*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3735
  • จำนวนผู้ชม : 2377131
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< มีนาคม 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 291 , 12:02:36 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         คนไทยจำนวนมิใช่น้อยพากันเป็นห่วงพรรคปชป.ว่าจะเดินผ่านความวิกฤติจุดนี้ของพรรคไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า เพราะ

ปชป.ห่วงใยความสง่างามที่จะรักษาปรัชญาของพรรค มากกว่าเป็นห่วงบ้านเมืองอย่างไม่ใยดี ทั้งๆที่ในอดีตที่ผ่านมา พรรคปชป.

ก็เคยร่วมอยู่กับรัฐาลทหารมาแล้ว

 

พรรคประชาธิปัตย์ 

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 

 

 

พรรคประชาธิปัตย์ (
ย่อ: ปชป.) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 เป็นพรรคการเมืองจดทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังดำเนินการอยู่[16] พรรคมีสมาชิกที่ได้แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ จำนวน 2,895,933 คน นับเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย และมีสาขาพรรคจำนวน 175 สาขา [17] แรกเริ่มก่อตั้งเป็นพรรคอนุรักษนิยมและนิยมเจ้า ปัจจุบันมีจุดยืนแบบเสรีนิยมอนุรักษ์(conservative liberalism) และนิยมตลาดแบบเสรีนิยมคลาสสิก[6][18]


ประวัติ

ในช่วงปี พ.ศ. 2489 ที่ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ร.ต.ถวัลย์ ยาวนานถึง 7 วัน 7 คืนติดต่อกัน รวมถึงการหาเสียงในเดือนสิงหาคมด้วย [19] ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ถูกนายทหารฝ่ายจอมพล ป. ที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทำรัฐประหารยึดอำนาจ นายควงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ และมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งแรกนายควง อภัยวงศ์ ได้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเมื่อ 5 เมษายน พ.ศ. 2489[19] โดยการประชุมรวมตัวกันของนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่บริษัทของนายควง ที่ย่านเยาวราช แต่ทางพรรคถือเอาวันที่ 6 เมษายน เป็นวันก่อตั้งพรรค เพื่อให้ตรงกับวันจักรีมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฝ่ายค้านคานอำนาจของ นายปรีดี พนมยงค์[19] ต่อมานายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังถูกกดดันจากกรณีสวรรคต ร.8 และรัฐสภาลงคะแนนให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ใกล้ชิดนายปรีดี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อ

หลังจากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก 6 ครั้งจนถึงปัจจุบัน คือในปี พ.ศ. 2518, 2519 (2 ครั้ง) , 2535, 2540 และ 2551 ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 4 ครั้ง และเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกรวม 16 ครั้ง โดยเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในกรุงเทพมหานครทันที และครองจำนวนที่นั่งในกรุงเทพมหานครจนถึงปี พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคแรกที่หาเสียงด้วยวิธีการปราศรัยด้วย โดยเริ่มใช้ตั้งแต่การเลือกตั้งในเดือนสิงหาคมปี พ.ศ. 2489[19]

ในปี พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำ "โครงการยุทธศาสตร์ประเทศไทย" (Thailand Strategy Project หรือ TSP) ขึ้น โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เพื่อรวบรวมข้อมูลทางวิชาการใน 19 ยุทธศาสตร์หลัก ใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนานโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ และจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะกับชุมชนวิชาการและประชาชนที่สนใจทั่วไป ผ่านทางเว็บไซต์ และเอกสารเผยแพร่ของโครงการ

ในปี พ.ศ. 2551 ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีสถานะเป็น "พรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีเงา ขึ้นตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบรัฐบาลเงาในระบบเวสต์มินสเตอร์ของประเทศอังกฤษ ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[20]

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลัง พรรคพลังประชาชน ถูกพิพากษายุบพรรคจาก คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 ทำให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย จาก การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548

พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงอันดับสองในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวนที่นั่ง 96 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง) มีฐานเสียงใหญ่อยู่ที่ภาคใต้ ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงจากภาคใต้ถึง 52 ที่นั่งจาก 54 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามพรรคไม่ได้รับการสนับสนุนมากนักในส่วนอื่น ๆ ของประเทศ (ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร ที่คะแนนเสียงแปรผันไปตามสถานการณ์ทางการเมืองแต่ละสมัย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 พรรคฯ ได้เสียงจากกรุงเทพเพียง 4 ที่นั่ง จาก 37 ที่นั่ง โดยที่พรรคคู่แข่งคือ พรรคไทยรักไทยได้ถึง 32 ที่นั่ง) ลักษณะเช่นนี้เหมือนกับพรรคเสรีนิยมของสหราชอาณาจักรที่ผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นส่วนใหญ่จะอยู่ในแคว้นสก็อตแลนด์ คือเป็นลักษณะภูมิภาคนิยม ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนสูงถึง 136 ที่นั่ง แต่พรรคได้รับเลือกเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น
 
โปสเตอร์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548
โปสเตอร์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548
  • ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน จากประชาชนทั่วประเทศ ในระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 7,210,742 เสียง
  • โดยการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แนวทางการหาเสียงว่า "เลือกให้ถึง 201 ที่นั่ง" และ "ทวงคืนประเทศไทย" อันเนื่องจากต้องการสัดส่วนที่นั่งในสภาฯให้ถึง 200 ที่ เพื่อที่ต้องการจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540นั่นเอง
  • หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 6 คณะ คือ

คดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549

ในช่วงเวลาเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการฟ้องร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในขณะนั้น ให้ดำเนินคดียุบพรรคไทยรักไทย เนื่องจากกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยมีการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ร้อยละ 20 ตามกฎหมาย และพรรคประชาธิปัตย์มีพยานบุคคลจากพรรคเล็กยืนยัน แต่ต่อมาพยานดังกล่าวได้กลับคำให้การกลางคัน และพรรคไทยรักไทยที่เป็นผู้ต้องหาในคดีกลับฟ้องร้องต่อ กกต. ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยกล่าวหาว่ามีการจ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย และมีพฤติกรรมที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงมีการนำคดีขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญช่วงวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมอีก 2 พรรค คือ พรรคชาติไทย และ พรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ด้วยการไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง โดยมีเหตุผลว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบสภา โดยไม่ชอบธรรม และต่อมามีคำวินิจฉัยของศาลให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจาก กกต. จัดการเลือกตั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น มีการหันคูหาเลือกตั้งที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นการลงคะแนนลับ

ต่อมาภายหลังการ รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คปค. ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายตุลาการคือ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น รับโอนอรรถคดีจากศาลรัฐธรรมนูญมาดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป จนกระทั่งวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และมีมติให้ยุบ พรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กที่ถูกฟ้องร่วมในคดี และวินิจฉัยให้ตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและพรรคเล็กทั้งหมด เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์ว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งจริง และขณะเดียวกันไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยหรือมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองตามฟ้องแต่อย่างใด

หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549

หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พรรคประชาธิปัตย์ถูกงดกิจกรรมทางการเมืองชั่วคราว จนกระทั่งได้มีกำหนดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอนโยบายบริหารประเทศชื่อว่า "วาระประชาชน" ใจความสำคัญว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" ในการรณรงค์เลือกตั้ง โดยได้เสนอต่อสาธารณะนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2549 มีกลุ่มนโยบาย 4 หัวข้อใหญ่

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้อันดับ 2 รวม 165 ที่นั่ง รองจากพลังประชาชนได้คะแนนอันดับ 1 ที่ได้ 232 ที่นั่ง โดยพรรคประชาธิปัตย์แบ่งตามภาคได้ดังนี้

พรรคพลังประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม ร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ คือ พรรคเพื่อแผ่นดินพรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย[ต้องการอ้างอิง]

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้ประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลเงา" หรือ "ครม.เงา" เพื่อตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและนำเสนอแนวทางการบริหารประเทศควบคู่ไปกับการบริหารงานของรัฐบาล ตามรูปแบบ "คณะรัฐมนตรีเงา" ใน "ระบบเวสมินสเตอร์" ของอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[21] โดยมีเว็บไซต์ www.shadowdp.com ในการเผยแพร่การปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.เงา

รัฐบาลผสม

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย) และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องพ้นจากตำแหน่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมโดยร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคกิจสังคม (ภายหลังพรรคมาตุภูมิได้เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน) พร้อมกับสนับสนุนให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ชนะพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ด้วยคะแนน 235 ต่อ 198 เสียง ในการลงมติ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และได้จัดตั้งรัฐบาลผสม เป็นคณะรัฐมนตรี คณะที่ 59 ของไทย

คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2553

คดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ด้วยมติสี่ต่อสองว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องมาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ปรากฏแก่ตนว่าผู้ถูกร้องฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ถูกยุบได้ ทว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องมาล่วงระยะเวลาสิบห้าวันดังกล่าวนี้ จึงไม่ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องสืบไป และให้ยกคำร้อง[24]อภิชาต สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า ใน พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเงินบริจาค จำนวนสองร้อยห้าสิบแปดล้านบาท จาก บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) แต่ไม่แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบ และใช้จ่ายไปโดยผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งเงินจำนวนยี่สิบเก้าล้านบาท ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดสรรให้จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 อนุมาตรา (2) และ (3) จึงขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ และตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 98[22][23]

หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554

หลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศยุบสภาในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เพื่อให้จัดตั้งการเลือกตั้งทั่วไป และหลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ได้แพ้การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 นายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และเป็นเหตุให้คณะเลขาธิการพรรค รองหัวหน้าพรรค ที่ปฏิบัติหน้าที่นั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด หลังจากนั้นได้มีการลงคะแนนเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และผลออกมาในวันที่ 5 สิงหาคมพ.ศ. 2554 หลังนายอภิสิทธิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับเลือกให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง พ.ศ. 2556

หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีผสมกัน แม้เขาโพสต์ลงเฟซบุ๊กขออภัยที่ไม่สามารถผลักดันแผนปฏิรูปประเทศและปกป้องประชาธิปไตยได้[25] และพร้อมร่วมคัดค้านรัฐประหาร หาก คสช. ไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะปฏิรูปอะไรและประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร และมีผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริงเสนอประชาธิปไตยที่ดีกว่า[26] แต่เขาก็โพสต์สนับสนุนให้ คสช. ใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อรับมือกับการต่อต้านรัฐประหาร[27]

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ประยุทธ์ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ควรใช้อำนาจเด็ดขาด อย่าเป็นนักประชาธิปไตยเหมือนสุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่าสนใจคำครหานินทาว่ามาจากรัฐประหาร หากทำดี แก้ปัญหาได้ ทำประเทศปรองดองได้ ทุกคนจะสรรเสริญ[28]

ผลการลงมติเลือกหัวหน้าพรรค

 
ผลการเลือกตั้งทั่วไป
 

ทิศทาง พรรคประชาธิปัตย์ ข่าวดัง 25 มีนาคม 2562 | 22:28 น.

เขียนโดย อีจัน
ทิศทาง พรรคประชาธิปัตย์
ก่อนหน้านั้น นายอภิสิทธิ์ เวชขาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยประกาศชัด ไม่เอาลุงตู่ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เขตเพียง 33 ที่เท่านั้น (ยังไม่รวม ส.ส.บัญชีรายชื่อ) นายอภิสิทธิ์ จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

วันนี้ พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ ต่างประกาศ พร้อมหาพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทั้งคู่ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี ส.ส. เขต จำนวน 33 คน จะยังคงยืน จุดยืนเดิมคือไม่เอาลุงตู่ หรือไม่ ล่าสุดแกนนำพรรค ประชาธิปัตย์ อย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า "ช่วงนี้ข่าวปล่อย ข่าวลือจะเยอะนะครับ อย่าไปให้นํ้าหนักกับข่าวมาก ส่วนเรื่องการสนับสนุนเพื่อไทย ผมขอยืนยันว่าในส่วนของผม ใครจะติดต่อหรือไม่ติดต่ออย่างไรก็ตาม คำตอบคือ "เป็นไปไม่ได้"

ส่วนนายถาวร เสเนียม ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยกับอีจันว่า การตัดสินใจของพรรคว่า จะร่วมรัฐบาล หรือสนับสนุนใครหรือไม่นั้น จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมของพรรค เพื่อขอมติในที่ประชุมซึ่งมีองค์ประชุมประมาณ 300 ท่าน

โดยหลักเเล้ว เมื่อหัวหน้าพรรค ลาออก คณะกรรมการก็จะเป็นผู้รักษาการ หลังจากนั้น จะมีการประชุมพรรค เพื่อเลือกตั้งหัวหน้า เเต่ในครั้งนี้ ข้อบังคับเดิมของพรรคจะถูกแก้ไขหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน
โดยคาดว่าในวันพรุ่งนี้ พรรค จะมีการประชุมหารือเพื่อหาทิศทางของพรรคต่อไป

งานนี้จะมีปรากฏการณ์การเมืองครั้งสำคัญ ประชาธอิปัตย์พลิกลิ้นหรือไม่ #ติดตามอย่างไม่กระพริบตา #ประชาธิปัตย์กับจุดยืนไม่เอาลุงตู่ #ประชาธิปัตย์พลิกอีกแล้ว #หมดเวลาเกรงใจ 

 

'ฟ้าของทารกเพิ่งลืมตาดูโลก'

    

              เลือกตั้งหนนี้.......

 

                พรรคที่แรงเหมือนยาฆ่าหญ้า คือพรรค "อนาคตใหม่"

                ยาฆ่าหญ้า ราดปุ๊บ หญ้าตายปั๊บ

                อนาคตใหม่ก็เช่นกัน ลงสนามปุ๊บ นักเลือกตั้งเก่าตายปั๊บ กองเป็นภูเขา

                อื้ออึงกันว่า อนาคตใหม่ เป็นสัญญาณแห่งยุคใหม่ คนรุ่นเก่า-คิดเก่า-ติดยึดสิ่งเก่าๆ ต้องถอยไป

                ถึงเวลาแล้ว......

                ที่ "คนรุ่นใหม่" จะเข้ามากำหนดทิศทางประเทศแทนคนรุ่นเก่า!

                ประชาธิปไตยเนื้อหาหลักที่ "ธนาธร-ปิยบุตร" ชูได้ใจ คือ การปฏิวัติกองทัพ แอนตี้การเกณฑ์ทหาร  เปิดประเทศรับโรฮีนจา เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

                การเคารพนับถือ "พ่อ-แม่-ศาสนา" กระทั่งการยิ้มของคนไทย เป็นสิ่งไม่จำเป็น และปัญญาอ่อน

                ที่ขับเน้นเด่นชัด.........

                อนาคตใหม่ ใต้นโยบาย "ธนาธร-ปิยบุตร" ปฏิเสธการมี "สถาบันกษัตริย์"!

                จากปราศรัยหาเสียง เหนือ-ใต้-ออก-ตก สามารถสรุปภาพกว้างในทิศทางนำของพรรคอนาคตใหม่ได้ว่า

                วิถีสังคมชาติที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เก่า ล้าสมัย ต้องโละทิ้ง เปลี่ยนใหม่หมด

                ยิ่งงานที่รัฐบาล คสช.ริเริ่มและทำไว้ ล้วนไม่ดี, ไม่ใช่ ต้องโละทิ้ง เปลี่ยนใหม่เช่นกัน

                มีสิ่งเดียวที่ "ธนาธร-ปิยบุตร" ไม่แตะ ไม่ลบล้าง เทิดเป็นสิ่งดี สิ่งเคารพ "สิ่งเดียว" ในสังคมไทย คือ

                "ประชาธิปไตยทักษิณ"

                และทุกสิ่งที่คนระบอบทักษิณทำ เช่น เผาเมือง ทุจริตจำนำข้าว จ้วงจาบหยาบช้าต่อสถาบัน

                รวมถึง โกงแล้วหนีคดี ไปเสวยสุขอยู่เมืองนอก!

                พ่อของฟ้าเทิดทูน!

                ปรากฏว่า แนวนโยบายอนาคตใหม่ ได้รับการตอบรับจากคนวัยแตกพาน กลุ่มเอ็นจีโอ อาจารย์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะนิสิต-นักศึกษา เทคะแนน

                ชนิดว่า "เหนือคาดหมาย"!

                ไม่นับรวม "ไทยรักษาชาติ" ที่ถูกยุบพรรค แล้วนำคะแนนมาเทกอง

                กว่า ๖ ล้านคะแนน ขมิบอีกทีเดียว ก็จะเกินหน้า "เพื่อไทย" พรรคแม่ ซึ่งได้แค่ ๗ ล้านกว่า

                แต่ถ้าพิเคราะห์ตัวเลขกันจริงๆ เลือกตั้งปี ๒๕๕๔ เพื่อไทยมี ๑๕ ล้านเสียง

                เลือกตั้ง ๒๔ มีนา ๖๒ ว่าไปแล้ว ๑๕ ล้านเสียงสวามิภักดิ์ทักษิณ ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่เหมือนเดิม

                เพียงแต่กระจายออกไปตามยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์พัน" จึงปรากฏที่เพื่อไทยเพียง ๗ ล้าน

                ส่วนอีก ๘ ล้าน ไปดูให้ดี ก็จะพบว่า........

                ไปอยู่ที่อนาคตใหม่ ๖ ล้าน, เพื่อชาติ ๔ แสน, ประชาชาติ ๔ แสน, เสรีรวมไทย ๘ แสน รวมแล้วก็  ๑๕ ล้านกว่าๆ พอดีกัน

                ที่มานั่งลงสัตยาบัน ๖ พรรค จองคิวตั้งรัฐบาลตามที่เห็นนั่นแหละ!

                แต่ตัวนำกระแสให้เกิดภาพว่า.........

                "อนาคตใหม่" เป็นสัญลักษณ์ของการส่งสัญญาณจากสังคมชาติ ต้องการ "ล้างเก่า-สร้างใหม่" โดยธนาธร-ปิยบุตร นั้น

                คือ "นิสิต-นักศึกษา" กลุ่มหนึ่ง ภายใต้การควบคุมกลไกของ "อาจารย์มหาวิทยาลัย" กลุ่มหนึ่ง ผู้ศรัทธาในทุนวิจัยจากตะวันตกและระบอบทักษิณ

                ตรงนี้ คือประเด็นที่อยากจะคุย

                ประเด็นอนาคตใหม่และธนาธร-ปิยบุตร ผมไม่สนใจในความเป็น "ตัวล่อเป้า" ที่เขาเชิดประเดี๋ยว-ประด๋าว เท่าไรนัก

                คือ ตอนนี้ "คนรุ่นพ่อ-รุ่นแม่" พูดกันมาก.......

                วิตกทุกข์ร้อนกันมาก ว่าเด็กๆ หมายถึงคนรุ่นใหม่ในวัยศึกษาวันนี้

                ทำไมจึงมีความคิด "หลุดกรอบ" ไปได้ถึงขนาดนั้น?

                ทำไมจึงยก "ธนาธร-ปิยบุตร" ทาสคิดคนเศษชาติ ขึ้นเป็นไอดอลของ "คนรุ่นใหม่"?

                ผมจึงอยากพูดตรงนี้ แน่นอน คงไม่ถูกใจ-ถูกจริตกันซักเท่าไร แต่เอาเถอะ ฟังได้ก็ฟัง ฟังไม่ได้ ก็(ต้อง) ฟัง

                ไม่ต้องไปห่วง ควรขอบคุณฟ้า-ดินด้วยซ้ำ ที่ส่งธนาธร-ปิยบุตร อุทิศร่างเป็น "อาจารย์ใหญ่" ตัวเป็นๆ

                ให้นิสิต-นักศึกษาได้เรียนรู้ "ภาคปฏิบัติ" ในสังคมจริง

                ผู้ใหญ่ทุกคนวันนี้

                ต้องเคยผ่านวัย "เร่าร้อน-แสวงหา-กล้าทดลอง" กันมาแล้วทั้งนั้น สิ่งถูกวันนี้ มาจากสิ่งผิดก่อนทั้งสิ้น

                แม้กระทั่งตำราที่นิสิต-นักศึกษาเรียนจน "ร้อนวิชา" ขณะนี้ คนเขียนก็เอาความผิดเป็นฐาน แล้วเอาที่ถูกมาจารเป็นตำรา อย่างนี้ทั้งนั้น

                เด็ก ๒-๓ ขวบ เห็นไฟ ไม่รู้จัก ก็อยากจับ

                จับแล้วร้องจ้า รู้ว่าสิ่งนี้ร้อน ก็จะไม่จับอีก

                นิสิต-นักศึกษาเช่นเดียวกัน ยิ่งเรียนรัฐศาสตร์ปีแรกๆ ด้วยแล้ว

                บ้าทฤษฎี บ้าตำรา เห็นอะไรก็อยากจะรื้อ อยากจะฆ่า อยากจะเผา อยากจะปฏิวัติโลก ขนาดนั้น

                มันเป็นวัยแสวงหา วัยลองผิด-ลองถูก

                หนุ่ม-สาววัยแตกพาน มันเป็นธรรมชาติ ฮอร์โมนอยากเด่น อยากดัง อยากทำ-อยากคิด ที่มันแหกๆ ออกไปแรงมาก

                เรียกว่า กระหายต่อการสร้างปมเด่น เพื่อการยอมรับและการสนใจจากผู้อื่น

                วัยศึกษา เป็นวัยอยู่ในสังคมจำลอง มหาวิทยาลัยเป็นสังคมคนวัยเดียวกัน อยู่ใต้กรอบความคิดนำของอาจารย์คนเดียวกัน

                เมื่อธนาธร-ปิยบุตร ถูกปั้นเป็นไอดอลคนรุ่นใหม่ กลุ่มอาจารย์ผู้รับงานมา บอกว่า...ความคิดนี้ ใช่

                มันก็ต้อง "ใช่" ตามอาจารย์!

                ก็เห็นอยู่โต้งๆ มิใช่หรือว่า นิสิต-นักศึกษา ที่เคลื่อนไหว พวกอาจารย์กลุ่มไหนเป็นตัวนำ?

                แต่ควรขอบใจ ทั้งนิสิต-นักศึกษา และทั้งอาจารย์หัวโจก "กากฝรั่ง-งั่งทักษิณ" ทั้งหลาย

                ที่ช่วยกันสร้าง "ประชาธิปไตยจำลอง" ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่าน "เฟิสต์โหวต" ส่งธนาธร-ปิยบุตรเข้าสภา

                จะได้รู้ด้วย "เข้าใจ" จากของจริงว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่อย่างธนาธร-ปิยบุตรนั้น

                สิ่งที่คิด-สิ่งที่พูด มันใช่ "สิ่งที่เป็นจริง" และเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติสังคมจริงมั้ย?

                ฉะนั้น ปล่อยเขา....

                ดูลูกหลานทดลองทฤษฎีคิด ผ่านตัวนายธนาธร-ปิยบุตร ในสังคมประชาธิปไตยโลกเป็นจริงอยู่ห่างๆ

                จะได้เข้าใจ ที่พลุ่งพล่าน ชี้หน้าด่าคนโน้น-นี้ว่า "สืบต่ออำนาจเผด็จการ" นั่นน่ะ

                เอาเข้าจริง "ธนาธร-ปิยบุตร" เข้าไปสร้างประชาธิปไตยในฝัน หรือเข้าไปซ้ายหัน-ขวาหัน สืบต่ออำนาจให้ "เผด็จการทักษิณกินเมือง"!?

                นิสิต-นักศึกษาในระบบประชาธิปไตยไซเบอร์ อย่าลืมว่า วันนี้ เขาแค่เด็กรุ่นลูก-หลาน

                "บ้านเมือง" เป็นของที่พวกอาจารย์กลุ่มหนึ่ง "หลอก" ให้เด็กตายแทน

                แต่พรุ่งนี้ จบการศึกษา จากมีเพียง "หน้าที่เรียน" พวกเขาต้องมีคำว่า "ความรับผิดชอบ" เพิ่มอีกอย่าง

                รับผิดชอบ ทั้งชีวิตตัวเอง ทั้งอนาคตชาติบ้านเมือง ในความเป็นผู้ต้อง "รับมรดกแผ่นดินไทย" ผืนนี้

                จากโลกจำลอง ไปสู่โลกจริงทางสังคม จากที่จ้องล้ม คอยจับผิด คอยประท้วง คอยชุมนุม คอยโพสต์ด่า

                ไปอยู่ในฐานะ อาจารย์บ้าง ข้าราชการบ้าง พนักงาน-ลูกจ้างบ้าง นักการเมืองบ้าง ตำรวจ-ทหารบ้าง เป็นพลเมืองดีบ้าง พลเมืองเลวบ้าง

                หรือไปเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทั่งเป็น กกต.อย่างที่จวกเขาแบบไร้สำนึกเยี่ยงคนมีการศึกษา

                เมื่อประสบการณ์ "ประชาธิปไตยจำลอง" วันนี้ มีเป็นบทเรียน สอนให้ "ได้รู้-ได้คิด" ผ่านไอดอล "ธนาธร-ปิยบุตร"

                ถึงวันนั้น........

                จากนักศึกษา ไปอยู่ในฐานะข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ-นักการเมือง หรืออะไรก็แล้วแต่               ที่มี "สังคมชาติบ้านเมือง" ให้ต้องรับผิดชอบ

                เขาจะได้ใช้ประสบการณ์ "คนรุ่นใหม่" อย่างธนาธร-ปิยบุตร ไปรับมือ "คนรุ่นใหม่" ในวันนั้น ที่จะมีเป็น "เวรกรรม" ตามสนอง สืบต่อเป็นรุ่นๆ นั่นแหละ

                นี่แค่ ๓-๔ วัน ก็เห็นบ่นกันอุบ "เลือกผิด เลือกใหม่ได้มั้ยเนี่ย?"

                เพราะไม่ทันไร พ่อของฟ้า ก็เอาเก้าอี้นายกฯ ไปประเคนให้สุดารัตน์ซะแล้ว

                เป็นการ "สืบต่อ" อำนาจทักษิณกินเมือง "แทนการสืบต่อ" อำนาจ คสช.สร้างเมือง!

                ผมจึงเห็นว่า ให้เด็กๆ เขาสร้างสมประสบการณ์ด้วยตัวเขาเองในรั้วมหาวิทยาลัยไปเถอะ

                ผู้ใหญ่เตรียมรถดับเพลิงไว้ห่างๆ อย่าให้เด็กเป็นอันตรายก็พอ

                ส่วนอาจารย์ที่เป็นอาจม ให้ไฟคลอกตายซะมั่ง...ก็ควร!

                ถ้าอาจารย์ พร่ำสอนศิษย์ ด้วยจิตวิญญาณอาจารย์แท้จริงแล้วละก็

                นิสิต-นักศึกษา "ส่วนหนึ่ง" ซึ่งเป็นส่วนน้อยดังที่เห็น

                จะไม่ "เขลา" ในคราบ "นักศึกษา"

                เป็นฟ้าที่มีพ่อ "คดในข้อ-งอในกระดูก" อย่างวันนี้. 

เส้นใต้บรรทัด

เส้นใต้บรรทัด

จิตกร บุษบา
วันอาทิตย์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562, 02.00 น.

ประชาธิปัตย์...จะยืนหยัดอย่างไร?

กลายเป็น “เป้า” ทางการเมือง ที่ทุกฝ่ายรุมทึ้ง รุมถล่มอยู่ในเวลานี้ ไม่เว้นแม้แต่คนในพรรคก็ขัดแย้งกัน เพราะมันเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเมืองที่ต้องการ “คำตอบ” จาก “ท่าที” ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะ “วางตำแหน่งแห่งหนทางการเมือง” ของตนอย่างไร ในช่วงเวลาที่ “การจัดตั้งรัฐบาล” ต้องการ “จำนวนชี้ขาด”พูดกันตรงๆ คือ การเรียกหาคำตอบจากพรรคประชาธิปัตย์เวลานี้ ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือ “เห็นคุณค่า” ในฐานะ “สถาบันทางการเมือง” ที่ดำรงอยู่มายาวนานถึง 72 ปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า และเศร้ากว่าคือ คนในพรรคเองก็ละล้าละลังกับ “โอกาสสุดท้าย” (ในความคิดของเขา) กับ “โอกาสที่จะยืนหยัดและยืนยัน” ว่า “หลักการ-อุดมการณ์” คือเครื่องค้ำจุนบ้านเมืองและการเมืองไทย

จะเข้าใจ “ความยากในการตัดสินใจ” ของพรรคประชาธิปัตย์ได้ ต้องเข้าใจ “ภาพรวมการเมืองไทย” ในเวลานี้ให้ชัดเสียก่อน มาไล่เลียงลำดับกันดูดังนี้ครับ

1) การเมืองไทยดำรงอยู่บน “ความขัดแย้ง” มานานนับ 10 ปีแล้ว และความขัดแย้งถูกใช้หนักหน่วงที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงขั้นใช้เงื่อนไข “ความเสี่ยงของประเทศ” เป็นเดิมพันในการเรียกคนมา “ลงคะแนน”

พวกหนึ่งใช้ความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกยึดครองโดย “เผด็จการทหาร” โดยงดเว้นการพูดถึง “เผด็จการประชาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตยทุจริต” ที่เป็นพฤติกรรมในอดีตที่กระทบต่อ “ความดี-ความชั่ว” ของฝ่ายตัวเอง

พวกหนึ่งใช้ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นสิ่งที่รักที่เทิดทูน ที่ต้องปกป้องจากฝ่ายชั่ว ถึงชนิดที่โค้งสุดท้ายของการหาเสียง ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และแนวร่วมอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และสื่อสมทบอย่างเครือทีนิวส์และเนชั่น อัดประเด็น “สถาบัน” ที่ถูกสั่นคลอนหนักหน่วงมาก จากฝ่ายที่เคยใช้วาทกรรม “ไพร่-อำมาตย์” เดิมในการปลุกเร้ามวลชน และฝ่ายอนาคตใหม่ ที่เกี่ยวเนื่องกับการสนับสนุนหนังสือ “ฟ้าเดียวกัน” ที่เนื้อหานั้น มุ่งเน้นเรื่องสถาบันเป็นหลัก แต่ไม่ใช่ในทางสรรเสริญ และพฤติกรรมทางวิชาการของเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่วิพากษ์กฎหมาย ม.112 เอาไว้ในหลายวาระ

การใช้ “สถาบัน” เป็นเงื่อนไขทางการเมือง เป็นเรื่องที่ “น่ากลัวและสุ่มเสี่ยง” มาก เพราะเราวางหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง” ระเบียบ กกต. ก็ห้ามหาเสียงโดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีการใช้สัญลักษณ์ ท่าที หรือบรรยากาศที่บ่งชี้ ให้สถาบันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้อง “เลือกข้าง-เลือกฝ่าย”

2) แรกทีเดียว ฝ่ายพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายเปิดเกมก่อน ให้คนต้องเลือกว่า จะอยู่กับฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งในเวลานั้น ก็ผลักพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่ฝ่ายทหารเช่นเดียวกัน เพื่อสานต่อวาทกรรมและภาพจำเดิมๆ ที่โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ไว้ได้สำเร็จคือ “ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร” และเกี่ยวพันกับม็อบ กปปส. เพื่อเรียกทหารออกมายึดอำนาจ เกมจึงถูกกำหนดให้ “เลือกข้าง” มากกว่า “เลือกผู้แทน” ไปแก้ปัญหา เพราะหากกำหนดเกมให้เลือกผู้แทน ก็ต้องแข่งกันที่ “ตัวคน” กับ “นโยบาย” ซึ่งฝ่ายพรรคเพื่อไทยจะมีปัญหา เพราะตัวคนที่เหลือรอด
จากคุกและคดีความต่างๆ ตลอดจนการดูดของพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นระดับ “แถวสองแถวสาม” ไม่ได้โดดเด่น แม้กระทั่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เอง ก็ไม่ใช่ผู้นำ (Leader) แถวหน้า จึงจะเห็นได้ว่า หาเสียงสักระยะหนึ่ง ต้องดึงเอานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาช่วยเรียกกระแส ส่วนนโยบาย ก็มี “แผลเน่า” ที่ยังรักษาไม่หายติดตัวอยู่ คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่ล้มเหลวทั้งทางตัวเงินงบประมาณที่ใช้ การทำลายตลาด และการทุจริตของผู้ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อขาย “ตัวคน” กับ “นโยบาย” ไม่ได้ ก็ต้องหาจุดขายอื่น ดีที่สุดคือ “ความขัดแย้งเดิมๆ” อันเป็นประสบการณ์จากการถูกรัฐประหารในยุคทักษิณ คือ นิยามผูกขาดให้ฝ่ายตัวเองเท่านั้นที่เป็น “ประชาธิปไตย” และอีกฝ่ายเป็น “เผด็จการสืบทอดอำนาจ” เอาเปรียบจากการเขียนกฎหมายนำทางให้ตัวเองได้เปรียบในการเลือกตั้ง มีข้าราชการ อำนาจรัฐ และงบประมาณแผ่นดิน เป็นกระสุนดินดำ หรือเครื่องมือในการเอาชนะทางการเมือง จนถึงขั้นต้องใช้วิธี “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ด้วยข้ออ้างว่า “รัฐธรรมนูญบังคับให้เราต้องทำอย่างนี้”

3) แม้พยายามจะให้ “ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ไม่ให้แสดงตัวเป็นผู้กำหนดทิศทางพรรคเพื่อไทยมากนัก เพราะสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายใหม่ที่โทษถึงขั้นยุบพรรค แต่การหนีบ “พานทองแท้ ชินวัตร” ลงหาเสียงภาคอีสาน ก็ไม่ต่างจากการนำ “โลโก้ชินวัตร” ไปยืนยันกับชาวบ้านนั่นแหละ เพราะคะแนนนิยมในตัวทักษิณยังมีอิทธิพลต่อผู้เลือกในบางพื้นที่ นอกจากนี้ เรื่องเผด็จการหรือประชาธิปไตยไม่ได้มีผลกับชาวบ้าน ดังนั้นการโจมตีเรื่อง “อยู่กับเรากระเป๋าตุง อยู่กับลุงกระเป๋าแบน” ก็ถูกใช้คู่กันไป มีผลไหม มีผลครับ มีผลให้เงินไหลเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคล่องแคล่วขึ้นในบัดดล ไม่รวมถึงเงิน อสม. เบี้ยคนชรา การแจกเอกสารสิทธิ และการตรวจเยี่ยมราชการของรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีถี่ยิบ ชนิดที่ 5 ปีที่เป็นรัฐบาลมา ไม่เคยถี่อย่างนี้มาก่อน

4) สั่นคลอนหนักหน่วงที่สุด คือการ “หงายไพ่” ชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันนั้นเองที่เงื่อนไข ระหว่าง “สถาบัน” กับ “ผู้เป็นภัย” กลายเป็น “โจทย์ของการเลือกตั้ง” ครั้งนี้ทันที เพราะไม่มีใครเชื่อว่า ลำพังหัวหน้าพรรคกับเด็กๆ กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติจะสามารถ “ดีล” จนได้ชื่อดังกล่าวมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค

5) ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิชาการค่ายธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กับบีบีซีไทยว่า เป็น “สมาร์ทเกมส์” แต่ก็เป็น “แดนเจอรัสเกมส์” ของทักษิณ ซึ่งสุดท้ายพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ และ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็น “สัญลักษณ์” ของ “ผู้ถูกเลือก”

6) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เล่นกับกระแสการถูกยุบของไทยรักษาชาติทันที ทั้งแถลงการณ์ของพรรคที่ออกมาทันควันหลังศาลสั่งยุบไทยรักษาชาติ ที่ถูกตั้งข้อสังเกต
ว่า พูดถึงแต่ “การปกครองในระบอบประชาธิปไตย” ที่ไม่มีคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ตลอดทั้งแถลงการณ์นั้น ตามติดมาด้วยการพบปะนักศึกษา และขายนโยบายว่า “ภารกิจ 2475 ยังไม่จบ”

7) ในบรรยากาศที่ประชาชนและเยาวชน “ผู้เลือกหน้าใหม่” ถูกชี้นำ ถูก “บังคับให้เลือก” ด้วยความเกลียด ความกลัว ความโกรธ อยู่กลายๆ เช่นนั้น มีหรือที่จะรอดสายตาของนักการเมืองที่เห็นการเมืองมา 27 ปี อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร หรือมีเหตุผลอย่างไร
ในการประกาศ “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอาฝ่ายบกพร่องโดยสุจริตและทุจริตเชิงนโยบาย” ก็กลายเป็นสายฟ้าที่ฟาดลงมาในสนามเลือกตั้งที่กำลังเล่นเกม “เลือกแค่ 2 ข้าง” ก็พอ

8) คนตีความไม่ออก ว่าอภิสิทธิ์เสนอ “ทางเลือกที่ 3” เพื่อพาคนออกจาก “การเผชิญหน้า” ที่สุ่มเสี่ยง แต่กลับไปตีความว่า “โง่ เซ่อ บ้า หลงตัวเอง” ชั่วโมงนี้แกเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ สะเออะมาเสนอตัวเป็นทางเลือกที่ 3 เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี ในเกมแห่งการกดดันให้คนเลือกเพราะโกรธ กลัว เกลียด หรือเบื่อโลกใบเก่า มาเอาโลกใบใหม่ด้วยกัน “ทางเลือกที่ 3” ที่อภิสิทธิ์เสนอ กลายเป็นทางตันของประชาธิปัตย์เอง ชัดเจนว่าคนไม่ต้องการเดินออกจากความขัดแย้งหรือการเผชิญหน้า แต่ดูเหมือนว่าต้องการ “แตกหัก” จึงไม่เลือกนโยบายที่แข็งแรงและดีมากของพรรคประชาธิปัตย์ ผสมโรงด้วยระบบบัตรใบเดียวและการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่ได้ทำให้คนสนใจตัวคนตัวนโยบาย แต่เป็นการ “ประกวดนายกฯ” คนจึงไม่ได้มองว่า “สงครามการเมือง” ยกนี้ อภิสิทธิ์คือนักรบของเขา ต้องเลือกเอา ว่าจะเป็น “ลุงตู่” หรือศัตรูของชาติ แคมเปญ “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่” จึงเกิดในโค้งสุดท้ายจากฝ่ายพลังประชารัฐ และอัดอภิสิทธิ์ชนิดไม่เกรงใจข้อเท็จจริงของสุเทพ เทือกสุบรรณ กะว่า “กลบฝังอภิสิทธิ์” ให้มิดที่สุด เพื่อยักย้ายคะแนนของประชาธิปัตย์ ที่เดิมคิดว่าจะเป็น “แนวร่วมหนุนลุงตู่” ด้วยกัน ไปเป็นของตน พร้อมๆ กับการบดบี้เสียงของประชาธิปัตย์ในต่างจังหวัด ผลลัพธ์จึงทำให้ กทม. ประชาธิปัตย์ตายสนิท และต่างจังหวัดก็รอดมาได้ด้วย “คนจริง-ของจริง” จากพื้นที่โดยแท้

9) ผมตีความตามประสาผมเองว่า เกมทั้งหมดถูกกำหนดโดย “ทักษิณ” ซึ่งไม่ได้แปลว่านายทักษิณเป็นผู้กำหนด แต่คำว่าทักษิณนั้น มีความหลอกหลอน “สยองขวัญ” ต่อการเลือกครั้งนี้ จนไม่เหลือปรัชญาของการ “เลือกผู้แทน” ที่แท้จริงหลงเหลืออยู่เลย เชื่อว่าวันนี้ หลายคนในหลายพื้นที่จำชื่อผู้แทนที่ชนะการเลือกตั้งของตนไม่ได้ด้วยซ้ำไป เพราะมันไม่ใช่การเลือกคน แต่เป็นการ “เลือกข้าง”

10) 8 กุมภาพันธ์ คือสัญญาณของการเลือก เมื่อฝ่ายทักษิณ “ทิ้งไพ่” ใบหนึ่ง เพื่อ “เรียกไพ่” อีกใบหนึ่งให้หงายออก ปฏิบัติการนี้จบเกมของทักษิณ ที่จะ “พลิกฟ้าท้าทายแผ่นดิน” แล้วคะแนนปลิ้นมาอยู่กับ“อนาคตใหม่” อย่างไม่มีใครคาดคิด เปิดเกมใหม่ให้ธนาธรทวีตว่า “คะแนนของคนเลือกอนาคตใหม่ คือคะแนนของการต้องการความเปลี่ยนแปลง”

11) สัญญาณของการ “บีบให้คนชี้ขาด” ยังส่งผ่านท่าทีของกองทัพ ที่ออกถี่ๆ ท่าทีของบิ๊กตู่ ที่อยู่ๆ รายการศาสตร์พระราชาคืนวันศุกร์ก็กลายเป็นตอน “เพลงของพ่อ” โดยที่บ่ายๆ ของอีกวัน ก็โพสต์ภาพ “อ่านหนังสือ” ซึ่งลองไปขยายดู “หนังสือเล่มนั้น” กันดูนะครับ ก่อนที่กลางดึกของคืนก่อนเลือกตั้ง โทรทัศน์ประเทศไทยก็มีรายการพิเศษช่วงสั้นๆ ออกมา

12) ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า การเลือกตั้งรอบนี้ ไม่ได้พูดกันที่ “ตัวคน-นโยบาย” แต่ตัดสินกันที่ “ท่าที-ฟากฝ่าย-สัญลักษณ์” ความปรารถนาของนายอภิสิทธิ์ ที่จะพาคนออกจากการเผชิญหน้าและขัดแย้ง ไม่ว่าจะไปทางซ้ายหรือทางขวา ล้วนหนีไม่พ้น “การเผชิญหน้า” กัน จึง “ไม่ถูกเลือก” ในเกมนี้ ส่งผลให้อภิสิทธิ์ประกาศ “ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ทันที เพื่อยืนยันว่า นักการเมืองที่ดีต้องมี “สัจจะ” นี่คือ “ประชาธิปไตยสุจริต”

13) ประชาธิปัตย์จมอยู่กับเสียง “สมน้ำหน้า” จาก “คนชัง” ที่หวังให้ช่วยหนุนลุงตู่ และ “กำลังใจ” จากคนรัก ที่ชื่นชมในการยืนหยัด “อุดมการณ์” คนสองฝั่งนั้น ยังไปไม่ถึง “หัวใจของท่าที” ของประชาธิปัตย์ครั้งนี้ทั้งสิ้น นั่นคือ “เอาคนออกจากความขัดแย้ง ก่อนที่บ้านเมืองจะวิกฤติไปยิ่งกว่านี้” มาจนวันนี้ “ความขัดแย้งที่ว่า” ยังตามมากดดันประชาธิปัตย์ว่าจะเอายังไงจะมาช่วยฝ่ายลุงตู่ ซึ่งเท่ากับช่วยชาติ หรือจะกอดอุดมการณ์จนตาย แถมเป็นฝ่ายไม่เอาลุงตู่ในทางอ้อมอีกด้วย อย่างนี้ไปโหวตช่วยสุดารัตน์เสียเลยไหมล่ะ

14) ก้าวต่อไปของบ้านเมืองคืออะไร ในเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกองคาพยพถูกลากลงมากองเป็น “เดิมพัน” ของการต่อสู้กันเสียหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย (เขียนเพื่อจะชนะ-ตามที่ถูกกล่าวหา) ไม่ว่าจริงหรือเท็จ นั่นทำให้กฎหมายหมดความน่าเชื่อถือ องค์กรอิสระต้องสงสัย (เช่น กกต. ที่เริ่มจะหมดความน่าเชื่อถือ) กองทัพ (ที่แสดงตนอยู่ตลอดเวลา) สถาบัน (ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ ถูกอ้างถึง ถูกตีความ) และประชาชน (ถูกทำให้แตกแยก และโกรธเกลียดกันอย่างหนักหน่วงขึ้นทุกทีๆ

ในท่ามกลางบรรยากาศที่ ความถูกต้องของฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่ความถูกต้องของฝ่ายหนึ่ง ความถูกใจของฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ใช่ความถูกใจของอีกฝ่ายหนึ่ง เรากำลังใช้สิ่งเหล่านี้ หรือเรากำลังถูกล่อ
ให้ใช้สิ่งเหล่านี้จนหมดหน้าตัก จนกลายเป็นความสูญเสียความเป็นกลาง ความเป็นกติกา ความเป็นผู้ระงับยับยั้ง ความเป็นผู้ตัดสิน ความเป็นที่ยุติ

รั้วที่ปลอดภัย เขตอภัยทาน และมาตรการดับวิกฤติในฐานะผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ถูกทำให้เกี่ยวข้องกับการเมืองไปหมดแล้ว ความปลอดภัยของบ้านเมืองจึงอยู่ที่ใจของคนในชาติแล้ว ว่าจะ
หาหนทาง “อยู่ร่วมกันด้วยความแตกต่างหลากหลาย” หรือไปถึงจุด “เห็นดำเห็นแดง” กันสักที

15) ในความเห็นของผม บัดนี้ เดิมพันสุดท้ายของฝ่ายเห็นต่างคือ เร่งรัดให้ “ประชาธิปัตย์” ในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง “ชี้ชัดสงครามยกนี้” โดยไม่ยอมให้มี “ทางที่สาม” อย่างที่ประชาธิปัตย์พยายามมาตลอดการเลือกตั้ง ถ้าเขาลากประชาธิปัตย์ไปจบที่ข้างหนึ่งข้างใดได้ชัดๆ (พูดง่ายๆ ว่าบังคับให้แสดงตนเลือกข้าง) เช่น ไปอยู่กับฝ่ายได้เปรียบทางกฎหมาย ทางทรัพยากร ในนามของการ “เห็นแก่ประเทศชาติ” แบบที่ฝ่ายเรียกร้องแต่ไม่เลือก ปชป. กำลังกดดัน (คือใช้คำว่า ถ้าไม่เลือกข้างลุงตู่ แปลว่าแกจะไปอยู่กับอีกข้างใช่ไหม หรือถ้าไม่เลือกอะไร แล้วบ้านเมืองถึงทางตัน เป็นความผิดของแกนะ แล้วแกจะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกเลย) หรือจะไปร่วมกับอีกฝ่ายเพื่อ “ปิดสวิตช์ สว.” ที่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือแทรกแซงการเลือกนายกฯ หรือจะเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” ซึ่งก็ยากที่จะทำให้คนที่กำลัง “มีอารมณ์จะเลือกข้าง” ยอมรับและเข้าใจ ซึ่งจะถูกตีความว่าเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ให้แก่ “ฝ่ายทำลายชาติ” ตามบรรยากาศที่ถูกปูพื้นมา ขณะที่อีกไม่น้อยก็เชื่อตามวาทกรรมที่ว่า เป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย”

จึงเป็นเรื่องยุ่งยาก หนักหน่วง ว่า ประชาธิปัตย์จะยืนหลัก หรือจะถูกลากถูกผลักไปอยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ประเทศไทยเหลืออยู่แค่ 2 ก๊ก 2 ทาง 2 ฝ่าย ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากันตลอดเวลาจริงๆ นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากแก่การตัดสินใจของ ปชป. อย่างแท้จริง!!

16) คฑาเพชร แก่นแก้ว ผู้สมัคร ปชป. เพชรบูรณ์ โพสต์ข้อความหนึ่งที่สะท้อนสมการที่น่าสนใจว่า “...จะกำจัดระบอบทักษิณ โดยลุงตู่ โดยการให้ประชาธิปัตย์ไปร่วมกับลุง แล้วจำเลยต่อไป
คือประชาธิปัตย์เป็นคู่ขัดแย้งวนมาอีก ฝันร้ายอีกแล้ว”

ประชาธิปัตย์ถูกวางฐานะแค่ “เครื่องมือสุดท้าย” ในการเสริมพลังทำลายฝ่ายทักษิณ ซึ่งก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรเลยว่าจะทำลายได้ ก็ดูสิครับ รัฐประหารมา 2 ครั้ง คดีโกงชัดเจนออกปานนั้น 
น้องสาวหนีออกนอกประเทศ ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฆ่าคนให้ตายซ้ำ โดยไม่มอบกระบวนการยุติธรรมให้แก่เขา ก็หาได้มีคนถือสาไม่ยังเลือกกลับมาใหม่ ให้ที่นั่ง สส. สูสีกัน เดิมๆ ด้วยผู้เลือกหน้าใหม่ และคนเก่าที่เบื่อการเมืองแบบเก่าๆ เทคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่มาเป็นแนวร่วมที่เกือบจะขึ้นเป็น “หัวหอก” ได้ คิดหรือครับว่า ชนะอีกฝ่ายตั้งรัฐบาลรอบนี้ได้สำเร็จ แล้วบ้านเมืองจะสงบ จะสยบหรือจบ “ระบอบทักษิณ” ได้?!?

ความหมายของ “อารมณ์ผู้คน” ในเวลานี้ก็คือ ไม่มีที่ให้ประชาธิปัตย์ยืนยันเลยว่า บ้านเมืองไปต่อได้โดยไม่ต้องเลือกข้าง แต่สร้างหนทางที่จะอยู่ร่วมกันบนความต้องการที่หลากหลาย 
ด้วยการทำ “ประชาธิปไตยให้สุจริต” ให้เป็นที่ยอมรับได้ ให้ถูกต้อง โดยไม่ต้องแบ่งฝ่าย แล้วทุกองคาพยพของแผ่นดินจะไม่ถูกใช้หรือถูกทำลาย ในสภาพ “เดิมพันทางการเมือง” อย่างที่กำลังเป็นอยู่!!

นันทเดชดีดปาก'ไอติม'ผุดข้อเสนอฝ่ายค้านอิสระ

    
 

ลืมการร้องเพลงชาติหน้าเสาธงตอนเด็กๆแล้วหรือไอติมว่าเนื้อเพลงมันว่าอย่างไร หรือไม่ก็ออกไปอยู่อนาคตหมด เสียเลย

‘ผลประโยชน์’ ตัวแปรอำนาจ เปลี่ยน ‘รบ.ลม’ สู่ ‘รบ.จริง’

    
 

                 อัดอึดกันมาตลอดสัปดาห์ กับบรรยากาศการเมืองหลังปิดหีบเลือกตั้งและนับคะแนนเสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนการแข่งกันตั้งรัฐบาล ระหว่าง “เพื่อไทย” และ “พลังประชารัฐ”

                ต่างฝ่ายต่างอ้าง “สิทธิ์ กันเป็นหัวหอกในการจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งใช้ตัวเลข ส.ส. อีกฝ่ายหนึ่งใช้คะแนนเสียงประชาชนทั้งประเทศ

                แต่นั่นเป็นเกมชิงจังหวะ เพื่อสร้างความชอบธรรม เพราะโดยกติกาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มุ่งเน้นผลลัพธ์ว่า ใครสามารถรวมเสียงตั้งรัฐบาลเป็นสำคัญ

                พรรคเพื่อไทยอาจระบุว่า พวกเขาสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะมีจำนวน ส.ส.ของพรรคพันธมิตรที่ร่วมลงสัตยาบันเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด แต่มันเป็นเพียงตัวเลขที่เกิดจากการคำนวณของตัวเอง ซึ่งคำตอบสุดท้ายอยู่ที่ กกต.ว่าใครจะได้เท่าไหร่

                การประกาศจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว จึงเป็นเพียงชัยชนะในแง่ของการช่วงชิงจังหวะประกาศบอกต่อสังคมเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติมันยังเป็นเพียง รัฐบาลลม

                เพราะวันนี้แม้ กกต.จะประกาศผลคะแนน จนสามารถนำมาคำนวณ ส.ส.ของตัวเองได้ ทว่าสูตรที่แต่ละพรรคใช้คำนวณจะตรงหรือไม่ นั่นคือประเด็น

                อีกทั้งมันยังมีตัวแปรเรื่องใบเหลือง ใบแดง ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งในสนามเลือกตั้ง ยังไม่รู้ว่า “หวย” จะออกที่เขตใด และพรรคใดจะต้องถูกตัดคะแนนทิ้งออกไป เพราะโดนจับฟาวล์ ตัวเลขที่นั่ง ส.ส.จึงย่อมเปลี่ยนแปลงได้อีก

                โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พอมองออกได้ตั้งแต่ตอนนี้ จากปริมาณคะแนนที่ได้ต่างฝ่ายต่างมีคะแนน “ปริ่มน้ำ” ตัวเลขนิดเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะได้เลย

                พรรคเพื่อไทยแม้จะชิงจังหวะประกาศได้ก่อน แต่ก็รู้ดีเต็มอกว่า สูตรคณิตศาสตร์ที่มีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลมาจาก กกต. หาใช่จากพรรคการเมือง หรือนักวิชาการที่ใด

                ขณะเดียวกัน รู้ว่าต่อให้จำนวน ส.ส.จะมีเกินกึ่งหนึ่ง แต่ปริมาณดังกล่าวไม่สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยบรรลุเป้าหมาย คือเข้าสู่อำนาจได้

                251 ที่นั่งในสภาฯ แม้จะเป็นเสียงข้างมาก แต่ในทางปฏิบัติแค่จัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ต้องใช้ 376 เสียงยกมือให้ ก็ทำให้เกิด เดดล็อก ไปต่อไม่ได้อยู่ดี

                ต่อให้มีการปิดสวิตช์ ส.ว. 250 คน จนสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากคนฝั่งตัวเองได้ แต่ก็เป็นรัฐบาลมีอายุขัยสั้น นั่นเพราะมันไม่ปลอดภัยสำหรับการยกมือผ่านกฎหมายในสภาฯ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่หากล่ม รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก

                เสียง ส.ส. 250 กว่าคน ไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของรัฐบาลในเกมสภาฯ!

                เช่นเดียวกัน แม้แต่พรรคพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้มองว่า ตัวเลข 250 กว่าเสียงนั้นไม่สามารถสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลได้ ตัวเลขที่ปลอดภัยควรจะอยู่ที่ 270-280 เสียง ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเปิดเกมรุกไป เพราะรู้ว่าสุดท้ายเป็นเพียง สงครามประสาท

                ในขณะที่ตัวเองกลับไม่กระโตกกระตาก นอกจากออกมายืนยันว่า กำลังรวบรวมเสียงเพื่อบอกกับประชาชนว่า พรรคพลังประชารัฐไม่ได้ยอมแพ้เท่านั้น แต่จะเชิญใครรวมกับใคร กลับปิดปากเงียบสนิท

                สาเหตุที่พรรคพลังประชารัฐยังไม่ออกมาประกาศจัดตั้งรัฐบาล นั่นคือ กกต.ยังไม่ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการ การชิงออกมาพูดก่อน ท่ามกลางการจับตาของประชาชนอีกฝั่ง อาจทำให้โดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับ กกต.ได้

                อีกส่วนหนึ่งยังอยู่ระหว่างเจรจาต่อรองกับ พรรคเป้าหมาย เพราะเงื่อนไขในการตัดสินใจที่จะทำให้ “มา” หรือ “ไม่มา” ไม่ใช่มีเพียงแค่ว่า อยู่ฝ่ายไหน แต่เป็น “ข้อเสนอ” ที่จะทำให้ทั้งพรรค “ฝ่ายเชิญ” และ “ฝ่ายถูกเชิญ” พึงพอใจ

                ตัวแปรสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคเล็กๆ ต่างๆ อีก 10 กว่าพรรค ที่ถูกมองว่า มีแนวโน้มจะมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถตัดสินใจได้ทันที แต่ต้องแสวงหาผลประโยชน์ที่ได้กับพรรคตัวเองมากที่สุด

                โดย “ข้อเสนอ” ที่ว่าในการฟอร์มรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยคือ การเกลี่ยเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี ครั้งนี้อาจจะนานหน่อย เหตุเพราะการที่ต่างฝ่ายต่างมีคะแนน "ปริ่มน้ำ" ทำให้ทุกพรรคที่ได้ ส.ส.มีความหมาย แม้จะได้เพียงที่นั่งเดียวก็ตาม

                พรรคตัวแปรดังกล่าวอาจดูไม่ยากในการเชื้อเชิญ แต่อาจยากในแง่ความพึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ ยิ่งเมื่อทุกพรรคทุกที่นั่งมีความสำคัญ

                แต่ละพรรคต่างเรียกร้องเก้าอี้รัฐมนตรีที่ตัวเองควรได้ ซึ่งนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลทางฝั่งพรรคพลังประชารัฐยังไม่ "สะเด็ดน้ำ"

                การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ นาทีนี้ถือว่าเปลี่ยนแปลงประเทศได้ การเรียกร้องจึงสูง ขณะที่พรรคเล็กๆ ก็รวมตัวกันเพื่อให้ได้ปริมาณ ส.ส.เพื่อเพิ่มพลังต่อรอง

                ไม่เพียงเท่านั้น ในพรรคพลังประชารัฐเอง ที่ก่อตั้งจากการรวมตัวกันของ ส.ส.หลายมุ้ง หลายก๊วน ก็ดูจะเป็นปัญหาในการจัดสรรความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสามมิตร, กลุ่มกำแพงเพชร, กลุ่มเพชรบูรณ์, กลุ่มโคราช, กลุ่มกรุงเทพมหานคร, กลุ่มภาคใต้ ตลอดจน 4 รัฐมนตรีในสายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทุกกลุ่มล้วนต้องการรางวัลจากการลงมือลงแรงทั้งสิ้น

                ยิ่งมีข่าวลือว่า นายสมคิดต้องการจะเก็บกระทรวงเศรษฐกิจเอาไว้เพื่อบริหารต่อ ยิ่งทำให้ข้อจำกัดสูงขึ้นในการเจรจาต่อรองกับพรรคอื่นๆ ที่ต้องการดึงมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ชูนโยบายด้านเศรษฐกิจ ย่อมต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการต่างๆ อีกประการสำคัญคือ "จุดเด่น" และ "จุดขาย" ของพรรคพลังประชารัฐ คือ เรื่องความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจถือเป็น "จุดอ่อน" ด้วยซ้ำตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

                ดังนั้นการผูกขาดกระทรวงเศรษฐกิจเอาไว้ โดยไม่ยอมคายให้กับพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้การเจรจาต่อรองยืดเยื้อ เพราะทุกคนต่างหวั่นผวาว่า หากใช้ทีมเศรษฐกิจชุดเดิมบริหาร อาจไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง และหากผลออกมาแบบเดิม อาจทำให้รัฐบาลอยู่ยากขึ้น

                เหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐยังไม่เรียบร้อยบริบูรณ์

                นอกจากนี้ยังรวมไปถึงจำนวน ส.ส.ในสภาฯ ที่แม้จะรวมกันถึง 250 กว่า แต่ยังไม่ได้อยู่ในเซฟตี้โซน เพราะตัวเลขที่อุ่นใจได้คือ 270-280 เสียง ซึ่งทางเดียวที่จะถึงคือ ต้องเดินหน้าหา ส.ส.เพิ่ม จากพรรคฝั่งตรงข้าม หรือเรียกว่า "งูเห่า" นั่นเอง

                ที่ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ต่างตกเป็นข่าวพัวพันว่าจะถูกช้อนมาฝั่งนี้ เช่นเดียวกับพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่แม้ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" จะประกาศอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่า ว่าที่ ส.ส.ของเขาจะไม่เปลี่ยนใจหันมาสนับสนุน "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

                ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจะประกาศตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการได้ ก็ต้องทำให้เงื่อนไขดังกล่าวข้างต้นได้บทสรุปทั้งหมดก่อน สภาวะอึดอัด อึมครึม จะมีออกไปอีกระยะ ก่อนจะเปลี่ยนโหมดเบาลงในช่วงเดือนมหามงคล แล้วกลับมาเข้มข้น ชัดเจนอีกครั้งหลังวันที่ 9 พฤษภาคม ซึ่ง กกต.ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว.

          ทีมข่าวการเมือง

กล่องดำโบอิ้งพบความคล้ายชัดเจน เหตุ 737 แมกซ์ 'เอธิโอเปีย-อินโดนีเซีย' ตก

    

เอธิโอเปียระบุ ข้อมูลที่ได้จากกล่องดำเครื่องบินโบอิ้ง 737 แมกซ์ของเอธิโอเปียแอร์ไลน์ เผยให้เห็น "ความคล้ายคลึงชัดเจน" กับของไลออนแอร์อินโดนีเซียที่ตกก่อนหน้านั้นไม่ถึง 5 เดือน ขณะโบอิ้งประกาศการอัพเดตซอฟต์แวร์สำหรับระบบป้องกันภาวะไร้แรงยกใกล้เสร็จ

 

แฟ้มภาพจากสำนักงานสอบสวนและวิเคราะห์ของฝรั่งเศส วันที่ 15 มีนาคม 2562 กล่องดำ 1 ใน 2 กล่องของเครื่องบินโบอิ้ง 737 แมกซ์ ของเอธิโอเปียแอร์ไลน์ ที่กู้ได้ภายหลังเครื่องบินตกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม และส่งไปตรวจสอบที่ฝรั่งเศส / AFP

    เครื่องบินโดยสารของเอธิโอเปียตกหลังจากบินขึ้นจากสนามบินในกรุงแอดดิสอาบาบาได้ไม่กี่นาทีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม คนบนเครื่องเสียชีวิตทั้งลำ 157 คน ส่วนเครื่องบินของอินโดนีเซียตกทะเลชวาหลังบินออกจากกรุงจาการ์ตาไม่กี่นาทีเมื่อ 29 ตุลาคม 2561 คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 189 คน โบอิ้งทั้ง 2 ลำเป็นรุ่น 737 แมกซ์ 8 เหมือนกัน

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 อ้างคำกล่าวของดักมาวิต โมเกส รัฐมนตรีคมนาคมเอธิโอเปีย เมื่อวันอาทิตย์ว่า ผลการศึกษาข้อมูลจากกล่องบันทึกข้อมูลการบินที่กู้ได้จากจุดตกแสดงถึง "ความคล้ายคลึงชัดเจน" กับข้อมูลที่ได้จากกล่องดำของอินโดนีเซีย และข้อมูลที่คล้ายคลึงกันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติม

    อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากเครื่องบินทั้ง 2 ลำทะยานขึ้นได้ไม่กี่นาที ทำให้โบอิ้งถูกตรวจสอบอย่างหนักและทำให้หน่วยงานด้านความปลอดภัยการบินทั่วโลกสั่งระงับบินเครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งโบอิ้งเร่งพัฒนาเพื่อขันแข่งกับเครื่องบินโดยสารขนาดกลางของแอร์บัส เอ 320 นีโอ และเพิ่งเริ่มให้บริการเมื่อกลางปีที่แล้ว

    ขณะเดียวกัน สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ (เอฟเอเอ) ก็กำลังถูกกดดันหลังจากมีรายงานข่าวเปิดโปงว่า กระทรวงคมนาคมสหรัฐกำลังสอบสวนกระบวนการรับรองของเอฟเอเอ แต่ในอีเมลที่เอฟเอเอชี้แจงกับเอเอฟพี ยืนกรานว่าเอฟเอเอให้การรับรอง 737 แมกซ์ตามขั้นตอนมาตรฐาน

    การสอบสวนกรณีของไลออนแอร์นั้นยังดำเนินอยู่ แต่ผลการสอบสวนเบื้องต้นนั้น เจ้าหน้าที่สอบสวนเน้นตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดกับระบบป้องกันภาวะไร้แรงยก หรือเอ็มซีเอเอส ซึ่งโบอิ้งพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันภาวะร่วงหล่นสำหรับเครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งมีตำแหน่งการติดตั้งเครื่องยนต์ต่างจากรุ่นปกติ

    เดนนิส มุยเลนเบิร์ก ประธานและซีอีโอของโบอิ้ง แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทใกล้จะเปิดตัวซอฟต์แวร์ฉบับปรับปรุงใหม่สำหรับเอ็มซีเอเอสตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงการทบทวนการฝึกอบรมนักบิน ซึ่งจะจัดการกับพฤติกรรมการควบคุมการบินของเอ็มซีเอเอสเพื่อตอบสนองกรณีข้อมูลป้อนเข้าเซ็นเซอร์ผิดพลาด.

....................................................

31 มีนาคม 2562

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 01/04/2019 เวลา : 20.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

ซันญ่า
.............................................
ขอบคุณครับ ที่แวะมา

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ซันญ่า วันที่ : 01/04/2019 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

:A3

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน