*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3515
  • จำนวนผู้ชม : 2300736
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 192 , 21:42:34 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ระบบยุติธรรมของเราตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงศาลอันเป็นที่ยุตินั้น ที่ผ่านมามักจะเสียเวลานานๆ ยิ่งเป็นคดีสำคัญๆบางคดี โดจทย์

หรือจำเลยอาจล้มหายตายจากเสียก่อน ก่อนที่คดีจะสิ้นสุดลง แต่บัดนี้ก็มีข่าวดีตามพาดหัวข่าว : ศาลฎีกาทำงานรวดเร็ว!พิจารณาคดี

สิทธิผู้สมัครส.ส.แล้ว576คดี นับเป็นความหวังของปชช.ที่ต้องการเห็นการทำงานที่รวดเร็วของศาลเสียทีแล้ว

 

'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'เสด็จฯพระราชพิธีสงกรานต์ในพระบรมมหาราชวัง

'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'เสด็จฯพระราชพิธีสงกรานต์ในพระบรมมหาราชวัง

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 20.20 น.

15 เม.ย.62 เมื่อเวลา 10.55 น.ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีสงกรานต์

การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นหอพระสุราลัยพิมานทางบันไดประตูงิ้ว ทรงพระสุหร่ายฉีดสรงพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ ทรงกราบ ประทับพระราชอาสน์ สรงพระบรมธาตุ เสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมาน ไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช ทรงกราบ เสด็จฯ ไปยังหอพระธาตุมณเฑียร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิ สรงพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ทั่วทุกพระโกศ

ทรงกราบที่พระแท่นหน้าเครื่องราชสักการะ เสด็จออกจากหอพระธาตุมณเฑียร เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร ลงบันไดด้านพระราชวงศ์เฝ้าฯ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 1 - 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ เสด็จฯ ผ่านพระราชวงศ์เฝ้าฯ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ ประทับพระราชอาสน์

จากนั้น เสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนที่พนมข้าวบิณฑ์ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา แล้วเสด็จฯ ไปทรงประเดนภัตตาหารแด่สมเด็จพระราชาคณะ แล้วประทับพระราชอาสน์ ณ ที่นั้น เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่หน้าพระแท่นนพปฏลมหาเศวตฉัตร ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิ ประทับพระราชอาสน์ เสด็จฯ ไปทรงทอดผ้าคู่ถวายพระสงฆ์ 18 รูป แล้วประทับพระราชอาสน์ที่ต้นอาสน์สงฆ์ ทรงทอดผ้าคู่ พระสงฆ์สดับปกรณ์ อีกจำนวน 3 เที่ยวๆ ละ 18 รูป เสด็จฯ ไปประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก เสด็จฯ ไปทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 1 - 9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา เสด็จฯ ไปทรงกราบพระบรมอัฐิที่หน้าพระแท่นนพปฏลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ ก่อนเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับ

อัยการเปิด4แนวทาง‘คำวินิจฉัยศาลรธน.’ ปมสูตร‘ปาร์ตี้ลิสต์’

อัยการเปิด4แนวทาง‘คำวินิจฉัยศาลรธน.’ ปมสูตร‘ปาร์ตี้ลิสต์’

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.05 น.

อัยการเปิด4แนวทาง‘คำวินิจฉัยศาลรธน.’ ปมสูตร‘ปาร์ตี้ลิสต์’

15 เม.ย.62 ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสุงสุด โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเป็นไปได้ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีเนื้อหา ดังนี้

แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเป็นไปได้ กรณี กกต. ขอให้วินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ตามที่ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ให้ส่งเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า หาก กกต.จะคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 128 (5) ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส.พึงมี 1 คน ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน การดำเนินการดังกล่าว ของ กกต. จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่

“ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในเรื่องนี้ว่า แนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจจะเป็นไปได้ในกรณีนี้ น่าจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้เป็นเพียงการให้ความเห็นทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมาย โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนหรือไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใดทั้งสิ้น และเป็นการให้ความเห็นโดยอ้างอิงจากมติ กกต. ดังกล่าว โดยที่ยังไม่ทราบถึงเนื้อหาของหนังสือที่ กกต. จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร และประการที่สำคัญ เป็นเพียงการคาดการณ์แนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเป็นไปได้โดยอ้างอิงบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น”

(การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ) พ.ศ. 2561 มาตรา 41 วรรคสอง (4) ประกอบมาตรา 43 กำหนดให้ทำเป็นหนังสือ ไม่ใช่ทำเป็นคำร้องเหมือนกรณีทั่วไป)

1. แนวทางคำวินิจฉัยที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดุลพินิจที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่รับ ตาม พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับเรื่องไว้พิจารณา อาจมี 2 แนว ดังนี้

แนวที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้พิจารณา โดยอ้าง พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ที่กำหนดให้การยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตาม พรป. วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 (2) อันเป็นคดีเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ จะต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่กรณีนี้ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้มีมติที่แน่นอนชัดเจนว่าจะใช้วิธีการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อแบบใด และจำนวนพรรคการเมืองที่จะมีส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่แน่ชัดว่าจะมีจำนวนเท่าใด

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงแค่การแสดงความคิดเห็น การโต้แย้ง และการอภิปรายถกเถียงถึงแนวทางของวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ กกต.จะนำมาใช้เท่านั้น

และเมื่อ กกต. ยังไม่มีมติที่แน่ชัดว่าจะเลือกใช้วิธีการคำนวณแบบใด จึงยังไม่มีพรรคการเมืองใดหรือบุคคลใดโต้แย้งหรือคัดค้านมติของ กกต. ในเรื่องนี้ตามกระบวนการและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ กรณีนี้จึงยังถือไม่ได้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ได้เกิดขึ้นแล้ว

แนวที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้พิจารณา โดยอ้าง

(1) อำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) และ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 11 (1) และ (2) ว่าเป็นอำนาจของ กกต.ในการจัดให้มีเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและดำเนินการให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และ

(2) อำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ประกอบ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ได้ครบจำนวน 150 คน ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่รัฐธรรมนูญและพรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดไว้ จึงเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องพิจารณากำหนดวิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับไว้พิจารณา

2. แนวทางคำวินิจฉัยที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และมีคำวินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นปัญหาในเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยเหตุผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามแนวที่ 1 และหรือแนวที่ 2 ดังกล่าวไว้แล้วในแนวทางคำวินิจฉัยที่ 1

3. แนวทางคำวินิจฉัยที่ 3 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และมีคำวินิจฉัยว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ ที่รัฐธรรมนูญและ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนด โดย กกต. ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

แต่ไม่ได้วินิจฉัยรับรองวิธีการคำนวณที่ กกต.จะนำมาใช้ในการคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส.พึงมี 1 คน ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ว่าเป็นวิธีการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. เป็นการเฉพาะ ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ก้าวล่วงไปวินิจฉัยเพื่อรับรองอำนาจหน้าที่และวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ในกรณีนี้

4. แนวทางคำวินิจฉัยที่ 4 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และมีคำวินิจฉัยในแนวทางว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ได้ครบ 150 คนภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญและ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กำหนดไว้ พร้อมทั้งมีคำวินิจฉัยรับรองอำนาจหน้าที่และวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ กกต. เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดังกล่าวมา ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และและ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 128

มีข้อสังเกตสำหรับแนวทางคำวินิจฉัยที่ 4 นี้ว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ จะเป็นการที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปรับรองความถูกต้องของวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องรับผิดชอบคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้ถูกต้องและให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว

และหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ก็จะทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันวิธีการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง ส.ส. ในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย

“โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในแนวทางที่ 4 นี้ จะส่งผลโดยตรงต่อจำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองและทิศทางในการจัดตั้งรัฐบาล และน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อ กกต. มากที่สุด โดยทำให้ กกต.อยู่ในเขตปลอดภัย หรือ Safety Zone หาก กกต.มีมติเลือกที่จะใช้วิธีการคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อแบบที่กล่าวมานี้”

ศาลฎีกาทำงานรวดเร็ว!พิจารณาคดีสิทธิผู้สมัครส.ส.แล้ว576คดี

ศาลฎีกาทำงานรวดเร็ว!พิจารณาคดีสิทธิผู้สมัครส.ส.แล้ว576คดี

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.21 น.

15 เม.ย.62 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยการพิจารณาคดีร้องขอให้วินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส.ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.62 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้วินิจฉัยแล้ว ซึ่งมีลักษณะคดี เช่น กรณีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับสมัครหรือเพิ่มชื่อเป็นผู้สมัคร , กรณีผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับสมัครหรือเพิ่มชื่อเป็นผู้สมัคร , กรณีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต.ที่ให้ถอนการรับสมัครตามคำร้องของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครอื่น และกรณีผู้อำนวยการเขตการเลือกตั้งขอให้ถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นต้น

"ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้รายงานผลสรุปคดีวินิจฉัยสิทธิสมัครและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส.ระหว่างวันที่ 4 ก.พ.62 ถึงวันที่ 23 มี.ค.62 ทั้งหมดจำนวน 576 คดี โดยศาลฎีกาคำสั่งก่อนวันเลือกตั้งทั้งหมดตามที่กฎหมายกำหนด"

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ในส่วนของรายละเอียดนั้น วันที่ 4 ก.พ. - 8 มี.ค.62 รวมคดีเลือกตั้ง ส.ส.จำนวน 366 เรื่อง แบ่งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 62 เรื่อง , ส.ส.แบบแบ่งเขต 290 เรื่อง และขอถอนชื่อ 14 เรื่อง โดยมีคดีเสร็จไป 366 เรื่อง แบ่งเป็น ยกคำร้อง 277 เรื่อง , รับสมัคร/ประกาศรายชื่อ 50 เรื่อง , อนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ 25 เรื่อง , ให้ถอนชื่อ 10 เรื่อง และให้เพิ่มชื่อ 4 เรื่อง ส่วนคดีระหว่างวันที่ 9 มี.ค. - 23 มี.ค.62 รวมคดีถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง 210 เรื่อง แล้วเสร็จทั้งหมด

"ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ย้ายไปเปิดทำการยังอาคารศาลฎีกาแห่งใหม่ที่สนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.62 แล้ว ส่วนคดีหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.62 นั้น ยังไม่มีการส่งเข้ามายังศาลฎีกา เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการพิจารณาวินิจฉัยก่อน หลังประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว"

 
 
โพลระบุปชช.80.1%ให้‘กกต.สอบตก’ 74%มอง‘นายกคนเดิม-คนนอก’เกิดขัดแย้ง
วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 14.26 น.

โพลระบุปชช.80.1%ให้‘กกต.สอบตก’ 74%มอง‘นายกคนเดิม-คนนอก’เกิดขัดแย้ง

15 เม.ย.62 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “การเมืองแบบเดิม กับ ความสงบสุข” กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,661 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการครอบคลุมทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ช่วงวันที่ 26 มีนาคม – 15 เมษายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

เมื่อสอบถามถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา คิดว่าสอบได้หรือสอบตก ผลสำรวจพบว่า ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.1 ระบุว่า สอบตก ในขณะที่ร้อยละ 19.9 ระบุว่า สอบได้

ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.0 ระบุการเมืองแบบเดิม นายกรัฐมนตรีคนเดิม หรือนายกรัฐมนตรีคนนอก จะนำปัญหาขัดแย้งให้กับคนในสังคมค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 26 ระบุว่า ค่อนข้างน้อย ถึง น้อยที่สุด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.5 ระบุ การเมืองแบบเดิม นายกรัฐมนตรีคนเดิม หรือ นายกรัฐมนตรีคนนอก จะได้รับการยอมรับจากการเมืองฝ่ายต่าง ๆ ค่อนข้างน้อย ถึง ไม่ยอมรับเลย ในขณะที่ร้อยละ 23.5 ระบุได้รับความยอมรับค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.9 อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.9 เห็นด้วยต่อการนำความขัดแย้งต่าง ๆ ไปคุยกันในแกนนำฝ่ายการเมือง มากกว่า นำความขัดแย้งมาสู่กลุ่มประชาชน และที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึง ความเชื่อมั่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ในการดูแลความสงบ ความมั่นคงของประเทศที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.5 ค่อนข้างเชื่อมั่น ถึง เชื่อมั่นมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 16.5 ไม่ค่อยเชื่อมั่นถึงไม่เชื่อมั่นเลย

ผู้อำนวยการซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนเกือบทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุขไม่อยากเห็นความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเกิดขึ้น แนวทางการป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์มีอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1.ช่วยกันนำความขัดแย้งเชิงอำนาจการเมือง เช่น การจัดตั้งรัฐบาล การเสนอผู้เป็นนายกรัฐมนตรี และอื่นๆ หาทางออกภายในกลุ่มแกนนำการเมืองเสมือนเป็น สภาแบบไม่เป็นทางการ มากกว่าปล่อยความขัดแย้งมาใส่ในกลุ่มประชาชน เพราะจะควบคุมทิศทางได้ยาก

2.ทุกฝ่ายน่าจะหยุดการเติมเชื้อเพลิงเข้ากองไฟแห่งความขัดแย้ง หยุดข่าวลือ (Stop Rumours) แต่หันมารณรงค์ขับเคลื่อนประเทศเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการใช้ถ้อยคำทัศนคติที่ดีต่อกันและหน้าที่พลเมืองที่ดีผ่านการพูดคุยบอกต่อและการพูดคุยในโลกโซเชียล

3.หยุดการกระทำที่ฝ่าฝืนคุณธรรมจริยธรรมทางการเมืองและหยุดฝ่าฝืนเจตจำนงค์ของสาธารณชน ถ้าเป้าหมายหนึ่ง (Goal) อยู่ที่ความสงบมั่นคงของประเทศ วิธีการต่าง ๆ (Means) ต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเหมือนที่ฝ่ายต่าง ๆ กำลังพยายามทำกันอยู่ตอนนี้ ถ้าหากฝืนทำต่อไป อาจจะต้องเหนื่อยกันอีกหลายเท่าตัวและบ้านเมืองก็จะถอยหลังเพราะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลในการบูรณะฟื้นฟูและเยียวยาประชาชน

 
ระทึก! ตร.ปีนหอพักช่วยชีวิตหญิงวัย36ปี กินยาหวังฆ่าตัวตาย

ระทึก! ตร.ปีนหอพักช่วยชีวิตหญิงวัย36ปี กินยาหวังฆ่าตัวตาย

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 18.22 น.

15 เม.ย.62 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ขจรศักดิ์ เถลิงพงษ์ รอง สวป.สภ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา กำลังปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าชุดเคลื่อนที่เร็วในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้รับแจ้งเหตุมีคนพยายามฆ่าตัวตาย ภายในห้องพัก บริเวณชั้น 2 ของหอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จึงนำกำลังไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบว่าห้องดำกล่าวถูกล็อคกลอนประตูไว้อย่างหนาแน่น ไม่สามารถเข้าไปในห้องได้ เคาะประตูเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ

ทั้งนี้ จึงให้ ส.ต.ท.ยุทธนา สุรมล ผบ.หมู่ (ป.) ขออนุญาตเจ้าห้องที่อยู่ติดกันเข้าไปในห้อง จากนั้นได้ปีนออกไปทางหน้าต่าง เมื่อเข้าไปถึงห้องพักพบว่าประตูด้านหลังถูกปิดล็อคไว้ด้วยเช่นกัน และมองผ่านหน้าต่างเข้าไปเห็นหญิงสาว นอนหลับอยู่บนเตียงนอน พยายามเรียกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น จึงได้ทุบกระจกเพื่อเปิดประตูเข้าไป พบร่างของ น.ส.สุวพร ดุงโคกกรวด หรือ น้องอ้อ อายุ 36 ปี อาชีพพนักงานโรงงานแห่งหนึ่ง สภาพนุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อยืดคอกลม นอนหลับไม่ได้สติ หายใจรวยรินอยู่บนที่นอน ส่วนที่โต๊ะหัวเตียงพบขวดยาเม็ด ลักษณะเม็ดกลมแบนสีเหลือง คล้ายยาระงับประสาท หรือยานอนหลับ ที่ยังหลงเหลือบางส่วน และคาดว่าจะถูกนำมากินเข้าไปจำนวนมาก เพื่อหวังฆ่าตัวตาย จากนั้นได้เปิดประตูหน้าห้อง ร.ต.อ.ขจรศักดิ์ เถลิงพงษ์ จึงได้เข้าไปอุ้มน้องอ้อ วิ่งลงมาชั้นล่างนำขึ้นรถสายตรวจตำรวจส่ง รพ.แปลงยาว เพื่อให้แพทย์ล้างท้อง ทำการช่วยชีวิตจนอยู่ในอาการปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่รอดตายได้ เพราะก่อนกินยาได้โทรศัพท์ไปบอกลาตายกับญาติพี่น้องที่อยู่ทางบ้านต่างจังหวัด ญาติจึงได้รีบโทรแจ้งตำรวจ สภ.แปลงยาว ให้เข้าไปตรวจสอบช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุแรงจูงใจที่พยายามฆ่าตัวตาย เจ้าหน้าที่ยังไม่แน่ชัดเนื่องจากยังให้การไม่ได้

 
 
 
 
'อนาคตใหม่'ซัด'หมอวรงค์'ดูถูกปชช. ชี้ปท.ไม่ต้องการนักการเมืองแบบนี้

'อนาคตใหม่'ซัด'หมอวรงค์'ดูถูกปชช. ชี้ปท.ไม่ต้องการนักการเมืองแบบนี้

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.38 น

"อนาคตใหม่"ซัด"หมอวรงค์"ไม่สร้างสรรค์-ดูถูกปชช. หลังโพสต์คนรุ่นใหม่ถูกชักจูงให้เลือกพรรคคนรุ่นใหม่ บอกปท.ไทยไม่ต้องการนักการเมืองแบบนี้

15 เม.ย.62 น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความระบุว่าการที่คนรุ่นใหม่ชักชวน พ่อ แม่ ผู้สูงอายุไปเลือกพรรคคนรุ่นใหม่ทั้งที่ไม่รู้จัก จนทำให้เกิดกระแสคล้อยตามอาจทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย จึงต้องดูแลลูกหลานไม่ให้ถูกชักจูง ว่า เป็นสิทธิของ นพ.วรงค์ ที่จะพูด และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะตัดสิน นพ.วรงค์ ว่าทัศนคติแบบนี้สร้างสรรค์หรือไม่ การที่บอกว่าใครชักจูงให้คล้อยตามเป็นการดูถูกวิจารณญาณและดูถูกเสียงของประชาชน และยังไม่ได้เป็นข้อวิจารณ์ที่นำไปสู่สิ่งที่สร้างสรรค์ใดๆ

"ประเทศผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่า อย่ามานั่งวิเคราะห์วิจารณ์สิ่งที่ผ่านไปแล้วโดยไม่สร้างสรรค์ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ประเทศไทยคงไม่ต้องการนักการเมืองแบบนี้" น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

'จุรินทร์'ชี้สถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง เชื่ออาจมีผลพลิกผันอีก

'จุรินทร์'ชี้สถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง เชื่ออาจมีผลพลิกผันอีก

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 15.44 น.

"จุรินทร์"ชี้สถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง เชื่ออาจมีผลพลิกผันอีก แนะคนร่างรธน.ต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง และต้องแสดงความรับผิดชอบ

15 เม.ย.62 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง ภายหลังจากที่ทั้ง 2 ขั้วการเมือง ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ว่า ตนคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คือ ไม่ปกติทั้งกติกา ทั้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจบางอย่าง ดังนั้น การเมืองจากนี้มันยังไม่นิ่ง ทั้งผลการเลือกตั้ง และการเมืองหลังจากประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฏรจะเป็นอย่างไร การเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีใครเข้าแข่งขัน จะเป็นไปอย่างที่คาดการณ์หรือไม่ มันยังมีเงื่อนไขปัจจัยที่จะต้องติดตาม

เมื่อถามว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่สะท้อนถึงกลุ่มคนที่ร่างกติกาที่ทำให้เกิดปัญหา ทั้งการร้องค้านผลการเลือกตั้ง หรือการรวบเสียงจัดตั้งรัฐบาลที่ส่อจะมีปัญหาหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เงื่อนไขที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะบทเฉพาะกาล เริ่มจะเป็นปัญหาให้เห็น ที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ สองขั้วที่แข่งกันจัดตั้งรัฐบาล โดยขั้วหนึ่งถ้ารวมเสียงข้างมากในสภาฯ ได้อาจจะไม่มีเสียงพอที่จะเป็นนายกฯ ได้ แต่อีกขั้วหนึ่งถ้าเป็นนายกฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล ก็ยังมีคำถามว่า สุดท้ายจะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ หรือไม่ ล้วนเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร จะต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งก่อน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แต่สภาพที่เป็นอยู่คือ ทั้ง 2 ขั้ว ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็มีเสียงปริ่มน้ำ เป็นผลจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มุ่งเน้นแก้กรณีรัฐบาลมีเสถียรภาพมากเกินไป รวมถึงรูปแบบการเลือกตั้งใช้ใบเดียว การออกแบบกติกาเช่นนี้ ถือเป็นคำตอบของประเทศ หรือเป็นระเบิดเวลามากกว่า นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนเคยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ตอนที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็คงคาดไม่ถึงว่าสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างนี้ แต่เดิมอาจจะคิดว่าจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ เช่น ถึงขั้นกำหนดให้ประธานสภาต้องอยู่ฝ่ายรัฐบาล กำหนดให้วุฒิสมาชิกโหวตเลือกนายกฯ ได้ และออกแบบรูปแบบการเลือกตั้งให้เป็นบัตรใบเดียว เพราะคาดหวังว่า ผลการเลือกตั้งจะเป็นเบี้ยหัวแตกและสามารถที่จะทำให้การรวมเสียงตั้งรัฐบาลทำได้ง่าย แต่เอาเข้าจริงมันเป็นผลตรงกันข้าม และเกิดภาวะการแข่งขันของ 2 ขั้วทางการเมืองที่ปริ่มน้ำ ทั้งนี้ ตนไม่อยากเรียกร้องใครให้แสดงความรับผิดชอบ เพราะไม่อยากขยายประเด็นปัญหาให้เพิ่มขึ้น แต่คงจะเป็นบทเรียนให้กับคนร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ได้

ชวนใช้บริการจัดเก็บไขมันตามบ้าน

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
 

นายวรพจน์ นิ่มสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตดอนเมือง กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีสถานประกอบการที่จำหน่ายอาหารประเภทโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารชุด ตลาด ภัตตาคาร ร้านอาหาร สถานประกอบกิจการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 17,000 แห่งซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญของไขมันและน้ำมันบริโภคใช้แล้ว และถูกทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะหรือจัดเก็บใส่ถุงดำและทิ้งลงถังขยะโดยไม่มีการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ ทำให้เกิดปัญหาไขมันอุดตันท่อระบายน้ำเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ รวมทั้งส่งกลิ่นเหม็นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรค

เขตจึงให้บริการจัดการไขมันแบบครบวงจรตั้งแต่การให้บริการเก็บขนไขมันแก่สถานประกอบการและประชาชนเพื่อนำ
ไขมันไปกำจัดที่โรงงานอย่างถูกลักษณะ และต้องเป็นไขมันที่ได้จากบ่อดักไขมันของสถานประกอบการและครัวเรือนที่เป็นไขมันจากพืชหรือสัตว์ที่ไม่ใช่ของเสียอันตราย (สำหรับของเสียอันตรายซึ่งเกิดจากสถานที่ที่ทำการผลิต กลิ่น หรือเก็บสะสมน้ำมันปิโตรเลียม หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง สถานที่ล้างอัดฉีดรถยนต์ สถานที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ เป็นต้น ไม่เข้าข่าย)โดยวันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2562 เวลา 09.00-12.00 น. จะเข้าดำเนินการที่ชุมชนทับแก้ว ถนนสรงประภา ซอย 7 สนใจติดต่อรับบริการได้ที่ฝ่ายรักษาความสะอาดฯโทร.02-5659414

นครพนม'ปิดเมืองสาดน้ำ' วันสุดท้ายสนุกสุดเหวี่ยง-ไร้ทะเลาะวิวาท

นครพนม'ปิดเมืองสาดน้ำ' วันสุดท้ายสนุกสุดเหวี่ยง-ไร้ทะเลาะวิวาท

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2562, 20.36 น.

15 เม.ย.62 บริเวณถนนสายต่างๆในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นมา แทบจะกลายเป็นอัมพาต เพราะมีประชาชนนำพวกพ้องน้องพี่ลูกหลานขึ้นรถปิคอัพ ขับออกมาเล่นน้ำกันบนถนน แต่ละจุดเปิดเพลงออกสเต๊ปกันอย่างสุดเหวี่ยง

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยายกาศภาพรวม ว่าหนุ่มสาววัยรุ่นมีมารยาทในการเล่นน้ำสงกรานต์ ทุกคนต่างเล่นสาดน้ำกันอย่างสุภาพ ไร้ลามกอนาจาร บุคคลที่ดื่มก็สนุกในขอบเขตของตน แม้แต่การเล่นปะแป้งก็ถือว่าไม่เกินเลย ไม่มีการทะเลาะวิวาทแต่อย่างใด ผลมาจากหลายหน่วยงานบูรณาการร่วมกัน มีการคัดกรองหลายชั้น ตั้งแต่ขับรถเข้ามาในเขตเทศบาลเมืองนครพนม หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัย มีสภาพไม่พร้อมหรือขับรถหวาดเสียวจะเรียกตรวจระดับแอลกอฮอล์ทันที ดังนั้น บนถนนสายหลักเขตเทศบาลเมืองนครพนม ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยทำงานไม่เหนื่อยเหมือนทุกๆปี

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
.................................................................
 
15 เมษายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน