วนราชการทุกส่วนงานทุกอำเภอ หากอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัยให้เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดเป็นศูนย์อพยพและพร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
จัด จนท.เฝ้าระวัง 24 ชม.
    ขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เตรียมพร้อม 100 % โดยให้กำหนดแผนปฏิบัติงานในระดับความรุนแรงสูงสุดและประสานงานศูนย์บัญชาการทุกอำเภอต่อเนื่อง มีระบบสำรองไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ตรวจสอบความพร้อม 100% เพื่อให้การติดต่อสื่อสารกับศูนย์บัญชาการสามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา รวมทั้งให้ทุกอำเภอและส่วนราชการที่มีภารกิจรายงานผลการปฏิบัติงานกับศูนย์บัญชาการฯ ทุกชั่วโมง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
    นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อำเภอหัวไทรมีพื้นที่เสี่ยงจากพายุปาบึก 2 ตำบล ที่อยู่ชายฝั่งทะเลคือ ต.เกาะเพชร และตำบลหน้าสตน ขณะนี้ได้สั่งการให้ประชาชนอพยพไปอยู่ที่ปลอดภัย และที่ศูนย์อพยพ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมี 5 ศูนย์ ได้แก่ ที่ศาลาประชาคมอำเภอหัวไทร อาคารเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลตำบลหัวไทร วิทยาลัยการอาชีพหัวไทร เทศบาลตำบลเกาะเพชร และที่โรงเรียนวัดบางโหนด และมีสำรองอีก 1 ศูนย์ คือที่โรงเรียนหัวไทร (เรือนประชาบาล) สามารถรองรับผู้อพยพได้ 5,200 คน โดยเฉพาะที่ศาลาประชาคมอำเภอหัวไทร ได้มีการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานในการประกอบอาหารเลี้ยงแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้
    รอง ผวจ.นครศรีธรรมราชกล่าวด้วยว่า ในส่วนของผู้ป่วยติดเตียง ได้มีการเคลื่อนย้ายไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหัวไทร ส่วนที่ศูนย์อพยพต่างๆ ได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำ 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อยตามบ้านเรือนของประชาชนที่อพยพไปอยู่ที่อื่นด้วย ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ อาสาสมัครต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มที่และมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์เป็นระยะด้วย เนื่องจากอำเภอหัวไทร เป็นพื้นที่คาดว่าพายุจะพัดขึ้นฝั่ง
    พื้นที่ จ.สงขลา สภาพคลื่นลมบริเวณชายฝั่งยังคงมีกำลังแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุปาบึก ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทย รวมทั้งมีฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน
    โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ 6 อำเภอชายฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่ อ.ระโนด สทิงพระ สิงหนคร เมือง จะนะ และเทพา ส่งผลให้ขณะนี้มีการอพยพชาวบ้านที่อยู่ติดริมทะเลแล้วรวม 3 อำเภอ ทั้ง อ.ระโนด สทิงพระ และเทพา มากกว่า 300 คน ไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวที่แต่พื้นที่จัดขึ้น ส่วนที่เหลือยังเฝ้าติดตามสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมอพยพตลอด 24 ชั่วโมง
    ทั้งนี้ ในส่วนของ จ.สงขลา สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงและหนักสุดขณะนี้คือ อ.ระโนด เนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อกับ จ.นครศรีธรรมราช
จำใจทิ้งงานศพ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านใน อ.ระโนด ร่ำไห้จำเป็นต้องอพยพจากวัดที่อยู่ติดริมทะเล ทั้งที่ศพญาติยังคงตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ เนื่องจากพายุใกล้เข้าฝั่งที่ จ.นครศรีธรรมราช และ อ.ระโนด อาจได้รับผลกระทบหนักด้วย โดยทหารเร่งอพยพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยริมชายฝั่งสงขลาออกทั้งหมด
    พ.ท.พรสุวัฒน์ แก้วสวัสดิ์ ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 เปิดเผยว่า ยอดผู้อพยพเฉพาะในพื้นที่ อ.ระโนด ขณะนี้มีทั้งสิ้นจำนวน 530 คน ส่วนที่ อ.สทิงพระ ที่อยู่ติดกัน และอาจได้รับผลกระทบด้วยจำนวน 385 คน ในอำเภออื่นๆ ที่อยู่ติดริมชายฝั่งสงขลา ก็เริ่มมีการอพยพเพิ่มเติมเช่นกัน ทั้ง อ.จะนะ และ อ.เทพา
    นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เผยว่า จังหวัดได้เตรียมพร้อมกำหนดจุดอพยพในพื้นที่ 3 อำเภอ 38 จุด รองรับผู้อพยพ 22,660 คน และได้สั่งการให้อำเภอ อปท. ทุกอำเภอ จัดเตรียมสถานที่ พร้อมรับผู้อพยพ, มีการตั้งศูนย์บัญชาการทุกระดับ จังหวัด อำเภอ อปท., ประสานหน่วยทหาร ตำรวจ พลเรือน ศปภ.เขต 18 ภก. อปท.จัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ พร้อมให้การช่วยเหลือราษฎรได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง ตามแผนเผชิญเหตุ 
    และให้ อปท.ทุกแห่งขุดลอกคูเตรียมพร้อมรองรับการระบายน้ำ ส่งหนังสือคำสั่งของจังหวัดภูเก็ต ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้แก่กงสุลทั้ง 24 ประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และหากเกิดสถานการณ์ สามารถอพยพประชาชนไปจุดปลอดภัยได้ทันที   
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันศุกร์ ที่ท่าเรือเกาะพีพี หมู่ 7 ต.อ่าวนาง อ.เมืองฯ จ.กระบี่ เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คน พากันมารอขึ้นเรือกลับเข้าฝั่ง ซึ่งยังคงมีเรือเฟอร์รีเส้นทางเกาะพีพี-กระบี่ และเกาะพีพี-ภูเก็ต รับนักท่องเที่ยวกลับเข้าฝั่งเที่ยวสุดท้ายก่อนเวลา 12.00 น. จากนั้นจึงจะหยุดให้บริการ ทำให้นักท่องเที่ยวหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัย และสถานการณ์ขาดแคลนอาหารบนเกาะ ส่งผลทำให้บรรยากาศค่อนข้างโกลาหล เนื่องจากนักท่องเที่ยวหวั่นวิตกกับข่าวพายุโซนร้อนปาบึกพัดถล่มในพื้นที่ภาคใต้ นักท่องเที่ยวที่ขึ้นฝั่งต้องการที่จะไปขึ้นเครื่องที่จองไว้ที่ท่าอากาศยานกระบี่ เกรงว่าพายุจะมาหลายวัน ภายในเกาะไม่สามารถหาอาหารสำรองได้เพียงพอ
    นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากนายประเสริฐ วงศ์นา รองนายก อบต.อ่าวนาง ว่าที่ท่าเรือเกาะพีพี ยังมีเรือเฟอร์รีวิ่งระหว่างเกาะพีพี-กระบี่ และพีพี-ภูเก็ต 2 ลำ เดินเรือรับ-ส่งนักท่องเที่ยวโดยปกติ แต่นักท่องเที่ยวค่อนข้างจะตื่นตระหนกกับข่าวพายุโซนร้อนปาบึก และต้องการกลับขึ้นฝั่งในเวลาเดียวกัน จนทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจร่วมกับเทศกิจของ อบต.อ่าวนาง ไปคอยอำนวยความสะดวก ล่าสุดสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และให้เจ้าหน้าที่แจ้งข่าวสารทำความเข้าใจนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวหวั่นวิตกจนเกินเหตุ และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมในการรับมือแล้ว.

 

พิษวาตภัยสูญ5พันล้าน ก๊าซ-น้ำมัน-ไฟฟ้าไม่ขาด

    
 

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกในพื้นที่ภาคใต้ของไทยอย่างไม่เป็นทางการ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 3,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ในช่วงสั้นๆ และเหตุการณ์ไม่ยืดเยื้อ เช่น ผลจากการหยุดให้บริการของสายการบินชั่วคราว, การเลื่อนการจองที่พัก เป็นต้น
    "เบื้องต้นมองว่าผลกระทบจะอยู่ในช่วง 3-5 วัน โดยอาจจะมีผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน โรงแรม ผลกระทบจากการใช้จ่ายประจำวัน รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจของภาคใต้ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้" นายธนวรรธน์กล่าว
    ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้าวัสดุก่อสร้างให้ช่วยลดราคาพิเศษให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งอาจจะต้องซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหลังพายุผ่านพ้นไปแล้ว เพื่อลดภาระของผู้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ประสบภัยเป็นแม่งานประสานกับกรมการค้าภายใน
    รวมทั้งผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ให้เพิ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าไปในพื้นที่ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ที่ต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เนื่องจากบางพื้นที่มีปัญหาสินค้าขาดแคลนจริง ขณะเดียวกันจะเร่งส่งรถเคลื่อนที่เฉพาะกิจเข้าไปจำหน่ายสินค้าให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าด้วย
    นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์เตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัยภายหลังพายุผ่านพ้นไปแล้ว เช่น ชุมชนที่ประสบภัยใดผลิตสินค้าแล้วยังขายไม่ได้ เพราะผลกระทบจากพายุ ก็ให้เอามาขาย โดยกระทรวงจะช่วยจัดมหกรรมขายสินค้าของชุมชนซับน้ำตาผู้ประสบภัย และอาจจะนำมาขายนอกพื้นที่เพื่อให้คนไทยช่วยกันซื้อด้วย
ธ.ก.ส.เตรียมช่วยเกษตร
    ขณะที่นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ตั้งศูนย์บัญชาการกิจการสาขาภาคใต้ตอนบน และตอนล่าง เพื่อเกาะติดผลกระทบพายุปาบึก และเฝ้าติดตามสถานการณ์จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับกระทบเพื่อนำมาประเมินออกเป็นมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
    ทั้งนี้ เบื้องต้น ธ.ก.ส.เตรียมมาตรการรองรับ 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการรองรับลูกค้าของธนาคารซึ่งยังไม่ประเมินว่ามีกี่รายได้ เพราะต้องรอดูสถานการณ์ในช่วง 2-3 วันนี้ก่อน โดยมาตรการที่จะนำมาใช้จะเป็นมาตรการเดียวกับมาตรการช่วยเกษตรกรลูกค้าที่ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งที่ทั้งมาตรการพักหนี้ ยืดระยะเวลาชำระหนี้ และมาตรการดูแลเรื่องทรัพย์สินของธนาคาร
    "ต้องรอดูสถานการณ์ในช่วงนี้ก่อนว่าจะออกมาแบบไหน ได้รับผลกระทบในวงกว้างหรือไม่ ซึ่ง ธนาคารได้ตั้งศูนย์บัญชาการเกาะติดสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด" นายสมเกียรติกล่าว
    ขณะที่กระทรวงพลังงานรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ขณะนี้พายุได้เคลื่อนตัวผ่านบริเวณแท่นผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้สร้างความเสียหาย ซึ่งถือว่าผ่านช่วงที่วิกฤติที่สุดต่อการผลิตปิโตรเลียมไปแล้ว และได้ส่งพนักงานเข้าไปสำรวจเพื่อเตรียมการผลิต ส่วนความคืบหน้าการติดตามและบริหารสถานการณ์พลังงานมีรายละเอียด ดังนี้
    ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติ การผลิตจากอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) และจากสหภาพเมียนมา อยู่ที่ระดับประมาณ 2,725 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับการผลิตตามปกติ โดยได้มีการบริหารจัดการด้วยการส่ง LNG เข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และลดการส่งไปในภาคปิโตรเคมี ทำให้สามารถจัดสรรก๊าซฯ ไปยังภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมและ NGV ได้ตามแผน และมีปริมาณก๊าซฯ เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์จนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมมีแผนที่จะส่งพนักงานเข้าไปสำรวจสภาพแท่นและความพร้อมของอุปกรณ์ และจะเคลื่อนย้ายพนักงานบางส่วนกลับเข้าไปทำงานนอกชายฝั่งตั้งแต่วันนี้ และมีแผนที่จะเริ่มการผลิตตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม และคาดว่าจะทยอยกลับมาผลิตได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม เป็นต้นไป
เช็กความพร้อมพลังงาน
    ด้านไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินดูแลระบบไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้า สถานีส่งและระบบส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะการเฝ้าระวังระดับน้ำ   ที่ท่วมในพื้นที่ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานีส่งไฟฟ้า และมีมาตรการรองรับกรณีระดับน้ำสูงไว้แล้ว  
    ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม ประชาชนได้รับทราบว่ามีการจัดเตรียมน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ ทำให้ไม่เกิดความตระหนกและกักตุนน้ำมันและก๊าซหุงต้ม รวมถึงผู้ค้าน้ำมันได้มีการจัดส่งน้ำมันอย่างเพียงพอ
    ด้านการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ถุง และกลุ่มบริษัท ปตท.ได้จัดส่งถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ถุง ซึ่งจัดส่งถึงพื้นที่ภาคใต้เรียบร้อยแล้ว และจะจัดส่งเพิ่มเติมอีก 4,000 ชุด ลงไปในพื้นที่อีกภายในวันที่ 5 มกราคมต่อไป
    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานและหน่วยงานในสังกัดยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน 
     นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด หรือโรงไฟฟ้าขนอม ในกลุ่มเอ็กโก เปิดเผยว่า ทางเอ็กโกได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง โดยได้ประสานงานกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และได้เตรียมความพร้อม ดังนี้ 
    1.การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าขนอมยังสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ และได้ประสานงานกับ ปตท.และ กฟผ.อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ทั้งนี้ ปตท.ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่โรงไฟฟ้าขนอม ยืนยันว่าสามารถจ่ายก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าขนอมได้อย่างต่อเนื่อง หาก ปตท.ไม่สามารถจ่ายก๊าซฯ ได้  โรงไฟฟ้าขนอมได้เตรียมน้ำมันสำรองสำหรับเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งใช้ผลิตไฟฟ้าได้ 3.5 วัน
    2.การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับอุทกภัย  โรงไฟฟ้าขนอมเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์วาตภัยและอุทกภัย ตั้งแต่การออกแบบและก่อสร้างโรงไฟฟ้า  โดยพื้นโรงไฟฟ้าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3 เมตร, สภาพภูมิประเทศของโรงไฟฟ้าขนอมมีภูเขากั้นสองด้าน ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันพายุให้แก่โรงไฟฟ้า, หากฝนตกหนักและน้ำท่วมบริเวณรอบโรงไฟฟ้าและที่พักของผู้ปฏิบัติงาน โรงไฟฟ้าขนอมได้เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร และบุคลากร สำหรับการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่ทะเล และจัดการกับขยะมูลฝอยที่มากับน้ำ พร้อมทั้งเตรียมการอพยพผู้ปฏิบัติงานจากที่พักไปยังอาคารสำนักงานโรงไฟฟ้า ประสานกับศูนย์อพยพของอำเภอ เพื่อช่วยเหลือชุมชนบริเวณรอบโรงไฟฟ้า  
    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าขนอมได้เตรียมพร้อมแผนฉุกเฉินตามมาตรฐานสากลทั้งเชิงรุกและเชิงรับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ. 

 

 

 

 

 

 

 ...................................................

(ติดตามข่าวพายุภาคใต้) 

ทีวีออนไลน์
 
ทรูโฟร์ยู
ทีเอ็นเอ็น 24
เอ็มคอต แฟมิลี
นิวทีวี
สปริงนิวส์
ไบรท์ ทีวี
วอยซ์ ทีวี
เนชั่น ทีวี
เวิร์คพอยท์ ทีวี
นาวทีวี
ช่อง 8
ช่อง 3 SD
โมโน 29
9 เอ็มคอต HD
ช่องวัน 31
ไทยรัฐ ทีวี HD
ช่อง 3 HD
อมรินทร์ทีวี HD
ช่อง 7HD
พีพีทีวี HD
 
..................................................................
 
5 มกราคม 2562
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน