*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3573
  • จำนวนผู้ชม : 2315606
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 227 , 11:43:24 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         นโยบายกัญชาเสรีของพรรคการเมืองหนึ่งขณะนี้ คนไทยก็เหมือนเมากัญชาไปตามกัน เพราะอันที่จริงแล้วกัญชาเป็นยา

เสพติดร้ายแรง แพร่หลายง่าย และบั่นทอนสุขภาพของผู้เสพจนติดขนาดแทบหมดสภาพความเป็นมนุษย์เลยทีเดียว การที่อ้างว่า

กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศในโลกนั้น แล้วในด้านลบของมันล่ะ ทำไมไม่นำมาพูดบ้าง

         เพราะฉะนั้น ถึงแม้พรรคนี้จะมีศักยภาพอย่างมากในการฟอร์มรัฐบาลก็ตาม แต่เราก็ต้องนึกถึงนโยบายอันน่ารังเกียจของพรรค

นี้ให้จงหนักเอาไว้ด้วย.

 

กัญชาที่ภาครัฐละเลยปัญหา

    
 

 

           ประกาศ "วันสงกรานต์" หรือ "วันขึ้นปีใหม่" ของไทยกันหน่อยนะครับ

 

                ไม่ใช่อะไร....

                ย้ำไว้ให้รู้เป็นเครื่องกระตุ้นต่อมสำนึกว่าไทยเราก็มี "วันปีใหม่" ของชาติเราเองเหมือนกัน

                ก่อนๆ ก็ ถือเอาหน้าหนาว แรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันปีใหม่ เทียบปฏิทินปัจจุบัน ก็ตกเดือนมกราคม

                ต่อมา เปลี่ยนเป็นวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ หน้าร้อน เป็นวันปีใหม่ ซึ่งตรงกับ "วันสงกรานต์" ตามคติพราหมณ์

                เทียบตามปฏิทิน ก็ตกวันที่ ๑ เมษายน

                สมัยก่อนๆ ปีใหม่ ก็แค่ทำบุญตักบาตรกันตามประเพณี ไม่มีการจัดงานเฉลิมฉลอง เล่นน้ำสงกรานต์เหมือนทุกวันนี้

                มาในยุค "เปลี่ยนแปลงการครอง ๒๔๗๕" แล้วนั่นแหละ ในปี ๒๔๗๗

                ทางการประกาศให้มีงานรื่นเริงเถลิงศกใหม่ ๑ เมษายน ขึ้นเป็นประเพณี แต่ก็ไม่ได้เรียกวันขึ้นปีใหม่

                เรียก "วันตรุษสงกรานต์"              

                จนถึงยุค "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" ก็เปลี่ยน "วันขึ้นปีใหม่" เป็นวันที่ ๑ มกราคม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

                แต่ประเพณี "สงกรานต์-ปีใหม่" ตามคติพราหมณ์ก็ยังอยู่เหนียวแน่นเป็น "เอกลักษณ์"

                เหมือนชาติอื่นๆ ก็มีวันปีใหม่ของตัวเอง นอกจากปีใหม่สากล ๑ มกรา เช่น จีน ก็มีตรุษจีน เป็นต้น

                เมื่อทราบเลาๆ อย่างนี้แล้ว ฉะนั้น ก็มาดูปฏิทินสงกรานต์ประจำปี ๒๕๖๒ ของเรากันเลย

                ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้ออกประกาศ เมื่อ ๑๒ เมษายน ดังนี้

                ปีกุน (มนุษย์ผู้หญิง ธาตุน้ำ) เอกศก จุลศักราช ๑๓๘๑ ทางจันทรคติ เป็นปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติสุ

                วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวัน "มหาสงกรานต์"

                ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๐๓ นาที ๐๓ วินาที

                นางสงกรานต์ ทรงนามว่า "ทุงสะเทวี" ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้ว-ปัทมราค ภักษาหารอุทุมพร

                พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังครุฑ เป็นพาหนะ

                วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๑๙.๑๒ น.เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น ๑๓๘๑

                ปีนี้ วันจันทร์ เป็นธงชัย วันเสาร์ เป็นอธิบดี วันอาทิตย์ เป็นอุบาทว์ วันจันทร์ เป็นโลกาวินาศ

                ปีนี้ วันพฤหัสบดี เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๕๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๐๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๕๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๐๐ ห่า

                นาคให้น้ำ ๓ ตัว

                เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๒ ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (ด้วงกับแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปถวี (ดิน) น้ำงามพอดี

                ครับ...งามพอดี หมายความว่า ไม่แล้ง-ไม่ท่วม สาธุ!

                "นางสงกรานต์" พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เป็นสัญลักษณ์ถึง

                พระมหากษัตริย์จะทรงเดชานุภาพและพระคุณานุภาพเป็นที่ยิ่ง

                วันนี้ คุยอะไรกันดีล่ะ ดูเหมือนวงสนทนาหน้ากระดาษ สมาชิกเหลือหร็อมแหร็ม ปลีกไปเที่ยวสงกรานต์กันซะมากต่อมาก

                พูดถึงกัญชา ดูจะฟีเวอร์ ยิ่งใครต่อใครออกมาสรรเสริญสรรพคุณ จนคนทั้งบ้าน-ทั้งเมืองเคลิ้ม

                ไปทางไหน ใครก็กระหายจะปลูกกัญชา นัยว่าเป็นพืชทองเขียว กิโลละร่วมแสน

                ไม่เถียง.......

                แต่อยากบอกว่า ใครจะเผยแพร่ ใครจะชักชวนใครปลูกกัญชา ค้ากัญชา ขอความกรุณาเถอะครับ

                อย่าพูดเป็นการฝังความเชื่อ "เฉพาะดี" ด้านเดียว

                ควรบอกถึงด้านควรระวัง "ควรรู้-ควรปฏิบัติ" คู่ไปด้วย

                ไม่อย่างนั้น การฝังความเชื่อด้านเดียว ชาวบ้านฟังแล้ว เฮละโลปลูกกัญชากันตามใจอยาก

                แล้วจะยุ่ง

                นอกจากยุ่งแล้ว ถูกจับติดคุก/ติดตะราง ก็จะด่ารัฐบาล ด่าเจ้าหน้าที่ ไหนว่าเสรี แล้วทำไมจึงจับ? ทางที่ถูก-ที่ควร น่าจะนำกฎ-กติกา เงื่อนไข การผลิต การจำหน่าย การมีไว้ ตาม พ.ร.บ.กัญชา  ๒๕๖๒ มาแจกแจง อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย

                ไม่ใช่ใครๆ ก็ปลูกได้ มีได้หรอกครับ!

                อีกอย่าง เจตนารมณ์ของการผ่อนคลายเรื่องกัญชาครั้งนี้ มุ่งหวังวิจัย ศึกษา เพื่อใช้ทางการแพทย์

                คือทำเป็นยารักษาโรค ไม่ใช่ให้ปลูกเอาไปสูบ เอาไปใส่แกง หรือเอาไปขายที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ อย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ

                ตรงนี้สำคัญนะ........

                ภาครัฐ โดยสาธารณสุข หรือ ป.ป.ส.ควรต้องนำความในมาตรา ๒๖/๓ มาแจกแจง ทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ชัด

                ว่า ๗ กลุ่ม ที่อนุญาตให้ผลิต (ปลูกกัญชา) นำเข้า ส่งออก จำหน่าย นั่นน่ะ

                (๑) หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์  วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย

                (๒) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม การสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง การแพทย์แผนไทย  การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย

                (๓) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์

                (๔) ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของผู้ขออนุญาตตามหน่วยงานของรัฐตาม (1) และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตาม (3) สามารถร่วมผลิตและพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพรได้ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

                (๖) ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องนำยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ติดตัวเข้าหรือออกนอกราชอาณาจักรเพื่อใช้รักษาโรคเฉพาะตัว

                (๗) ผู้ขออนุญาตอื่น โดยในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย และกรรมการของนิติบุคคล หุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอย่างน้อย ๒ ใน ๓ ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีสำนักงานในไทย

                เนี่ย.....

                ชาวบ้านอ่านน่ะ..อ่านออกหรอก แต่เข้าใจเป็นรูปธรรมหมดมั้ย ว่ามันหมายถึงอะไรกันบ้าง ผมว่าไม่นะ        

                ฝ่ายประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ควรแจกแจง-อธิบาย ออกเผยแพร่เป็นข่าวสารให้ชาวบ้านเข้าใจ จะได้ทำตัวถูก

                อย่าง (๔) ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย ฯลฯ

                และ (๗) ผู้ขออนุญาตอื่น ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ฯลฯ

                ช่วยยกตัวอย่างชัดๆ ซิ มันอะไรกันบ้าง นอกจากสหกรณ์เกษตรฯ วิสาหกิจชุมชนแล้ว มีแบบไหนอีก?

                "บุคคลธรรมดา" ที่เป็นคนไทย ขออนุญาตได้เลยใช่มั้ย?

                ไม่ใช่อะไร ผมเห็นตอนนี้ มั่วกันไปหมด

                ใครก็อยากปลูกโดยไม่เข้าใจ ว่าที่ภาครัฐต้องตีกรอบในการปลูก

                นั่นไม่ใช่เพื่อกีดกันหรือเพื่อควบคุม

                แต่เพราะกัญชานั้น มีหลายพันธุ์ ให้สารไม่เหมือนกัน เกรดที่ต้องการและมีราคา ใช่ว่าปลูกง่ายๆ  ฉะนั้น ควรศึกษา

                อีกอย่าง กัญชาเป็นพืชดูดโลหะหนักในดินได้มาก หากเกินค่ามาตรฐาน ก็ใช้ไม่ได้

                ที่สำคัญ ถ้าปล่อยปลูกทั่วไป ก็จะใช้สารเคมีเร่งดอกกัน

                ที่พบมาก จะพบทั้งสารหนู แคดเมียม ยาฆ่าหญ้า ซึ่งกัญชาปนเปื้อนพวกนี้ จะนำมาสกัดไม่ได้

                แม้ชาวบ้านเอง ไปซื้อจากโน่น-นี่มากลั่นน้ำมันกัญชาใช้เอง ใช้แล้วแทนที่จะหาย กลับรับสารอันตรายที่ติดมากับกัญชาเข้าตัว หนักไปอีก

                พูดกันตรงๆ เรารู้จักกัญชา แต่ไม่ศึกษาเรื่องกัญชากันซักเท่าไหร่

                มีหนังสืออยู่เล่ม "การเสพติดและผลแทรกซ้อนทางจิตเวช" ของรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงรัศมน  กัลยาศิริ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

                ท่านศึกษาวิจัยไว้เป็นองค์ความรู้พื้นฐานสำหรับคนทั่วไปดีเหลือเกิน อยากให้หามาอ่านกัน

                แต่ดูเหมือนไม่ได้พิมพ์เพื่อการค้าโดยตรง ถ้าใครสนใจลองติดต่ออาจารย์ที่คณะแพทยศาสตร์ดูเองละกัน

                อยากปลูกกัญชา อย่าทำเหมือนที่เป็นอยู่ อยากปลูกก็ปลูก ไม่มีหลักวิชา ไม่ควบคุมคุณภาพ ไม่รู้ตลาด แล้วก็โวย ด่ารัฐบาล

                ทำให้เป็นระบบ มีระเบียบ-มาตรฐาน สู่วิจัย พัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่ม อย่าสักแต่ว่าปลูกเพื่อขายอย่างเดียว อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าพัฒนา ก้าวหน้า รวยแน่นอน

                ผมฟัง "อาจารย์เดชา" บอกนักข่าววันก่อน ที่ตำรวจยึดน้ำมันกัญชาไปเป็นแกลลอนนั้น ไม่ใช่น้ำมันกัญชา

                แต่เป็น "น้ำปลา".....

                อาจารย์ทดลองผสมกัญชาตามสูตรที่คิดค้นขึ้น เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าตัวใหม่ "น้ำปลากัญชา"

                ผมฟังแล้ว ชอบมาก

                แบบนี้แหละ ใช่เลย ในทางวิจัย-พัฒนา ต่อยอดจากพืชกัญชา เป็นนวัตกรรม ๔.๐!

                เอาละมังครับ โม้คั่นเวลาไว้แค่นี้ แฮปปี้สงกรานต์ ทุกท่านเด้อ!

อดีตผู้พิพากษาดีดหู'เหวง'คงเครียดกลัวถูกศาลจำคุกจึงปลอบใจตัวเองไปวันๆว่าไม่มีชายชุดดำติดอาวุธ


    
 

12เม.ย.62-นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า
.....อ่านพบนายเหวง โตจิราการ แกนนำนปช. โพสต์ข้อความ รำลึกเหตุการณ์เผาเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมปี 2553 ว่า 
.....ประชาชนไม่มีอาวุธ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ ไม่มีกองกำลังชายชุดดำ รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ทหารพร้อมอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชานสองมือเปล่ากลางเมืองหลวงเมื่อเมษา-พฤษภาปี 53 วีรชนประชาธิปไตยกำลังรอความยุติธรรมของพวกเขา
.....ขณะนี้นายเหวงกับพวกถูกฟ้องเป็นจำเลย ในความผิดฐานก่อการร้าย ฯลฯ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต และศาลอาญาทำการสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังสืบพยานจำเลย
.....นายเหวงจึงควรไปเบิกความเป็นพยานในศาล ไม่ใช่มาใช้วาทกรรมหลอกชาวบ้านหรืออาจเป็นการปลอบใจตนเอง เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร นายเหวงกับพวกย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
.....จำได้ว่าศาลแพ่งเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ไม่ใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
.....ภายในปี 2562 ศาลอาญาคงมีคำพิพากษาในคดีนี้จะได้รู้กันว่าผลจะเป็นอย่างไร และศาลจะพิจารณาเฉพาะพยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวนของศาลเท่านั้น การมากล่าวข้างนอกศาลหามีผลใดๆ ไม่ 
.....เว้นแต่จะเป็นการกระทำเพื่อปลอบใจตัวเองไปวันหนึ่งๆ จนกว่าถึงวันศาลอ่านคำพิพากษา เพราะเครียดกลัวถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก

กลอนสงกรานต์กับ'เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์' เป็นสุข เป็นสุข อย่าทุกข์ภัย อย่ามักได้ต่อกันและกันเลย

    
 

13 เม.ย.-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ โพสต์กลอนสงกรานต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 

 ตะโพนเพริดเปิดประป๊ะตุ๊บเท่ง

ระนาดเร่งรัวไล่ฉไกรกร้าว
ระนาดทุ้มพุ่มพวงค่อยหน่วงน้าว
ฆ้องระนาวหนุงหนิงทิงนองนอย

ปี่ประจงลงโหยระโอยโอด
ฆ้องใหญ่โหนดหนืดหน่องละนองหน่อย
กลองทัดตูมตูมต้อมท่อมทยอย
ตะวันลอยแดดแรงทแยงเรือน

“พระจะลงศาลาช้าอยู่นั่น”
เสียงปู่เอ็ดอึงลั่นอุ้มขันเคลื่อน
สาวน้อยน้อยยิ้มนิดนิดกระบิดเบือน
ชำเลืองเลื่อนกระจกไล่อยู่ไปมา

“ปู่ไปก่อนเถอะปู่หนูไปแน่
พาแม่แก่ไปได้ไปล่วงหน้า”
เสื้อสมัยป้ายปาดสวยบาดตา
กางเกงทรงแตงกวากลีบมะเฟือง

คลี่ชายพกยกคาดเข็มขัดใหญ่
ก็เสร็จสรรพฉับไวได้ครบเครื่อง
รองเท้าสานพันสายค่อยย้ายเยื่อง
แดดเรืองเรืองร้อนเร่าเร่งเท้าตาม

ศาลาใหญ่ท้ายวัดขนัดขนาด
ดอกดวงดาดประดับคนดูล้นหลาม
ที่ฐานบาตรกลดกล่นก็ล้นลาม
ทุกถ้วยชามแกงชนล้นสำรับ

ปาดเข้าปากยักย้ายอยู่หยับหยับ
“ลูกไอ้ทิดเป็นยังไงไปเกณฑ์ทัพ
โชคดีจับใบดำหรือใบแดง”

ยกกระโถนบ้วนน้ำหมากกระอักกระอึก
“มันยึกยึกยักยักชักแหยงแหยง
ข่าวมันมาว่าได้ใบปลอมแปลง
คงเป็นแรงเคราะห์เราเสียเก้าพัน”

ประนมมือย่นยับพลอยปรับทุกข์
“นี่อีสุกลูกอีเช้าหลานสาวฉัน
ไม่เรียนต่อขอสตางค์เที่ยวทั้งวัน
มันบอกมันจะเรียนเอานางสาวไทย”

แดดสงกรานต์กร้านกล้าศาลาร้อน
พระให้พรซ้อนสวดกรวดน้ำให้
จงเป็นสุข เป็นสุข อย่าทุกข์ภัย
อย่ามักได้ต่อกันและกันเลย

 

สหายส้มหวาน

    
 


    "ธนาธร" กับหุ้นสื่อคงจะจบยาก
    เมื่อคุณโกหกครั้งแรก First lie .... 
    คุณต้องโกหกครั้งที่สอง ตามด้วยครั้งที่สาม ไปเรื่อยๆ เพื่อปิดบังโกหกก่อนหน้า 
    แต่อีกด้านหนึ่งของการมีหุ้นสื่อของนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมาย ก็เพื่อไม่ต้องการให้นักการเมืองนำสื่อมาปกปิดความชั่วของตัวเอง และใช้สื่อเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
    วันนี้ "ธนาธร" ไม่ได้ถือหุ้นสื่อแล้ว 
    แต่ "จึงรุ่งเรืองกิจ" ยังถืออยู่ 
    แม่ถือหุ้นสื่อ ลูกเป็นนักการเมือง ตามกฎหมายไม่ถือว่าผิด แต่โดยจริยธรรมแล้ว นักการเมืองที่เพ้อหาการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ไม่ควรมีคนในครอบครัวถือหุ้นสื่อแม้หุ้นเดียวมิใช่หรือ
    วันนี้จึงตั้งคำถามไปยัง "ธนาธร" ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศว่า โดยจริยธรรมทางการเมืองแล้ว เห็นด้วยกับการที่แม่ตัวเองถือหุ้นสื่ออยู่หรือไม่ 
    และจะจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ และอนาคตอย่างไร
    อีกประเด็นการให้สัมภาษณ์สื่อในเครือข่าย แม้จะเกิดขึ้นก่อนเป็นนักการเมือง แต่ก็สะท้อนถึงการปูทางสร้างภาพพจน์ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ 
    แต่บางประเด็นสัมภาษณ์แล้วคำพูดเป็นนาย สะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของ "ธนาธร" 
    ที่พูดกันช่วงวันสองวันที่ผ่านมาคือ การให้เลิกใช้คำว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา
    "ผมยังนั่งคุยกับพวกเขาอยู่เลยว่า ถ้าพรรคของเราเกิดได้เมื่อไร ในพรรคของเราอยากให้เลิกใช้คำว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา อยากให้เลิกใช้คำพวกนี้ให้หมด สร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ 
    อย่างที่ผมบอก อะไรก็ตามที่อยากให้เกิดก็ต้องทำในพรรคก่อน เราต้องการยกเลิกวัฒนธรรมอำนาจนิยม ซึ่งกีดกันโอกาส กีดกันความคิดสร้างสรรค์ของคน เรียกคนอื่นเป็นพี่ ป้า น้า อาเมื่อไร มันเป็นการเข้าไปอยู่โครงสร้างอำนาจนั้น 
    เราจึงคิดว่า ใช้คำว่า คุณ ผม ดิฉัน สามคำเพียงพอแล้ว ให้เกียรติกันมากพอแล้ว ไม่มีพี่ ไม่มีท่าน คนทุกคนจะกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าเป็นตัวของตัวเอง การจะไม่ยอมรับความคิดเห็น เพราะอายุ เพราะเพศสภาพ เพราะการศึกษา ตกไปเลย…not this party ต้องไม่ใช่ที่นี่ หรืออย่างน้อยที่สุด ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ เราจะไม่ปฏิบัติต่อกันแบบนี้"
     "ธนาธร" อาจอ้างได้ว่า จะสร้างวัฒนธรรมนี้เฉพาะในพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น 
    แต่พื้นฐานที่จะสร้างความเท่าเทียมในลักษณะนี้ คล้ายกับว่า มีการใช้ในโลกอย่างกว้างขวางมาแล้ว 
    ภาษาฝรั่งเศส "camarade"  แปลว่า พวกพ้อง ผู้ร่วมงาน หรือแนวร่วม ซึ่งก็คือ "สหาย"
    คำนี้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการปฏิวัติฝรั่งเศสจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖
    ก่อนที่จะแพร่หลายเข้าเยอรมัน ข้ามไปรัสเซีย
    และเมื่อระบอบคอมมิวนิสต์รัสเซียแพร่ออกไปทั่วโลก 
    สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทุกประเทศ ต่างเรียกเพื่อนพ้องน้องพี่ ลุง ป้า น้า อา ว่า..... 
    "สหาย". 

อ่านเอาเรื่อง

สารพัดปมร้อนโหม'ธนาธร' โดนกล่าวหาหรือทำตัวเอง?

    
 

        นับแต่วันแถลงข่าวประกาศก่อตั้ง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2561 ที่ warehouse 30 ถ.เจริญกรุง โดย "ธนาธร จึงุร่งเรืองกิจ" เป็นหัวหน้าพรรค "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เป็นเลขาธิการพรรค พร้อมบรรดาแกนนำกว่า 20 ชีวิต

        จนถึงปัจจุบันที่พวกเขาจะมี ส.ส.ในสภาฯ อย่างน้อย 80 ที่นั่ง ในสภาฯ จากคะแนนท่วมท้นกว่า 6.2 ล้านเสียง เป็นเวลาเพียง 1 ปี กับเกือบ 1 เดือนเท่านั้น ที่พวกเขาสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับการเมืองไทยจนกลายมาเป็นพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศในตอนนี้

        ในวันเดียวกับที่แถลงข่าวเปิดตัว พวกเขาถูกจั่วหัวก่อนในประเด็นเรื่องโลโก้ขึ้นมาตั้งข้อสังเกตว่าไปคล้ายกับ “ฟิตเนส” แห่งหนึ่งใน กทม. ซึ่งเป็นเพียงออเดิร์ฟของสารพัดเรื่อง ที่ทางพรรคจะต้องพบเจอจนถึงปัจจุบันทั้งบนดินและใต้ดิน ต่อด้วยการโดนฟ้องผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) โดยคนของ คสช. จากกรณีการไลฟ์สด ใน “รายการคืนวันศุกร์ให้ประชาชน” วิจารณ์ คสช. ปมกระแสการดูด ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2561

        ก่อนจะโดน “นักร้อง” อย่าง "ศรีสุวรรณ จรรยา" ไปยื่นเอกสารให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เอาผิดกรณีการลงประวัติในเว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ระบุว่า ธนาธรเคยดำรงตำแหน่ง “ประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” 2 วาระ ระหว่างปี 2551-2555 หลังเรื่องแดงจึงมีการแก้เป็น “ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก” ระหว่างปี 2550-2554 ก่อนที่ตัวนายธนาธรจะออกมาชี้ว่าเป็นความผิดพลาดของทีมงานพรรค ไม่ได้มีความจงใจจะหลอกลวงผู้สนับสนุนแต่อย่างใด

        จากนั้นโดนขุดข้อมูลการถือหุ้นบริษัท PICNI ที่เกี่ยวข้องกับคดีฉาวของผู้ถือหุ้นรายเดิม ควบมากับบริษัทในเครือของเจ้าตัวชื่อ บริษัท วัน โอ ซี ที่ถูกกล่าวหาว่าทำกิจการเกี่ยวกับโรงเลื่อยค้าไม้ ซึ่งเจ้าตัวก็ชี้แจง 2 เรื่องอย่างชัดเจนไปแล้วผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ก่อนจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อของ บริษัท วีลัค-มิเดีย ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับสื่อ ตรงกับลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ห้ามเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ที่ก่อนหน้านั้นมีนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้น แม้นายธนาธรจะชี้แจงกับสื่ออย่างต่อเนื่องเมื่อถูกซักถาม แต่ก็ยังคงมีคำถามจากหลายฝ่ายจนถึงทุกวันนี้

        ยังไม่รวมกับการขุดอดีตบนโลกโซเชียล ที่ยังไม่ได้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม อย่าง คลิปเสียง (ตัดต่อ) ที่คุยกับคนแดนไกล ก่อนที่ธนาธรจะฉะสื่อดังกลางรายการสดไป 1 ดอก การถูกวิพากษ์จากขั้วตรงข้ามกรณี “ยิ้มสยาม” ถูกขุดภาพในอดีตขณะไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับ “กลุ่มคนเสื้อแดง” รวมทั้งคำพูดต่างๆ ที่ถูกตัดมาเฉพาะส่วนจนสร้างความเข้าใจผิด อย่าง “จะพาทักษิณกลับบ้าน” และเรื่องอื่นๆ จนมาถึงการถูกเชิญตัวไปให้ปากคำที่ สน.ปทุมวัน เมื่อวันเสาร์ที่ 6 เม.ย. จากคดีความเมื่อปี 2558 พันมากับ “ดราม่าเจ้าหน้าที่สถานฑูต” ที่ไปสังเกตการณ์ จนถึงปัจจุบัน

        ที่หนักข้อกว่าคือ กรณีของ "ปิยบุตร" ที่ตอนนี้ต้องใช้คำว่า “เงียบไว้” เป็นดีที่สุด จากการนำเสนอข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม เมื่อครั้งที่เจ้าตัวยังคงเป็นอาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องที่แนวคิดละเอียดอ่อนที่สุดในสังคมไทย นั่นคือ เรื่องสถาบัน พร้อมโดนบรรดาผู้เห็นต่างวิจารณ์เสียจนเป๋ นี่ยังไม่รวมกับวีรกรรมอื่นๆ ที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่โดนเจ้าหน้าที่รัฐเรียกไปให้ข้อมูล

     เห็นได้ว่า เพียงแค่ 1 ปีนิดๆ เท่านั้นที่พวกเขาก้าวสู่วงการการเมือง แต่กลับต้องเจอกับ “แรงเสียดทาน” อย่างหนัก และดูเหมือนจะยังไม่จบเพียงแค่นี้แน่นอน จนกว่าจะถึง วันที่มีประกาศตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการของพรรคที่รวมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้มากที่สุด

        แม้บางกรณี “ธนาธรและพวก” จะสามารถเอาตัวรอดมาได้ จากการชี้แจงอย่างทันท่วงทีและเคลียร์ชัด แต่บางกรณีก็ยังมีความคลุมเครือ และยังโดนขุดคุ้ยข้อมูลเกือบทุกวัน โดยเฉพาะกรณีการครอบครองหุ้นของ บริษัท วีลัค-มิเดีย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับสถานะนักการเมืองของนายธนาธร

        ในสัปดาห์เดียวมีการโอนหุ้น 2 ครั้ง ไม่ได้จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำไมแม่-พี่น้องไม่ถือครองไว้เอง แต่ต้องโอนให้หลายคน แล้วเช็ค 6.7 ล้าน เข้าบัญชีเมื่อใด มีภาพว่านายธนาธรหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.62 แล้วกลับมาลงนามทำตราสารตอนไหน?

        สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ธนาธรต้องตอบแก่สาธารณะให้ได้ หากต้องการจะหลุดจากข้อกล่าวหาแบบใสสะอาด

       หากยังทำไม่ได้ ความคลางแคลง สงสัย จากฝ่ายตรงข้ามย่อมสะสมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจขยายไปยังฐานมวลชนที่สนับสนุน อนค. ตามที่พรรคได้บอกว่า พวกเขาพร้อมจะนำการเมืองใหม่มาสู่ประเทศไทย แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องไปว่าถึงการเมืองใหม่ เอาแค่ชี้แจง “เรื่องหุ้น” ที่เป็นประเด็นอยู่ให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้น “อนาคตใหม่” คงเป็นเพียงแค่ “วลีสวยหรู” ที่เอาไว้หลอกคนที่เบื่อการเมืองแบบเดิมๆ โดยไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแค่นั้น.

 

"เมษาฯ"ทะมึน-เข้าเขต"เดดล็อก" ผูกปมวิกฤติการเมืองรอบด้าน

    
 

           ความพยายามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเรียกความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อการทำหน้าที่องค์กรอิสระในการดูแลการเลือกตั้งในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนจะช้าเกินไป ไม่ทันเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีพัฒนาการไปอย่างแหลมคม

 

                การเลือกตั้งใหม่ 6 หน่วย 5 จังหวัด เลยไปถึงแนวโน้มการแจกใบส้ม การออกมาแจกแจงอธิบายเรื่องการคำนวณสูตร ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้น โดยผ่านการเลือกตั้งมากว่า 10 วัน จะสามารถฟื้น “วิกฤติศรัทธา” ที่เกิดขึ้นกับ กกต.ได้แค่ไหน จึงเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ต่อจากนี้

                หากในวันที่ 9 พ.ค. กกต.สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น “จุดตั้งต้น” จึงอยู่ที่การรับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งต้องเป็นที่ยอมรับ และตอบข้อสงสัยที่เกิดขึ้นได้ด้วยข้อเท็จจริง แต่ใช่ว่าผ่านด่านแรกไปแล้ว “ปมการเมือง” จะคลี่คลายไปได้ และนำไปสู่รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศอย่างมีเสถียรภาพ

                ด่านที่ 2 ซึ่งพรรคการเมืองต่างก็ “ดีดลูกคิด” คิดคำนวณจำนวน ส.ส.ไปในช่วงที่ กกต.กำลังเร่งเคลียร์ข้อสงสัยในการทำงานหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น แต่ดูเหมือนว่า ผลลัพธ์ จะออกมาแบบไหน “ตัวแปร” ทางการเมืองต่างๆ ที่นำไปสู่การจับขั้วทางการเมืองยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก

                แม้กระทั่งในพรรคการเมืองใหญ่เองก็ยังมี “ขั้ว” ภายใน เนื่องจากผลการเลือกตั้งที่มาจากปัญหาการบริหารจัดการในพรรค ทำให้เกิดความแตกแยกภายใน ไร้ความเป็นเอกภาพ ทำให้เกิดปัญหาเสียงแตกในการจับขั้วเป็นรัฐบาล

                โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่มีแนวคิดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกฝ่ายมองเรื่องการต่อสู้ทางเมือง ที่พุ่งเป้าหมายไปที่การจับมือกับ “อำนาจ” เพื่อสกัดกั้น “ระบอบทักษิณ” ไม่ให้คืนชีพมา

                ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” แม้จะมีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อนโยบาย “แตกแบ่งพัน” ของ “นายใหญ่” ส่งผลให้เกิด “ดาวดับ” ในหลายพื้นที่ โดยมี “เด็กใหม่” จากพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาหยิบชิ้นปลามัน คว้าเก้าอี้ ส.ส.ไปครอง ประกอบกับ “นายใหญ่” ถูกพายุลูกใหญ่จากการถูกถอดชื่อออกจากทำเนียบฯ ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนเตรียมทหาร และมีพระบรมราชโองการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

                เสี่ยงให้ “ไพร่พล-ลูกหาบ” เกิดอาการขวัญผวา เตรียมเลือกเส้นทางเดินใหม่ ในฐานะงูเห่า หรือเลือกเดินเส้นทางเก่า ในฐานะข้าเก่าเต่าเลี้ยงของ “นาย”

                ขณะที่พรรค “ตระกูลเพื่อ” ที่เหมือนจะผนึกแน่นกับฝ่ายที่ประกาศตัวว่าเป็น “ประชาธิปไตย” กลับเกิดอาการปั่นป่วนไปทั่ว “ฐานที่มั่น” อิมพีเรียล ลาดพร้าว           

                จาก “วิกฤติศรัทธา” กกต. ปัญหาบริหารจัดการพรรคการเมือง นำไปสู่ ปัญหาของพรรคที่หนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถูกกระแสโจมตีในคะแนนเสียงที่ได้มามีข้อกังขา โดยเปิดประเด็นโกงเลือกตั้ง เพื่อ “ตีกัน” ไม่ให้กองทัพขยับช่วยพรรคพลังประชารัฐได้ถนัดนัก

                เป็นผลต่อประเด็น “ความชอบธรรม” ในการได้มาซึ่งคะแนนเลือกตั้ง ที่แม้จะเป็นคะแนนที่มากพอ แต่ก็เป็น “จุดอ่อน” ในการเดินเกมจับขั้วทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

                ยิ่งตอกย้ำด้วยการขับเคลื่อนของ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ประกาศแบ่งขั้วประชาธิปไตย-เผด็จการอย่างชัดเจน  เร่งเร้าปี่กลองรบด้วยวาทกรรมหยุดอำนาจเผด็จการ ปิดสวิตช์ 250 ส.ว. ปลุกระดมให้ล้มการสืบทอดอำนาจของ คสช. จนบางคำไปทิ่มใจดำของผู้นำทางทหาร

                จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ต้องออกมาแถลงที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ยืนยันเรื่องการวางตัวของกองทัพ ตามมาด้วยการส่งสัญญาณแรงด้วยคำว่า “ซ้ายจัด ดัดจริต” คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                ตามมาด้วย “ลูกติดพัน” ที่เจอการออกหมายเรียกเพื่อมารับข้อกล่าวหา​ตามมาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย มาตรา 189 ช่วยเหลือ หรือให้ที่พำนักผู้ต้องหา และมาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง กรณีกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งมีนายรังสิมันต์ โรม เป็นหนึ่งในแกนนำ ชุมนุมปิดล้อมที่หน้า สน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2558

                สำทับด้วยภาพ และเสียง ที่ทำให้ “ธนาธร” ตกเป็นผู้ถูกกระทำ นำไปสู่คะแนนสงสาร ปลุกระดมฐานมวลชนเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ ก็ยิ่งทำให้กระแส “เซฟธนาธร” ขยายจากเหล่าบรรดา “แฟนคลับ” ขับเคลื่อนสู่สเกลการเมืองที่ใหญ่ขึ้นไป กลายเป็นฐานมวลชนอีกส่วนที่พร้อมจะลงมาอยู่ท้องถนน หากเข็มนาฬิกาหมุนวนไปสู่วัฏจักรเดิมๆ

                นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ จะสามารถทนกระแส คำวิพากย์วิจารณ์ที่หนักหน่วงมากขึ้น ในเรื่องความชอบธรรมต่อการขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่

                ในเมื่อคำว่า “เกียรติยศ” และ “ความสง่างาม” เป็นสิ่งสำคัญที่ชายชาติทหารตระหนักดีเมื่อต้องไปดำรงตำแหน่งในการทำงานเพื่อบ้านเมือง

                ในอดีตผู้นำทางทหารมักตกม้าตายเพราะการกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อชาติ และสถานการณ์ก็จบลงไม่สวย กลายเป็นสงครามกลางเมือง มีการเผชิญหน้าระหว่างทหารและประชาชน แต่หากยุคนี้ความรุนแรงเสียหายไม่ได้มีแค่นั้น แต่จะลุกลามบานปลายกลายเป็นการปะทะของคนสองขั้วความคิด ที่ถูกปลุกใน “โลกเสมือจริง” ที่เกรงว่าจะแตกหัก สูญเสียมากกว่าในอดีต โดยมีโมเดลจากหลายประเทศเป็นตัวอย่างให้เห็น และเป็นเทรนด์ทางการเมืองที่หลายชาติกำลังประสบอยู่

                เมื่อทุกการขับเคลื่อนของกลุ่มการเมืองกำลังเดินเข้าสู่คำว่า “ยาก” ในการคลายเงื่อนปม ที่ได้ถูกผูกไว้อย่างสลับซับซ้อนผ่านกระบวนการขั้นตอนกฎหมาย จึงส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองช่วงนี้ “หายใจไม่ทั่วท้อง”

                จากพื้นที่สู้รบใน “โซเชียลมีเดีย" ขยายวงไปสู่สื่อหลัก ในวงกว้าง จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาข้อมูลมาถกเถียงกันเพื่อนำไปสู่ทางออกที่ดี แต่กลับกลายเป็นเรื่องการด่าท่อ คั่งแค้น อาฆาต ยิ่งสร้างความ “ถ่าง” ระหว่างคนในสังคมที่มีความเห็นต่างกันออกไป

                แม้จะมองในแง่ดี ที่ “ความแตกต่างทางความคิด” จำกัดวงอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ไม่ได้มาอยู่บนท้องถนน ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าความขัดแย้งเหล่านั้นจะทะลักเข้าสู่ท้องถนนอีกครั้ง จาก “ผู้เล่นเกมอำนาจ” จะดึงมวลชนออกมาใช้เมื่อไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตนเองคาดการณ์ และก็น่ากังวลว่า “ผลลัพธ์” ที่ออกมาจะมีพลังทำลายล้างขนาดไหน

                ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นห้วงที่เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ต่อด้วยห้วงสำคัญที่เข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สถานการณ์การเมืองอาจจะเบาบางลง เพราะการ “ลดโทน” จากปัจจัยต่างๆ จะทำให้สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

                แต่สงครามในโซเชียลมีเดียยังขับเคลื่อนไปด้วยเกม แฉ ต่อรอง ตีกัน งัดทุกกลยุทธ์ขึ้นมาดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม ความคาดหวังครุกรุ่นอยู่ในใจคน เพื่อเชียร์ให้ฝ่ายตนไปสู่ชัยชนะ

                ในขณะที่ “ปัจจัย-ตัวแปร” ยังขมวดปมอย่างแน่นหนา ผนวกเข้ากับวิกฤติหลายด้าน ทั้งสมการตัวเลข ความไม่ลงตัวของพรรคการเมือง ความไม่ชอบธรรม ฯลฯ สถานการณ์ทางการเมืองจึงเดินเข้าสู่ “เดดล็อก” ของประเทศอีกครั้ง!!!.

                ทีมข่าวการเมือง

 

อังกฤษบุกจับ 'จูเลียน อัสซานจ์' ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ คาสถานทูตเอกวาดอร์

    
 

ตำรวจอังกฤษจับกุมจูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์จอมแฉ "วิกิลีกส์" แล้วเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากรัฐบาลเอกวาดอร์ยกเลิกสถานะผู้ลี้ภัยและเพิกถอนสัญชาติเขา ยุติการให้ที่พักพิงภายในสถานทูตเอกวาดอร์ที่กรุงลอนดอนยาวนานเกือบ 7 ปี

ภาพนิ่งจากวิดีโอของเอเอฟพี จูเลียน อัสซานจ์ ถูกนำตัวขึ้นรถของตำรวจอังกฤษไปยังศาลเวสต์มินส์เตอร์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 / AFP

    โฮเซ วาเลนเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศของเอกวาดอร์ แถลงที่กรุงกีโตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน 2562 ว่าการจับกุมอัสซานจ์มีขึ้นภายหลังรัฐบาลของประธานาธิบดีเลนิน โมเรโน แห่งเอกวาดอร์เพิกถอนสัญชาติเอกวาดอร์ที่เคยให้เมื่อปี 2560 เนื่องจากพบความผิดปกติหลายอย่างในเอกสารของเขา

    ประธานาธิบดีโมเรโนทวีตว่า เอกวาดอร์ใช้สิทธิอธิปไตยของตนเพื่อเพิกถอนสถานะผู้ลี้ภัยของนักโทษที่เกิดในออสเตรเลียรายนี้ เนื่องจากเขาละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    อัสซานจ์หนีการจับกุมคดีที่เขาถูกสตรีหลายคนกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศที่สวีเดน และเข้ามาหลบภัยภายในสถานเอกอัครราชทูตเอกวาดอร์ในกรุงลอนดอนที่อัสซานจ์ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2555 จนกระทั่งรัฐบาลเอกวาดอร์อนุญาตให้ตำรวจอังกฤษบุกเข้าไปจับกุมเขาได้เมื่อวันพฤหัสบดี

    โมเรโนกล่าวในวิดีโอที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเวลาต่อมาว่า เขาร้องขอรัฐบาลอังกฤษให้คำรับประกันว่า อัสซานจ์จะไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศที่เขาอาจโดนทารุณทรมานหรือมีโทษประหารชีวิต และรัฐบาลอังกฤษได้ให้การยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะปฏิบัติตามคำขอนี้

    ด้านนายกฯ เทเรซา เมย์ กล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

    ตำรวจอังกฤษอ้างว่า อัสซานจ์โดนจับกุมเบื้องต้นฐานฝ่าฝืนคำสั่งประกันตัวเมื่อปี 2555 แล้วจากนั้นก็ยังถูกจับกุมตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐ ที่ต้องการตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

    ภายหลังถูกส่งตัวขึ้นศาลในวันเดียวกัน ผู้พิพากษาเอมมา อาร์บัธนอต ประกาศว่าอัสซานจ์มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งประกันตัว ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และให้ควบคุมตัวเขาไว้ต่อไปจนกว่าจะถึงวันนัดฟังคำตัดสินโทษ อัสซานจ์ยังจะต้องให้การในคดีผู้ร้ายข้ามแดนอีกคดีวันที่ 2 พฤษภาคม

    อัสซานจ์เคยสงสัยมาช้านานว่ารัฐบาลสหรัฐแอบต้องการตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน สืบเนื่องจากเว็บไซต์วิกิลีกส์ของเขาเผยแพร่เอกสารลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่เปิดโปงการก่ออาชญากรรมสงครามของสหรัฐในอัฟกานิสถานและอิรัก

    ที่ผ่านมาทางการสหรัฐปฏิเสธจะยืนยันรายงานที่ว่า สหรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีเขาอย่างลับๆ จนกระทั่งมีการจับกุมเขาในวันพฤหัสบดี และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเปิดเผยว่า อัสซานจ์ถูกตั้งข้อหาสมคบคิดโจรกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ สืบเนื่องจากการที่เขาร่วมมือกับเชลซี แมนนิง อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองของสหรัฐ เมื่อเดือนมีนาคม 2553 โทษสูงสุดตามข้อหานี้คือจำคุก 5 ปี.

ชาวซูดานเมินเคอร์ฟิว ประท้วงไล่คณะรัฐประหารต่อ

    

คณะปกครองทหารของซูดานที่ก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีโอมาร์ อัลบาชีร์ เมื่อวันพฤหัสบดี ประกาศพร้อมเปิดการเจรจากับกลุ่มการเมืองทั้งหมดเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน ขณะผู้ประท้วงไม่สนเคอร์ฟิว ชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารที่ได้ผู้นำในแบบเดิม

ชาวซูดานชุมนุมประท้วงใกล้กองบัญชาการทหารในกรุงคาร์ทูมเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 เพื่อเรียกร้องให้คณะรัฐประหารตั้งคณะถ่ายโอนอำนาจที่เป็นพลเรือน / AFP

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน กองทัพซูดานก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากประธานาธิบดีโอมาร์ อัลบาชีร์ ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนาน 30 ปี บาชีร์ยังคงถูกควบคุมตัวไว้ในวันศุกร์ โดยพลโทโอมาร์ ซาอิน อัลอับดิน หัวหน้าคณะกรรมาธิการฝ่ายการเมืองของสภาปกครองทหาร ยืนยันว่า คณะทหารจะควบคุมตัวเขาไว้ แต่จะไม่เนรเทศเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนเด็ดขาด

    ประชาชนชุมนุมประท้วงขับไล่เขาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว แม้รัฐบาลจะส่งตำรวจปราบจลาจลและหน่วยข่าวกรองที่น่าเกรงขามพยายามสลายการชุมนุมหลายครั้งก็ตาม ภายหลังคำประกาศยึดอำนาจโดยอาวัด อิบนูฟ รัฐมนตรีกลาโหม เมื่อวันพฤหัสบดี ผู้ชุมนุมพากันยินดีที่บาชีร์พ้นจากตำแหน่ง แต่พวกเขาก็รู้สึกโกรธแค้นต่อการรัฐประหารไม่ต่างกัน

    พวกแกนนำชุมนุมไม่ยอมรับสภาถ่ายโอนอำนาจของกองทัพ โดยระบุว่าล้วนเป็น "พวกหน้าเก่า" จากระบอบเก่าที่เคยนำพาประเทศนี้เข้าสู่ภาวะขัดแย้งมาแล้วหลายครั้ง ก่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจนที่เลวร้ายกว่าเดิม

    ผู้ประท้วงที่เผยแค่ชื่อว่า อเดล กล่าวว่า คำประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีหมายความว่าพวกเรายังไม่ประสบความสำเร็จใดๆ เลย เราจะไม่หยุดการปฏิวัติของเรา เราเรียกร้องให้ระบอบนี้ลงจากอำนาจ ไม่ใช่แค่บาชีร์

    คืนวันพฤหัสบดี ผู้ประท้วงนับหมื่นคนยังคงปักหลักชุมนุมที่ด้านนอกกองบัญชาการทหารในกรุงคาร์ทูมต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 โดยไม่เชื่อฟังคำประกาศเคอร์ฟิวระหว่างเวลา 22.00 น.-04.00 น. ของสภาทหาร

    ผู้ประท้วงกล่าวกันว่า พวกเขาจะฝ่าฝืนเคอร์ฟิวจนกว่าจะได้รัฐบาลถ่ายโอนอำนาจที่เป็นพลเรือน

    สภาถ่ายโอนอำนาจของกองทัพกล่าวว่า ช่วงเวลาการถ่ายโอนอำนาจก่อนจัดการเลือกตั้งน่าจะใช้เวลาอย่างมาก 2 ปี หากไม่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย

    พลโทอัลอับดินยืนยันเมื่อวันศุกร์ด้วยว่า สภาทหารจะไม่เข้าไปก้าวก่ายรัฐบาลพลเรือน แต่กระทรวงกลาโหมและมหาดไทยจะต้องให้ทหารควบคุม นายทหารผู้นี้ยอมรับด้วยว่า สภาทหารไม่มีทางออกสำหรับวิกฤติของซูดาน แต่ทางออกนั้นจะได้จากผู้ประท้วงเอง และพวกนายทหารพร้อมจะจัดเจรจากับกลุ่มการเมืองทุกฝ่าย.

 .........................................................

13 เมษายน 2562



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน