*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3572
  • จำนวนผู้ชม : 2315155
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 650 , 16:53:29 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สุรศักดิ์ , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

       2 กุมภาพันธ์ 2562/2019

         ความมุ่งมั่นของทักษิณที่แฝงอยู่กับการเข้ามาสู่วงการเมืองก็ได้แก่การแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองนั่นเอง โดยรวมตัวกัน

เป็นกลุ่มก้อนในสภา แล้วออกกฎหมายหรือแก้กฎหมายอันจะเป็นผลประโยชน์ตามความมุ่งหมายโดยสะดวกทีเดียว

         กรณีการขายหุ้นมูลค่า 73,271,200,910 บาท ของบริษัทชินคอร์ปให้แก่บริษัทเพื่อการลงทุนของสิงคโปร์ที่ชื่อ 'เทมาเสก' ก็

เกิดขึ้นหลังจากที่มีการออกพ.ร.บ.อย่างยอกย้อน ทำให้ทักษิณไม่ต้องจ่ายภาษีแต่อย่างไร

         โปรดอ่านรายละเอียดจากบทความเรื่อง "กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป" ที่ผมได้นำมาโพสต์ไว้แล้ว

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปนกสวยๆ  à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปนกสวยๆ  à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปนกสวยๆ  

 à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปนกสวยๆ

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

Country Music 2018 - Best Classic Relaxing Country Songs - Country Songs New Playlist 2018 https://youtu.be/57SHhtdemng

The Band Perry - Gentle On My Mind https://youtu.be/BuVJEn9wk9Y

Lucie Silvas - "You Were Always On My Mind" (Forever Country Cover Series)

https://youtu.be/invRs8-O4Cg


.....................................................

 

กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป

เทมาเสก-GIC” เททักษิณ | ทีนิวส์ https://youtu.be/weqDsMBt22o

 

กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทางไปยังการค้นหา
ภาพสรุปเหตุการณ์วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวข้องกับ
วิกฤตการเมืองไทย พ.ศ. 2548-2553
ชนวนเหตุ[แสดง]
ลำดับเหตุการณ์หลัก[แสดง]
พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง[แสดง]
องค์กร กลุ่มบุคคล ที่เกี่ยวข้อง[แสดง]
การเมืองไทย • ประวัติศาสตร์ไทย
กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549 ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ได้ขายหุ้นที่ครอบครองอยู่ทั้งหมดในกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ชินคอร์ป) ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด (เทมาเส็ก) หรือ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำนวน 1,487,740,000 หุ้น (49.595% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท ซึ่งเป็นการขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชี้แจงว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดที่ทำให้ การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขยายตัวออกไปในวงกว้าง ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

ลำดับเหตุการณ์
12 ธันวาคม 2548 - ข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่า มีการเจรจาขายหุ้นชินคอร์ปกับกลุ่มสิงเทลและไชน่าเทเลคอม โดยทางผู้บริหารชินคอร์ปได้ปฏิเสธข่าวว่าไม่เป็นความจริง
วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 - ข้อความว่า "ไม่ทราบ ต้องไปถามลูกผม ไม่ใช่มาถามผม" จากการสอบถามของนักข่าวต่อ พ.ต.ท. ทักษิณเกี่ยวกับเรื่องการขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป
วันพฤหัสที่ 12 มกราคม 2549 - บริษัท กุหลาบแก้ว จัดตั้งขึ้น
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 - รัฐบาลประกาศใช้ พระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) เปลี่ยนจากฉบับที่ 1 ที่ออกเมื่อ พ.ศ. 2544
วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 - ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป

การแถลงข่าวการขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
การวิพากษ์วิจารณ์
การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรเอกชน นักวิชาการบางส่วน รวมทั้งสาธารณชน เป็นอย่างมาก ทั้งในประเด็นการได้รับยกเว้นภาษี ประเด็นเรื่องจังหวะเวลาที่ขายหุ้นซึ่งเกิดหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับใหม่เพียงสองวัน และประเด็นเรื่องการที่กิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกิจการที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ต้องตกไปอยู่ในการบริหารของต่างชาติ

นอกจากนี้ผู้วิจารณ์ได้แสดงความสงสัยต่อความตั้งใจของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ให้เหตุผลว่าตระกูลชินวัตรตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดออกไป เนื่องจากต้องการลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่มีมาตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกว่า การดำรงตำแหน่งที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายรัฐ และการถือหุ้นหรือมีบุคคลใกล้ชิดถือหุ้นในกิจการที่จะได้รับผลได้เสียจากนโยบายรัฐ ในเวลาเดียวกันนั้น เป็นการขัดแย้งกันเองทางผลประโยชน์ โดยผู้วิจารณ์ได้ตั้งคำถามว่าถ้าหากมีความตั้งใจเช่นนั้นจริง ทำไมจึงไม่ขายหุ้นทั้งหมดเสียตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อ ปี พ.ศ. 2544 (5 ปีก่อนหน้า) สำหรับคำถามนี้ พ.ต.ท. ทักษิณตอบว่า เนื่องจากหุ้นเป็นจำนวนเงินสูงมาก การจะหาผู้ซื้อจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ คือเรื่องเกี่ยวกับที่มาของหุ้นจำนวนเพิ่มเติมของนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส. พิณทองทา ชินวัตร ซึ่งในขั้นต้นระบุว่าซื้อมาจาก แอมเพิลริช (Ample Rich Investment, ARI) จำนวนเท่ากันคนละ 164,600,000 หุ้น สำหรับประเด็นนี้ ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2548 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้มีหนังสือสั่งให้บุคคลทั้งสองชี้แจง เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 [1]ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรมสรรพากรตามไปอายัดทรัพย์สินของนาย พานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร อีก 12,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งคู่ได้นำคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ไปต่อสู่ในศาลภาษีอากรกลางจนชนะคดี เพราะบุคคลทั้งสองไม่ใช่เจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ ตัวจริง ทำให้กรมสรรพากรต้องถอนอายัดทรัพย์สินคืนให้กับนาย พานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร[2]ในปี พ.ศ. 2555

การโจมตีประเด็นการเอื้อประโยชน์
Unbalanced scales.svg
ส่วนนี้ของบทความอาจต้องปรับปรุงให้มีมุมมองที่เป็นกลาง เนื่องจากนำเสนอมุมมองเพียงด้านเดียว ดูหน้าอภิปรายประกอบ โปรดอย่านำป้ายออกจนกว่าจะมีข้อสรุป

บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากแหล่งที่มาใด กรุณาช่วยปรับปรุงบทความนี้ โดยเพิ่มการอ้างอิงแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เนื้อความที่ไม่มีแหล่งที่มาอาจถูกคัดค้านหรือลบออก
ประเด็นการขายหุ้นของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้อำนาจเพื่อเอื้อต่อผลประโยชน์ต่อครอบครัว โดยนำไปเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ ประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2548 ที่ประกาศใช้ก่อนการประกาศขายหุ้นอย่างเป็นทางการสองวัน โดยพ.ร.บ การประกอบกิจการโทรคมนาคมประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ 2549 ส่วนการประกาศการขายหุ้นอย่างเป็นทางการของครอบครัวชินวัตรเกิดขึ้นในวันที่ 23 มกราคม 2549 (อนึ่ง มีข่าวการเจรจาขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรออกมาก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม พ.ศ 2548 แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ)

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การขยายสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากไม่เกิน 25% เป็นไม่ถึง 50% และให้ยกเลิกสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ออกทั้งหมด ซึ่งผู้วิจารณ์มองว่าสอดคล้องกับการที่ ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในชินคอร์ป ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ จำนวน 49.595% ให้กับบริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ (บริษัทถือหุ้นแทน) อนึ่ง การที่ต้องขาย ผ่านบริษัทโฮลดิ้งส์นั้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บริษัทที่ชินคอร์ปถือหุ้นอยู่ คือ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) บริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (ShinSAT) และ บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเกิน 49% เนื่องจากสามบริษัทดังกล่าวนี้ มีผู้ถือหุ้นต่างชาติจำนวนหนึ่งอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตามมีการชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ว่า พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม นั้น รัฐบาลต้องออกตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับองค์กรการค้าโลกตั้งแต่ปี พ.ศ 2541 ในยุครัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีรับการลงทุนจากต่างประเทศภายในระยะเวลา 8 ปี และรัฐบาลได้ดำเนินการออกกฎหมายฉบับนี้ โดยส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่ปี พ.ศ 2547 เมื่อการเจรจาขายหุ้นเกิดขึ้นในปลายปี 2548 ซึ่งดำเนินเนินการหลังจากฎหมายได้ผ่านรัฐสภาไปแล้วกำลังอยู่ในขั้นตอนการรอลงพระปรมาภิไธย จึงประกาศการตกลงภายหลังกฎหมายมีการประกาศใช้เพียง 2 วัน

ส่วนกรณีบริษัทไอทีวี ซึ่งเป็นกิจการสื่อสารมวลชน และหากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติเกินครึ่งหนึ่ง จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในการซื้อขายหุ้น หากปริมาณหุ้นของผู้ถือหุ้นใหม่นั้นขัดต่อกฎหมาย ผู้ถือหุ้นใหม่ก็จะต้องขายหุ้นของตนออกไป ไม่สามารถถือครองไว้ได้ (แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามว่าจะขายไม่ได้ เพียงแต่ห้ามว่าไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ต่อไปได้)[ต้องการอ้างอิง]

ประเด็นอื่นๆ คือ มีผู้เกรงกันว่าการเปลี่ยนมือของผู้ถือหุ้นครั้งนี้จะทำให้ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อกิจการโทรคมนาคมของประเทศเนื่องจาก บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศทั้งสองบริษัทคือ เอไอเอส (ชินคอร์ปถือหุ้น 42.8%, สิงเทล (สิงคโปร์) 19.2%) และชินแซท (ชินคอร์ป 51.38%)[ต้องการอ้างอิง] ต้องตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของต่างชาติ. อย่างไรก็ตามกรณีเช่นนี้ก็เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลไทยมีนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเสรี ตัวอย่างกิจการอื่นๆ ที่มีต่างชาติเป็นเจ้าของและดำเนินการ เช่น ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจการเงินการธนาคาร (โรงกลั่นน้ำมัน 3 ใน 5 โรงกลั่นของไทยเป็นของต่างชาติ)

สำหรับประเด็นการได้รับยกเว้นภาษีนั้น ผู้แทนตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เนื่องจากบุคคลธรรมดาที่ขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับการยกเว้นภาษี ตามข้อ 2(23) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)โดยจุดประสงค์ของการยกเว้นนี้ เพื่อจูงใจให้บุคคลธรรมดาเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้แทนตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ได้แก่ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี ในวันแถลงข่าว

ข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ระบุว่า "ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 ...

(23) เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ไม่รวมถึงเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตร"

หมายเหตุ: มาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดเงินได้พึงประเมินประเภทที่ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ และอาจมีข้อพิจารณาว่าการขายหุ้นผ่านตลาดนั้นต้องไม่ใช่การขายเฉพาะเจาะจงที่ตกลงกันมาแล้วนอกตลาด

ประเด็นต่อมาตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร

บริษัทที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายหุ้นครั้งนี้


บริษัทที่เข้าถือหุ้นใน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทที่มีส่วนร่วมในกรณีการซื้อขายหุ้นครั้งนี้

กุหลาบแก้ว
บริษัท กุหลาบแก้ว จัดตั้งเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 (ก่อนหน้าการซื้อขายหุ้น 11 วัน) มีผู้ถือหุ้นดังนี้

นายสมยศ สุธีรพรชัย (สัญชาติไทย, อาชีพทนายความ) 5,094 หุ้น (50.09%)
บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 4,900 หุ้น (49%)
และบุคคลธรรมดา (สัญชาติไทย) อีก 6 คน คนละ 1 หุ้น
รวมมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยทั้งหมด 51% และต่างชาติ 49% โดยหุ้นของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยทั้งหมด เป็นหุ้นบุริมสิทธิ (หุ้นด้อยสิทธิ) และหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างชาติทั้งหมด เป็นหุ้นสามัญ ในการประชุมจัดตั้งบริษัทกุหลาบแก้ว มีมติให้หุ้นบุริมสิทธิ 10 หุ้น มีสิทธิออกเสียงในประชุมผู้ถือหุ้น 1 เสียง และจำกัดเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไว้ที่ร้อยละ 3 รวมสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยมีสิทธิออกเสียง 510 เสียง และผู้ถือหุ้นต่างชาติ 4,900 เสียง อำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จจึงอยู่กับผู้ถือหุ้นต่างชาติ

ซีดาร์ โฮลดิ้งส์
บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์

มีผู้ถือหุ้นดังนี้

บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 48.99%
บริษัท กุหลาบแก้ว (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 41.1%
ธนาคารไทยพาณิชย์ (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 9.9%
ทำให้ในทางกฎหมายแล้ว บริษัทซีดาร์ฯ เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย (มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ 51%) แต่เมื่อดูเสียงผู้ถือหุ้นในการควบคุมการดำเนินงานของบริษัทแล้ว จะพบว่าเป็นสัดส่วนของต่างชาติถึง 90% ผ่านบริษัทไซเพรส 48.99% และกุหลาบแก้ว (ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจอยู่ที่ผู้ถือหุ้นต่างชาติ) 41.1%

เปรียบเทียบการขายหุ้นกิจการโทรคมนาคมของตระกูลเบญจรงคกุล

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 ตระกูลเบญจรงคกุล โดยนายวิชัย-บุญชัย และ นางวรรณา จิรกิติ ได้ขายหุ้นในกิจการโทรคมนาคมไปเช่นกัน คือ หุ้นของบริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (ยูคอม) บริษัทแม่ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (แทค) ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของเอไอเอส บริษัทลูกของชินคอร์ป โดยขายหุ้น จำนวน 173,331,750 หุ้น ในราคาหุ้นละ 53 บาท ให้กับบริษัท ไทยเทลโค โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ บริษัท เทเลนอร์ จากประเทศนอร์เวย์ โดยมีมูลค่าการขาย 9,186,582,750 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของชินคอร์ป นอกจากมูลค่าที่แตกต่างกันกว่า 7 เท่าแล้ว มีลักษณะหลายประการคล้ายคลึงกันคือ ทั้ง 2 กรณี ต่างได้รับการยกเว้นภาษีรายได้จากการขายหุ้น และเป็นการขายหุ้นในลักษณะ "ยกล็อต" ในกระดานนักลงทุนรายใหญ่ และยังเป็นการซื้อหุ้นจากบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่ทำให้เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีชินคอร์ปมากกว่า ก็คือ ยูคอมไม่ได้ดำเนินกิจการสื่อสารมวลชน และกิจการดาวเทียม ซึ่งเป็นสองกิจการที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ ผู้บริหารของยูคอมและคนสนิทก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

กรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ในวันที่ 23 มกราคมพ.ศ. 2549 ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ได้ขายหุ้นที่ครอบครองอยู่ทั้งหมดในกลุ่มบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ชินคอร์ป) ให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด (เทมาเส็ก) หรือ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำนวน 1,487,740,000 หุ้น (49.595% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) มูลค่าหุ้นละ 49.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท ซึ่งเป็นการขายหุ้นที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชี้แจงว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจุดที่ทำให้ การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขยายตัวออกไปในวงกว้าง ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549

 

ลำดับเหตุการณ์

  • 12 ธันวาคม 2548 - ข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่า มีการเจรจาขายหุ้นชินคอร์ปกับกลุ่มสิงเทลและไชน่าเทเลคอม โดยทางผู้บริหารชินคอร์ปได้ปฏิเสธข่าวว่าไม่เป็นความจริง
  • วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 - ข้อความว่า "ไม่ทราบ ต้องไปถามลูกผม ไม่ใช่มาถามผม" จากการสอบถามของนักข่าวต่อ พ.ต.ท. ทักษิณเกี่ยวกับเรื่องการขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป
  • วันพฤหัสที่ 12 มกราคม 2549 - บริษัท กุหลาบแก้ว จัดตั้งขึ้น
  • วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 - รัฐบาลประกาศใช้ พระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) เปลี่ยนจากฉบับที่ 1 ที่ออกเมื่อ พ.ศ. 2544
  • วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 - ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป
 
การแถลงข่าวการขายหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

การวิพากษ์วิจารณ์

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรเอกชน นักวิชาการบางส่วน รวมทั้งสาธารณชน เป็นอย่างมาก ทั้งในประเด็นการได้รับยกเว้นภาษี ประเด็นเรื่องจังหวะเวลาที่ขายหุ้นซึ่งเกิดหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับใหม่เพียงสองวัน และประเด็นเรื่องการที่กิจการสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นกิจการที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ต้องตกไปอยู่ในการบริหารของต่างชาติ

นอกจากนี้ผู้วิจารณ์ได้แสดงความสงสัยต่อความตั้งใจของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ให้เหตุผลว่าตระกูลชินวัตรตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดออกไป เนื่องจากต้องการลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่มีมาตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกว่า การดำรงตำแหน่งที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายรัฐ และการถือหุ้นหรือมีบุคคลใกล้ชิดถือหุ้นในกิจการที่จะได้รับผลได้เสียจากนโยบายรัฐ ในเวลาเดียวกันนั้น เป็นการขัดแย้งกันเองทางผลประโยชน์ โดยผู้วิจารณ์ได้ตั้งคำถามว่าถ้าหากมีความตั้งใจเช่นนั้นจริง ทำไมจึงไม่ขายหุ้นทั้งหมดเสียตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อ ปี พ.ศ. 2544 (5 ปีก่อนหน้า) สำหรับคำถามนี้ พ.ต.ท. ทักษิณตอบว่า เนื่องจากหุ้นเป็นจำนวนเงินสูงมาก การจะหาผู้ซื้อจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ คือเรื่องเกี่ยวกับที่มาของหุ้นจำนวนเพิ่มเติมของนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส. พิณทองทา ชินวัตร ซึ่งในขั้นต้นระบุว่าซื้อมาจาก แอมเพิลริช (Ample Rich Investment, ARI) จำนวนเท่ากันคนละ 164,600,000 หุ้น สำหรับประเด็นนี้ ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2548 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้มีหนังสือสั่งให้บุคคลทั้งสองชี้แจง เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 [1]ต่อมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรมสรรพากรตามไปอายัดทรัพย์สินของนาย พานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร อีก 12,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งคู่ได้นำคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ไปต่อสู่ในศาลภาษีอากรกลางจนชนะคดี เพราะบุคคลทั้งสองไม่ใช่เจ้าของหุ้นชินคอร์ปฯ ตัวจริง ทำให้กรมสรรพากรต้องถอนอายัดทรัพย์สินคืนให้กับนาย พานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร[2]ในปี พ.ศ. 2555

การโจมตีประเด็นการเอื้อประโยชน์


อย่างไรก็ตามมีการชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ว่า พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม นั้น รัฐบาลต้องออกตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับองค์กรการค้าโลกตั้งแต่ปี พ.ศ 2541 ในยุครัฐบาลก่อนหน้านี้ โดยประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีรับการลงทุนจากต่างประเทศภายในระยะเวลา 8 ปี และรัฐบาลได้ดำเนินการออกกฎหมายฉบับนี้ โดยส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่ปี พ.ศ 2547เมื่อการเจรจาขายหุ้นเกิดขึ้นในปลายปี 2548 ซึ่งดำเนินเนินการหลังจากฎหมายได้ผ่านรัฐสภาไปแล้วกำลังอยู่ในขั้นตอนการรอลงพระปรมาภิไธย จึงประกาศการตกลงภายหลังกฎหมายมีการประกาศใช้เพียง 2 วัน
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การขยายสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากไม่เกิน 25% เป็นไม่ถึง 50% และให้ยกเลิกสัดส่วนกรรมการบริษัทที่ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ออกทั้งหมด ซึ่งผู้วิจารณ์มองว่าสอดคล้องกับการที่ ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในชินคอร์ป ขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ จำนวน 49.595% ให้กับบริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ (บริษัทถือหุ้นแทน) อนึ่ง การที่ต้องขาย ผ่านบริษัทโฮลดิ้งส์นั้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บริษัทที่ชินคอร์ปถือหุ้นอยู่ คือ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) บริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (ShinSAT) และ บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเกิน 49% เนื่องจากสามบริษัทดังกล่าวนี้ มีผู้ถือหุ้นต่างชาติจำนวนหนึ่งอยู่ก่อนหน้านี้แล้วประเด็นการขายหุ้นของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้อำนาจเพื่อเอื้อต่อผลประโยชน์ต่อครอบครัว โดยนำไปเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ ประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2548 ที่ประกาศใช้ก่อนการประกาศขายหุ้นอย่างเป็นทางการสองวัน โดยพ.ร.บ การประกอบกิจการโทรคมนาคมประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ 2549 ส่วนการประกาศการขายหุ้นอย่างเป็นทางการของครอบครัวชินวัตรเกิดขึ้นในวันที่ 23 มกราคม 2549 (อนึ่ง มีข่าวการเจรจาขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรออกมาก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม พ.ศ 2548 แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ)

ส่วนกรณีบริษัทไอทีวี ซึ่งเป็นกิจการสื่อสารมวลชน และหากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติเกินครึ่งหนึ่ง จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคห้า ซึ่งบัญญัติไว้ว่า เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งในการซื้อขายหุ้น หากปริมาณหุ้นของผู้ถือหุ้นใหม่นั้นขัดต่อกฎหมาย ผู้ถือหุ้นใหม่ก็จะต้องขายหุ้นของตนออกไป ไม่สามารถถือครองไว้ได้ (แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามว่าจะขายไม่ได้ เพียงแต่ห้ามว่าไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ต่อไปได้)[ต้องการอ้างอิง]

ประเด็นอื่นๆ คือ มีผู้เกรงกันว่าการเปลี่ยนมือของผู้ถือหุ้นครั้งนี้จะทำให้ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อกิจการโทรคมนาคมของประเทศเนื่องจาก บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศทั้งสองบริษัทคือ เอไอเอส (ชินคอร์ปถือหุ้น 42.8%, สิงเทล (สิงคโปร์) 19.2%) และชินแซท (ชินคอร์ป 51.38%)ต้องตกอยู่ภายใต้การบริหารงานของต่างชาติ. อย่างไรก็ตามกรณีเช่นนี้ก็เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลไทยมีนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเสรี ตัวอย่างกิจการอื่นๆ ที่มีต่างชาติเป็นเจ้าของและดำเนินการ เช่น ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจการเงินการธนาคาร (โรงกลั่นน้ำมัน 3 ใน 5 โรงกลั่นของไทยเป็นของต่างชาติ)[ต้องการอ้างอิง]


เกี่ยวกับการยกเว้นภาษี

ข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ระบุว่า "ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496 ...สำหรับประเด็นการได้รับยกเว้นภาษีนั้น ผู้แทนตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เนื่องจากบุคคลธรรมดาที่ขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับการยกเว้นภาษี ตามข้อ 2(23) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)โดยจุดประสงค์ของการยกเว้นนี้ เพื่อจูงใจให้บุคคลธรรมดาเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้แทนตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ได้แก่ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี ในวันแถลงข่าว

(23) เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่ไม่รวมถึงเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ที่เป็นหุ้นกู้หรือพันธบัตร"

หมายเหตุ: มาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดเงินได้พึงประเมินประเภทที่ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ และอาจมีข้อพิจารณาว่าการขายหุ้นผ่านตลาดนั้นต้องไม่ใช่การขายเฉพาะเจาะจงที่ตกลงกันมาแล้วนอกตลาด

ประเด็นต่อมาตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร

บริษัทที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายหุ้นครั้งนี้


กุหลาบแก้ว 
บริษัทที่เข้าถือหุ้นใน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทที่มีส่วนร่วมในกรณีการซื้อขายหุ้นครั้งนี้

 

บริษัท กุหลาบแก้ว จัดตั้งเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549 (ก่อนหน้าการซื้อขายหุ้น 11 วัน) มีผู้ถือหุ้นดังนี้

  1. นายสมยศ สุธีรพรชัย (สัญชาติไทย, อาชีพทนายความ) 5,094 หุ้น (50.09%)
  2. บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 4,900 หุ้น (49%)
  3. และบุคคลธรรมดา (สัญชาติไทย) อีก 6 คน คนละ 1 หุ้น

รวมมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยทั้งหมด 51% และต่างชาติ 49% โดยหุ้นของผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยทั้งหมด เป็นหุ้นบุริมสิทธิ (หุ้นด้อยสิทธิ) และหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างชาติทั้งหมด เป็นหุ้นสามัญ ในการประชุมจัดตั้งบริษัทกุหลาบแก้ว มีมติให้หุ้นบุริมสิทธิ 10 หุ้น มีสิทธิออกเสียงในประชุมผู้ถือหุ้น 1 เสียง และจำกัดเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิไว้ที่ร้อยละ 3 รวมสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยมีสิทธิออกเสียง 510 เสียง และผู้ถือหุ้นต่างชาติ 4,900 เสียง อำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จจึงอยู่กับผู้ถือหุ้นต่างชาติ

ซีดาร์ โฮลดิ้งส์

บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์

มีผู้ถือหุ้นดังนี้

  1. บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 48.99%
  2. บริษัท กุหลาบแก้ว (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 41.1%
  3. ธนาคารไทยพาณิชย์ (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 9.9%

ทำให้ในทางกฎหมายแล้ว บริษัทซีดาร์ฯ เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย (มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นอยู่ 51%) แต่เมื่อดูเสียงผู้ถือหุ้นในการควบคุมการดำเนินงานของบริษัทแล้ว จะพบว่าเป็นสัดส่วนของต่างชาติถึง 90% ผ่านบริษัทไซเพรส 48.99% และกุหลาบแก้ว (ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจอยู่ที่ผู้ถือหุ้นต่างชาติ) 41.1%

เปรียบเทียบการขายหุ้นกิจการโทรคมนาคมของตระกูลเบญจรงคกุล

เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของชินคอร์ป นอกจากมูลค่าที่แตกต่างกันกว่า 7 เท่าแล้ว มีลักษณะหลายประการคล้ายคลึงกันคือ ทั้ง 2 กรณี ต่างได้รับการยกเว้นภาษีรายได้จากการขายหุ้น และเป็นการขายหุ้นในลักษณะ "ยกล็อต" ในกระดานนักลงทุนรายใหญ่ และยังเป็นการซื้อหุ้นจากบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่ทำให้เกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีชินคอร์ปมากกว่า ก็คือ ยูคอมไม่ได้ดำเนินกิจการสื่อสารมวลชน และกิจการดาวเทียม ซึ่งเป็นสองกิจการที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ ผู้บริหารของยูคอมและคนสนิทก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2548 ตระกูลเบญจรงคกุล โดยนายวิชัย-บุญชัย และ นางวรรณา จิรกิติ ได้ขายหุ้นในกิจการโทรคมนาคมไปเช่นกัน คือ หุ้นของบริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (ยูคอม) บริษัทแม่ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (แทค) ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของเอไอเอส บริษัทลูกของชินคอร์ป โดยขายหุ้น จำนวน 173,331,750 หุ้น ในราคาหุ้นละ 53 บาท ให้กับบริษัท ไทยเทลโค โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ บริษัท เทเลนอร์ จากประเทศนอร์เวย์โดยมีมูลค่าการขาย 9,186,582,750 ล้านบาท

...................................................

 

10 ปีกรณีขายชินคอร์ป : จุดหักเลี้ยวของวิกฤติ คำแปลฉบับเต็ม โทรเลขวิกิลีกส์ที่ทักษิณเล่าความขัดแย้งกับในหลวงกรณีขายชินคอร์ป
10 ปีกรณีขายชินคอร์ป : จุดหักเลี้ยวของวิกฤติ
คำแปลฉบับเต็ม โทรเลขวิกิลีกส์ที่ทักษิณเล่าย้อนหลังความขัดแย้งกับในหลวงจากเหตุการณ์นั้น (และการพยายาม "ทำดีล" กับวังก่อนการออกนอกประเทศครั้งสุดท้ายกลางปี 2551)
[เดิมผมตั้งใจจะโพสต์กระทู้นี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (23 มกราคม 2559) ซึ่งเป็นวันครบรอบ 10 ปีที่ข่าวการขายชินคอร์ปให้เทมาเส็กถูกประกาศออกมาต่อสาธารณะ แต่ติดธุระ เลยมาโพสต์วันนี้]
วันที่ 23 มกราคม 2549 ข่าวทักษิณขายชินคอร์ปให้เทมาเส็กโดยได้รับการยกเว้นภาษีได้รับการประกาศต่อสาธารณะ นี่คือจุดที่วิกฤติปัจจุบัน "เท็คอ๊อฟ" โดยแท้จริง - ดูกระทู้วันปีใหม่ ที่ผมทบทวนวิกฤติปี 2549 ที่นี่
ดังที่ผมอธิบายในกระทู้นั้น (ผมคัดลอกบางส่วนมา):
"...ในช่วง 4 เดือนแรกของการเคลื่อนไหวโจมตีทักษิณ (นับจากกันยายน 2548) แม้สนธิจะสามารถปลุกระดมคนจำนวนหนึ่งเข้าร่วมได้....แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่มากนัก ถึงวันที่ 13 มกราคม 2549 เมื่อสนธิพยายามยกระดับการเคลื่อนไหวด้วยการนำผู้เข้าร่วมฟังรายการ "เมืองไทยฯ" ของเขาที่สวนลุม เดินขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล แม้จะมีคนเข้าร่วมบ้าง... แต่ผู้สังเกตการณ์ตอนนั้นส่วนใหญ่ก็ถือว่าเป็นความล้มเหลว ทำให้ "ภาพลักษณ์" ของขบวนสนธิแย่ลงด้วยซ้ำ...
ดังนั้น เมื่อสนธิประกาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม ว่าจะจัดชุมนุมใหญ่ไล่ทักษิณทีสนามหลวงในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ก็ไม่มีใครคิดว่าจะประสบความสำเร็จในการไล่ทักษิณได้จริงๆ... ไม่มีใครคิดว่า การชุมนุมวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่สนธิจะจัดขึ้น จะนำไปสู่อะไรมากมายนัก
แต่แล้ว วันที่ 23 มกราคม ก็มีข่าวออกมาว่า ทักษิณได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้บริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์ โดยได้รับการยกเว้นภาษี..."
.............
ข้างล่างนี้ เป็นคำแปลของผมฉบับเต็ม (ไม่มีเซ็นเซ่อร์) ข้อความในโทรเลขวิกิลีกส์หมายเลข 08BANGKOK2243 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2551 ที่ทักษิณเล่าให้ทูตสหรัฐฟังว่าการขายชินคอร์ปเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ของเขากับในหลวง (แม้เขาจะบอกด้วยว่า คนในแวดวงวังเริ่มไม่พอใจเขาหลังการชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2548) ทักษิณยังได้เล่าถึงการพยายาม “ทำดีล” กับวังในขณะนั้น (กลางปี 2551) ก่อนการออกนอกประเทศครั้งสุดท้ายของเขา
ต้นฉบับโทรเลข ดูได้ที่นี่
………….
 
THAKSIN PREDICTS NATIONAL UNITY GOVERNMENT, PARDON, LIFE ABROAD
[ทักษิณคาดการณ์เรื่องรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ การนิรโทษกรรม และชีวิตในต่างประเทศ]
สรุปเนื้อหาโทรเลข
1. (C) อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ บอกทูตในการพบกันสองต่อสองเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมว่า นายกรัฐมนตรีสมัครได้รับการอนุญาตจากในหลวงในการตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเพื่อสมานรอยร้าวทางการเมืองของประเทศไทย. ทักษิณประเมินว่ารัฐบาลดังกล่าวซึ่งจะรวมพรรคการเมืองต่างๆจะมีอายุประมาณหนึ่งปีและจะทำการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ. ในอนาคตอันใกล้ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ ทักษิณจะได้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้คืน และเขาจะเลิกเล่นการเมืองและไปพำนักอาศัยในต่างประเทศเป็นหลัก. ทักษิณยังได้คุยกับทูตเรื่องความสัมพันธ์กับในหลวง พระราชินี และมงกุฏราชกุมาร. คอนเซ็พท์เรื่องรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติอาจจะช่วยให้บรรยากาศการเมืองที่มีลักษณะขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและอ่อนไหวมากในขณะนี้สงบลงบ้าง แต่เรายังสงสัยไม่เชื่อนักว่าแผนการณ์ที่ทักษิณเล่าให้ฟังจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งขั้นพื้นฐานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในประเทศได้. จบการสรุป.
รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ, การนิรโทษกรรม: เส้นทางสู่เสถียรภาพในการเมืองไทย?
2. (C) อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เข้าพบทูต ณ ที่พำนักเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนแบบสองต่อสอง. ทักษิณบอกทูตว่าเขาขอพบส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการร่ำลา เพราะเขาคาดว่าอีกไม่นานนักเขาคงจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกประเทศไทย. การออกนอกประเทศของเขาเป็นส่วนหนึ่งของทางออกอย่างละเอียดที่มีจุดมุ่งหมายจะสร้างเสถียรภาพให้การเมืองไทย.
3. (C) ทักษิณเล่าว่าในหลวงภูมิพลได้ให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เข้าเฝ้าเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม. ในการเข้าเฝ้านั้น, ทรงอนุญาตให้สมัครตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติขึ้น ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะมีที่นั่งในคณะรัฐมนตรีตามสัดส่วนจำนวน สส ของพรรคในสภาผู้แทนราษฎร. ทักษิณดูเหมือนจะคาดการณ์ -- แต่ไม่ถึงกับคิดว่าเป็นเรื่องแน่นอน -- ว่าสมัครจะยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปในรัฐบาลแห่งชาติดังกล่าว. พรรคประชาธิปัตย์ -- พรรคใหญ่อันดับสองซึ่งขณะนี้เป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว -- จะได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางตำแหน่ง. ทักษิณประเมินว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาตินี้จะบริหารงานอยู่ประมาณหนึ่งปี ในระหว่างนั้น รัฐสภาจะดำเนินกระบวนการปฏิรูปด้านรัฐธรรมนูญ.
4. (C) ทักษิณเสริมว่า หลังการตั้งรัฐบาลแห่งชาติดังกล่าวขึ้นไม่นาน จะมีการนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง. นี่เป็นความจำเป็นสำหรับคดีต่างๆในศาล โดยเฉพาะคดี “ใช้อำนาจในทางที่ผิด” [ของทักษิณ] (ดูอ้างอิง B โทรเลข BANGKOK 2092 (THAKSIN’S TEAM PESSIMISTIC). ทักษิณอธิบายว่าคำตัดสินว่าเขาผิดที่กำลังจะมีขึ้น เกิดจากอคติที่ศาลมีต่อเขา โดยเขากล่าวอ้างว่า ในหลวงภูมิพลได้บอกตุลาการรัฐธรรมนูญอย่างน้อยหนึ่งคนในระหว่างการเข้าเฝ้าว่า ศาลควร - ในคำของทักษิณ - ทำอะไรก็ตามที่จำเป็นต้องทำเพื่อกำจัดทักษิณ.
5. (C) การนิรโทษกรรมที่จะเกิดขึ้นจะเปิดโอกาสให้ทักษิณได้ทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้คืน. อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เขาจะต้องยอมเลิกเล่นการเมืองตลอดไปและหันไปทำกิจกรรมทางธุรกิจของตนเท่านั้น รวมทั้งต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในต่างประเทศ. ทักษิณบอกทูตว่า เขายินดีจะยอมทำตามเงื่อนไขนี้. เขากล่าวเพิ่มว่า ก่อนจะเดินทางออกนอกประเทศ เขาหวังว่าเขาจะได้เข้าเฝ้าในหลวงและพระราชินีทีละพระองค์แยกกัน เขากล่าวว่า ในโอกาสนั้น เขาจะได้ทูลเกล้าฯถวายเงินก้อนใหญ่ให้แต่ละพระองค์ (บันทึกความเห็นทูต: เราเดาว่าการถวายเงินดังกล่าว คงให้ไปที่มูลนิธิต่างๆ [ของสองพระองค์] มากกว่าเป็นการให้กับในนามในหลวงและพระราชินีโดยตรง. จบบันทึกความเห็นทูต [สศจ.เพิ่มเติม: ผมคิดว่าตรงนี้ทูตน่าจะเดาผิด ผมคิดว่าทักษิณตั้งใจจะหมายถึงการถวายตรงต่อในหลวงและพระราชินีเองเลย])
ภูมิหลังความสัมพันธ์ทักษิณกับวัง
6. (C) ทักษิณได้ทบทวนย้อนหลังว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับในหลวงระหว่างการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก. ในหลวงทรงขอบใจเป็นพิเศษที่ทักษิณได้ดำเนินมาตรการที่ทำให้ทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพิ่มพูนขึ้น. ทัศนะของในหลวงต่อทักษิณแย่ลงหลังจากพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด (377 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง) ในการเลือกตั้งปี 2548. ทักษิณกล่าวว่าคนในแวดวงวังหลายคน รู้สึกว่าถูกคุกคามจากอำนาจทางการเมืองของเขาและความนิยมที่เขาได้รับจากคนไทยในชนบทซึ่งชื่นชมความตั้งใจของเขาที่จะกำจัดความยากจน.
7. (C) ทักษิณยกกรณีการตัดสินใจของเขาในการขายชินคอร์ปให้กับบริษัทลงทุนสิงคโปร์ ว่าเป็นจุดหักเลี้ยวสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับในหลวง. ทักษิณอ้างว่าเขาบอกในหลวงเกี่ยวกับการจะขายชินคอร์ปในการเข้าเฝ้าครั้งหนึ่งก่อนที่จะมีการประกาศเรื่องการขายต่อสาธารณะ. เมื่อในหลวงได้ยินว่าทักษิณจะขายชินคอร์ปให้บริษัทต่างชาติ ในหลวงทรงมีพระวรกายเกร็งเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และถามเขาว่า “ให้ใครนะ?” ทักษิณบอกทูตว่าเขาไม่ได้ยินคำถามของในหลวงชัดนักจึงถามในหลวงว่า “ทรงตรัสว่าอะไรนะพะยะค่ะ?” ในหลวงได้ยินก็โพล่งออกมาด้วยเสียงดังและความโกรธ ถามทักษิณซ้ำอีกคร้้ง [ว่าขายให้ใคร] ทักษิณบอกทูตว่าเขาไม่เคยเห็นในหลวงแสดงพระอาการแบบนี้เลย. หลังเหตุการณ์เข้าเฝ้าครั้งนั้น ทักษิณกล่าวว่าศัตรูทางการเมืองของเขาก็เดินหน้าเป็นฝ่ายรุกอย่างได้ผล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสามารถดึงคนเข้าร่วมชุมนุมสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีทุนในมือเพิ่มขึ้น และ และประสบความสำเร็จในการปลุกปั่นกรณีขายชินคอร์ป เปิดทางให้กับการยอมรับของประชาชนต่อรัฐประหาร 2549.
8. (C) ทักษิณเสริมว่าเขาเชื่อว่าเขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมงกุฏราชกุมารวชิราลงกรณ์. อย่างไรก็ตาม มงกุฏราชกุมารได้อธิบายกับเขา (ในระหว่างการพบกันหลังการรัฐประหารที่ทักษิณไม่ได้ระบุเวลา) ว่าจะทรงไม่สามารถพบกับทักษิณเป็นเวลาอีกนานพอสมควร เพราะความไม่พอพระทัยของพระราชินีสิริกิตต์ต่อทักษิณ.
ความเห็นทูต
9. (C) องค์ประกอบหลายอย่างของแผนการณ์ที่ทักษิณเล่ามายังไม่ชัดเจนต่อเรานัก. การนิรโทษกรรมดังกล่าวจะออกในรูปพระราชบัญญัติ [ของสภา] หรือจะออกมาในรูปพระบรมราชโองการ? แล้วการนิรโทษกรรมดังกล่าวจะครอบคลุมถึงอดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย 110 คนที่ถูกจำกัดสิทธิ์ทางการเมืองไปด้วยกันกับทักษิณในเดือนพฤษภาคม 2550 (ดูอ้างอิง D โทรเลข 07 BANGKOK 2994 THAI RAK THAI DISSOVED) หรือไม่? อันตรายของการจะถูกยุบพรรค (พลังประชาชน) อีก (ดูอ้างอิง C โทรเลข BANGKOK 2091 COURT RULINGS CLOUD FUTURE) จะได้รับการยกเลิกไปด้วยกับการนิรโทษกรรมหรือไม่? กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐธรรมนูญออกมาในรูปใด? อย่างไรก็ตาม ถ้าแผนการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็อาจจะช่วยให้เกิดช่วงผ่อนคลายที่มีค่ามาก และทำให้บรรยากาศทางการเมืองที่มีความขัดแย้งและอ่อนไหวอย่างสูงในขณะนี้สงบลงบ้าง.
10. (C) อย่างไรก็ตาม เราสงสัยไม่ค่อยเชื่อนักว่า แต่ละฝ่ายในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างทักษิณกับวังจะปฏิบัติอย่างจริงใจหรือคาดหวังว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะปฏิบัติอย่างจริงใจด้วย. เราตั้งข้อสังเกตว่าทักษิณเองได้เคยประกาศสัญญาต่อสาธารณะหลายครั้งว่าเขาได้เลิกเล่นการเมืองแล้ว แต่เขาก็ยังดูเกี่ยวข้องกับกิจการรัฐบาลอย่างลึกซึ้ง. เป็นเรื่องที่เกือบจะคิดไม่ออกเลยว่านักการเมืองไทยจะเลิกพูดคุยปรึกษากับทักษิณ เลิกขอการสนับสนุนทางการเงินจากเขา และเลิกที่จะอาศัยความนิยมของประชาชนต่อเขา เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเหล่านั้นเอง. และถ้าทักษิณได้รับนิรโทษกรรมและได้เงินที่อายัดไว้คืน ก็ไม่ชัดเจนว่าวังเองจะมีวิธีทำให้ทักษิณทำตามข้อต่อรองที่เขาให้ไว้ได้อย่างไร.
จอห์น.

....................................................

2 กุมภาพันธ์ 2562

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 03/02/2019 เวลา : 12.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

สุรศักดิ์
......................................
รัฐบาลจีนก็ไม่เอาด้วยกับทักษิณแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สุรศักดิ์ วันที่ : 03/02/2019 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/surasakc
เชิญอ่านบทความใหม่ "5  พฤติกรรม ถ้าคุณทำเป็นนิสัย ชีวิตยืนยาวขึ้นแน่ !!" กรุณาคลิกลิงก์บรรทัดบนได้เลย 

กรรมกำลังติดจรวด ไล่ให้มา ชดใช้กรรมอยู่ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน