*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3462
  • จำนวนผู้ชม : 2285782
  • จำนวนผู้โหวต : 515
  • ส่ง msg :
  • โหวต 515 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 8 มกราคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 394 , 13:38:11 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

link : 25หน่วยรีดผับ-บาร์‘ภูเก็ต’ เดือนละ64ล.//มาร์คไปแหลมตะลุมพุกหลังประยุทธ์กลับ

         8 มกราคม 2562

         หากจะต้องเลื่อนวันเลือกตั้งก็ต้องมีเหตุผล ซึ่ง 'ผักกาดหอม' ก็ได้สาธยายประเด็นนี้แล้วครับ พวกคนอยาก

เลือกตั้งจนตัวสั่นก็ควรฟังกันบ้างนะ

         สำหรับข่าว "ชงตั้งโต๊ะเจรจาทักษิณ ยงยุทธอ้างแก้ปัญหายั่งยืน ป้อมยํ้าเข้ากระบวนการกม." ก็แปลกดีนะ

เพราะคนไทยทั่วไปเมื่อถูกศาลพิพากษาอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น นอกเสียจากจะมีหลักฐานใหม่อย่างชัดเจนเท่า

นั้นจึงจะร้องขอให้ศาลพิจารณาใหม่ได้ แต่กลับมีข่าวว่าดังกล่าวขึ้นมา

 


ไม่ได้เลื่อนเลือกตั้งกันส่งเดช

    
 

    ที่จริงอยากฟังชัดๆ 
    จากคนที่บอกว่า การเลือกตั้งต้องมีขึ้นวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์เท่านั้น
    ห้ามเลื่อน!
    กลัวว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง 
    กลัวว่าเลือกตั้งจะช้าออกไปอีก ซึ่งตามรัฐธรรมนูญนั้น วันที่ ๙ พฤษภาคมถือเป็นวันสุดท้าย นับจากนี้ไปก็ ๔ เดือน ไม่มีทางเกินนี้แล้ว 
    ไม่ว่ารัฐบาล คสช. จะมีเหตุอันใด ไม่สามารถเลื่อนได้อีก
    เพราะจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 
    และผลของการทำผิดรัฐธรรมนูญ คงไม่ต้องบอกว่า รัฐบาล คสช.จะต้องเจอกับอะไร 
    เพียงแต่วันนี้ ยังได้ยินไม่ชัดเจนว่า เสียงที่ค้านการเลื่อนเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากการอธิบายถึงช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น มีเป้าหมายอะไรกันแน่ 
    ในแง่ของการเลื่อนการเลือกตั้ง ที่มีการรับปากเอาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เรื่อยมาจนถึง ๒๔ กุมภาพันธ์  ๒๕๖๒ หากย้อนกลับไป แต่ละครั้งล้วนมีเหตุทั้งสิ้น 
    จะสมเหตุสมผลหรือไม่ ทุกฝ่ายก็รู้ดี 
    ไม่ว่าจะเป็นความไม่พร้อมของสถานการณ์
    ความไม่พร้อมของรัฐธรรมนูญ
    ล้วนเป็นเหตุให้เลื่อนกำหนดวันเลือกตั้ง
    แต่ใครจะเข้าใจหรือไม่ ก็อยู่ที่ธงของแต่ละฝ่าย 
    สำหรับครั้งนี้คือ สุดท้าย เพราะถูกบังคับด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางเลื่อนออกไปได้อีก ประกาศออกมาเป็นทางการเมื่อไหร่ ก็คือวันนั้น 
    ยกเว้นจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย 
    ที่อยากฟังเหตุผลว่าเลื่อนไม่ได้ นอกจากด่าเรื่อง รัฐบาลทหาร ทรราช สืบทอดอำนาจ แล้ว มีเหตุผลอื่นในใจอีกหรือไม่ 
    ขณะที่การอธิบายถึงสาเหตุต้องเลื่อน ซึ่งก็เลื่อนไม่กี่วัน เพราะต้องสับหลีกไม่ให้กิจกรรมต่างๆ ไปตรงกับวันเตรียมงานพระราชพิธี ที่กางปฏิทินออกมาก็รู้ได้ทันที ว่าควรกำหนดทำอะไรวันไหน 
    แต่ดูเหมือนว่าคนบางกลุ่มไม่พยายามจะเข้าใจ 
    บางคนออกตัวแรงไปถึงขึ้นว่า อย่าโยงเรื่องล้มเจ้า 
    อย่าโยงเรื่องพระราชพิธีที่คนไทยรอคอย
    ฯลฯ
    "ผล" ทุกอย่างมาจาก "เหตุ" 
    มีเหตุอะไร ที่จะบอกว่า กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่ม ออกมาคัดค้านการเลื่อนวันเลือกตั้ง  คือกลุ่มล้มเจ้า 
    ยังมองไม่ออก!
    ถ้าจะมี ก็คงเป็นพวกรั้น ไม่ฟังเหตุผลว่า ต้องเลื่อนเพราะอะไร 
    ไม่มีการนำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาโยงกับการเลื่อนวันเลือกตั้ง  
    มีเพียงการอธิบายว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้กิจกรรมการเมือง การเลือกตั้ง ไปชนกับ วันจัดและเตรียมพระราชพิธี 
    คร่อมกันได้ไม่เป็นไร 
    แต่ที่ยังกำหนดวันเลือกตั้งไม่ได้ "อิทธิพร บุญประคอง" ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  ก็อธิบายไปแล้วว่า
    "กกต.จะพิจารณากำหนดและประกาศวันเลือกตั้ง เมื่อพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว"
    เผื่อมีคนไม่พยายามจะเข้าใจว่าพระราชกฤษฎีกาคืออะไร? 
    คัดลอกจากข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า 
    พระราชกฤษฎีกา คือ บัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ซึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๕ บัญญัติว่า "พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกา โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย"
    การตราพระราชกฤษฎีกา
    ในการตราพระราชกฤษฎีกา ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็น ๓ กรณี คือ
    ๑.พระราชกฤษฎีกาที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ตราพระราชกฤษฎีกาในกิจการที่สำคัญอันเกี่ยวกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งจะเป็นการกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยของกฎหมาย เพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เช่น พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น
    ๒.พระราชกฤษฎีกา ที่ออกมาเพื่อใช้กับฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียวไม่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไป  ซึ่งเป็นกรณีที่รัฐบาลเห็นสมควรตราข้อบังคับใช้ในการบริหารงานทั่วไป ในกิจการของฝ่ายบริหาร เช่น  พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการ เป็นต้น
    ๓.พระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแม่บท คือ พระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด ที่ให้อำนาจตราพระราชกฤษฎีกาได้ โดยการวางหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือการจัดระเบียบการบริหารราชการไว้ เช่น พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๒๒ กำหนดว่าการให้ปริญญาใดๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา กรณีนี้กฎหมายแม่บทจะกำหนดแต่หลักสาระสำคัญไว้ ส่วนรายละเอียดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือให้ออกเป็นกฎกระทรวง
    สาเหตุที่กฎหมายแม่บทมักจะกำหนดแต่หลักการใหญ่ๆ ส่วนในรายละเอียดปลีกย่อยกำหนดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น สามารถอธิบายเหตุผลได้ ๔ ประการ คือ
    ๑.ทำให้กฎหมายแม่บทกำหนดอ่านง่าย เข้าใจง่าย เพราะมีแต่หลักการใหญ่ๆ อันเป็นสาระสำคัญ
    ๒.ประหยัดเวลาของผู้บัญญัติกฎหมายแม่บท ที่จะไม่ต้องเสียเวลาพิจารณารายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งสมควรมอบหมายความไว้วางใจให้ฝ่ายบริหารไปกำหนดได้เอง
    ๓.พระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงแก้ไขให้ทันกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายกว่ากฎหมายแม่บท ทั้งนี้ เพราะกฎหมายแม่บทจะต้องผ่านความเห็นชอบของบุคคลหลายฝ่าย
    ๔.ทำให้กฎหมายเหมาะสมกับกาลเวลาอยู่เสมอ เพราะถ้าพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ก็เพียงแต่แก้ไขพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงเท่านั้น ไม่ต้องแก้ไขตัวกฎหมายแม่บท
    ผู้มีอำนาจเสนอร่างพระราชกฤษฎีกา คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือได้รักษาการตามกฎหมายแม่บทที่บัญญัติให้ออกพระราชกฤษฎีกานั้นๆ ตัวอย่าง เช่น พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๔๔ ผู้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกา คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา
    ผู้มีอำนาจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกา ได้แก่ คณะรัฐมนตรี
    ผู้มีอำนาจตราพระราชกฤษฎีกา ได้แก่ พระมหากษัตริย์
    ร่างพระราชกฤษฎีกา จะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
    กล่าวโดยสรุป พระราชกฤษฎีกา คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี 
    มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย และพระราชกำหนด
    การตราพระราชกฤษฎีกา รัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องจะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดนั้นๆ เสนอร่าง พระราชกฤษฎีกาต่อคณะรัฐมนตรีให้พิจารณา โดยร่างพระราชกฤษฎีกานั้น จะต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้อง
    เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว จะต้องนำร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงตราพระราชกฤษฎีกานั้นๆ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
    จากนั้นจึงนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้ต่อไป
    ที่ต้องยกมาให้อ่านยืดยาว ก็เพื่อให้รู้ว่า ณ เวลานี้ อยู่ในกระบวนการไหน 
    ไม่เฉพาะ พรรคการเมือง หรือมวลชนอยากเลือกตั้ง ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง  
    คนไทยส่วนใหญ่ล้วนต้องการการเลือกตั้งด้วยกันทั้งนั้น 
    แต่ไม่ใช่ สักแต่จะเลือกตั้ง โดยไม่ดูหน้าดูหลัง
    ไม่ใช่มุ่งจะเอาชนะ ต้องเลือกตั้งวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น โดยไม่สนใจว่ากระบวนการลงตัวหรือไม่ 
    ย้ำอีกทีเลือกตั้งก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างแน่นอน 
    ประเด็นถัดมาพูดกันเยอะ หากประกาศรับรองผลเลือกตั้งหลังวันที่ ๙ พฤษภาคม การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ 
    มาตรา ๘๕ คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง 
    รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๗ (๑) (๒)  (๓) และ (๔) มีผลใช้บังคับแล้ว
    หากตีความว่า "แล้วเสร็จ" ให้หมายรวมถึงการรับรองผลด้วยนั้น ถ้าเลือกตั้งในเดือนมีนาคม ไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต.จะประกาศรับรองผลไม่ทัน 
    เพราะมีเวลากว่า ๑ เดือน 
    ย้อนกลับไปในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ 
    การรับรองผลการเลือกตั้งล็อตแรก ในวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ไปจนถึงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม จึงได้ ส.ส.ครบ ๙๕% จึงเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ 
    ใช้เวลาไม่ถึงเดือน 
    ไม่เป็นปัญหาให้การเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ 
    จึงไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล
    ฉะนั้นในภาพรวมการเลื่อนเลือกตั้ง ไม่ได้เลื่อนส่งเดช 
    ก็ไม่ควรมีใครมาก่อกวนแบบส่งเดชเช่นกัน.


                            ผักกาดหอม


    

8 ม.ค.62- www.thepaper.cn ของจีน รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บุคคลหลบหนีคำพิพากษาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำคุก 5 ปีจากคดีปล่อยทุจริตจำนำข้าว เข้าไปซื้อกิจการ บริษัทซัวเถาคอนเทนเนอร์เทอร์มินัล (Guangdong Shantou International Container Terminal) จำกัด ในเมืองซัวเถา  มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  เมื่อเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์  สองพี่น้องเดินทางไปเมืองซัวเถา ระบุเพียงว่าเป็นการไปเยี่ยมญาติพี่น้องฝั่งพ่อในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศในแถบเอเชีย

สำหรับบริษัทซัวเถาคอนเทนเนอร์เทอร์มินัลก่อตั้งขึ้นในปี 2537 ด้วยทุนจดทะเบียน 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ Shantou ได้เปลี่ยนจาก Lin Daqi เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์  เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา 

ท่าเรือซัวเถาเป็นหนึ่งใน 25 ท่าเรือหลักของประเทศตามแนวชายฝั่งของจีนและเป็นหนึ่งในห้าท่าเรือฮับสำคัญในมณฑลกวางตุ้ง มีพื้นที่ท่าเรือ 7 แห่งในซัวเถาพอร์ต ปริมาณสินค้าทั้งหมดของท่าเรือถึง 50 ล้านตัน และปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ถึง 1.3 ล้าน TEU (หน่วยกล่องมาตรฐานสากล) คิดเป็น 55% และ 99% ของทั้งหมดของพอร์ตกวางตุ้งตะวันออก 

ท่าเรือดังกล่าวตั้งอยู่ที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษชานโถวมณฑลกวางตุ้งตั้งอยู่ที่ 187 ไมล์ทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือของฮ่องกงและ 214 ไมล์ทะเลทางตะวันตกของไต้หวัน. 

'ทักษิณ'โผล่โต้เดือดกระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ

    
 

8 ม.ค.62 - นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความลงบนทีตเตอร์ Thaksin Shinawatra ระบุว่า "ป้อมบอกให้ผมกลับเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งๆที่ป้อมส่งคนของป้อมเข้าไปนั่งทั้งนั้น

ผมว่าป้อมทำเรื่องของตัวเองให้เคลียร์ดีกว่ามั๊ยครับ เอาเด็กหน้าห้องป้อมออก แล้วปล่อยให้คนอื่นเข้ามาพิจารณาเรื่องนาฬิกายืมเพื่อนแทน

เพราะกระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ มันหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วครับ"

โพสต์ของนายทักษิณ สืบเนื่องจากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ เรียกร้องให้ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายทักษิณ ชินวัตร เปิดโต๊ะเจรจากันเพื่อสร้างความปรองดองว่า เจรจาเรื่องอะไร ถ้าเขาทำตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างก็จบแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการต่อรองอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี ต่อรองได้อย่างไร เป็นเรื่องของศาล เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เราจะไปทำอะไรได้ ถึงอย่างไร คสช.ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้.


 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 ..................................................

จับเมาขับช่วง7วันอันตรายทะลุ8พันราย

    
 


    เปิดสถิติเมาแล้วขับถูกจับช่วงปีใหม่ 8.7 พันคดี ในจำนวนนี้มีที่ถูกจับซ้ำ 153 ราย ถูกส่งเข้ารับการบำบัดใน รพ.รวม 4 ราย พบข้าราชการทำผิด 160 ราย ถูกคุมประพฤติ 1 ปี
    ที่กรมคุมประพฤติ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมด้วย นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมแถลงสถิติคดีเมาแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.61-2 ม.ค.62 โดยนายประสารกล่าวว่า สถิติคดีเมาแล้วขับ ผู้กระทำความผิดที่เข้าสู่ระบบบังคับใช้กฎหมายและศาลมีคำสั่งส่งมาให้กรมคุมประพฤติดูแลภายใน 1 ปี โดยใช้อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM จำนวน 80 ราย และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากเคหสถานในช่วง 22.00-04.00 น. ในจำนวนนี้มีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง 1 ราย ซึ่งกรมคุมประพฤติได้รายงานให้ศาลรับทราบแล้ว และหลังจากครบ 7 วันอันตราย ศาลยังมีคำสั่งให้ใช้กำไล EM กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับอีก 26 ราย รวมมีผู้ที่ใช้กำไล EM ถูกควบคุมความประพฤติ 116 ราย เป็นผู้ชาย 110 ราย และผู้หญิง 6 ราย
    "ในปีนี้มีคดีที่เข้าสู่ระบบจำนวน 9,453 คดี แยกเป็นคดีเมาแล้วขับ 8,706 คดี คดีเสพและขับ 701 คดี คดีขับรถประมาท 44 คดี และคดีขับรถซิ่ง 2 คดี ในจำนวนนี้ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ชายร้อยละ 97.2 ผู้หญิง 2.77 เปอร์เซ็นต์ สำหรับช่วงอายุของผู้ที่กระทำความผิดน้อยกว่า 20 ปี จำนวน 595 ราย, ระหว่างอายุ 21-30 ปี จำนวน 2,378 ราย, ระหว่างอายุ 31-40 ปี จำนวน 2,340 ราย, ระหว่างอายุ 41-50 ปี จำนวน 1,985 ราย, ระหว่างอายุ 51-60 ปี จำนวน 888 ราย, อายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 213 ราย และไม่ระบุอายุ จำนวน 1,054 ราย"
    นายประสารกล่าวว่า สำหรับผู้กระทำความผิด มีอาชีพรับจ้าง จำนวน 3,436 ราย, อาชีพเกษตรกร 823 ราย, อาชีพพนักงานบริษัท รัฐวิสาหกิจ 772 ราย, อาชีพค้าขาย 333 ราย, นักเรียน/ นักศึกษา 200 ราย, ข้าราชการ 160 ราย, อาชีพธุรกิจส่วนตัว 131 ราย, พนักงานขับรถโดยสาร/ บรรทุก  98 ราย, ว่างงาน 72 ราย, อื่นๆ (ไม่ระบุ) จำนวน 3,428 ราย  โดยกลุ่มข้าราชการที่กระทำความผิดจะต้องถูกคุมประพฤติระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ถูกคุมประพฤติและผู้ที่ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ซึ่งศาลสั่งให้กรมคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเพิ่มเติม จำนวน 66 คดี และให้ทำงานบริการสังคม 15 วัน ขยายได้ไม่เกินครั้ง 30 วัน
    สำหรับพื้นที่ที่ผู้ถูกคุมประพฤติมากที่สุด แยกเป็น ภาคเหนือ 951 คดี จังหวัดเชียงรายมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 331 คดี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,175 คดี จังหวัดมหาสารคามมีผู้กระทำความผิดมากสุด จำนวน 565 คดี ภาคกลาง 1879 คดี จังหวัดปทุมธานีมีผู้กระทำความผิดมากที่สุด จำนวน 188 คดี ภาคตะวันออก 1020 คดี จังหวัดที่ทำความผิดมากที่สุดคือ ฉะเชิงเทรา 207 คดี ภาคตะวันตก 219 คดี จังหวัดตากกระทำผิดมากที่สุด 67 คดี ภาคใต้ 335 คดี จังหวัดพัทลุงกระทำความผิดมากที่สุด 84 คดี ส่วน กทม. 567 คดี โดยศาลได้ระบุเงื่อนไขสำหรับผู้ที่กระทำความผิดจะต้องรายงานความประพฤติกับศาลปีละ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชม., พักการใช้ใบอนุญาตขับรถระยะเวลา 6 เดือน, ให้เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย/ วินัยจราจร, ห้ามออกนอกสถานที่ โดยการติด EM บางรายต้องตรวจปัสสวะหาสารเสพติด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
    "จากการตรวจสอบในระบบคุมประพฤติพบว่า มีจำนวน 153 รายที่เคยถูกจับซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับในช่วง 3 ปีผ่านมา ซึ่งขณะนี้กรมคุมประพฤติได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำบุคคลเหล่านี้มาเข้ารับการคัดกรองตามแบบประเมินพฤติกรรม ว่าเข้าข่ายมีความเสี่ยงสูงในการติดสุราหรือไม่ หากพบพฤติกรรมเสี่ยงจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูสภาพ ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือติดสุราในระดับต่ำจะส่งไปทำงานบริการสังคม อบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร และลด เลิกแอลกอฮอล์" นายประสารกล่าว
    ด้าน นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในปีนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 463 ราย ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ของอุบัติเหตุเกิดจากเมาแล้วขับ โดยในปีนี้กรมควบคุมโรคได้ทำโครงการนำร่องร่วมกับกรมคุมประพฤติ บำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ดื่มแล้วขับที่กระทำผิดซ้ำ โดยจะส่งตัวบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ติดสุราและมีปัญหาซับซ้อนจะส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ และกรณีผู้ที่เมาและมีอาการทางจิตรุนแรงจะส่งต่อไปโรงพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต เพื่อบำบัดรักษาผู้ติดสุรารุนแรงเรื้องรังให้มีสุขภาพดีไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีก ซึ่งมีตัวเลขผู้เข้ารับการบำบัด 4 รายเข้าโครงการ ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลลำปาง จังหวัดลำปาง จำนวน 1 ราย, โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี จำนวน 2 ราย.

...................................................

 

ชงตั้งโต๊ะเจรจาทักษิณ ยงยุทธอ้างแก้ปัญหายั่งยืน ป้อมยํ้าเข้ากระบวนการกม.

    
 


    “ประวิตร” ลั่นไม่เคยห้าม “ทักษิณ” กลับไทย แต่เหยียบแผ่นดินเมื่อไหร่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม “ยุทธ ตู้เย็น” ร่ายเฟซบุ๊กแจงเหตุ ยก “นายใหญ่” มีสปิริตสูง อ้างถูกบิ๊กบังยึดอำนาจ  “เลขาฯ ยูเอ็น” ขอให้ประณามแต่แม้วปฏิเสธ อึ้ง! ตรรกะบอกหลายนโยบายที่ดูเลววันนี้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ชงตั้งโต๊ะเจรจาเพื่อให้ปัญหาสะเด็ดน้ำ หลายพรรคแพลมนโยบายขายฝัน “พปชร.” ดัน ส.ป.ก.4-01 เป็นที่ดินทองคำ “พ.พ.ช.” ผุดหนึ่งตำบล หนึ่งหมอ
    เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กห.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ  (พ.พ.ช.) ปราศรัยที่จังหวัดพิษณุโลก โดยชูว่าจะขอโอกาสครั้งที่ 4 นำนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  กลับประเทศไทยให้ ว่าเราก็ไม่ได้ไม่ให้กลับ ให้กลับมาตลอด ไม่เคยห้ามไม่ให้กลับ แต่ก็ต้องมารับทราบคดี เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ยืนยันว่าไม่เคยห้ามว่าไม่ให้กลับ 
    เมื่อถามว่า นายทักษิณเคยประสานกลับไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกลับย้ำว่า "กลับได้เลย มาเข้ากระบวนการตามกฎหมาย เพราะเป็นคนไทย" เมื่อถามย้ำว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยได้ถามนายทักษิณหรือไม่ว่าทำไมไม่กลับ พล.อ.ประวิตรสวนว่า "ถามอะไร ยังไม่เคยคุยเลย"
    ขณะที่นายยงยุทธผู้จุดประเด็นเรื่องดังกล่าวได้โพสต์เฟซบุ๊กขยายความว่า "ประเด็นการจะกลับบ้านของ ดร.ทักษิณก็ต้องให้มีกระบวนการร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งคนทั่วไปทำกันอยู่แล้ว เช่น ทบทวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน เพราะคนสอบเป็นคนอยู่ฝั่งตรงข้ามหมด คนสั่งการก็ยึดอำนาจเขามา จะบอกว่า ดร.ทักษิณเป็นคนดีได้ยังไง ก็ต้องบอกว่าเลว แต่วันนี้เรื่องเลวหลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เช่น ปล่อยเงินกู้เมียนมา เขาคืนให้เรามาหมดแล้ว การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่ดี เราย้ายประเทศหนีกันไม่ได้" 
    “ยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น กระบวนการทางศาลยังต้องถามพยานทุกครั้ง ว่ามีเรื่องขัดแย้งกันมาก่อนหรือไม่ หรือผู้สอบวางตัวไม่เป็นกลางในกระบวนการสอบสวนยังขอเปลี่ยนตัวได้ ผมว่าคุยกันดีๆ ระหว่างพี่น้องเตรียมทหารด้วยกัน หากกลัว ดร.ทักษิณจะกลับมามีอำนาจ ก็คุยกันด้วยเหตุผลโดยเอาเรื่องบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง ยังง่ายกว่าการสร้างรัฐธรรมนูญและแก้กฎหมายเลือกตั้ง" นายยงยุทธระบุ
    นายยงยุทธโพสต์อีกว่า "ทุกวันนี้ทุกฝ่ายที่มีอำนาจเพื่อไม่ให้ระบอบทักษิณกลับมา เราสูญเสียและต้องแลกกับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและเป็นสากล ซึ่งในช่วงปี 2549 ดร.ทักษิณประชุมที่ยูเอ็น โดน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจ เลขาฯ ยูเอ็นถามว่าจะประณามตอบโต้ไหม ดร.ทักษิณปฏิเสธ และบอกว่าแค่นี้บ้านเมืองก็บอบช้ำพอแล้ว แสดงให้เห็นว่าความรักบ้านเมือง สปิริตยังมีอยู่" 
ชงตั้งโต๊ะเจรจา 'ทักษิณ'
    “ทำไมผมรู้ เพราะว่าผมก็ถูกขังเกือบครึ่งเดือน บ้านก็โดนทุบ ครอบครัวแตกเป็นเสี่ยงๆ เหล่านี้มีหลักฐานและภาพประกอบชัดเจน ไปดูในยูทูบได้ ซึ่งผมเข้าใจว่าลูกพี่สั่งมา เราไม่โกรธกัน เพราะรู้อยู่ว่าใครสั่ง สำหรับเรื่องปราศรัยที่พิษณุโลก ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่องการเมืองในฐานะวิทยากร ก็บอกไปตามความเป็นจริงว่า หน้าเลือกตั้งก็อ้างเอา ดร.ทักษิณกลับ 3 ครั้งแล้ว ผมเชื่อว่าการเป็นรัฐบาลไม่สามารถคืนความเป็นธรรมให้กับใครได้ ตราบที่สังคมยังแบ่งเป็นฝักฝ่าย ด่าคนนั่นชั่ว คนนี้เลว ลืมนึกถึงตัวเองและพวก ผมว่าคุยกันดีๆ ยังจะสร้างความสุขให้ประเทศของเราได้มากกว่า การเปิดโต๊ะพูดคุยกับ ดร.ทักษิณนั่นแหละ คือการแก้ปัญหาที่จะยั่งยืนและตรงจุด เหตุเกิดที่ไหนก็แก้ที่นั่นครับ” นายยงยุทธ์โพสต์ทิ้งท้าย
    ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเรื่องนี้ว่า ไปห้ามกันไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะพูด ต่างจิตต่างใจ เรื่องนี้มีคนตั้งใจหลายคน แต่ยังไม่ถึงเวลาจะพูด
    ร.ต.อ.เฉลิมยังกล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย  (รปช.) มั่นใจว่าจะได้ ส.ส. 250 ที่นั่ง ว่าคงต้องนับคะแนนหลายรอบ แต่ในส่วนของ พท.และพรรคเครือข่ายจะได้เกือบๆ 300 เสียง ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มั่นใจว่าจะได้ 150 เสียง ขอบอกเลยว่าไม่มีทาง ถ้าได้ 24 ที่นั่งจะเสนอชื่อนายกฯ ก็คงไม่ได้ เพราะยิ่งมาเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจ 
    “มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐ 100 ที่นั่งไม่ถึง พื้นที่อีสานตอนบน เฉลิมโพลสำรวจแล้ว พปชร.ไม่ได้แม้แต่คนเดียว พะเยาที่บอกว่าได้แน่ๆ ก็ยังยาก ส่วนที่จะได้ก็คือเพื่อไทย แต่ถ้าพื้นที่ พปชร.จะได้คือ จ.สุโขทัย เพชรบูรณ์ และพื้นที่ภาคกลางอีกนิดหน่อย ถ้าได้ไม่ถึง 25 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยก็เป็นรัฐบาล  หรือถ้าเขาจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แล้วแต่ อย่าไปคิดว่านรกไม่มีจริง ถ้าพลังประชารัฐได้ไม่ถึง 25  ที่นั่งก็บ้านใครบ้านมัน ตอนนั้นจะรู้ว่านรกมีจริง ส่วนที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเสนอนโยบายตองเจ็ด  เลขตองมันอยู่ในที่อโคจรทั้งนั้น” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
    ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค พท.ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าจะได้ ส.ส.เท่าใด แต่ยืนยันว่าขอทำงานอย่างเต็มที่ โดยส่งผู้สมัครให้ได้มากที่สุด ส่วนที่ พปชร.จะส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มาเป็นหนึ่งในบัญชีนายกฯ ของพรรคก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ 
    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)  กล่าวถึงกรณีที่พรรค รปช.จะไม่เสนอชื่อนายกฯ ว่าเป็นแนวทางใหม่ของพรรคการเมืองที่พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะเกิดขึ้นในอีกหลายพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหม่  เป็นการสร้างความชอบธรรมให้คนที่พรรค พปชร.จะเสนอ โดยแสดงให้เห็นตรงกันว่าควรเป็นคนคนนี้  ซึ่งทำให้ประชาชนตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะการเลือกพรรคใดก็ทำให้ชี้ชัดว่าเลือกใครเป็นนายกฯ ซึ่ง ทษช.ชัดเจนว่าไม่มีทางยกมือหนุนคนที่คุณก็รู้ว่าใครให้มาเป็นนายกฯ ส่วนรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ  ของ ทษช.นั้นต้องรอการชี้แจงจากการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง 
หญิงหน่อยอ้อนชาวอีสาน
    วันเดียวกัน พรรคการเมืองต่างลงพื้นที่เพื่อเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครและเริ่มเสนอนโยบายต่างๆ มากขึ้น  โดยคุณหญิงสุดารัตน์ได้นำคณะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. โดยทันทีที่ขึ้นเวทีคุณหญิงสุดารัตน์ก็ทักทายประชาชนเป็นภาษาอีสานว่า “คิดฮอดพี่น้องชาวบุรีรัมย์ สบายดีบ่” ทั้งนี้คุณหญิงสุดารัตน์ยังระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกที่ต้องรักตัวเอง และต้องถามว่า 4-5 ปีที่ผ่านมาสามารถทนกับสภาพปัญหาต่างๆ ได้หรือไม่ ถ้าไม่ต้องการทนขอให้ออกมาเลือกพรรคเพื่อไทยอย่างถล่มทลาย หากไปน้อยเลือกน้อยจะได้อยู่กับลุงต่อไป อยู่กับเรากระเป๋าตุง จากนั้นประชาชนตอบรับอย่างพร้อมเพรียงว่า "อยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ"
    ต่อมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย อ.นางรอง นางพุทธชาติ ศรีสุริยันโยธิน ภรรยาของนายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีบอกเล่าความรู้สึกพร้อมกับร่ำไห้บนเวทีที่นายพรชัยไม่สามารถเดินทางมาร่วมปราศรัยได้ เนื่องจากถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง  ถูกตั้งข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม จึงอยากถามไปยังผู้มีอำนาจว่าการอยู่พรรคเพื่อไทยผิดมากหรือไม่ ซึ่งหลังภรรยานายพรชัยเปิดใจแล้วเสร็จ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้กำลังใจโดยสวมกอดให้มีกำลังใจต่อสู้ 
    นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยกล่าวเรื่องนี้ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเท่าไหร่ ส่วนจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ ขออย่าเพิ่งพูดถึง ขอเราตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
    ส่วน ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวถึงกำหนดการปราศรัยว่า ในวันที่ 15 ม.ค. เวลา 17.00 น. ที่สนามฟุตบอลบ้านริมคลอง จะปราศรัยช่วยนายวัน อยู่บำรุง ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางบอน พรรคเพื่อไทย โดยจะอุทิศเวลาทั้งหมดให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะบอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการรัฐประหาร จากนั้นในวันที่ 21-28 ม.ค.จะยกคณะทีมปราศรัยหาเสียงพรรคลงพื้นที่ภาคอีสาน
    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กย้ำถึงจุดยืนของพรรคและแนวทางการแก้ปัญหาให้ประชาชนว่า พูดหลายครั้ง หลายเวทีว่าอยู่ข้างประชาชน ประชาชนบอกอย่างไร ตัดสินอย่างไรจะทำตามนั้น ทุกวันนี้ประชาชนบอกว่าเดือดร้อนเรื่องปากท้อง พรรคก็ทำเรื่องนี้  ประชาชนไม่อยากให้มีความขัดแย้งของคนในชาติเกิดขึ้นอีก ก็ไม่สร้างความขัดแย้ง 
“ใครจะด่า ใครจะว่า ผมนิ่งเงียบ ผมรับฟังด้วยความอดทน ไม่ตอบโต้ เพราะไม่อยากทำให้เกิดความขัดแย้ง เรื่องจับขั้วกับใคร อยู่ข้างใคร พรรคไหน เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ ขอให้ประชาชนบอกมา ผมจะทำตามนั้น ผลการเลือกตั้งจะบอกได้ดีที่สุด ณ ขณะนี้ผมบอกได้เพียงว่า ผมไม่เอาความขัดแย้ง ถ้าท่านอยากได้ความขัดแย้งไม่รู้จบสิ้น ก็เลือกพรรคที่ชูความขัดแย้งเป็นนโยบายหาเสียง แต่ถ้าท่านไม่ต้องการเห็นขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคจะยุติความขัดแย้งของคนในชาติด้วยความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ชัดเจนแล้วนะครับว่าผมไม่ได้กั๊ก” นายอนุทินกล่าว
    นายณัฐวุฒิกล่าวว่า พรรค ทษช.จะจัดทีมลงพื้นที่เพื่อปราศรัยกับประชาชน มีทั้งเวทีย่อยและเวทีใหญ่ที่กระจายตามภูมิภาคต่างๆ 7 ชุดด้วยกัน โดยมีคนรุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ และคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ทำงานร่วมกับผู้สมัครในเขตนั้นๆ เสริมเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเข้าถึงประชาชน 
ส.ป.ก.4-01=ที่ดินทองคำ
    ขณะที่นายสุชาติ ตันเจริญ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรค พปชร.กล่าวว่า หลังหารือกับทีมงานร่างนโยบายของพรรคถึงแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนให้คนไทยทั่วประเทศ เล็งเห็นถึงปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน จึงได้ร่างนโยบายเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 กว่า 30 ล้านไร่ให้เป็นที่ดินทองคำ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรค รวมไปถึงผลักดันให้เห็นผลตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ โดยจะเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นใบสลักสิทธิ และจะเสนอให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ใหม่ในพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 สามารถทำเกษตรอุตสาหกรรม โรงงาน พาณิชย์ ท่องเที่ยว หรือรีสอร์ตสุขภาพ เป็นต้น 
    “นอกจากเพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่แล้ว ยังต้องเพิ่มศักยภาพให้ที่ดินมีมูลค่าในการลงทุน ด้วยการให้สามารถเปลี่ยนมือได้ ไม่ใช่เฉพาะทายาทเท่านั้น โดยให้ซื้อ ขาย โอน และเช่าได้ แต่ต้องเสียภาษี ค่าธรรมเนียม ซึ่งจะใช้หลักการใกล้เคียงกับที่ดินของกรมธนารักษ์และกรมที่ดิน ซึ่งจะทำให้ ส.ป.ก.4-01 มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นในทันทีเป็น 10-30 เท่าตามศักยภาพของพื้นที่ และเมื่อเราเพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่ให้ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 แล้วก็น่าจะเรียกใหม่ว่า ส.ป.ก.4.0 ให้สอดคล้องไทยแลนด์ 4.0” นายสุชาติกล่าว
    นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า พรรคจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน จ.นครราชสีมาในวันที่ 9 ม.ค.นี้ โดยการนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสานและคณะ โดยจะมีการเสวนาเรื่องการจัดทำนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินให้ชาวบ้าน และนำความเห็นของประชาชนมาจัดทำเป็นนโยบายของพรรคด้วย โดยเฉพาะเรื่องของ ส.ป.ก.
    นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรค พ.พ.ช.กล่าวว่า นโยบายพรรคจะยกฐานะโรงพยาบาลประจำตำบลให้เป็นโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณแห่งละสามล้านบาท ทั้งประเทศมีกว่าเจ็ดพันแห่ง รวมแล้วใช้เงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท และยังมีนโยบายหนึ่งตำบล  หนึ่งนักศึกษาแพทย์ โดยให้ทุนแก่นักเรียนที่ขาดโอกาส โดยไม่ต้องเป็นเด็กเรียนเก่ง ขอเพียงมีใจ อยากเรียนและกลับมาทำงานใช้ทุนที่บ้านเกิด
    “เรายังมีนโยบายโฉนดใบเดียว ยกเลิกเอกสารสิทธิทุกประเภท อาทิ ส.ป.ก., น.ส.2 ให้เหลือเพียงโฉนดเท่านั้น อาจแบ่งแยกเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร การปศุสัตว์ การประมง เป็นต้น แต่จะใช้มาตราส่วนเดียวกันเพื่อลดความขัดแย้ง และเพิ่มความเท่าเทียมกันให้เจ้าของโฉนด จะไม่มีใครต้องอายใครเวลาถือโฉนดไปกู้เงิน” นายรยุศด์กล่าว
เทือกลั่นชนเสาไฟฟ้า
    ส่วนที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น พรรค รปช.จัดอบรมเตรียมความพร้อมสำหรับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค รปช.กล่าวในหัวข้อหัวใจสำคัญและอุดมการณ์ของพรรค รปช.ตอนหนึ่งว่า "พรรคการเมือง นักการเมืองทั้งหลายละเลยต่อเสียงของประชาชน ฟังแต่คำสั่งหัวหน้าพรรคแบบเอาจริงเอาจังมาก สั่งให้ล้อมศาลากลางก็ไป ไปเผาก็ไป เอาอาวุธเข้ามาใน กทม.ก็ได้ ฆ่าคนก็ได้ ติดคุกก็ได้ โดยยอมตายขายชีวิต ซึ่งเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย การเมืองไทยจึงกลายเป็นเรื่องของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐ เจ้าของกิจการธุรกิจทั้งหลาย มีกลุ่มทุน ครอบครัวทำธุรกิจเข้ามาเป็นเจ้าของพรรค เริ่มลงทุนมากมายมหาศาล เรียกว่าทุนสามานย์ เมื่อเข้าไปมีอำนาจก็ใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจโดยไม่เกรงใจประชาชน แต่พรรค รปช.ทำเพื่อประชาชน ไม่เป็นพรรคของคนใดคนหนึ่ง
    พรรคการเมืองต้องรับใช้ประชาชน ทำตามคำสั่งประชาชน โดยประชาชนเป็นใหญ่ และเพื่อผลักดันเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปประเทศ วันนี้ รปช.มีสมาชิก 2 หมื่นกว่าคน เราฝันว่าต้องมีสมาชิก 1 ล้านคน แล้ววันนั้นเราจะมีพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง” นายสุเทพกล่าว
    นายสุเทพกล่าวอีกว่า รปช.ไม่มีเสาโทรเลข เสาไฟฟ้า หลักกิโลเมตร รอบนี้พรรคจะส่ง ส.ส.ไปล้มเสาไฟฟ้า ดูอย่างพรรคอื่นสมาชิกประจบสอพลอหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เพื่อให้ได้ลง ส.ส. ดูตัวอย่างนายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ที่เกือบไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. แต่พรรค รปช.ไม่มี หัวหน้าพรรคไม่ได้มาสั่ง เพราะพรรคให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทั้งผู้หญิงและผู้ชาย 
    ที่ จ.สุรินทร์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พร้อมแกนนำและคณะ เดินทางไปประชาสัมพันธ์พรรคและแนะนำว่าที่ผู้สมัคร โดยได้ขึ้นรถแห่ไปในหลายพื้นที่.

 
 

 

 

 

 ......................................................
 

รัฐบาล คสช.คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ซ้ำรอยระบอบทักษิณ "ประยุทธ์" ตัวแปรทางการเมือง

    
 

    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 5 ต่อ 3 สรุปว่าการถือครองนาฬิกาหรู และแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังไม่มีมูลเพียงพอว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง

                โดยเชื่อว่าได้ยืมจาก นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ หรือ เสี่ยคราม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและได้คืนไปหมดแล้ว จึงถือว่ายุติการสอบสวนปมนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตรไปทันที

                จากการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะทำงานฯ สรุปว่า นาฬิกาจำนวน 25 เรือนที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่ามีภาพซ้ำกัน 3 คู่ จึงมีนาฬิกาที่ต้องตรวจสอบจำนวน 22 เรือน โดยพบว่าอยู่ในบ้านของนายปัฐวาท 20 เรือน และพบใบรับประกันนาฬิกาอีก 1 เรือน แต่ไม่พบตัวเรือน รวมเป็น 21 เรือน โดย 21 เรือนดังกล่าวพบหลักฐานว่านายปัฐวาทเป็นผู้ซื้อจากผู้จำหน่ายในต่างประเทศจำนวน 1 เรือน ซื้อต่อจากผู้อื่นจำนวน 2 เรือน

                ส่วนที่เหลือไม่พบหลักฐานการซื้อจากผู้จัดจำหน่ายภายในประเทศ และกรมศุลกากรก็ไม่สามารถตรวจสอบยืนยันการนำเข้านาฬิกาจากต่างประเทศได้ เพราะผู้นำเข้าบางรายไม่สำแดงข้อมูลรายละเอียดของนาฬิกา

                เท่ากับว่านาฬิกาอีก 18 เรือน ไม่มีใบสำแดงการนำเข้าว่าเป็นของใคร แต่ ป.ป.ช.สรุปทันทีว่าเป็นของนายปัฐวาท ที่ให้ พล.อ.ประวิตรยืมใส่?          

                สำหรับกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก 5 ราย ได้แก่ นายปรีชา เลิศกมลมาศ นายณรงค์ รัฐอมฤต นายวิทยา อาคมพิทักษ์ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ ส่วนเสียงข้างน้อย 3 คน ได้แก่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ น.ส.สุวณา สุวรรณจูฑะ และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง

                โดยเสียงข้างน้อยระบุว่า อยากให้สอบต่อไปเพื่อให้สิ้นกระแสความ เพราะเท่าที่ทำถึงตอนนี้ถือว่ายังไม่ได้เต็มที่ ยังมีช่องที่จะตรวจสอบเพิ่มเติมได้อีก

                หลัง ป.ป.ช.ตีตกปมนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร ก็คงโล่งอกไปทันที แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับเห็นตรงข้าม มองว่า ป.ป.ช.กำลังฟอกผิดให้ พล.อ.ประวิตร-แกนนำรัฐบาล คสช.ยิ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.เอง

                นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระบุว่า ความเชื่อถือต่อ ป.ป.ช.ที่เคยมีอยู่บ้าง พลันมอดมลายไปกับมติอันอัปยศ ในเวลานี้ ป.ป.ช.เป็นสิ่งอะไรกันแน่

                นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ระบุว่า ในฐานะผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ใช้สิทธิขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการตรวจสอบของ ป.ป.ช.มาดำเนินการต่อแน่นอน ตนเอาเรื่องถึงที่สุดแน่ และเชื่อว่าภายในอายุความทางอาญามีกรรมการ และเลขาธิการ ป.ป.ช.ติดคุกแน่

                นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ระบุว่า ป.ป.ช.กลายเป็นจำเลยร่วมไปทันที ตามกฎหมายกรรมการ ป.ป.ช. ทุกคนต้องมี “คำวินิจฉัยส่วนบุคคล” อธิบายเหตุผลที่ตนลงมติไป จึงควรเปิดเผยบันทึกนี้ของกรรมการเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยให้สังคมได้รับรู้เพื่อความโปร่งใส และห่วง ป.ป.ช. สถาบันหลักในการต่อต้านคอร์รัปชันของชาติว่าจะรักษาศรัทธาประชาชนได้แค่ไหน

                ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคม ระบุว่า การใช้อำนาจของ 5 ป.ป.ช.ดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 234 (1) คือ “ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” จึงขอเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันลงชื่อ 2 หมื่นรายชื่อเพื่อถอดถอนและดำเนินการเอาผิด 5 ป.ป.ช.ดังกล่าว ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 236 และ 237 เพื่อเสนอประธานรัฐสภา และเสนอประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและซื่อสัตย์สุจริต ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อ 5 ป.ป.ช. ดังกล่าวต่อไป

                การยุติการสอบสวน แกนนำรัฐบาล คสช.ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่กระทบต่อความเชื่อถือศรัทธารัฐบาล คสช.ด้วย เพราะประธาน ป.ป.ช.คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และเป็นลูกน้องเก่าของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร

                แม้การ พล.ต.อ.วัชรพล จะขอถอนตัวจากการพิจารณา แต่ก็ไม่ทำให้ประชาชนสิ้นความแคลงใจได้

                พฤติการณ์การใช้อำนาจรัฐแทรกแซงองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบรวมทั้งกระบวนการยุติธรรม เห็นได้ชัดเจนในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่แม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่สามารถคุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้ระบบการถ่วงดุลไร้ประสิทธิภาพ ผู้นำรัฐบาลจึงใช้อำนาจอย่างเหิมเกริม เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม อย่างรุนแรง

                ในยุคนั้นได้มีการยกวาทะ ลอร์ด แอกตัน นักประวัติศาสตร์ นักการเมือง และนักเขียนชาวอังกฤษที่ว่า "All Power Tends to corruft,Absolute Power Corrupt Ablolutely" : "นาจมีแนวโน้มที่จะคอร์รัปชัน ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ การฉ้อฉลยิ่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาด" มาเตือนสติรัฐบาลทักษิณและสังคมไทยอยู่เสมอ 

                สุดท้ายการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็นำไปสู่การคอร์รัปชันมโหฬาร จนเกิดวิกฤติทางการเมือง

                หากจะยกวาทะดังกล่าวมาเตือนรัฐบาล คสช.และสังคมไทยในเวลานี้ก็ยังทันสมัย สอดรับกับบริบททางการเมืองอย่างยิ่ง

                หลัง คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 คุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชามติแล้ว ก็ยังคงอำนาจหัวหน้า คสช.ให้อำนาจเบ็ดเสร็จตาม ม.265 สามารถใช้อำนาจตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้อีก

                แม้การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในระยะแรกๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองที่หลายฝ่ายยอมรับได้ แต่ระยะหลังเริ่มมีข้อกังขาว่าเอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้องตัวเองหรือไม่

                อาทิ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 เรื่องการเปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้า คสช. คืนตำแหน่งให้ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ให้กลับไปดำรงตำแหน่งหน้าที่เดิม 1.นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร 2.นางมาลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร 3.นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และ 4.นายชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร

                โดยเฉพาะกรณีของ นายชัยมงคล ซึ่งผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 6 รักษาราชการแทนผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้ว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 แต่รัฐบาล คสช.ก็ฟอกผิดให้จนได้

                สุดท้ายเครือญาติของบุคคลเหล่านี้บางคนก็ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของรัฐบาล คสช. เช่น นายณัฐกานต์ ไชยรบ ลูกชายนายชัยมงคล มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 สกลนคร พรรค พปชร.เป็นต้น

                ล่าสุดกรณี โต๊ะจีนระดมทุน ของพรรค พปชร.ซึ่งปรากฏมีหน่วยงานรัฐร่วมซื้อโต๊ะด้วยจนถูกกล่าวหา ทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ม.73 "ห้ามมิให้ข้าราชการการเมืองใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่เรี่ยไรหรือชักชวนให้มีการบริจาคให้พรรคการเมือง..."

                กรณีออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส ลงวันที่ 25 ก.ค.2561 ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 258, 260 ที่ต้องยึดหลักอาวุโส ทำให้ตำรวจ 2 นายร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดินว่าขัดรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 20/2561 มาคุ้มครองประกาศดังกล่าวว่า "ให้ถือว่าการดำเนินการนั้น เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด"

                นี่แค่ตัวอย่างบางเรื่องในการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง รวมทั้งการกวาดต้อนนักการเมืองฝั่งตรงข้ามมาอยู่ พปชร.ท่ามกลางกระแสข่าวใช้ "คดีความ" ต่อรองทางการเมืองกับบุคคลหรือเครือญาติที่มีชนักปักหลัง!

                มติ ป.ป.ช.ดังกล่าวนอกจากฟอกผิดให้แกนนำรัฐบาล คสช.แล้ว ยังเป็นการโชว์พาวว่า รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จจะถอนชนักปักหลังให้ใครก็ได้หากเลือกยืนข้างฝ่ายตัวเอง!

                พฤติการณ์การใช้อำนาจรัฐอาจจะต่างกับระบอบทักษิณที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนของตนโดยตรง แต่เมกะโปรเจ็กต์หลายโครงการก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คสช.เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่กลุ่ม

                ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้เขียนบทความเรื่อง 8 เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ" ตอนหนึ่ง ยังเคยเอ่ยปากให้ผมจัดให้กลุ่มธุรกิจกลุ่มใหญ่เป็นผู้ลงทุนและดำเนินการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หัวหิน โดยไม่ต้องประมูล เคยเอ่ยปากให้ผมจัดให้กรมธนารักษ์ให้เช่าที่ดินในเขตทหารบริเวณกาญจนบุรีให้เอกชนในราคาถูก

                และกังวลว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกจะทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองได้

                นอกจากเสียงต่อต้านการสืบทอดอำนาจแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์พวกพ้องและเอาเปรียบทางการเมืองเริ่มดังกระหึ่มในช่วงเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง แต่รัฐบาล คสช.เหมือนไม่แคร์แต่อย่างใด

                เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ระหว่างที่นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าอวยพรและรับพรเนื่องในวันปีใหม่ว่า "ขอให้นายกฯ เห็นว่าฝ่ายค้านเห็นต่าง ก็เห็นต่างอย่างมิตร แต่อย่าเห็นต่างเป็นศัตรูกัน ซึ่งไม่มีประโยชน์ ขอให้คิดว่าความเห็นต่างต้องมี แต่มีอย่างมิตร ขอให้นายกฯ ช่วยทำตรงนี้ อย่าเห็นต่างกับฝ่ายค้าน"

                คือเสียงเตือนของ พล.อ.เปรม ที่ฟังแล้วดูเหมือนจะเบากว่าปีก่อนที่กระตุก พล.อ.ประยุทธ์แรงๆ ว่า "ตู่ใช้กองหนุนไปเกือบหมดแล้ว แทบจะไม่มีกองหนุนเหลืออยู่แล้ว"

                แต่การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์พวกพ้องชัดเจนโดยไม่แคร์ความรู้สึกประชาชนเช่นนี้ อาจทำให้ไม่เหลือกองหนุนแล้วก็เป็นได้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มลังเลที่จะให้พรรค พปชร.เสนอชื่อเป็นนายกฯ อีกสมัย จึงออกปากเตือนว่า "ขอให้ระมัดระวังด้วย การจะเสนอหรือกล่าวชื่อตนเองในเวทีโน้นเวทีนี้ ขอเตือนไว้ด้วย ตราบใดที่ยังไม่ตอบรับกับใคร ก็อย่าพูดถึง ขอให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่มีอยู่"

                อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยอมรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ หรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของตัวเอง แต่หากรัฐบาล คสช.ยังใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์พวกพ้อง เอาเปรียบทางการเมืองในสนามการเลือกตั้งการเมืองไทยก็ยากจะกลับสู่สภาวะปกติ และอาจจะเกิดวิกฤติซ้ำรอยเดิมอีก. 

..............................................................
 
 8 มกราคม 2562
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน