*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3844
  • จำนวนผู้ชม : 2434180
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 291 , 12:48:12 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

              2 มกราคม 2562

          ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯกทม.พรรคปชป. แนะการแก้ไขปัญหาฝุ่นปกคลุมกทม. โดยชี้ไปที่โรงงานปล่อยควันในกทม.

และปริมณฑล ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่ แต่ก็ยังดีที่ออกมาช่วยกันในยามวิกฤตขณะนี้ ดังรายงานข่าวว่า

สาเหตุของปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 นอกจากสาเหตุมาจากการใช้ยานพาหนะแล้ว ที่สาคัญยังมีการเผาในที่โล่งอีก และปล่องจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายๆ ชนิด ที่มีอยู่รอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา หลายแห่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 

โรงงานเหล่านี้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานและปล่อยระบายควันหรือมลพิษจากการเผาออกทางปล่อง เช่น จากเครื่องกาเนิดไอน้าหรือ Boiler การใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สะอาด เช่น ใช้ฟืน หรือถ่านหินที่มีคุณภาพต่า ทาให้ควันที่ปล่อยออกมาทางปล่องควันมีความเป็นพิษอย่างเห็นได้ชัด 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปโรงงานปล่อยควัน à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปโรงงานปล่อยควัน à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปโรงงานปล่อยควัน 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปโรงงานปล่อยควัน à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปโรงงานปล่อยควัน à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปโรงงานปล่อยควัน

 

 

มันก็เช่นนั้น 'มึงมาไล่ดูสิ'

    
 

               จะต้องขอท่ง-ขอโทษอะไรกัน

 

                ผมว่า "ดีซะอีก"

                ที่สรรพนามในภาษาไทยดั้งเดิมจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสซะบ้าง

                เมื่อใช้ ถูกตัว-ถูกเรื่อง มันก็ไม่มีตรงไหนที่ไม่เหมาะสม ที่จะต้องขอโทษ-ขอโพย!

                อย่างเรื่องคนจำพวกหนึ่ง เห็นใครได้ดีเกินหน้าเป็นไม่ได้ ต้องอิจฉา หาเรื่อง-หาเหตุ ตั้งเป็นประเด็น กลั่นแกล้ง-ใส่ร้าย อย่างตอนนี้........

                เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง มองปร๊าดทั้งตลาด ก็เห็นแต่ "นายกฯ ประยุทธ์" นี่แหละ

                "เด่น" สุด!

                ดังนั้น "คู่แข่ง" ขืนไม่ทำอะไร

                นายกฯ ประยุทธ์ ก็จะเอาผ้าขาวม้าคาดพุง เดินขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯ เป็นรัฐบาลต่ออีกสบายๆ น่ะซี

                มันเป็นเที่ยวเมล์สุดท้ายของพวกตายอด-ตายอยากทางอำนาจกินเมืองแล้ว

                ดังนั้น "บางคน-บางพวก" จึงต้องหาทาง "เตะสกัด"

                ป้ายสี ให้นายกฯ เป็น "สินค้ามีตำหนิ"

                คนจะได้ตั้งแง่ แล้วไม่เลือกพรรคที่วางตัวประยุทธ์เป็นนายกฯ

                ก็จึงเห็น เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งปุ๊บ คนกลุ่มนั้น-พวกนั้น จุดพลุ-จุดประเด็นปั๊บ

                "พลเอกประยุทธ์".......

                ต้องลาออกจากนายกฯ!

                ก็เป็นหมาบ้า ฟูมฟายน้ำลาย ไล่งับขากางเกงนายกฯ ใกล้จะถึงโคนขาอยู่รอมร่อ ขณะนี้ ก็ยังรุมทึ้งกันไม่หยุด

                และสื่อประเภทสาก

                ก็ไม่ใช้ความจริงทั้งด้านกฎหมายและทางปฏิบัติที่เป็นจริง เป็นหลักยึดในการนำเสนอ

                หมาบ้าเห่า ก็เชื่อหมา เอาไมค์แหย่ปาก

                แล้วเอาเสียงเห่ามาขาย-ขยายต่อเป็นข่าว ออกจอ ออกโซเชียล ออกหน้ากระดาษ แบบไม่มีวิสัยสำนึกสื่อซึมซับอะไรเลย

                มันก็น่ารำคาญกับความบิดเบี้ยวชนิด "ต่ำมาตรฐาน" ของบางคน-บางพรรค ในกระบวนการเลือกตั้ง

                แล้วสังคมเขาจะเลือกพวกต่ำมาตรฐานอย่างพวกนี้เข้ามาบริหารประเทศได้อย่างไรกัน ไม่ชะโงกดูเงากันบ้างหรือ?

                ถามว่า กฎหมายระบุหรือ.....

                ตอนเลือกตั้ง คนเป็นนายกฯ ต้องลาออก?

                ตอบว่า "ไม่มีกฎหมายฉบับไหน-มาตราไหนระบุว่านายกฯ ต้องลาออก"

                แล้วทำไมตั้งประเด็นรุกไล่ให้พลเอกประยุทธ์ต้องลาออก?

                ก็กูอิจฉาไง!

                ถ้าอย่างนั้น จริงๆ แล้ว กฎหมายบอกว่าไง รู้มั้ย?

                รู้...

                รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕ บอกว่า ให้คณะรัฐมนตรีรวมทั้งคณะ คสช.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จากการเลือกตั้ง จะเข้ามารับหน้าที่

                อ้าว....

                รู้แล้วทำไมยังดันทุรังให้ "นายกฯ ต้องลาออก" อยู่ล่ะ?

                ไม่ดึงเสื้อ-ดึงกางเกงไว้บ้าง พวกกูก็แพ้น่ะซี!

                เอ้า...งั้นสมมุติ ถ้านายกฯ บ้าจี้ ลาออกจริงๆ ผลที่ตามมาคืออะไร รู้มั้ย?

                รู้....

                รู้อะไร?

                รู้ว่า "นายกฯ ลาออก" คณะรัฐมนตรีก็ต้อง "ออกทั้งหมด" ประเทศเข้าสู่ภาวะ "สุญญากาศทางการเมือง" ทันที

                คือ "ไทยเป็นประเทศ" ไม่มีรัฐบาลบริหาร!

                แล้วความเป็นจริงทางปฏิบัติ จะปล่อยให้ประเทศ "ว่างรัฐบาล" ได้มั้ยล่ะ?

                ไม่ได้...!

                นั่นก็คือ ในช่วงเลือกตั้ง ไม่ใช่ใครจะมาถาม นายกฯ ควรลาออกหรือไม่ควรลาออก?

                ต้องบอกว่า นายกฯ "ต้องอยู่" ในทุกเหตุผล

                ไม่ใช่อยู่เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บอกให้อยู่

                ไม่ว่ารัฐธรรมนูญปีไหนๆ ก็ให้อยู่

                ไม่เพียงของไทย.........

                ของทุกประเทศในโลก ไม่มีประเทศไหนบอกว่า ช่วงเลือกตั้ง คนเป็นนายกฯ หรือประธานาธิบดี ต้องลาออก!

                นี่เป็นทางกฎหมาย และในทางปฏิบัติที่ต้องเป็น ก็เช่นนั้น คือ ช่วงเลือกตั้ง คณะรัฐบาลนั้นๆ ก็ต้องอยู่ทำหน้าที่บริหาร

                จะลาออกให้เป็นประเทศ "ผีหัวขาด" ไม่มีธรรมเนียมที่ไหนเขาทำกัน!

                ที่สำคัญ ทุกคนก็รู้........

                ถ้าให้นายกฯ ลาออก เท่ากับให้ประเทศ "ว่างรัฐบาล" เราทำอย่างนั้นได้หรือ?

                ดังนั้น เรื่องออก-ไม่ออกไม่ต้องไปถามหา "จิตสำนึก" จากนายกฯ หรอก

                ต้องถามพวกคุณมึง ที่ไล่ให้นายกฯ ออกนี่แหละ

                "มีจิตสำนึกคนอยู่หรือเปล่า?"

                มี...

                แต่แกล้งไขสือ ทำเป็นไร้เดียงสา อย่างนั้นซิท่า?

                นั่นก็มาถึงประเด็นที่ว่า นายกฯ ปากพาเพลิน

                "มึงมาไล่ดูสิ ไล่ให้ได้สิ ผมไม่ท้าทาย แต่ไม่ออก"

                พวกนักพูด นักอภิปราย นักปาฐกตกกระถางต่างๆ จะเข้าใจ เวลาพูดแล้ว "เครื่องติด" บางที ปากมันไปก่อนใจ คำสามัญประจำชาติจะหลุดออกมา

                อย่างกรณีของนายกฯ....มึงมาไล่ดูสิ!

                คำสรรพนาม "มึง-กู" เป็นคำสามัญประจำชาติ ไม่ว่าหญิงหรือชาย เวลา กันเอง-ถึงกึ๋น-ถึงอารมณ์

                ต้องขึ้น "มึง-กู" ถึงจะได้บรรยากาศและอรรถรส!

                ตกบ่าย อากาศเริ่มเย็น นายกฯ ก็คงจะเย็น นึกได้ว่า...เอ ใช้คำว่ามึง มันจะไม่เหมาะสม

                ท่านเลยออกมา "ขอโทษ" สังคม

                "หนูๆ อย่าเอาอย่างลุงนะ" ประมาณนั้น!

                ก็น่ารัก-น่าหยิกไปอีกแบบ สำหรับหนุ่มใหญ่, ใจร้อน, สปอร์ต, กทม.

                แต่เตรียมหูไว้เหอะ วันนี้ "สายเห่า" ขาประจำ หยิบประเด็น "มึงมาไล่ดูสิ" รุมเห่ากันขรมแน่!

                เย็นวาน เห็น "๔ ทหารเสือ" พลังประชารัฐ

                นายอุตตม สาวนายน, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

                นำเทียบไปเชิญ "พลเอกประยุทธ์" ที่ทำเนียบฯ ให้เป็น ๑ ใน ๓ รายชื่อ บัญชีนายกฯ ของพรรคที่จะยื่นต่อ กกต.

                เห็นมั้ย.........

                คนมันจะหาเหตุ มันก็หาได้ทุกเรื่อง แค่คนเอาหนังสือเชิญไปมอบให้ที่ทำเนียบฯ

                มันก็ยังหาว่า ใช้สถานที่ราชการเอื้อประโยชน์พรรคการเมือง!

                นี่ถ้า ๔ อดีตรัฐมนตรีเข้าห้องน้ำที่ทำเนียบฯ ด้วย เรื่องมิถึงศาลโลกหรือนี่?

                เมื่อถึงขั้นส่งเทียบเชิญ

                เชื่อเหอะ ประเด็น "นายกฯ ต้องลาออก" จะถูกขับขานเป็นเสียงเห่ากระชั้นถี่และหนักขึ้น

                คราวนี้เห่าด้วยลีลาเสริม

                คือ รู้ว่า การไล่ให้พลเอกประยุทธ์ลาออก ชาวบ้านจับได้แล้วว่า เป็นการตะแบง หาเหตุใส่กัน

                จึงเบี่ยงไปอีกนิดว่า

                เนี่ย...ถึงไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดจรรยาบรรณ ไม่มีสปิริต ไม่มีสำนึกทางการเมือง เอารัด-เอาเปรียบคู่แข่ง

                เรียกว่าคนมัน "ด้าน" เสียอย่าง

                ก็แถ ก็ไถล อ้างเป็นเหตุเรื่อยไป ซึ่งในทางกลับกัน พวกมันนั่นแหละ ไม่มีสปิริต ไม่มีสำนึก

                วันๆ ไม่คิดอะไร คิดแต่ประเด็นที่จะตะแบง จะเสแสร้ง ยกขึ้นมาเป็นเหตุอ้างให้นายกฯ ลาออก

                จากทั้งหมด-ทั้งมวล สรุปได้ว่า ในสนามเลือกตั้ง ๒๔ มีนา ๖๒

                พรรคเหล่านั้น คนกลุ่มนั้น "กลัว" พรรคที่มี "พลเอกประยุทธ์" เป็นยันต์

                จึงต้องรวมหัวกัน "ฆ่าทิ้ง" เสียแต่ต้นมือ

                ด้วยถือเอา "ประยุทธ์" เป็นศัตรูร่วม เพื่อผลประโยชน์ในทางเลือกตั้งสู่อำนาจร่วมกัน

                จึงต้องช่วยกันฆ่าประยุทธ์ก่อน ไม่งั้น "ตายแฝด" ให้พลเอกประยุทธ์ ทั้งสองค่าย!

                คือ ทั้ง ๒ ก๊ก รู้อยู่แก่ใจว่า แพ้ให้พลเอกประยุทธ์แต่ในมุ้ง

                ฉะนั้น ไหนๆ ก็จะแพ้.......

                มัวอายต่อผิด-ถูกไปเพื่ออะไร รวมหัวเอามันให้ตายทางเครดิตการเมืองไปก่อน เพื่อประโยชน์ร่วม ไม่ดีกว่าหรือ?

                ดังนั้น มันก็...อย่างนั้นแหละ

                "มึงมาไล่ดูสิ"! 

ตั้งเป้า 150 อัพ! 'พปชร.' แง้มปาร์ตี้ลิสต์ 5 ลำดับแรก

    
 

 

1 . นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  2.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน  3.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 4.นายวิรัตน์ รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และ  อดีตสส. จังหวัดนครราชสีมา และ 5.นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม  

ทั้งนี้ พปชร.ตั้งเป้าจะได้ส.ส.เขตประมาณ 130 เสียง และ บัญชีรายชื่อ 20 เสียงเป็นอย่างน้อย  รวมได้ส.ส.ทั้งประเทศ 150 เสียงขึ้นไป

 

ซดเดือด!'มาร์ค'ยัวะ'บิ๊กตู่'แขวะเลือกตั้งปี54แพ้'ยิ่งลักษณ์'

    
 

1 ก.พ.62 -  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการแถลงผลการดำเนินงานปีที่ 4 ของรัฐบาล โดยกล่าวตอนหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน ไม่มีกำหนดว่าให้นายกฯต้องลาออก และในทางปฏิบัติจริง ไม่เคยมีผู้ใดลาออกขณะเลือกตั้งเลยใช่หรือไม่ การเลือกตั้งปี 54 ใครเป็นนายกฯลาออกหรือไม่ ก็ไม่ออก แล้วไปหาเสียงครม.สัญจรด้วย   ตนยังไม่ทำเลย ไม่ได้ไปแบบเขา   เพราะตนยังไม่ได้ไปร่วมกับพรรคการเมือง และต้องดูอีกทีว่าทำได้หรือไม่ด้วย 

ส่วนการเลือกตั้งปี 57 นายกฯอีกคนกับครม. ลาออกหรือไม่ ก็ไม่ออก อย่ามาพูดส่งเดช ใครที่ออกไปเพราะเรื่องปลากระป๋อง  มันมีความผิดก็ออกไป ส่วน 4 รมต.ในรัฐบาลนี้ที่ลาออกไป  ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ทำงานเยอะแยะไปหมด แต่เขาขอลาออก เพราะอยากไปทำงานการเมืองเต็มตัว ทั้งที่เขาอยู่ได้ตามกฎหมาย

"อย่าไปไล่ล่ากันมากนัก พอไล่คนนี้แล้วลาออก แล้วเดี่ยวมาไล่นายกฯออก ก็กฎหมายว่าอย่างนี้ มึงมาไล่ดูสิ ไล่ให้ได้สิ  ผมไม่ท้าทาย แต่ไม่ออก การที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แพ้การเลือกตั้งปี 54 ในการแข่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำไมแพ้ล่ะ เป็นรัฐบาลหรือเปล่า ทำไมแพ้ แสดงว่าการเป็นรัฐบาลไม่น่าจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นมาแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับรัฐบาลมีผลงานหรือไม่ หากไม่มี ประชาชนก็ไม่เลือกอยู่แล้ว ก็ไปหวังในสิ่งใหม่ๆที่เขาพูดออกมา จริงบ้างไม่จริงบ้าง นั่นคือการเมืองไทย"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วันเดียวกัน  ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างบรรยายหัวข้อ “พรรคประชาธิปัตย์กับอนาคตประเทศไทย”ว่า วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถามว่าทำไมตนถึงเลือกตั้งแพ้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตนแปลกใจมากว่ามาพาดพิงพวกเราทำไม  เพราะท่านจะลาออกหรือไม่ลาออกก็เป็นสิทธิของท่าน ท่านไม่มีสปิริตเป็นสิทธิของท่าน แต่ไม่มีสิทธิมาโกหกบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด 

"ท่านมาบอกว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 ไม่บังคับให้ลาออก ผมอยากบอกว่าก็ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนเช่นกันที่ให้อำนาจนายกฯและหัวหน้าคสช.มีอำนาจเต็ม ไม่เหมือนกับรัฐบาลในช่วงรักษาการ และมีอำนาจมากกว่ายุคไหน เพราะในปี 2554 ผมไม่มีสิทธิ์ปลดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือสั่งให้แบ่งเขตเลือกตั้งอย่างไรก็ได้ โดยไม่เป็นไปตามหลักการของกฎหมายอย่างแน่นอน เรื่องนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประชาชน"

ส่วนเรื่องการแพ้เลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยอมรับการตัดสินใจของประชาชน และเป็นความจริงว่าปี 2554 ที่ตนเป็นรัฐบาล ตนก็ไม่ได้เอาเปรียบ แต่ขอถามว่าพฤติกรรมของรัฐบาลท่านช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และที่จะทำต่อไป คิดจะเอาเปรียบการเลือกตั้งหรือไม่ การเมืองต้องมีมาตรฐาน ตนแปลกใจที่บอกว่าสร้างมาตรฐานใหม่ที่ 4 รัฐมนตรีลาออก ซึ่งไม่อยากตอบโต้ 

“ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ถูกต้องว่า เวลาเปรียบเทียบอะไรต้องดูข้อเท็จจริงด้วย ดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ยึดธรรมาภิบาล แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเราชนะจะเป็นรัฐบาลพร้อมรักษาประชาธิปไตยได้ แต่ถ้าเราได้คนที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่มีจิตวิญญาณของประชาธิปไตยเราก็จะสูญเสียประชาธิปไตยไป และคนที่ไม่มีจิตวิญญาณของการเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น เราก็ไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหานำพาบ้านเมืองออกจากปัญหาต่างๆได้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว.

พรรคอื่นนโยบายไม่โดดเด่น'สมศักดิ์'ยันพปชร.ไม่ใช่พรรคทหาร ชู'บิ๊กตู่'เพราะมีผลงาน

    
 


นายสมศักดิ์ กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า จะเดินหน้าต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ครอบคลุม และเพิ่มจำนวนบัตร นอกจากนี้ นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกร โดยเฉพาะราคาข้าว พืชผลการเกษตร ต้องดีกว่าปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนอาชีพเสริมด้วยนโยบายโคบาลประชารัฐ ให้โคไปเลี้ยงควบคู่กับอาชีพหลัก เกษตรกรยุคใหม่จะไม่มีใครทำเกษตรเชิงเดี่ยวเราต้องสร้างอาชีพทางเลือก และเน้นย้ำเดินหน้านโยบาย ส.ป.ก. โดยที่ดินจะยังคงสิทธิเป็นของส.ป.ก.แต่ประชาชนจะนำไปค้ำประกันในการทำธุรกรรมได้และการพักหนี้กองทุนหมู่บ้าน 3 ปีไม่มีดอกเบี้ย การทำนโยบายต่างๆของพรรคพลังประชารัฐ จะเห็นชัดเจนว่าเข้าใจประชาชน ให้ความสำคัญเกษตรกร และเราตั้งใจที่จะช่วยแก้ปัญหา และเดินหน้าประเทศ 

จากนั้นนายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์หลังการปราศรัยว่า การลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก ทั้งเขต 3 และเขต 5 ส่วนใหญ่ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ และเป็น ส.ป.ก. จึงมาอธิบายถึงแนวนโยบายการแก้ปัญหาที่พรรคพลังประชารัฐ มีความชัดเจน ต้องการทำให้ประชาชน มีพื้นที่ทำการเกษตรอย่างถูกต้อง จากการลงพื้นที่และเดินตามผลงานรัฐบาลบางส่วน ทำให้ความนิยมในตัวผู้สมัคร จ.พิษณุโลก มากขึ้น มีความเป็นไปได้สูง ที่ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ จะสามารถปักธง จ.พิษณุโลกได้ 

ส่วนผลโพลที่คะแนนนิยมลดลง มองว่า คะแนนนิยมขึ้นลงตามการขยับตัวของพรรคการเมือง แต่มั่นใจพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ไม่มีผลกระทบ และหลังวันที่ 2 ก.พ. ที่พรรคจะเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. และนโยบายบางส่วน จะทำให้คะแนนนิยมกลับมาเชิงบวกมากขึ้น 

นายสมศักดิ์ กล่าวถึงกรณีพรรคมีมติเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค ว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะได้บุคคลากรสำคัญ และสามารถต่อยอดนโยบายได้ทันที อย่างเรื่องข้าว ที่ปัจจุบันทำให้ราคาสูงขึ้น พรรคจะนำมาต่อยอดให้ชัดเจนมากขึ้น มั่นใจว่าจะเข้าเป้า เนื่องจากเป็นนโยบายที่จับต้องได้ 

เมื่อถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ ควรลาออกหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ลาออกไม่ได้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ มาในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ได้ออกมาช่วยหาเสียง จึงไม่มีความจำเป็นต้องลาออก และที่ผ่านมาไม่มีประเพณีปฏิบัติที่ไหน การเมืองตรงข้าม รวมถึงสื่อบางช่อง วิพากษ์วิจารณ์ในแนวเลือกข้าง ส่วนตัวขอให้นำประเด็นอื่นมาพูดบ้าง 

“ผมไม่เห็นพรรคอื่นมีนโยบายที่โดดเด่น มีแต่เราที่ถูกแกล้ง ถูกใส่ร้าย รวมถึงจี้ถามทำไมไม่ลาออก เดี๋ยวก็ลามไปถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ผมยืนยันพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่พรรคทหาร เพราะผู้สมัครทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ ไม่มีทหาร ส่วนการเชิญพล.อ.ประยุทธ์ มานั้นเพราะมีผลงาน และต้องการนำนโยบายมาต่อยอด และการที่พล.อ.ประยุทธ์ มาร่วม ถือเป็นการประกันความมั่นคง และเป็นสายกลางไม่มีแบ่งสี”นายสมศักดิ์ กล่าว 

'อดีตผู้ว่าพิจิตต' ออกโรงชงไอเดียเอาชนะ 'ฝุ่นพิษ'

    
 

2 ก.พ. 62 - ดร.พิจิตต รัตตกุล เลขาธิการองค์กรระหว่างประเทศด้านภัยพิบัติในเอเชีย อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอแนะการแก้ปัญหาฝุ่นละอองว่าให้เข้มงวดกับปล่องปล่อยควันจากแหล่งกาเนิดต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม 

สาเหตุของปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 นอกจากสาเหตุมาจากการใช้ยานพาหนะแล้ว ที่สาคัญยังมีการเผาในที่โล่งอีก และปล่องจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายๆ ชนิด ที่มีอยู่รอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง เช่น อยุธยา สระบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา หลายแห่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 

โรงงานเหล่านี้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานและปล่อยระบายควันหรือมลพิษจากการเผาออกทางปล่อง เช่น จากเครื่องกาเนิดไอน้าหรือ Boiler การใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สะอาด เช่น ใช้ฟืน หรือถ่านหินที่มีคุณภาพต่า ทาให้ควันที่ปล่อยออกมาทางปล่องควันมีความเป็นพิษอย่างเห็นได้ชัด 

แน่นอนว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมมีข้อกาหนดให้โรงงานอุตสหกรรมเหล่านี้ ต้องมีการบาบัดอากาศเสียก่อนที่จะปล่อยออกมาทางปล่อง ซึ่งก็มีบางโรงงานที่ปฏิบัติตามมาตรฐาน โรงงานบางแห่งก็ยังไม่ได้มาตรฐาน 

ดังนั้นน่าจะให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมเข้าไปตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยด่วน เพื่อวัดมาตรฐานควันจากปล่องมีค่าเกินมาตรฐานหรือไม่ 

โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางกรุงเทพมหานคร คือ โรงกลั่นน้ามันบางจาก ตรวจสอบปล่องควันที่มีเครื่องวัดมาตรฐานแล้ว ว่ายังทางานได้ตามปกติหรือไม่ มีค่าตัวเลขตัวใดที่เกินมาตรฐานอย่างไร .

 

กรรมการสิทธิฯห่วงวิกฤติฝุ่นละออง กระทบต่อสิทธิในการมีสุขภาพและสุขลักษณะทางสิ่งแวดล้อม

    
 

2 ก.พ. 62 - นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏวิกฤตการณ์ปัญหาฝุ่นละอองในอากาศขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ ฝุ่น PM 2.5 ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและปริมณฑล มาชั่วระยะเวลาหนึ่งจนถึงปัจจุบันนั้น ตนในฐานะประธานคณะทำงานด้านสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก การศึกษา และการสาธารณสุข มีความห่วงใยต่อวิกฤตการณ์ฝุ่นละอองดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีการดำรงชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ จะได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเป็นการเร่งด่วนในหลายมาตรการแล้ว แต่เพื่อให้สิทธิในการมีสุขภาพและสุขลักษณะทางสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริงตามหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและรัฐมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม โดยที่ข้อ 12 (1) และ (2) แห่งกติกาดังกล่าวระบุไว้ว่า “รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการโดยรัฐภาคีแห่งกติกา เพื่อบรรลุในการทำให้สิทธินี้เป็นจริงอย่างสมบูรณ์จะต้องรวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อการปรับปรุงในทุกด้านของสุขลักษณะทางสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม” นั้น

ตนจึงขอให้รัฐบาลและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกันแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิในการมีสุขภาพและสุขลักษณะทางสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน ดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลพิจารณายกวิกฤตการณ์ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติ และเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยควรกำหนดแผนการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น แผนการควบคุมมลพิษทางการจราจร แผนการเตือนภัยและป้องกันวิกฤตการณ์ฝุ่นละออง แผนการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ตลอดจนแผนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยบูรณาการการทำงานและองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ

2. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาออกมาตรการในการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่สำคัญ ตลอดจนให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง

3. ขอให้ประชาชน ร่วมกันติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองร่วมกับหน่วยงานของรัฐ โดยป้องกันตนเองจากมลพิษที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพ

“วิกฤตฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนสิทธิในความเป็นอยู่ที่ดี มีอากาศที่บริสุทธิ์หายใจ และได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย จึงขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว รวมทั้งวางแผนระยะยาวเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าวต่อไปในอนาคต” นางฉัตรสุดา กล่าว

วอนปชช.ร่วมแก้ฝุ่น/ทส.ชง5มาตรการ

    
 

 นายกฯ ออกแถลงการณ์ "สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5" ยังไม่คลี่คลาย ขอ ปชช.งดหรือใช้รถดีเซลวิ่งเข้าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเท่าที่จำเป็น  ปัดเพิ่มยาแรงแก้ฝุ่นพิษ แค่พูดให้ทุกคนช่วยกัน ย้ำทุกมาตรการต้องรอบคอบ "ปลัด ทส." เตรียมชง 5 แผนเร่งด่วนแก้ปัญหา เสนอ "บิ๊กป้อม" 4 ก.พ. ให้ภาครัฐทำงานที่บ้าน "กทม." ส่งโดรนบินพ่นละอองน้ำทั่วกรุงวันที่สอง "คพ." เผยปริมาณฝุ่นมีแนวโน้มลดลง "อัยการ" แนะติดดาบผู้ว่าฯ ใช้อำนาจตามกฎหมายจัดการฝุ่นแบบเด็ดขาด

    เมื่อวันที่ 1 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกแถลงการณ์เรื่อง “สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน” ว่าตามที่เกิดสถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด รวมถึงจังหวัดสมุทรสงครามด้วย และปัญหาดังกล่าวเริ่ม มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนนั้น กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลได้แก้ไขปัญหาระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเข้มงวดตรวจจับรถควันดำ การควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง การเร่งคืนพื้นผิวจราจร การควบคุมการเผาในที่โล่ง การตรวจสอบการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ และการล้าง ทำความสะอาดถนน
    "สถานการณ์ของฝุ่นละออง PM 2.5 ก็ยังไม่คลี่คลายลง เนื่องจากปริมาณการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลส่วนบุคคลในกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลมีจำนวนมาก ประกอบกับไม่มีการถ่ายเทของอากาศ จึงทำให้ PM 2.5 อยู่ในอากาศปกคลุมเหนือพื้นที่ดังกล่าว แม้จะมีการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างเข้มข้น รวมทั้งไม่พบการปล่อยมลพิษจากโรงงานเกินกำหนดแต่อย่างใด ดังนั้น รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเครื่องยนต์ดีเซลเดินทางเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเท่าที่จำเป็น หรืองดใช้ระยะหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพราะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์เป็นต้นเหตุของการเกิดฝุ่นละอองมากที่สุด"
    ท้ายแถลงการณ์ระบุว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น จะต้องมีการพัฒนาระบบโครงข่ายขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงกัน ทุกระบบ ทั้งระบบล้อ ราง และเรือ การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ เพิ่มสถานีบริการน้ำมันที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และรณรงค์ให้ประชาชนใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมและผลักดันการใช้รถยนต์ที่ไม่ก่อให้เกิด PM 2.5 อาทิ รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นต้น 
    "รัฐบาลต้องขออภัยสำหรับความไม่สะดวกของพี่น้องประชาชนมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณภาคส่วน ที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดียิ่ง" แถลงการณ์ระบุ
    พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า จากสาเหตุดังกล่าว เราจะแก้ด้วยมาตรการที่เข้มข้นอะไรบ้าง ไม่ใช่หมายความว่าตนพูดแล้วไม่ทำ ไม่พูดก็ไม่ได้ แต่ตนพูดให้ระวัง ถ้าแก้ไม่ได้ต้องเดินไปสู่ระยะที่สอง
    “ไม่ได้ขู่ เขียนให้เข้าใจกันบ้าง บางคนบอกพูดทำไม พูดแล้วไม่ทำ แต่ผมพูดว่าทำแล้วจะเดือดร้อนใคร หากห้ามใช้รถสัญจรทุกชนิด ย่อมส่งผลกระทบต่อการคมนาคม ถ้ารถบรรทุกเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรจะกิน เพราะเขาต้องขนส่งสินค้าผ่านกรุงเทพฯ ให้มันพอดี เข้าใจบ้าง อย่าทำเพราะความสะใจ ไม่ได้" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ชง 5 แผนด่วนแก้ PM 2.5
    นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลต้องคิดอย่างรอบคอบ รัฐบาลขอความร่วมมือ ไม่ได้โทษประชาชน บางสื่อตัดประโยคมา คนก็เกลียดตน แล้วจะร่วมมือกันได้อย่างไร รัฐบาลรู้หมดจะแก้ตรงไหน แต่ต้องทำไม่ให้เดือดร้อน ไม่มีสวดมนต์ ต้องทำให้บ้านเมืองสงบสุข ประชาชนมีความสุขปลอดภัย
    ช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงถึงเรื่องฝุ่นละอองอีกครั้งในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจหรือเพิกเฉยต่อปัญหา นับตั้งแต่วันแรกๆ จนถึงวันนี้ มาตรการที่ใช้ เราก็จำเป็นต้องเริ่มจากเบาไปหาหนัก หาสาเหตุให้เจอ เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้มาตรการที่จะไปส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตโดยปกติของพี่น้องประชาชน จนสร้างความตื่นตระหนก ต้องช่วยกันลดความตื่นตระหนกลงให้ได้
    "สังคมของเราเริ่มตระหนักและเรียนรู้กับปัญหาร่วมกันแล้ว ลำดับต่อๆ ไป รัฐบาลก็จะมีมาตรการต่างๆ ออกมา ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่หวังเพียงรักษาภาพลักษณ์ แต่ต้องการแก้ปัญหาด้วยความจริงใจจริงจัง ก็ขอความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหานี้ร่วมกันให้ได้อย่างยั่งยืน อย่ามาคอยจับผิดจับถูกกันเลย ทุกๆ คนต้องช่วยกันนะครับ" นายกฯ กล่าว
    ด้านนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหา PM 2.5 จากยานพาหนะในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และสถาบันการศึกษา 
    นายวิจารย์กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา PM 2.5 จากยานพาหนะ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.มาตรการห้ามรถยนต์ที่มีมลพิษสูงวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นกลางและชั้นนอก 2.มาตรการเร่งรัดให้นำน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำกว่า 10 ppm (เทียบเท่า EURO 5) มาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาการทำงานที่บ้านและขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนให้ทำงานที่บ้านเช่นเดียวกัน 4.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี และ 5.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดควันดำจากรถยนต์และการบังคับใช้คำสั่งห้ามใช้
    ปลัด ทส.กล่าวว่า ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm (เทียบเท่ามาตรฐาน EURO 5) 2.ปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO 6 3.ปรับปรุงค่ามาตรฐาน PM 2.5 เฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของ WHO Interim target-3 4.เร่งรัดแผนการเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. ให้เป็นรถยนต์ที่มีมลพิษต่ำ 5.ปรับปรุงวิธีการและระยะเวลาการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี 6.ควบคุมการนำเครื่องยนต์ใช้แล้วมาเปลี่ยนแทนเครื่องยนต์เก่าในรถยนต์ และ 7.ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้ง Diesel Particulate Filter (DPF) ในรถยนต์ใช้งาน 
    "มาตรการทั้งหมดนี้ จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการประชุมครั้งที่ 2/2562 (นัดพิเศษ) ในวันที่ 4 ก.พ. เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 401 อาคารสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ปลัด ทส.กล่าว
รัฐ-เอกชนลุยลดฝุ่นพิษ
    ขณะที่ปฏิบัติการแก้ปัญหาฝุ่นละอองต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 มีการนำโดรนบินขึ้นฉีดพ่นละอองน้ำ 5 จุด ตั้งแต่เวลา 08.00 น. หน้าตึกธานีนพรัตน์ กทม. 2 เขตดินแดง พร้อมเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงควบคุมระยะไกล (LUF 60) 1 เครื่อง รถบรรทุกน้ำดับเพลิงขนาด 10,000 ลิตร 3 คัน จากนั้นเวลา 10.00 น. มาที่สวนสันติภาพ เขตดินแดง เวลา 12.00 น. ย้ายมาตรงสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนสวนพลู เขตสาทร  เวลา 14.00 น. ไปที่วงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี และเวลา 16.00 น. ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.1 สะพานพุทธ เขตพระนคร 
    นอกจากนี้ ในเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่จะดำเนินการฉีดพ่นน้ำบนตึกสูงที่ชั้นดาดฟ้า อาคารศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) และบริเวณชั้น 37 อาคารธานีนพรัตน์ กทม. 2 เขตดินแดง
    นายไทวุฒิ ขันเเก้ว รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. กล่าวว่า กทม.ร่วมกับ ปภ.ติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำบริเวณชั้นบนของอาคารกรุงเทพมหานคร 1 และ 2 โดยดำเนินการฉีดพ่นน้ำมาแล้ว 3 วัน ในทุกๆ ชั่วโมงตลอดทั้งวัน ครั้งละ 15 นาที ใช้น้ำประมาณ 1,000-1,500 ลิตรต่อนาที ระยะความไกลที่น้ำพ่นไปถึงคือประมาณ 50-100 เมตร ซึ่งจะฉีดพ่นน้ำต่อเนื่อง โดยจะประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ซึ่งวันนี้ถือว่าสถานการณ์ฝุ่นดีกว่า 2 วันที่ผ่านมา
    ส่วนนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ผลการตรวจสภาพอากาศวันนี้ที่สถานีตรวจอากาศสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พบความชื้นสัมพัทธ์ในระดับการก่อเมฆอยู่ที่ร้อยละ 60 อยู่ในเกณฑ์ที่จะปฏิบัติการขั้นก่อกวนหรือทำให้เมฆก่อตัว ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศอยู่ที่ -2.1 ซึ่งเป็นระดับที่มีประสิทธิภาพในการที่เมฆจะพัฒนาตัวตามแนวตั้ง หน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วจังหวัดระยอง จึงตัดสินใจขึ้นบินปฏิบัติการโปรยสารฝนหลวงจากทิศเหนือของอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นแนวเส้นตรงไปถึงอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก หากเมฆพัฒนาตัวดีตกเป็นฝนสู่พื้นที่เป้าหมาย คือ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และสมุทรปราการ จะช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็กได้มาก
    "แต่เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศระดับการพัฒนาตัวของเมฆลดลงเหลือร้อยละ 38 จึงตั้งเป้าหมายว่าให้ก่อเมฆได้มากที่สุด เพื่อให้เม็ดน้ำในก้อนเมฆมาเกาะฝุ่นละอองที่ฟุ้งอยู่ในบรรยากาศ โดยผลจากเรดาร์ตรวจอากาศเย็นวานนี้พบว่า หลังจากปฏิบัติการก่อเมฆแล้ว กระแสลมพัดพาเข้าสู่กรุงเทพมหานครแล้ว ปริมาณฝุ่นละอองที่ตรวจวัดได้ในพื้นที่ที่มีเมฆมากนั้น ลดลงจากในช่วงเช้า" อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ระบุ
    วันเดียวกัน นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หารือร่วมกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และตัวแทนจาก 8 กลุ่มอุตสาหกรรมใน 15 จังหวัด เพื่อหามาตรการช่วยแก้ปัญหาฝุ่นละออง
    นายสุรพลกล่าว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันในการร่วมลดปริมาณการปล่อยมลพิษในภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่ามีสัดส่วนคิดเป็น 5% จากปริมาณฝุ่นทั้งหมด โดยช่วงตรุษจีนระหว่างวันที่ 4-6 ก.พ.นี้ โรงงานประมาณ 1,300-1,500 โรง จาก 2,599 โรง ใน 15 จังหวัด ประกอบด้วย ปราจีนบุรี สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น ราชบุรี สระบุรี สงขลา นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ระยอง นครปฐม ปทุมธานี ชลบุรี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ จะแสดงความร่วมมือหยุดโรงงาน หรือลดการผลิตลง คิดเป็นสัดส่วน 20-50% คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยฝุ่นลงได้ถึง 50% 
อัยการชงติดดาบผู้ว่าฯ
    ด้าน น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ได้กำหนด 4 มาตรการ เพื่อเป็นแนวทางให้โรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมนำไปปฏิบัติ ช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น 4 มาตรการ คือ 1.การจัดการในกระบวนการผลิต 2.ด้านก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการก่อสร้างสถานประกอบการจะต้องฉีดพรมน้ำในพื้นที่ 3.ด้านการขนส่งและยานพาหนะ ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ต่างๆ เพื่อลดควันเสียและฝุ่นละอองที่ระบายออกมา และ 4.ด้านการกำจัดขยะ ห้ามเผาทำลายขยะในบริเวณโล่งแจ้ง
    ส่วน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. ประชุมกำหนดมาตรการเชิงรุกลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 
    พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าวว่า มีแนวคิดเสนอให้ลดเกณฑ์ในการตรวจวัดควันดำจากเดิมรถที่มีความผิดจะต้องดำเกินกว่าร้อยละ 45 ให้เหลือร้อยละ 30 โดยมีการเสนอแนะนำมาบังคับใช้ ซึ่งจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมการขนส่งทางบก เนื่องจากเกี่ยวพันกับข้อกฎหมาย เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน 
    กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) คาดการณ์สถานการณ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 ว่า ในวันที่ 2 ก.พ. ปริมาณ PM 2.5 มีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินมาตรการในการบรรเทาสถานการณ์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เช่น การประกาศปิดโรงเรียน และสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การจราจรคล่องตัวและลดแหล่งกำเนิดมลพิษ การตรวจจับควันดำอย่างเข้มข้นโดยความร่วมมือของ บก.จร. กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองลดลง
    ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นข้อกฎหมายกรณีปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ระบุเรื่อง "มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาวะวิกฤติ จะเลือกใช้ยาสามัญประจำบ้านหรือยาขนานพิเศษ"
    ดร.ธนกฤตกล่าวตอนหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ แม้หน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ก็เป็นไปในลักษณะที่แต่ละหน่วยงานต่างก็ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาและการบังคับใช้กฎหมาย 
    "ดังนั้นน่าจะพิจารณาหากลไกที่เป็นมาตรการกฎหมายอื่นมาใช้เสริมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันต่อวิกฤติความรุนแรงของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากด้วย ซึ่งหากพิจารณาเหตุการณ์เมื่อครั้งทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง  13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย นายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในขณะนั้น ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ในการแก้ไขปัญหาจนสำเร็จ" ดร.ธนกฤตกล่าว
      อัยการจังหวัดประจำสำนักงาน อสส.กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 4 ถือว่าปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานเป็นสาธารณภัย โดยเป็นภัยอันมีผลกระทบต่อสาธารณชนซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน และกระทบกับชีวิตผู้คนจำนวนมากในหลายจังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในการออกคำสั่ง สั่งการ และกำหนดแผนการและมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ
    "การใช้อำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่ประสบปัญหา รวมทั้งนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงน่าจะเป็นกลไกและมาตรการทางกฎหมายที่ควรนำมาใช้เสริมกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้บังคับอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น และลดขั้นตอนในการดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนเป็นยาขนานพิเศษที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาโรคที่อยู่ในขั้นวิกฤติ มีภาวะรุนแรง และต้องรีบรักษาโดยเร่งด่วน หากปล่อยไว้จะยิ่งเป็นอันตราย" อัยการจังหวัดประจำสำนักงาน อสส.กล่าว. 

 

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)
 
 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน