*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3510
  • จำนวนผู้ชม : 2299470
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 648 , 14:08:19 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน อดุลย์ , สาครงค์ โหวตเรื่องนี้

         9 กุมภาพันธ์ 2562

          ผมได้ปรามเด็กๆของผมใน FB ไม่ให้กล่าวถึง 'ฟ้าหญิง' ผู้ทรงสเลนเดอร์ที่จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ให้มากความเกินไปนัก

โดยเราในฐานะพสกนิกรภายใต้พระบารมีก็มีหน้าที่คำนึงถึงสถาบันเบื้องสูงเข้าไว้ก่อน เพราะพระบารมีแห่งราชวงศ์มิใช่หรอกหรือที่

ห่วงใยเราตลอดมา

         พระราชโองการที่ประกาศเมื่อคืนทีผ่านมา เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความยึดมั่นรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าสถาบันพระมหากษตริย์อยู่เหนือ

การเมืองโดยแท้

 

 
 
    
 

 

               ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท "ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี"

 

                ผู้ทรง "พระสเลนเดอร์" ว่า.........

                ข้อความไอจีส่วนพระองค์ที่ทรงโพสต์เมื่อวาน (๘ ก.พ.) ว่า

                "ขอขอบคุณสำหรับความรักและทุกกำลังใจ และความสนับสนุนจากพวกเราคนไทยทุกคน

                ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งที่สุด และอยากบอกว่า อยากเห็นพวกเราได้มีโอกาส มีสิทธิ์ที่จะมีโอกาสและมีความสุขในประเทศของเรา 

                และขอชี้แจงว่า ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว  ดิฉันจึงขอใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญกฎหมาย

                และข้าพเจ้ายินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติ ใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงการแสดงสิทธิ เสรีภาพ และความไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เหนือปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

                หากแต่การกระทำครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำด้วยความจริงใจ และความตั้งใจเสียสละในการขอโอกาสนำประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง"

                ข้อความนั้น.......

                ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ยึดมั่นสถาบัน ชาติ พระศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้อ่านแล้ว

                ตื่นเต้น-ปีติ-ยินดี ในความแปลกใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้มี-ได้เห็น

                รวมทั้งมี "ความหวั่นวิตก" เกิดสลับกันไป-มา ซาบซ่านอวลใจตลอดทั้งวัน!

                เพราะนับตั้งแต่ไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมาแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕

                ใต้ฝ่าพระบาทนี่แหละ ในความเป็นพระบรมวงศ์ แห่งสถาบันกษัตริย์ อันเป็นสถาบันอยู่เหนือการเมือง

                ทรงเป็น "พระองค์แรก"

                ที่ทรงก้าวข้ามเส้นแบ่ง อันเหมือนสายฟ้าเกิดกลางแดดฟาดเปรี้ยงกลางใจประชาชน ทั้งตระหนก  ตื่นเต้น ซาบซ่านปีติ ดีใจ ระคนสงสัย จับต้นชนปลายไม่ทัน

                เมื่อทราบว่า ใต้ฝ่าพระบาท

                "ยินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติ ใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี"

                เป็นข่าวกระฉ่อนฉาวเชิงวิพากษ์ทั่วไทยและทั่วโลกอยู่ขณะนี้

                ในด้านหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าปีติ ตื่นเต้น มากเช่นกัน

                ที่ประชาธิปไตยตามปรัชญานามธรรม "ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"

                วันนี้ ใต้ฝ่าพระบาท ทรงทำให้คำว่า "ประชาชน" ในระบอบประชาธิปไตย

                มีบุคคลใน "สถาบันพระมหากษัตริย์" เข้ามาเป็นส่วนด้วยแล้ว!?

                จากเดิมที่.........

                "สถาบันกษัตริย์" อยู่เหนือการเมือง เหนือการวิพากษ์-วิจารณ์ ก้าวล่วง และใครนำไปเกลือกกลั้วการเมืองไม่ได้

                เมื่อใต้ฝ่าพระบาท ทรงตั้งพระทัยเสียสละ

                ขอโอกาสนำประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง ด้วยเสนอตัวเป็น "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคการเมือง "ไทยรักษาชาติ"

                ข้าพระพุทธเจ้า ประชาชนด้อยศักดิ์แต่ชาติกำเนิด จึงเกิดจิตปีติซาบซึ้งในพระราชปณิธาน ที่จะทรงนำประเทศสู่ความรุ่งเรือง

                ถึงแม้ใต้ฝ่าพระบาท มีพระราชดำรัส ว่า......

                "ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว ดิฉันจึงขอใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญกฎหมาย"

                กระนั้นก็ตาม

                ด้วยแผ่นดินนี้ ก่อเกิดถึงวันนี้ ตราบอนาคต ก็จากพระโลหิตกระทั่งพระชนมชีพ "พระมหากษัตริย์" แต่ละพระองค์ทรงสร้าง             

                ใต้ฝ่าพระบาท ทรงลาจากฐานันดรศักดิ์ มาอยู่ในฐานะสามัญชน นั่นเป็นน้ำพระทัยของใต้ฝ่าพระบาท

                แต่ใจภักดิ์ต่อสถาบันของเหล่าพสกนิกร ใต้ฝ่าพระบาท คือหน่อเนื้อเชื้อไขแห่งพระมหากษัตริย์

                ทรงเป็น "พระราชธิดา"

                ใน "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร" และ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" พระผู้อยู่เหนือหัว-เหนือชีวิตพสกไทยนิรันดร์

                ฐานันดรศักดิ์ที่ใต้ฝ่าพระบาททรงลาออกได้ คือ....

                "ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์" ในฐานะ "สมเด็จเจ้าฟ้า"

                แต่ "พระสกุลยศ" และ "พระชาติกำเนิด"

                คือ ความเป็น "พระราชธิดา" ของพระมหากษัตริย์และพระราชินี จะทรงเป็นอยู่เช่นนั้น ตลอดไป

                ทั้งในสถานะ "พระบรมวงศ์"

                ทั้งในความเป็น "หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์" ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าโดยตรง

                แม้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชนก็ตาม แต่ความเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ นั้น ลาออกไม่ได้

                "สำนักพระราชวัง" จึงให้ใช้ว่า "ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี"

                เป็นการ "ถวายพระเกียรติ" พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ใน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่  ๙ และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ"

                ปรารภสัจจริงดังกล่าวนี้แหละ..........

                ข้าพระพุทธเจ้า จึงกราบทูลว่า ในความปีติ ยินดี จากปรากฏการณ์ที่ใต้ฝ่าพระบาท ทรงรับเป็น "ว่าที่นายกฯ"

                แต่ข้าพระพุทธเจ้า ก็มีความหวั่นวิตกปนอยู่!

                ด้วยไม่แน่ใจว่า.........

                ในความเป็นพระบรมวงศ์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์

                ใต้ฝ่าพระบาท จะเข้าลักษณะ "ต้องห้าม" ในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่?

                 ตามประกาศของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง "นายอิทธิพร บุญประคอง" เมื่อ ๒๘ ธ.ค.๖๑

                ข้อที่ ๑๗ ที่ว่า..........

                "ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใด นำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง"

                เพราะถึงแม้ใต้ฝ่าพระบาทจะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ แต่ ความเป็น "พระราชธิดา" ในพระมหากษัตริย์และพระราชินี

                รวมทั้งความเป็นพระเชษฐภคินี ใน "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" รัชกาลที่ ๑๐

                ว่ากันทั้งในนิตินัย ทั้งในหัวใจประชาชน

                ใต้ฝ่าพระบาท นับเนื่องใน "สถาบันพระมหากษัตริย์" โดยความเป็น "พระบรมวงศ์" ชั้นเจ้าฟ้า

                ก็ขอทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปว่า........

                ปลาบปลื้มที่ "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ทรงเสียสละ จะมาทำหน้าที่ "นายกฯ คนนอก" ในนามไทยรักษาชาติ นั้น ปลาบปลื้มได้

                แต่เผื่อ "ผิดหวัง" ไว้ด้วย!

                เพราะเมื่อวาน (๘ ก.พ.) ทุกพรรค ทั้งรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมทั้งรายชื่อ "ผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ" ของแต่ละพรรค

                เป็นแค่ขั้นตอนสมัคร ขั้นตอนเสนอรายชื่อ

                ต้องรอวันที่ ๑๕ กุมภา.......

                คือ ศุกร์หน้าโน้น กกต.จึงจะประกาศผลให้ทราบว่า ใครผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและไม่เข้าลักษณะต้องห้ามบ้าง

                ผ่านแล้วนั่นแหละ

                จึงจะมีสิทธิ์เข้าสนามแข่งขัน วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มี.ค.!

                กรณี "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ว่าที่นายกฯ พรรคไทยรักษาชาติก็เช่นกัน

                ตอนนี้ ทรงเป็น "คนนอก" ที่พรรคไทยรักษาชาติแจ้งต่อ กกต.ว่า ขอเสนอเป็น "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคเท่านั้น

                "ผ่าน-ไม่ผ่าน" ต้องรอผล ๑๕ กุมภา!

                เรื่องนี้ เห็นอื้ออึงมาก ในความเห็นส่วนตัว ใครก็ตามเป็นผู้ชักนำ

                ผมว่า ควรยก "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ไว้เหนือหัว เหนือเกล้า

                ไม่บังควรกราบทูลเชิญ "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ให้ทรงลงมาเล่นการเมือง

                ทางศาสนา เจ้าตัวดีนั่น ก็ใช้ธรรมกายไปเพื่อการเมือง จนวงการพระพุทธศาสนามีปัญหาทุกวันนี้

                แล้วนี่ ยังจะนำสิ่งเคารพ "บนหิ้ง" ในความหมายสถาบัน เบื้องสูง ให้ต้องมาเสียดทานแรงปะทะทางการเมือง "บนดิน"

                ทำไปเพื่ออะไร?         

                ถ้าแค่เพื่อ "ชนะเลือกตั้ง" ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอก มันมีอีกร้อยแปดพันเก้าวิธีที่ทำได้ โดยไม่ต้องไปโหนดึงสถาบัน

                กับชาวบ้านที่ห่างไกลข้อมูล เมื่อทราบว่า....

                บุคคลระดับเจ้าฟ้า แม้ลาออกแล้วก็ตาม ลงมาเล่นการเมือง

                จะให้เขาเข้าใจว่าอย่างไร?

                จะให้เข้าใจว่า..."ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ลงมาเองงั้นหรือ?

                ด้วยซื่อและด้วยความเป็นพสกนิกรยึดมั่นในสถาบัน ชาวบ้านก็ต้องเข้าใจว่า

                "ฟ้าส่งมา"!

                แน่นอน กรณีนี้ ในความเป็นพรรค-ความเป็นบุคคล เป็นคุณกับตระกูลเพื่อแน่

                แต่ในความเป็นประเทศ ในความเป็นสถาบันแกนหลักของชาติ

                กรณีนี้ "ไม่เป็นคุณเลย"!

                หมอกควันคลุมประเทศมานาน กำลังจาง ฟ้ากำลังใส ประเทศชาติ กำลังเข้าเกียร์ด้วยประชาธิปไตยเลือกตั้ง..เดินหน้า

                แล้วเมื่อวาน หมอกมืดทะมึนกลับคลุมประเทศอีก!

                ราชการงานเมือง มันก็บ่อนทำลาย

                วงการสงฆ์พุทธศาสน์ มันก็บ่อนทำลาย

                และนี่..........

                เป็นไพ่ตา "ล้มเค้า" ละซีท่า ดึงสถาบันสูงสุดของชาติ มาเล่นเป็นเดิมพัน!

                สรุป.....ตื่นเต้น สับสน กับปรากฏการณ์นี้ได้

                "ตกใจ" ก็ได้

                เลือกตั้ง ๒๔ มีนา เป็นไปตามกำหนดแน่

                ก็พากันไป "เข้าคูหา" แล้วแปลงความตกใจเป็น "กาเบอร์เดียว" ให้พรึ่บ...ก็จบ. 

 

09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

'แก้วสรร'ชำแหละทำไมการเมืองปัจจุบันถึงหนักแผ่นดินได้ถึงเพียงนี้!
    
 

“เราได้พยายามให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย ๓ ครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ จึงขอโอกาสครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อชาติ” ยงยุทธ ติยะไพรัช...พิษณุโลก ๖ มกราคม ๒๕๖๒

คำกล่าวข้างต้นของแกนนำระบอบทักษิณในร่างพรรคเพื่อชาติ ข้างต้น ยังผลให้ภาพบ้านเมืองหลังเลือกตั้งในอนาคตมืดหม่นลงในฉับพลัน ทางเลือกอันสับสนไร้ค่าถูกสร้างขึ้นมาอีกภาพหนึ่ง จากเดิมที่บอกว่าเราจะต้องเลือกทหารหรือประชาธิปไตย จะเอาลุงตู่หรือไม่เอาลุงตู่ ท่านตู้เย็นก็เติมมาอีกว่าเราจะให้ทักษิณกลับบ้านหรือไม่

ขณะที่เศรษฐกิจครัวเรือนฝืดเคือง คนใต้ขายลูกปาล์ม ๖๐ กิโล ได้เงินมาซื้อปลาทูเพียง ๑ กิโล ราคายางก็ตกต่ำตลอดกาล มาตรการปฏิรูปประมงก็ผลักดันต้นทุนธุรกรรมประมงไทยจนถีบตัวสูงลิ่ว โดนประมงพม่าเข้ามาทุบตลาดตลอดชายฝั่งแล้ว ส่วนข้าวไทยก็ยืนขาสั่น เพราะอินเดียเวียดนามทุ่มเทพัฒนาเกษตรกรรมเต็มตัว ประกาศจะขายข้าวให้ได้รายได้เพิ่มอีกสองเท่า ท่ามกลางความอับจนที่ลึกลงไปถึงพื้นฐานหรือแพลตฟอร์มเช่นนี้ ทางเลือกอุบาทว์ๆข้างต้นถูกผลักดันเข้ามาในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างไร

ทำไมการเมืองปัจจุบันถึงหนักแผ่นดินได้ถึงเพียงนี้??? 

ที่จะนำเสนอต่อไปนี้คือ สังเขปร่างคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของจำเลยคดี กปปส.ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยรับรองว่า การกระทำของตนเป็นการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านการเมืองที่หนักแผ่นดิน ใช้สิทธิเสรีภาพในระบบของระบอบประชาธิปไตยโดยผิดครรลองจนเติบใหญ่เป็นทรราชย์เลือกตั้ง  

คำร้องนี้ขณะนี้เป็นรูปร่างแล้วอยู่ระหว่างพัฒนาข้อมูลให้สมบูรณ์ มาวันนี้พอดีการเมืองไทยเริ่มจะหนักแผ่นดินอีก ผมจึงขอนำเสนอให้ท่านผู้สนใจได้พิเคราะห์แล้วสังเคราะห์ดูบ้างว่า ที่ผ่านมานั้นการเมืองเรามาจมปลักอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร และถ้าจะเลือกตั้งกันต่อไป ทำอย่างไรจึงจะไม่ชิบหายเหมือนที่ผ่านมา

ต่อไปนี้คือความจริงและความถูกต้องที่กลั่นตัวเป็นคำร้องในระบบกฎหมายแล้ว

สังเขปคำร้องศาลรัฐธรรมนูญให้รับรอง “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ในคดี กปปส.  


                                       ...........................................

๑.บทบัญญัติรับรองสิทธิ : รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ส่วนที่ ๑๓ มาตรา ๖๙

“มาตรา ๖๙ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

๒.“สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เป็นสิทธิพื้นฐานของปวงชนชาวไทย ใช้เพื่อยับยั้ง “เผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตย” คือคณะบุคคลที่ใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองโดยผิดครรลองรัฐธรรมนูญ ทำนองเดียวกันกับฮิตเลอร์ ที่จัดตั้งและพัฒนาขบวนการนาซี โดยอาศัยการเลือกตั้งใช้เวลากว่า ๑๐ ปี ก็ขึ้นครองอำนาจเด็ดขาด ใช้เสียงข้างมากงดใช้รัฐธรรมนูญ เป็นเผด็จการเต็มตัวในที่สุด “ระบอบเผด็จการพรรคการเมืองนายทุน” (ชื่อนี้ตั้งโดย ศจ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อันประกอบด้วยพรรคการเมืองและขบวนการมวลชน ก็เช่นกัน

๓.ระบอบนี้ถือการเมืองเป็นการลงทุนและถอนทุน ทั้งโดย พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว (ดูคดียึดทรัพย์) โดยทุนอื่นที่เข้าร่วมทุน (ดูทุนโทรทัศน์ คดีรถดับเพลิง กทม.) หรือโดยผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง ที่ยอมเข้าร่วมแปรสินทรัพย์ (สิทธิเลือกตั้ง) เป็นทุนประชานิยมต่างๆ ด้วย (ดูคดีจำนำข้าว) คิดอย่างนี้ทำอย่างนี้จึงผิดครรลองรัฐธรรมนูญชัดเจน

ระบอบนี้เคลื่อนไหวผิดครรลองด้วย เพราะตามครรลองรัฐธรรมนูญนั้น พรรคการเมืองต้องไม่จัดตั้งขบวนการมวลชนด้วยความเกลียดชัง เพื่อเอาประชาชนมาต่อสู้ทางการเมือง (ดูคดีก่อจลาจล ๒๕๕๓) ต้องไม่แบ่งแยกคนไทยตามชนชั้นหรือถิ่นกำเนิด หรือเขตเลือกตั้ง จนแตกแยกกันทั้งแผ่นดินสิ้นสมานฉันท์ ส.ส.ต้องเป็นผู้แทนคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเหนือหรืออีสาน

ระบอบนี้ใช้ระบบโดยถือหลักว่า “หีบเลือกตั้งคือกฎหมายสูงสุด” ลิดรอนสิทธิเสรีภาพบทบาทของเสียงข้างน้อยทุกโอกาส ใครไม่มาจากเลือกตั้งอย่ามาขวาง ไม่ว่า ศาล,องค์กรอิสระ หรือแม้กระทั่งสถาบันสูงสุด มีเสียงข้างมากแล้วจะล้มหรือรื้อรัฐธรรมนูญก็ได้ (ดูคดีศาลยับยั้งการล้มหรือรื้อรัฐธรรมนูญ), ยอมตนอยู่ใต้อำนาจคนนอกระบบหนีคดี เพื่อเอาอำนาจประชาชนมาพานายกลับบ้าน เกิดรัฐบาลหุ่นเชิด พรรคหุ่นเชิด ผิดรัฐธรรมนูญตั้งแต่ลงเลือกตั้ง มาจนถึงกฎหมายนิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชันก็ยังทำได้ 

๔.ที่กล่าวมาล้วนเป็นการแสวงอำนาจโดยผิดครรลองทั้งสิ้น ในส่วนความเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญนั้น ผ่านไป ๑๐ ปี ก็จัดตั้งปัจจัยอิทธิพลในสังคม ๔ ประการ คือ เงิน อำนาจ ความเชื่อ และพวกพ้อง จนสำเร็จ ใช้เงินสร้างอำนาจ–อำนาจสร้างเงิน, ใช้พวกสร้างอำนาจ-ใช้อำนาจสร้างพวก, ใช้อำนาจใช้เงินสร้างสื่อ-ใช้สื่อสร้างอำนาจสร้างพวก ฯลฯ พลวัตเหล่านี้พัฒนามา ๑๐ ปี โดนยุบพรรค ๒ ครั้ง, รัฐประหาร ๒ ครั้ง ต้องคดีเป็นสิบคดี จนนายและน้องต้องหนีคดีไปต่างประเทศ ก็ยังมีตัวตนฟื้นอำนาจได้เสมอจนทุกวันนี้ หรือแม้เลือกตั้งครั้งหน้าก็ตาม

๕.ขบวนการนี้แข็งแรงและอาละวาดเต็มตัว ตั้งแต่ยึดถนนบีบรัฐบาลประชาธิปัตย์ยุบสภาส่งน้องสาวเจ้านายเป็นนายกหุ่นเชิด ได้อำนาจแล้วไม่ทำหน้าที่ งานหลักคือพานายกลับบ้านให้ได้ จนเมื่อลงมือผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในพฤศจิกายน ๒๕๕๖ จุดนั้นก็ถือเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนใกล้ชิด ยับยั้งโดยกฎหมายและกลไกอื่นๆ ไม่ได้อีกแล้ว แม้กระทั่งยุบสภาก็ยังกล้าข้ามในหลวง ไม่เข้าเฝ้าถวายรายงานขอพระบรมราชโองการ ถ้าเปรียบเป็นงูเห่า ก็โตเต็มที่เลื้อยเข้ามาชูคอขู่ฟ่อๆ อยู่กลางบ้านแล้ว พอเจ้าของบ้านแห่ออกมา ก็หยุดผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษฯ เลื้อยหลบไปอยู่ใต้ตู้รองเท้า เช่นนี้ก็ต้องไล่ออกจากบ้านอยู่ดี จะอ้างว่าหยุดเห่าแล้วไม่ได้ ต้องถือว่าสิทธิต่อต้านโดยสงบของปวงชนชาวไทยเกิดขึ้นแต่บัดนั้น คือตั้งแต่ชูคอกัดรัฐธรรมนูญแล้ว คำร้องนี้จึงมีสาระสำคัญขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ช่วยวินิจฉัยรับรองสิทธิต่อต้านโดยสงบของปวงชนชาวไทยตรงจุดนี้ด้วย  

   

๖.จำเลยในคดี กปปส.และในคดีต่อต้านอื่นๆ จึงขอบารมีศาลให้ช่วยยืนยันสิทธิตรงนี้ก่อน ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรับคำร้องนี้เมื่อใด ผู้ร้องก็จะขอให้ศาลยุติธรรมยุติคดีไว้พลางก่อน หากศาลพิจารณาเหตุผลตามข้อ ๒–๕ แล้ววินิจฉัยว่าเกิดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญแก่ปวงชนจริงแล้ว คำวินิจฉัยนี้ก็จะผูกพันให้พนักงานอัยการต้องถอนฟ้องการกระทำที่ตนเห็นว่าอยู่ในกรอบต่อต้านโดยสงบออกไป ส่วนที่เห็นว่าน่าจะเกินเลยก็คงไว้ให้ศาลอาญาพิจารณาชี้ขาดต่อไปว่า จะมีความผิดหรือไม่หากศาลอาญาเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตก็ลงโทษได้โดยอาจลดโทษได้ตามควร   

๗.คำร้องนี้จึงไม่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงไปวินิจฉัยการกระทำของ กปปส.เลย เพราะขอให้พิจารณาถึงภัยอันเกิดจาก “เผด็จการพรรคการเมืองนายทุน” เท่านั้นว่ามีจริงหรือไม่ และเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๖ ภัยนี้ก็กำเริบชัดเจนใกล้ชิด จนปวงชนมีสิทธิต่อต้านแล้วหรือไม่เท่านั้น คำร้องนี้ขอให้ศาลดูที่เหตุการณ์บ้านเมือง ไม่ใช่ดูที่การกระทำของ กปปส.

๘.ประเด็นที่ว่า เกิดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยในพฤศจิกายน ๒๕๕๖ หรือไม่นี้ เป็นประเด็นร่วมในทุกคดีที่เกิดขึ้นในการต่อต้านเมื่อปีนั้น ทั้งคดีแกนนำ และคดีคัดค้านก่ารเลือกตั้งทั่วประเทศ ประเด็นนี้มีอยู่ในทุกคดี ต้องให้ศาลเดียวคือศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน แล้วมีผลผูกพันทุกคดี จะปล่อยให้ศาลในคดีอาญาแต่ละศาลวินิจฉัยไปจนขาดเอกภาพไม่ได้

๙.สำหรับฐานอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น คำร้องนี้เห็นว่ามีรับรองไว้อยู่แล้วในส่วนที่ ๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ส่วนช่องทางนั้น กฎหมายวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ (๓) ก็เทียบเคียงได้ การยื่นคำร้องก็ร้องต่อศาลได้โดยตรง เพราะเป็นคดีที่เกิดขึ้นในศาล และกระทบถึงสิทธิของจำเลยแล้ว เทียบเคียงได้กับกรณีตามมาตรา ๒๑๒ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

๑๐.ท้ายนี้ หากไม่ประสงค์จะให้เกิด “เผด็จการในเสื้อคลุมประชาธิปไตย” ขึ้นมาอีก คำร้องนี้ก็ได้วิเคราะห์นำเสนอ เป็นตุ๊กตาไว้แล้วว่า มีข้อใดบ้างที่คนไทยพึงร่วมกันคิดและเกิดสำนึก จนตกลงร่วมกันได้ว่า ในภายหน้ามีการกระทำใดบ้างที่จะต้องไม่มีให้เห็นอีก การได้คิดแล้วตกลงปรับศีลและวินัยทางการเมืองเช่นนี้ต่างหากคือการปรองดองอันแท้จริง ที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย เกิดขึ้นได้ ตกลงกันได้เมื่อใดบ้านเมืองหลังการเลือกตั้งคราวหน้าถึงจะสงบได้   ต่อไปนี้คือข้อที่สังเคราะห์ เสนอขึ้นมาเป็นตุ๊กตา ให้ใช้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันต่อไปเท่านั้น

ตัวอย่าง : ประมวลข้อห้ามที่สังคมไทยต้องคุยกัน เพื่อกลับไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

๑) นายทุนที่ลงเล่นการเมือง จะต้องขายหุ้นสัมปทานในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขายให้ญาติพี่น้องลูกหลานคนใช้คนขับรถ ฝ่าฝืนเมื่อใดจะอ้างว่าผิดพลาดโดยสุจริตไม่ได้ ต้องถือเป็นภัยต่อประชาธิปไตย

๒) หุ้นในตลาดหุ้นไทยที่ให้บริษัทต่างประเทศเป็นตัวแทนจัดการหุ้น ต้องมีหนังสือยินยอมของเจ้าของหุ้นอนุญาตให้บริษัทมีหน้าที่ให้ข้อมูลผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ตามคำขอ ก.ล.ต.ไทยเสมอ 

๓) นักการเมืองใดมีบัญชีเงินฝากในต่างประเทศต้องถือเป็นภัยต่อประชาธิปไตย ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นนักการเมือง

 

๔) นโยบายพรรคที่เสนอเพื่อรับเลือกตั้ง ต้องอยู่ในกรอบแนวนโยบายแห่งรัฐ นโยบายใดที่ไม่เป็นไปตามนี้ เช่น กฎหมายวางกรอบให้พยุงราคาข้าว ก็กลับล้ำเส้นให้รัฐบาลรับซื้อข้าวทั้งประเทศในราคาแพง นโยบายดังนี้จะรับรองไว้ในคำแถลงนโยบายหรือในงบประมาณแผ่นดินมิได้
            

๕) พรรคการเมืองจะจัดตั้งหรือสนับสนุนขบวนการมวลชน เพื่อเป็นเครื่องมืออาละวาดทางการเมืองของตนมิได้ พฤติการณ์เช่นนี้ต้องถือเป็นภัยต่อประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง 

๖) ผู้สมัคร ส.ส.ใด ไม่มีมติสาขาพรรครับรองการส่งสมัคร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นขี้ข้าของหัวหน้าพรรค  กกต.ต้องปฏิเสธไม่รับสมัคร 

๗) พรรคใดหรือรัฐบาลใดอยู่ใต้อำนาจและใช้อำนาจเพื่อตอบสนองประโยชน์ของต่างชาติหรือบุคคลนอกพรรค ทำตัวเป็นหุ่นเชิดหลอกประชาชน ต้องถือเป็นภัยต่อประชาธิปไตย

๘) การใช้งบประมาณราชการหรือรัฐวิสาหกิจว่าจ้างสื่อมวลชนในการใด หรือใช้ลงทุนทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานราชการใด โดยมีใบหน้าหรือชื่อนักการเมืองฝากเป็นโฆษณาแฝง ต้องถือว่าไม่มียางอาย จะกระทำมิได้ 

๙) ข้าราชการการเมืองใด พรรคใด ใช้อำนาจหน้าที่หรืองบประมาณแผ่นดินโดยเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์เฉพาะพวกพ้องหรือเขตเลือกตั้งไม่ถือตนเป็นผู้แทนของคนทั้งประเทศ ต้องถือเป็นพวกแบ่งแยกแผ่นดิน เป็นภัยต่อประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

๑๐) วิทยุหรือโทรทัศน์จะเป็นเครื่องมือชวนเชื่อของพรรคการเมืองใด หรือกลุ่มการเมืองใดไม่ได้ทั้งสิ้น ต้องถือเป็นภัยร้ายแรงต่อประชาธิปไตย

๑๑) การจัดรายการ “พบนายกฯ” รายงานผลงานรัฐบาลในสื่อวิทยุหรือโทรทัศน์ทุกอาทิตย์จะกระทำมิได้  การสื่อสารต้องมีขอบเขต ประชาชนไม่ใช่กบที่ต้องโฆษณาชวนเชื่อทุกอาทิตย์            

๑๒) การปฏิเสธ ให้ร้าย โจมตี การตรวจสอบของศาลหรือองค์กรอิสระ โดยพรรคการเมืองหรือนักการเมืองใด ถือเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ อันเป็นภัยต่อประชาธิปไตย

๑๓) ประธานและรองประธานของรัฐสภาหรือของคณะกรรมาธิการใด ที่ประพฤติตนไม่เป็นอิสระ ยอมตนอยู่ใต้บงการรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ต้องถือว่าเป็นภัยต่อประชาธิปไตย

๑๔) ข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ กับนักการเมือง ต้องเป็นอิสระจากกัน ไม่พึ่งพาหาประโยชน์หรือตำแหน่งหน้าที่ระหว่างกัน มิเช่นนั้นจะถือเป็นผู้บ่อนทำลายประชาธิปไตย

๑๕) การนิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชันผู้มีอำนาจจะกระทำมิได้ นักการเมืองใดริเริ่มผลักดันกฎหมายดังกล่าว ให้ถือเป็นคนทรยศต่อประชาธิปไตย

๑๑ คำร้องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเสนอโดยผู้ร้องต่างๆที่เป็นจำเลยในคดี กปปส. ต่างก็จะเสนอต่อศาลในคดีของตน โดยชุดคำร้องเดียวกัน มีสาระขอให้ทุกศาลส่งคำร้องนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของปวงชนเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเมื่อ ๒๕๕๖-๒๕๕๗

คำร้องนี้เป็นไปตามมาตรา ๒๑๒ ทุกศาลต้องส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเสมอ หากศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา ผู้ร้องก็จะร้องขอให้ศาลอาญาพักคดีไว้ก่อน เมื่อใดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ผลก็จะเป็นดังนี้

๑๑.๑.ถ้าวินิจฉัยว่า เกิดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญแก่ปวงชนจริง ทุกคดีที่สู้กับระบอบทักษิณ ก็จะได้รับผลอันเป็นคุณทั้งหมด ติดคุกอยู่ฐานขัดขวางเลือกตั้งก็ออกมาได้ ที่พิจารณาคดีอยู่ (เช่นคดี กปปส.) ส่วนหนึ่งอัยการก็ถอนฟ้องได้ (ส่วนที่เห็นว่าอยู่ในกรอบสันติวิธี) ส่วนที่ยังไม่ฟ้องก็ต้องยุติ (ถ้าเห็นว่าอยู่ในกรอบสันติวิธี) 

๑๑.๒.ข้อต่อสู้เรื่อง “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” นี้ จึงเป็นข้อต่อสู้ของมหาชน ที่ทุกคนที่ต้องคดี อาจหยิบยกขึ้นได้ทั้งนั้น สู้ขึ้นมาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ผลของคำตัดสินจะส่งผลไปทั่วทั้งระบบกฎหมายและการเมือง.

 

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 สาครงค์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 09/02/2019 เวลา : 21.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ
ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

สาครงค์
.................................
คุณเปลวเรียบเรียงความซับซ้อนให้คลี่คลาย จนคนอ่านเข้าใจโดยตลอด แล้วไม่ผิดไปจากความจริงอีกด้วย

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สาครงค์ วันที่ : 09/02/2019 เวลา : 18.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij

นับเป็นอีกครั้งที่คุณเปลว สีเงินแสดงความคิดเห็นอย่างคมคาย ขอให้พวกคิดร้ายมันแพ้ภัยตนเองด้วยเถิด

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน