*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3572
  • จำนวนผู้ชม : 2315265
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 263 , 16:18:33 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ก็ต้องมีบ่อเกรอะขนาดใหญ่ฝังอยู่ใต้ดินอยู่ด้วย แล้วบ่อเกรอะนี้เองที่เป็นแหล่ง

ผลิตก๊าซ 'มีเทน' ที่จุดติดไฟได้เองเมื่อสะสมความร้อนเอาไว้จนถึงจุดลุกไหม้ ตามข่าว : "นักวิชาการ ถอดบทเรียนไฟไหม้เซ็นทรัล

เวิลด์ ชี้ห้างใหญ่ต้องเข้มงวดดูดตะกอนบ่อบำบัดน้ำเสีย"

         ก่อนหน้านี้ เมื่อ 24 มิถุนายน 2552 ก็เคยเกิดเหตุการณ์บ่อเกรอะระเบิดมาแล้ว ที่ห้างบิ๊กซี สาขาลาดพร้าว เคราะห์ดีที่ความ

เสียหายไม่มากนัก แต่ก็ตกใจกันมากทีเดียว

         สำหรับตามบ้านเรือนทั่วไป ควรดูดส้วมทุกๆ 3 ปี ป้องกันการระเบิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน 

 

สถิติมีให้ดู แต่เมาแล้วไม่กลัว?

    
 

             

                สถิติที่น่ากลัว แต่...ไม่ค่อยมีใครกลัว

                สรุปตัวเลข ๗ วันอันตรายในวันแรก(๑๒ เมษายน)

                เสียชีวิต ๔๖ ราย

                บาดเจ็บ ๔๘๒  คน

                สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด  ดื่มแล้วขับ ร้อยละ ๓๔.๖๒ ขับรถเร็ว ร้อยละ ๒๖.๙๒

                ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จักรยานยนต์ ร้อยละ ๗๘.๔๗

                ย้อนกลับไปดูสถิติหลายปีที่ผ่านมา  ตัวเลขก็ประมาณนี้

                ไม่มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

                จำไข้หวัดนกได้มั๊ยครับ

                ระบาดเข้ามาสู่ประเทศไทย ปี ๒๕๔๗  ป่วย ๑๗ ราย เสียชีวิต ๑๒ คน

                ปี พ.ศ.๒๕๔๘  ป่วย ๕ ราย เสียชีวิต ๒ ราย

                ปี พ.ศ.๒๕๔๙  ป่วย ๓ ราย เสียชีวิต ๓ ราย

                เห็นตัวเลขเหมือนไม่มีอะไร เพราะโรคอื่นๆยังเสียชีวิตมากกว่านี้หลายเท่าตัว...ก็ใช่ครับ

               แต่จำให้หรือเปล่าว่า ตื่นตระหนกกันทั้งประเทศ!

                หุ้นตก

                ไก่ขายแทบไม่ออก 

                ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

                ผู้คนกลัวตายเพราะไข้หวัดนก

                พากันท่องคาถา กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ

                แต่ก็แปลก รณรงค์กันแล้วรณรงค์กันอีก  ใช้รถใช้ถนนช่วง ๗ วันอันตราย ปีใหม่ สงกรานต์ ดื่มอย่าขับ เพราะเกิดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย ได้

                ผลคือเทศกาลละ ๓๐๐-๕๐๐ ศพ

                ทุกปี       

                จนไทยกลายเป็นประเทศที่มีประชากรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลำดับต้นๆของโลก

                แถมด้วยสถิติไทยเป็นประเทศที่ประชาชนดื่มสุรา เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ มากเป็นลำดับต้นๆของโลกเช่นกัน

                หลายคนถามหาวิธีแก้ปัญหา  ทั้งๆที่มีการนำเสนอจนแทบจะท่วมประเทศกันอยู่แล้ว

                ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้วยกฎหมาย  ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนนิสัย ฯลฯ

                แต่ขาดคือ การพร้อมใจกันแก้ปัญหา

                สำคัญที่สุดคือ คนก่อปัญหาไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ยังคิดว่า เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ คือเทศกาลแห่งการเมาขับแห่งชาติ

                คนพวกนี้เมาขับแล้วตายยังพอเข้าใจได้

                แต่สำหรับคนที่ไม่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่  เป็นแค่เพื่อนร่วมทางแต่ต้องมารับเคราะห์ด้วย  อย่างเช่นกรณี  กรณีนักธุรกิจเมาแล้วขับ ขับรถชนตำรวจและภรรยาเสียชีวิต ขณะที่ลูกสาววัย ๑๖  บาดเจ็บสาหัส

                อย่าว่า ๒ ชีวิตเลย กรณีเช่นแค่เสี้ยวชีวิต ก็ไม่อาจชดเชยอะไรได้เลย 

                สรุปหากเปลี่ยนนิสัยกันไม่ได้ ยังต้องสังเวยต่อไปเทศกาลละ ๓๐๐-๕๐๐ ศพ

                เดินทางอย่าประมาท ดื่มอย่าขับ  ขอให้โชคดีครับ.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์

    

“พระองค์ท่านทรงเน้นว่าให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการในทุกมิติ เพื่อลดอุบัติเหตุและการสูญเสียให้ได้โดยเร็ว และหากต้องการขอรับการสนับสนุนสิ่งใดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ให้แจ้งไปยังรัฐบาลได้ทันที”

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ย้ำว่านับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยได้กำชับให้ทุกภาคส่วนน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการความร่วมมือให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

'ถาวร'ปัดยก35ปชป.ร่วมตั้งรัฐบาลพปชร. แต่ย้ำจุดยืนหนุน'บิ๊กตู่'นั่งนายกฯต้าน'ทักษิณ'

    
 

13 เม.ย.62 - นายถาวร เสนเนียม ว่าที่​ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ว่าที่ส.ส. พรรคปชป. จำนวน 35 คน จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ว่า​ เป็นการเขียนข่าวกันเอาเอง ตนไม่ได้ให้ข่าวในนามกลุ่ม แต่ความเห็นส่วนตัวของตน ยังคงต้องการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีการเมืองอยู่ 2 ขั้ว 1.ขั้วต่อต้านนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ2.สนับสนุนนายทักษิณ ซึ่งตนต่อต้านนายทักษิณมาตลอด

“ความคิดของผมไม่ขัดกับอุดมการณ์พรรค เพราะพรรคให้แสดงความคิดเห็นในทางการเมืองได้ และมติพรรคออกมาอย่างไร ผมกับเพื่อน จะยอมรับมติพรรค ใครก็แล้วแต่ที่ห่วงใยว่าผมจะทำให้ผิดวินัยพรรคหรืออุดมการณ์พรรค เขาคิดไปเอง หรือพูดให้ตัวเองมีราคา ผมยืนยันถ้ากลุ่มผมแพ้ก็คือแพ้ ถ้าชนะก็คือชนะ ผมอยู่ในพรรคมา 24 ปี เป็นส.ส.มา 7 สมัย ไม่เคยทำให้พรรคเสียหาย มีอุดมการณ์พรรคแน่นอน”นายถาวร​ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมติพรรคออกมาในทางลบจะเกิดงูเห่าขึ้นในพรรคหรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า สำหรับตนไม่มีแน่นอน ไม่เป็นงูเห่า แต่เราพูดแทนคนอื่นไม่ได้

“เทพไท” ชง “พลากร” นั่งนายกคนกลาง 2 ปี แก้เศรษฐกิจปากท้อง-รธน.

    
 

14 เมษายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ไลฟ์สดผ่านเฟสบุควิเคราะห์สถานการณ์การเมืองของประเทศ โดยย้ำว่าจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและแก้รัฐธรรมนูญ ให้มีวาระเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นให้คืนอำนาจแก่ประชาชนและจัดการเลือกตั้งใหม

นายเทพไท กล่าวอีกว่า สำหรับนายกคนกลางต้องเป็นคนที่เข้าได้กับทุกฝาย ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง มีอยู่ด้วยกัน 4 คน  โดยสองคนเป็นองคมนตรีที่มีความสามารถเพียงพอ ได้แก่ 1.พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีตผบ.ทบ. แม้จะเป็นทหารแต่มีหลักประชาธิปไตยค่อนข้างชัดเจน 2.นายพลากร สุวรรณรัฐ ที่ผ่านมาเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง มีประสบการณ์การปกครองค่อนข้างสูง เชื่อว่าจะนำพาประเทศชาติได้ 3.นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังก์ถัด (UNCTAD) โดยออกจากการเมืองไปแล้วและมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกับภารกิจของรัฐบาลแห่งชาติที่ต้องการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน  และ4.นายชวน หลีกภัย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และถือเป็นบุคคลที่ทำงานภายในสภามานาน ทุกฝ่ายพอยอมรับได้

“จากรายชื่อคนที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการเมือง คือ พล.อ.เฉลิมชัย และนายพลากร ซึ่งจากการพูดคุยกับเพื่อนๆหลายคน เขาบอกว่าอยากได้นายกคนกลางที่มาจากพลเรือน แต่ไม่ได้แปลว่ารังเกียจพล.อ.เฉลิมชัย แต่กังวลถึงภาพลักษณ์ว่าจะเป็นการนำภายใต้ทหารอีกหรือไม่ แต่หากเป็นพลเรือนจะอธิบายกับสังคมและสังคมโลกได้ว่าเป็นรัฐบาลเป็นกลางจริงๆและนำโดยพลเรือน ทำให้ตอนนี้น้ำหนักเอนไปทางนายพลากรมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เรายังมีเวลาอีกพอสมควรให้ถกเถียงจนตกผลึก บ้านเมืองต้องมีทางออก ไม่เจอทางตัน เพราะหากใช้ม.44ยกเลิกการเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจะต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ เมื่อบรรยากาศการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว และเห็นว่าทางออกของบ้านเมืองยังมีทางออกได้ นั่นก็คือเรามาจับมือกันร่วมกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ” นายเทพไท กล่าว 

นักวิชาการ ถอดบทเรียนไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ ชี้ห้างใหญ่ต้องเข้มงวดดูดตะกอนบ่อบำบัดน้ำเสีย

    
 

14 เมษายน 2562  นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Sonthi Kotchawat กล่าวถึงกรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยระบุว่า เรื่องนี้ถือเป็น ...บทเรียนจากการเกิดเพลิงไหม้ที่ระบบบำบัดน้ำเสียของโครงการขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีและปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดของเจ้าของโครงการและความเข้มงวดกับการตรวจสอบของหน่วยราชการ

..กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งทราบสาเหตุว่ามาจากที่บ่อบำบัดน้ำเสียที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดิน มีข้อสังเกตถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาและการจัดการดังนี้

1.ระบบบำบัดน้ำเสียตั้งอยู่อาคารชั้นใต้ดินที่มีลักษณะค่อนข้างแคบโดยมีการระบายอากาศออกด้วยพัดลมดูดอากาศระบายไปที่ปล่องสู่บรรยากาศที่ชั้นบนของอาคาร การบำบัดน้ำเสียใช้ระบบตะกอนเร่ง(SBR) มีบ่อรวบรมน้ำเสีย บ่อเติมอากาศและบ่อตกตะกอน สามารถคาดการณ์ของการเกิดเพลิงไหม้จากบ่อน้ำเสียดังนี้

1.1.บ่อเติมอากาศมีออกซิเจนน้อยและบ่อตกตะกอนมีตะกอนสะสมอยู่นานเกินไปไม่มีการดูดไปกำจัดจึงทำให้เกิดปฎิกริยาAnoxic (อากาศมีน้อย) และ Anaerobic (ไม่มีอากาศ)ทำให้ เกิดก๊าซไวไฟต่างๆ เช่นก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซมีเทนและก๊าซไข่เน่าจำนวนมากขังอยู่ในตะกอนชั้นล่าง เมื่อมีความร้อนมากขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิในบรรยากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้ และความร้อนจากใต้ดินจนทำให้มีความร้อนในตะกอนมีอุณหภูมิสูงเกิน 55องศาจะยิ่งเร่งให้ก๊าซไวไฟดังกล่าวลอยขึ้นมาสะสมจนความเข้มข้นสูงขึ้นในบริเวณปากบ่อตกตะกอนและบรรยากาศใกล้เคียง ประกอบกับระบบระบายอากาศ เช่นพัดลม (Blower) ขัดข้องหรือมีประสิทธิภาพต่ำทำให้การระบายก๊าซไวไฟดังกล่าวออกไม่ดีนัก จนทำให้มีก๊าซมีเทนสะสมสูงถึง50,000ส่วนในล้านส่วนของอากาศหรือมีค่าLELเกินร้อยละ5 ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำสุดที่จะทำให้เกิดการระบิดหรือติดไฟได้เมื่อมีความร้อนและออกซิเจนเพียงพอ ดังนั้นหากมีประกายไฟเกิดขึ้น เช่นไฟฟ้าลัดวงจร เกิดประกายไฟจากปั๊มสูบน้ำ เป็นต้น ก็ทำให้เป็นสาเหตุของเกิดการระเบิดและเกิดเพลิงไหม้ได้

1.2.การจัดการเพื่อป้องกันการระเบิดจากก๊าซมีเทนคือ ต้องมีระบบระบายก๊าซมีเทนออกจากระบบบบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันโครงการทั่วไปจะถูกกำหนดให้ระบายไปกำจัดที่บ่อดินขนาดไม่เกิน10ตารางเมตร, ต้องทำการขุดลอกหรือดูดตะกอนออกสม่ำเสมอตามที่ออกแบบไว้, อุปกรณ์ต่างๆในพื้นที่สำหรับบำบัดน้ำเสียจะต้องเป็นอุปกรณ์ที่ป้องกันการเกิดประกายไฟ (fire proof),ต้องมีการตรวจสอบระบบระบายอากาศให้สามารถทำงานได้ตลอดเวลาและกำหนดให้มีก๊าซออกซิเจนในพื้นที่ดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ19.5 ,ต้องติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัย เช่นตรวจจับความร้อน ตรวจจับควัน ตรวจจับไอระเหยของสารติดไฟ เป็นต้น,ที่สำคัญต้องจัดให้มีบุคคลากรควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียทำหน้าที่ดูแลอยู่ประจำและต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ไขข้อข้องใจ'เมาแล้วขับชนคนตาย = เจตนาฆ่า'จริงหรือ?

    
 

"การอ้างว่า เป็นพฤติกรรมที่เล็งเห็นผลในการฆ่าผู้อื่นนั้นไม่น่าจะถูกต้อง  เพราะการดื่มสุราในปริมาณเกินกฎหมายกำหนดแล้วขับรถก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเสมอไป และเมื่อเกิดแล้วจะมีคนตายหรือไม่  ก็ไม่แน่นอน หลักในการแจ้งข้อหาทางอาญากับบุคคล  ข้อเท็จจริงต้องชัดเจน  ไม่ใช่แจ้งไว้ก่อนแล้วอัยการสั่งไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้องก็เรื่องของอัยการและศาล  แม้จะทำให้ผู้คนขับรถหวาดกลัวไม่กล้าดื่มสุรา  เพราะกลัวถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต  แต่ก็ขัดต่อตัวบทกฎหมายอย่างชัดแจ้ง  จะเห็นได้ว่าคดีที่เกิดขึ้นและมีการแจ้งข้อหาโดยมิชอบดังกล่าว  ศาลได้สั่งให้นำกลับไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย" พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุ
    
ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริงโทษอาญาขับรถประมาททำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสที่มีโทษจำคุกถึงสามปีหรือถ้าถึงแก่ความตายก็จำคุกสูงถึงสิบปี  ถ้ารัฐตรวจสอบให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้ด้วยความสุจริตและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง  คนรวยไม่สามารถวิ่งเต้นต่อตำรวจผู้ใหญ่ให้สั่งล้มคดีได้  เมื่อขับรถเกิดอุบัติเหตุแล้วทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือมีคนตาย  พนักงานสอบสวนต้องสอบสวนทำสำนวนส่งอัยการฟ้องศาลให้พิพากษาลงโทษทุกราย  คนรวยไม่สามารถล้มคดีได้ด้วยจ่ายค่าเสียหายและญาติพี่น้องจนพอใจแล้วไม่ดำเนินการสอบสวน หรือ “สอบสวนทำลายพยานหลักฐานส่งให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง”  ผู้คนที่ขับรถโดยประมาทไม่ว่าจะเร็ว เมา หรือมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายในลักษณะใดก็จะเข็ดหลาบ  มีความระมัดระวังมากขึ้น  ลดอุบัติเหตุและความตายบนถนนของประชาชนลงได้อย่างแน่นอน โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายให้มีการเพิ่มโทษในมาตราใดเลย.   

พึ่งศาล รธน.เป็นเกราะกำบัง กกต.อ้างทางตัน คำนวณสูตรเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์

    
 

 

        มีการตั้งข้อสังเกต ผสมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย วิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้ในการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

          ทั้งเสียงวิจารณ์ว่า กกต.ไม่เด็ดขาด ลอยตัว ไม่กล้าตัดสินใจ หลังมีความคิดเห็นที่หลากหลายในสูตรการคำนวณเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ดังกล่าว ทั้งความเห็นจากพรรคการเมืองทั้งพรรคใหญ่-กลาง-เล็ก ที่ย่อมมีมุมมองในทางที่จะทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ ได้เก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หรือความเห็นจากนักวิชาการทั้งสายรัฐศาสตร์-นิติศาสตร์-อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีมุมมองเรื่องดังกล่าวแตกต่างกัน จนหาข้อสรุปคณิตศาสตร์การเมืองดังกล่าวไม่ได้ 

                จนสุดท้าย แม้ กกต.จะมีการเรียกอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยกร่าง รธน.ฉบับปัจจุบัน มาให้ความเห็นประกอบการตัดสินใจ แต่สุดท้าย กกต.ก็เลือกที่จะใช้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดในปมปัญหาข้อสงสัย โดยมีบางฝ่ายก็ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของ กกต.ตามกฎหมายที่รับรองไว้ให้อยู่แล้ว หากทำโดยสุจริต สามารถอธิบายประชาชนได้ ก็ไม่เห็นต้องส่งศาล รธน.หรือเกรงกลัวใดๆ

                 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ กกต.ที่ตอนนี้ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการจัดการเลือกตั้งที่ด้อยประสิทธิภาพ จนประชาชนเข้าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทำให้ 7 เสือ กกต.เลยเกรงว่า หากเคาะเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ออกมาแล้วมีพรรคการเมืองไม่พอใจ จนเคลื่อนไหว เอาผิด-ยื่นเรื่องไปยังช่องทางต่างๆ อาจทำให้ตกจากเก้าอี้ก่อนครบวาระ เลยใช้วิธียื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นด่านป้องกันตัวเองไว้ก่อน จะได้เพล์ยเซฟ

                เพราะ กกต.ทั้งหมด ย่อมอ่านสถานการณ์ออกและรู้ดีว่า ไม่ว่าสุดท้าย กกต.เคาะ-คำนวณออกมาสูตรไหน ก็ย่อมมีคนไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย จนอาจมีการยื่นคำร้องคัดค้าน และนำไปสู่ความเสี่ยงที่อาจทำให้หลุดจากตำแหน่งได้ ดังนั้นการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยเซฟตัวเองไว้ก่อน จึงเป็นทางออกที่ 7 เสือ กกต.ไม่มีใครเสียงแตก ทุกคนเห็นด้วยไปในทางเดียวกันหมด 

                 มติ กกต.ดังกล่าว ทาง อิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แจงไว้ว่า เหตุที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งวิธีที่สำนักงาน กกต.คำนวณ สอดคล้องกับวิธีที่อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญสามารถจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อพึงมีได้ครบ 150 คน แต่การอาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 (4) ที่กำหนดหลักการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจะเกินกว่าที่พึงมีไม่ได้ โดยการจัดสรรในจำนวนที่ต่ำกว่า 0 อาจถือได้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และวิธีการคำนวณตามมาตรา 128 ของกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส.จำเป็นต้องหาข้อยุติให้ชัดเจน แม้ว่าวิธีการคำนวณตามมาตรา 128 ของกฎหมายลูกว่าด้วย ส.ส. จะจัดสรรได้ครบ 150 คน แต่อาจติดขัดต่อประเด็นว่าการจัดสรรนี้ จะทำให้พรรคการเมืองบางพรรคได้ ส.ส.เกินพึงมีหรือไม่

       “การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นวิธีดำเนินการเหมาะสม เมื่อตัวอักษรเขียนแบบนี้คงถึงทางตันที่ไม่สามารถตัดสินในเรื่องนี้เองได้ จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญช่วยวินิฉัย” ประธาน กกต.แจงไว้

                ทั้งนี้ มติ กกต.ดังกล่าวขอรีวิว ย้ำชัดๆ ถึงที่มาที่ไปและเหตุผลของ กกต.ที่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ

                โดยสำนักงาน กกต.ระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 128 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 แล้ว

                ปมปัญหาดังกล่าว ที่ประชุม กกต.มีความเห็นดังนี้

                1.ตามรัฐธรรมนูญฯ 2560 มาตรา 91 วรรคสาม กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณและการคิดอัตราส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 128 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อไว้ สำนักงาน กกต.ได้เสนอผลการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อ กกต. ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณตามแนวทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทำวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อในชั้นพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราปรากฏว่า การคำนวณดังกล่าวมีพรรคการเมืองหลายพรรคมีจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ในเบื้องต้นต่ำกว่า 1 คน แต่เมื่อคำนวณต่อไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (5) แล้ว พรรคการเมืองที่มีผลการคำนวณจำนวน ส.ส.จะพึงมีได้ในเบื้องต้นต่ำกว่า 1 คนดังกล่าว สามารถได้รับการจัดสรรจำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน

                    2.คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามข้อ 1 แล้วเห็นว่า

                    2.1 แม้การคำนวณหาจำนวนสมาชิก ส.ส.บัญชีรายชื่อที่สำนักงาน กกต.ดำเนินการมานั้น สามารถจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่การคำนวณ ส.ส.ตามมาตรา 128 (5) ดังกล่าวมีผลขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 91 (2) และ (4) เนื่องจากมีผลให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพึงมีได้ตาม (2) ต่ำกว่า 1 คน สามารถได้รับการจัดสรรให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ 1 คน จึงอาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคมีจำนวน ส.ส.เกินกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพึงมีได้ ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 91 (4) แต่หากคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 91 แล้ว จะทำให้ไม่สามารถจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ครบ 150 คน อีกทั้งหากไม่นำจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ในเบื้องต้นของพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่า 1 คน ไปคิดคำนวณต่อตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (5) ก็ไม่สามารถคิดคำนวณจัดสรรได้ครบ 150 คนได้เช่นกัน

                "จึงไม่มีวิธีการใดที่จะนำมาคิดคำนวณให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อได้จำนวน 150 คน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 ได้"

                 สำนักงาน กกต.แจ้งถึงมติ กกต.ดังกล่าวว่า การคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อตามข้อ 1 ซึ่งเป็นการดำเนินการคิดคำนวณตามมาตรา 91 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ผลของการคำนวณจะไม่สามารถนำไปประกาศผลการเลือกตั้งได้ เพราะอาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 91

                "อาศัยเหตุผลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงได้เสนอเรื่องตามข้อ 1 และข้อ 2 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 210 (1) และ (2) ของรัฐธรรมนูญฯ 2560 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) ว่า กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งจะคำนวณหาจำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อครบจำนวน 150 คนได้ มีเพียงการคำนวณตามมาตรา 91 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 128 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่สามารถจะคำนวณให้ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อครบจำนวน 150 คนได้

                ดังนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจะคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 128  โดยการคิดคำนวณดังกล่าวอาจทำให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีจำนวน ส.ส.ที่จะพึงมีได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คนได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน กกต.จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 91 หรือไม่"

                 ก่อนหน้านี้สื่อมวลชนรายงานไว้ว่า ฝ่าย กกต.เคยระบุเบื้องต้นไว้ว่า มีความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งรอบนี้จะมีพรรคการเมืองได้มีที่นั่ง ส.ส.ในสภาฯ ร่วม 25 พรรค โดยจะมีพรรคเดียวที่ไม่มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลยคือ พรรคเพื่อไทย ขณะที่จะมีพวกพรรคการเมืองขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ไม่ได้ ส.ส.เขตแม้แต่คนเดียว แต่จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 1-2 ที่นั่ง

                ยิ่งเมื่อพบว่าพรรคการเมืองขนาดเล็กหลายพรรคมีข่าวปรากฏออกมาว่า ได้รับการติดต่อจากฝ่าย คสช.-พลังประชารัฐ ให้รวมเสียงกัน แพ็กทีมไม่ให้มีแตกแถว เพื่อมาร่วมรัฐบาลกับฝ่ายพลังประชารัฐ เพื่อรวมเสียง ส.ส.ในสภาฯ ดันบิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับทำเนียบรัฐบาลรอบ 2 โดยที่สูตรดังกล่าวมีเสียงไม่เห็นด้วยตามมามากมาย กับวิธีคำนวณของเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นสูตรที่ไปเข้าทางพลังประชารัฐ ที่มีข่าวกำลังเคลื่อนไหวรวมเสียงพวกพรรคการเมืองขนาดเล็กร่วม 12 พรรค เช่น ประชาชนปฏิรูป-พลังธรรมใหม่-ไทยศรีวิไลย์ มาจับมือกันตั้งรัฐบาล ซึ่งแม้ล่าสุด กกต.จะแก้ปัญหาด้วยการส่งเรื่องให้ศาล รธน.ชี้ทางออกให้เป็นข้อยุติ แต่ก็ยังมีเสียงวิจารณ์ตามมาว่า การหาทางออกของ กกต.ดังกล่าวหวังผลทางการเมืองในเรื่องเสียง ส.ส.เพื่อให้บางขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

                เช่น ทัศนะของ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติ ที่โดนยุบพรรคไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า เป็นกลุ่มที่ลุ้นให้ฝ่ายเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ที่มองว่า ที่ กกต.ดำเนินการนั้นถือว่าเข้ามามีบทบาทตัดสินว่าฝ่ายไหนจะได้เสียงข้างมากในสภาฯ และมีต่อการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาล

                คำร้องดังกล่าวของ กกต. จากนี้ต้องรอดูว่าทางศาลรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไร?

                หากดูตามทิศทาง ก็ถือว่าเป็นคำร้องที่ชวนให้ติดตามการใช้ดุลยพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง เพราะระบบการเลือกตั้งแบบนับทุกคะแนนเสียงมาคำนวณเป็นเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคการเมือง เพิ่งใช้กับประเทศไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก

                 จึงเป็นเรื่องใหม่ทั้งกับฝ่ายพรรคการเมือง-สำนักงาน กกต. บนความคาดหวังของ กกต.ว่า ศาล รธน.จะช่วยเคลียร์ชัดๆ ทุกตัวอักษรของ รธน.และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อให้สิ้นกระแสความ ก่อนการรับรองผลเลือกตั้ง 9 พ.ค 2562 ตามที่ กกต.เคยบอกไว้

 ......................................................

14 เมษายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน