*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3510
  • จำนวนผู้ชม : 2299470
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 362 , 13:37:03 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

           February 8, 2019

          สังคมไทยกำลังอะหลักอะเหลื่อกับการที่ 'ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ' รับเทียบเชิญจากพรรคทษช.เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะ

ไม่รู้ว่าจะถือว่า 'ฟ้าหญิง' ยังทรงดำรงอยู่ในฐานันดรศักดิ์อยู่อีกหรือเปล่า ในเมื่อกลายมาเป็น 'นักการเมือง' ที่มีสิทธิ์รั้งตำแหน่งนายกฯ

ด้วยผู้หนึ่ง ซึ่งจะเกี่ยวข้องในสถานะต่างๆทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         ในทางที่สมควรแล้ว ควรมีการชี้ขาดว่าคนทั่วไปจะพึงปฏิบัติต่อ 'ฟ้าหญิง' อย่างไรกันแน่

 à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปฟ้าหญิงอุบลรัตน์ VS à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปฟ้าหญิงอุบลรัตน์

 ???

พระประวัติ'ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ'นายกฯบัญชีพรรคไทยรักษาชาติ

    
 

8 ก.พ.62 - ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (พระนามเดิม เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเป็นพระเชษฐภคินีพระองค์เดียวในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ประสูติ

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2494 เวลา 23.28 น. ณ โรงพยาบาลมองชัวซีส์ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และได้เสด็จนิวัตพระนคร แล้วประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเมื่อถึงงานพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระอิสริยยศเมื่อประสูติ คือ "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี" โดยพระนามของพระองค์มาจากพระนามและนามของพระประยูรญาติหลายพระองค์ อันได้แก่

สร้อยพระนาม "สิริ" มาจากพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

สร้อยพระนาม "วัฒนา" มาจากพระนามาภิไธยเดิมของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า คือ สว่างวัฒนา ซึ่งเป็นสมเด็จพระอัยยิกาฝ่ายพระราชชนก

พระนาม "อุบลรัตน์" มีความหมายว่า บัวแก้ว มาจากนามของหม่อมหลวงบัว กิติยากร พระอัยยิกาฝ่ายพระราชชนนี

การศึกษา

ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเข้ารับการศึกษาขั้นต้นจนสำเร็จจากโรงเรียนจิตรลดา ครั้นทรงสำเร็จมัธยมศึกษา ได้เสด็จไปประทับ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีจนสำเร็จ ณ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ชีวเคมี (Bachelor of Science Degree in Bio-Chemistry) จากนั้น ทรงเข้ารับการศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ณ ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ (Statistics and Public Health) จนสำเร็จในการศึกษา

การอภิเษกสมรส

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เพื่อทรงอภิเษกสมรสกับปีเตอร์ แลด เจนเซน ชาวอเมริกัน ในพระบรมหาราชวังตามราชประเพณี และเสด็จประทับอยู่สหรัฐอเมริกา ทั้งทรงเปลี่ยนพระนามเป็น จูลี เจนเซน (อังกฤษ: Julie Jensen) ทั้งสองมีโอรส-ธิดา 3 คน ทั้งหมดเกิดในสหรัฐอเมริกา ได้แก่

คุณพลอยไพลิน เจนเซน (12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524) สมรสกับเดวิด วีลเลอร์[9] มีบุตรชายสองคน

คุณพุ่ม เจนเซน (นามเดิม: ภูมิ เจนเซน; 16 สิงหาคม พ.ศ. 2526 – 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547) เสียชีวิตจากเหตุการณ์คลื่นสึนามิอันเกิดจากแผ่นดินไหวในปี พ.ศ. 2547

คุณสิริกิติยา เจนเซน (นามเดิม: ใหม่ เจนเซน; 18 มีนาคม พ.ศ. 2528)

ในปี พ.ศ. 2541 ได้ทรงหย่ากับปีเตอร์ เจนเซน กลับมาใช้นามเดิมคือ อุบลรัตน์ มหิดล (อังกฤษ: Ubolratana Mahidol)และกลับประเทศไทยพร้อมคุณพุ่ม หลังผ่านปัญหาการหย่าร้างกับอดีตพระภัสดาที่ยาวนานสองปี ในขณะที่ทรงกลับประเทศไทยนั้นคุณพลอยไพลิน ยังศึกษาในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ส่วนคุณสิริกิติยาได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ โดยพำนักอยู่ร่วมกับบิดา

 

 

 

"คำเดียว" ที่รอคอยจาก "ลุงตู่"


    
 

    ไม่ถึงหมื่นก็คงเฉียด
    สำหรับผู้สมัคร ส.ส.เขต แต่ถ้ารวมรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรค ทั้งหมดที่ลงแข่งขัน
    น่าจะเป็นหมื่น!
    ๑๐,๐๐๐ เพื่อชิงเก้าอี้ ส.ส. ๓๕๐ ตัว ปาร์ตี้ลิสต์ ๑๕๐ ตัว
    แต่ว่านั่น ยังไม่ "หยุดโลก" เท่ากับว่า วันนี้
    "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา".......
    จะรับเป็น "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่?
    "ทั้งโลก" จ้องดู-จ้องฟัง!
    แต่ไม่ต้องจ้องหรอก เมื่อวาน (๗ ก.พ.) เห็นพลเอกประยุทธ์ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่ตลาดนางเลิ้ง 
    เป็ดในชามร้อง คนๆ นี้ อู๋ซิมจ๊อคังข่วย 
    แบบนี้ก็ "เหล่าเอี๊ยะป๋อห่อ" ไม่มีอะไรต้องลุ้น นั่นคือ คำตอบที่จะได้ยินจากพลเอกประยุทธ์เช้านี้ 
    ไปต่อค่ะ...ไปต่อ!
    เมื่อไปต่อ "ตลาดเลือกตั้ง" เปลี่ยนทิศทางแน่ เพราะการเลือกตั้ง ๒๔ มีนา.นี้
    เลือกตัว ส.ส.เขต น้ำหนักจะเป็นรอง
    เลือกพรรค จะเป็นลำหัก-ลำโค่น!
    หมายความว่า ตัวบุคคลที่แต่ละพรรคเสนอเป็น "ว่าที่นายกฯ" มีอิทธิพล "บวก,ลบ" ต่อการตัดสินใจเลือก ส.ส.ของประชาชนมาก
    คือ ประชาชนอยากให้ "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคไหนเป็นนายกฯ ก็จะเฮเลือกพรรคนั้น ผ่านตัวผู้สมัคร ส.ส.แต่ละเขต
    เพราะด้วย "บัตรเดียว-กาได้เบอร์เดียว"
    ทำให้ชาวบ้านเผื่อใจเป็นสองไม่ได้ ต้องตัดใจรักเบอร์เดียว-กาเบอร์เดียว
    ต้องการให้พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ ก็ต้องเลือก ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
    ถ้าต้องการนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ก็ต้องเลือกประชาธิปัตย์
    ถ้าต้องการชัชชาติ-สุดารัตน์ เป็นนายกฯ ก็ต้องเลือกเพื่อไทย
    ถ้าต้องการนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ก็ต้องเลือกภูมิใจไทย
    ถ้าต้องการนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นนายกฯ ก็ต้องเลือกชาติพัฒนา
    อย่างนี้เป็นต้น และนี่เป็นตัวอย่างสมมุติ
    แต่ก็ไม่ตายตัวหรอก คนไทย-สังคมไทย เป็นทั้งสังคมหลักการ และหลักกู
    ฉะนั้น เลือกแบบเพ่งเล็ง "คนที่รัก-พรรคที่ชอบ" ก็มี กลุ่มนี้ ก็จะแบบดูว่า คนนั้น-พรรคนั้น เมื่อเลือกไปแล้ว 
    จะไปรวมกับค่ายไหน ฝั่งไหน?
    ที่เลือก ส.ส.ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชนปฏิรูป พลังท้องถิ่นไท ฯลฯ ก็มีมาก
    นอกจากเลือกเพราะเป็นขาประจำแล้ว ก็ยังมีเหตุผลรองรับว่า "เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนเสีย"
    คือแนวทางเดียวกับพลังประชารัฐ ได้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ก็ร่วมเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลกับนายกฯ คนนี้ได้
    ทำนองเดียวกัน.....
    ฝ่ายที่มีทัศนะตรงกันข้าม ปักตัว-ปักใจ เพราะพรรคนั้น-แนวทางนั้น "อยู่ในสายเลือด"
    ถึงไม่เลือกเพื่อไทย ก็จะไปเลือกพรรคตระกูลเพื่อ ที่เป็นปรสิตแตกตัวออก และพรรคแนวร่วม เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เป็นต้น
    แต่ผมบอกได้เลย..........
    คำตอบ เยส-โน ของพลเอกประยุทธ์ วันนี้คือคำตอบ ว่าขั้วไหนเป็นรัฐบาล และใครเป็นนายกฯ?!
    บางคน-บางพรรค ต่อหน้า "ปากแข็ง" ว่าไม่แคร์ประยุทธ์ แต่ถ้าให้คลำ ตูดนิ่มป๋อย
    กลัวน่ะซี 
    ช้างเหยียบนา-พระยาเหยียบเมือง ยังไม่เท่าพลเอกประยุทธ์เหยียบแคมเรือเลือกตั้ง
    เยส...เท่านั้นแหละ "เอียงวูบ" ไปกราบเดียวทั้งลำ!
    ไม่งั้น วัน-สองวันที่ผ่านมา จะไม่มีการสร้างข่าวปล่อยว่า พรรคตระกูลเพื่อพรรคหนึ่ง 
    จะส่ง "คนบางคน" อันไม่สมควรนำมาเอ่ยทางการเมืองขึ้นเป็น "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคหรอก
    นี่ถ้า "ทางการ" เอาเรื่องจริงๆ 
    ตรวจสอบไปจากต้นตอที่ปล่อยข่าว เริ่มจากทวีตนักข่าวฝรั่งแก๊งล่มชาตินั่นแหละ 
    ตรวจดูว่า ฝรั่งนักข่าวคนนี้ ระโยง-ระยาง ไปถึงกลุ่มสื่อ กลุ่มชังชาติไหนบ้าง แล้วสืบสาวไปเรื่อยๆ
    เจอแน่ ตัวการประเภท "ข้างหน้าใส ข้างในตอแหล"!
    เพราะลำพังไอ้นักข่าวฝรั่งตัวนี้ 
    จิตมันคด-ลดเลี้ยว ถึงขั้นคิดริยำตำเป็นเรื่องออกมาอย่างนี้ไม่เป็นหรอก!
    เออ...แต่เมื่อวาน พลเอกประยุทธ์ "ตอบดี" อยู่เรื่อง คือนักข่าวถามประมาณว่า 
    "การที่ต้องไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนักการเมืองเก่าเน่ายี่ห้ออยู่หลายคน นายกฯ กังวลมั้ย?"
    ว่าที่ "นายกฯ เลือกตั้ง" ตอบว่า.......
    "การเมืองมันก็เป็นการเมือง มันอยู่ที่วิธีบริหารจัดการมากกว่า ถ้านายกฯ เป็นคนที่มีคุณธรรม มันก็มีอำนาจหน้าที่ในการทำงาน ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่กังวล"
    นี่แสดงว่า ช่วงที่ไม่ตอบเยส-โน เป็นช่วงที่ท่านนอนขบปริศนาข้อนี้ยังไม่ตก
    แต่วันนี้ ตกแล้ว!
    คือประชาธิปไตย ระบบเลือกตั้งนั้น เขาออกแบบมาให้ใช้ "ปริมาณ" แข่งขันเป็นตัวหลัก
    ใครมี "ปริมาณมือ" สำหรับยกในสภาฯ มากกว่า พรรคนั้น-คนนั้น ก็ได้ครองอำนาจบริหาร
    เมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ เข้าทำนอง.......
    "น้ำกลั่น" บริสุทธิ์เกินไป เลี้ยงปลา ปลาก็ตาย คนเอง ก็ยังกินไม่ได้
    ต้อง น้ำคลอง น้ำครำ น้ำบาดาล คือ น้ำที่ไม่บริสุทธิ์เกินไป อย่างนั้น สิ่งมีชีวิตจึงจะพออาศัยอยู่ได้ และกินได้
    การเมืองระบบรัฐสภาก็เช่นนี้......
    หนีไม่พ้น ที่ต้องใช้ "ปริมาณ" เป็นส่วนผสมคุณภาพ นำสู่ขั้นตอนอำนาจ
    ต่อเมื่อ ใช้ปริมาณนำสู่อำนาจแล้ว ขั้นตอนคัดคนมาเป็น "คณะรัฐมนตรี" นั่นแหละ
    ต้องใช้ "คุณภาพ" เป็นตัวนำ!
    จะอยู่ได้-ไม่ได้ ชาวบ้านจะเชียร์หรือจะชัง ก็อยู่ตรงนี้แหละ
    ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า พลเอกประยุทธ์ตอบได้ "ตกผลึก" ดี ในการเมือง ว่าด้วยเรื่องการเข้าสู่อำนาจ
    "มันอยู่ที่วิธีบริหารจัดการ..........
    ถ้านายกฯ เป็นคนมีคุณธรรม มันก็มีอำนาจหน้าที่ในการทำงาน ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน"
    หลักการ "มองคน" ของผม ไม่เคยยึดหรือปักใจกับใครตายตัว ว่าวันนี้ คนนี้ เป็นอย่างนี้..อย่างนี้แล้ว
    ก็จะทึกทัก-ปักยึด ว่าเขาจะเป็นคนอย่างนั้น..อย่างนั้นไปตลอดกาล
    ตามหลัก "อนิจจัง" ในพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรตายตัว ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย 
    วันนี้เลว วันหน้าดี หรือวันนี้ดี วันหน้าเลว ฉะนั้น การให้โอกาสคน และมองคนแบบแยกแยะไปแต่ละการกระทำ ผมว่าตรงนี้สำคัญ
    มีเรื่องขอแถมท้ายหน่อย.......
    คือเมื่อวาน ผมนำแถลงการณ์ "กระทรวงการต่างประเทศ" เรื่องนายฮาคีม อัล อาไรบี กับปัญหาระหว่างออสเตรเลียกับบาห์เรนมาลง
    และเขียนตบท้ายไปว่า......
    ถ้าจำไม่พลาด "คุณนันทนา ศิวะเกื้อ" คือเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา และสำนวนนี้ ไม่น่าพลาดจากท่าน
    ขอทำความเข้าใจนิดครับ
    "ท่านนันทนา ศิวะเกื้อ" เป็นเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา น่ะถูกต้อง
    แต่ไม่ถูก ตรงที่ผมบอก "เป็นสำนวนท่านทูต"
    ที่ถูกคือ ข้อความในแถลงการณ์ทั้งหมดนั้น
    "เป็นผลงานของทีมงานในกระทรวงการต่างประเทศ ที่กรุงเทพฯ เป็นผู้จัดทำคำอธิบายทั้งหมด 
    สถานเอกอัครราชทูตฯ เพียงแต่ทำหน้าที่เผยแพร่ต่อผู้อ่านในออสเตรเลียเท่านั้น" 
    ครับ...ท่านทูตแจ้งมา 
    ก็ขอบคุณท่าน และขออภัยทีมงานในกระทรวงเจ้าของสำนวน "อร่อย-จี๊ดจ๊าด" ด้วย!
    และท่านใดต้องการข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย หรือกิจกรรมต่างๆ ของสถานเอกอัครราชทูตฯ แจ้งไปได้ที่ thaican@mfa.go.th 
    วันนี้...แค่นี้พอ......
    รีบนอนกันนะ จะได้ตื่นไปฟังนายกฯ ตู่ตอบโอเคกันแต่เช้า.

'ท่านใหม่' ซัด 'เหลวไหล เลอะเทอะ กันใหญ่แล้ว'

    
 

 

 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 
 

 

 

....................................................

'กระทรวงการต่างประเทศ'


    
 

    ปัญหา "ไม่น่าเกิด"
    แต่ที่เกิด นั่นก็ ไม่ได้เกิดจากไทย
    พูดกันตรงๆ "ออสเตรเลีย" นั่นแหละ สร้างปัญหาให้เกิด
    เกิดแล้ว แทนที่จะรีบแก้ไข 
    แสดงให้ไทยเห็นถึงความรับผิดชอบและสำนึกต่อสิ่งที่ทำให้ "มิตรแสนดี" อย่างไทย พลอยยุ่งยากไปด้วย
    แต่นี่...กลับตรงกันข้าม 
    นอกจากไม่รับผิดชอบแล้ว ยังโหนกระแสสิทธิมนุษยชน แว้งไทย 
    พูดแบบประชาธิปไตยเมืองขึ้น......
    เออะ จะให้ไทยปล่อยตัวนายฮาคีมกลับออสเตรเลียท่าเดียว โดยไม่ตระหนักว่า
    ไทยไม่ใช่อาณานิคมหรือประเทศบริวารของใคร อย่างที่ออสเตรเลียเป็น
    ไทยมี "อำนาจอธิปไตย" เมื่อเรื่องนายฮาคีมเข้าสู่ขั้นตอนศาล 
    ใครก็ไปสั่งไม่ได้ 
    ต้อง "ตุลาการ" ในชั้นศาล เท่านั้น ชี้ขาด!
    เราปล่อยให้พวกสิทธิมนุษยชนทั้งในชาติและนอกชาติใต้กลไกของกระบวนการหนึ่ง "ยำไทย" มาหลายวัน
    เมื่อวาน (๖ ก.พ.๖๒) ไทย โดยฝ่ายอัยการและกระทรวงต่างประเทศ ออกมาสอนความเป็นอารยะ 
    สอนกิริยามารยาท รวมทั้งสอนความเป็นสากลทางกฎหมายให้ได้ทราบกัน 
    ทีมงาน "โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด" ได้ชี้แจงความเป็นมาและขั้นตอนปฏิบัติเกี่ยวกับคดีนี้ไปเมื่อวาน 
    ผมจะสรุปบางขั้นตอนมาให้ดู
    -๓ ธ.ค.๖๑ สำนักงานอัยการสูงสุด รับเรื่องร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากบาห์เรน ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินการยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญา 
    เพื่อพิจารณาและมีคำสั่ง ส่งตัวนายฮาคีมให้บาห์เรน "ประเทศผู้มีคำร้องขอ"
    -ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ความว่า นายฮาคีมถูกดำเนินคดีที่ศาลอาญากลาง บาห์เรน ข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ และมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง 
    ศาลพิพากษาจำคุก ๑๐ ปี 
    หลังจากนั้น นายฮาคีม หลบหนีไปและมาถูกควบคุมตัวในไทยขณะนี้
    -ไทยพิจารณาแล้ว เห็นว่าคำร้องของบาห์เรน ที่ขอให้ส่งนายฮาคีมเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีอาญานั้น เป็นข้อหาคดีอาญา 
    เป็นการกระทำที่บัญญัติให้เป็นความผิดตามกฎหมายของไทยด้วย 
    และข้อหาต่างๆ ดังกล่าว มีอัตราโทษจำคุกไม่น้อยกว่า ๑ ปี อีกทั้ง ไม่ใช่ความผิดทางการเมืองหรือความผิดทางการทหาร 
    จึงเข้าหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.๒๕๕๑
    -๔ ก.พ.๖๒ ศาลเบิกตัวนายฮาคีมมาสอบปากคำ นายฮาคีมปฏิเสธ ว่าไม่ได้ทำความผิด และไม่ยินยอมกลับไปบาห์เรน 
    ศาลจึงมีคำสั่ง ให้นายฮาคีมและทนาย ยื่นคำคัดค้านคำฟ้อง ภายใน ๕ เม.ย. นัดตรวจสอบพยานสองฝ่าย ๒๒ เม.ย.
    ในประเด็นพูดกันว่า อัยการจะถอนฟ้องนายฮาคีมได้หรือไม่นั้น มีคำตอบจากทีมโฆษกฯ ว่า
    "ไม่มีการพิจารณาในเรื่องนี้ ต้องรอกระบวนการพิจารณาของศาล" เท่านั้น 
    ที่สงสัยกันมาก.....
    "หมายแดง" อินเตอร์โพล ถือเป็นหมายจับหรือไม่ และเราจะต้องจับตามหมายนั้นเสมอไปหรือไม่ มีคำตอบว่า
    "หมายแดง" คือหมายจับของอินเตอร์โพล เวลามีการแจ้งลงระบบ ก็จะรับทราบทั่วกัน ในหมู่ประเทศสมาชิก 
    ถือเป็นการ "แจ้งเตือน" ให้ประเทศที่ได้รับแจ้งทราบว่า มีบุคคลที่มีหมายจับติดตัวอยู่เข้ามา
    กรณีนายฮาคีม ไทยได้รับแจ้งจากทางบาห์เรนด้วย ทาง "ตรวจคนเข้าเมือง" จึงได้กักตัวไว้
    และนี่ เป็นอีกประเด็นควรทราบ......
    คือไทยไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับบาห์เรน แล้วเราใช้หลักการอะไรในการฟ้อง?    
    มีคำตอบอีกเช่นกัน ว่า 
    การ "ส่งผู้ร้ายข้ามแดน" เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกที่จะช่วยกัน ในการติดตามจับคนร้าย มีด้วยกัน ๒ รูปแบบ 
    คือ แบบ "มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน" กับแบบ "ไม่มีสนธิสัญญาฯ"
    กรณีที่ไม่มีสนธิสัญญาฯ ต้องใช้ขั้นตอนมากขึ้น เช่น ต้องมีคำรับรองต่างตอบแทน 
    "ประเทศผู้ขอ" จะต้องระบุไว้เลยว่า หากอนาคตประเทศไทยจะขอความร่วมมือ ก็จะต้องช่วยกัน 
    ตรงนี้ต้อง "เขียนไว้ให้ชัดเจน" 
    ความผิดที่มีการขอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องตรงกันของทั้งสองประเทศ และต้องใช้วิธีทางการทูต คือจะต้อง "ส่งผ่าน" กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น 
    กรณีนายฮาคีม อัยการตรวจแล้ว เห็นว่าเข้าเกณฑ์ครบทุกประเด็น จึงดำเนินการให้  
    ความผิดนั้น ศาลบาห์เรนมีคำพิพากษาแล้ว การวางเพลิงเผาทรัพย์และมีวัตถุระเบิด เป็นความผิดอาญา ไม่ใช่ความผิดทางการเมือง อัยการจึงดำเนินการไปดังกล่าว
    และที่สังคมอยากรู้ ว่าอีกนานมั้ย กว่าศาลจะตัดสิน?
    ต้องดูวันที่ ๒๒ เม.ย.เป็นเกณฑ์.....
    ว่าทั้งสองฝ่ายจะเสนอบัญชีพยานต่อศาลมากน้อยแค่ไหน บัญชีพยานจะเป็นตัวบอกว่าเร็วหรือช้า
    แต่ทีมโฆษก อสส.สรุปไว้ดี คือท่านบอกว่า
    "ศาลไทยมีหลักกระบวนการพิจารณาอย่างรวดเร็ว เพราะความล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม"
    ก็ตามนั้น....สาธุ!
    นี่ผมสรุปจากบางประเด็น ที่ "ครบ" น่าจะหาตามข่าวได้หรอก
    ทีนี้ มาถึง "แถลงสำคัญ" ของกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเรียกเสียงชมอื้ออึง ว่า 
    เป็นภาษาทูตและภาษาทางราชการ "ฉบับแรก" ก็ว่าได้ ในมาดโจงกระเบน พาดสไบเฉียง 
    แต่อร่อย-จี๊ดจ๊าด เหมือนน้ำพริกไทย ที่ถึงครก-ถึงสาก
    เอ้า...อ่านดู คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ๖ ก.พ.๖๒
    "โดย สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงแคนเบอร์รา เมืองหลวงของประเทศออสเตรเลีย"
    "เรื่อง นายฮาคีม อัล อาไรบี ........
    กับปัญหาระหว่างออสเตรเลียกับบาห์เรน"
    ๑.ประเทศไทยไม่รู้จักนายฮาคีม ไม่มีอคติต่อตัวบุคคลและคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการมาไทยของเขา หากไม่ใช่ Interpol ของออสเตรเลีย ที่ได้แจ้งเตือนเรื่องหมายแดงของนายฮาคีมแต่แรก 
    และหากทางการบาห์เรนไม่ได้มีคำร้องขออย่างเป็นทางการให้จับกุมและส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายฮาคีม 
    ซึ่งไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอน คือ ให้จับเพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
    ๒.ทางการออสเตรเลียใช้เวลาหลายวันหลังจากที่นายฮาคีมเดินทางถึงไทยในการแจ้งการยกเลิกหมายแดง 
    ซึ่งในขณะนั้น กระบวนการทางกฎหมายในไทยได้เริ่มขึ้นแล้วและไม่สามารถย้อนกลับได้
    ๓.ขณะนี้ เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว ในการเดินตามขั้นตอนของกฎหมาย ฝ่ายบริหารไม่สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการได้ ซึ่งเป็นหลักสากลและเชื่อว่าออสเตรเลียก็ยึดถือหลักการนี้เช่นเดียวกัน
    ๔.ขออย่าได้ด่วนสรุปว่า ไทยจะส่งตัวนายฮาคีมให้กับบาห์เรน 
    เรื่องนี้ ศาลจะพิจารณาตามหลักฐานที่มีอยู่ซึ่งมีพื้นฐาน จากหมายจับ/หมายศาลของบาห์เรน เมื่อเขาหนีความผิดตามกฎหมายของประเทศบาห์เรนมา 
    และบาห์เรน ได้ขอให้คุมตัวเมื่อมาไทย พร้อมกับส่งเอกสารหลักฐานทางกฎหมายให้ฝ่ายไทย  พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะส่งฟ้องต่อศาลได้ จึงดำเนินการต่อไปแล้ว
    ๕.ขณะเดียวกัน ศาลไทยพร้อมรับหลักฐานทุกชิ้นทุกชนิดที่เป็นข้อเท็จจริงและเป็นธรรมต่อนายฮาคีมที่ทนายของนายฮาคีมจะนำส่งให้ศาลพิจารณา
    ๖.ไม่มีส่วนใดของไทยที่จะได้ประโยชน์จากการควบคุมตัวนายฮาคีม 
    แต่ในฐานะรัฐอธิปไตยที่มีพันธะทางกฎหมายและความถูกต้องต่อสังคมโลก ไทยได้มาพบว่าเพื่อนที่ดีของไทย ๒ ประเทศเกิดแย่งตัวบุคคลคือนายฮาคีมที่มาประเทศไทย ในภาวะดังกล่าว ไทยมีทางเดินอันชอบธรรมเพียงว่า (๑) ให้ความร่วมมือทางด้านกฎหมาย และ 
    (๒) เสนอแนะให้เพื่อนที่ดีทั้งสองนี้ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันด้วย หันหน้าหารือ หาทางออกในปัญหาซึ่งเป็นของตนเองเสีย 
    แทนการผลักดันหาทางออกทางอ้อมจากไทยซึ่งเผอิญจับพลัดจับผลูมาอยู่ในภาพของประเด็นปัญหานี้ ซึ่งเพื่อน ๒ ประเทศของไทยมีระหว่างกันมาแต่ก่อน
    ๗.การขอให้ออสเตรเลียกับบาห์เรนคุยกัน หาทางออกร่วมกัน จึงเป็นท่าทีโดยชอบธรรมของไทย 
    และไม่ว่าแนวทางออกร่วมกันดังกล่าวจะมาในรูปแบบใด ไทยก็ยินดีจะช่วยส่งเสริมให้เป็นจริงและบรรลุผลสัมฤทธิ์ที่เป็น win-win
    ๘.ไทยหวังว่าทั้งออสเตรเลียและบาห์เรนจะมีมิตรไมตรีที่ดีเพียงพอที่จะร่วมกันหาทางออกของเรื่องนี้ด้วยความจริงใจ 
    หากผลลัพธ์เป็น win-win เชื่อได้แน่นอนว่า คนไทยและผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ของโลก ที่รับรู้เรื่องนี้ จะสรรเสริญทั้งออสเตรเลียและบาห์เรนอย่างแน่นอน
    ครับ...
    ถ้าจำไม่พลาด "คุณนันทนา ศิวะเกื้อ" คือเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา และสำนวนนี้ ไม่น่าพลาดจากท่าน
    มีคนพูดกันว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"
    นี่เหมือนกัน อ่านแล้วสะเทือนถึงรากเหง้าแดนเดนคุกเลย!

.....................................................

8 กุมภาพันธ์ 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน