*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3577
  • จำนวนผู้ชม : 2316408
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< เมษายน 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 197 , 12:38:10 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         อ่านบทความของคุณเปลว สีเงิน วันนี้กับอีก 2 - 3 วันที่ผ่านมา ค่อยมีความเข้าใจทันต่อเหตุการณ์กรณีนายธนาธร จึงรุ่ง

เรืองกิจโดนข้อหา 'หุ้นสื่อ' ที่ก.ก.ต.ยิงเข้าใส่ เพราะเสียงแก้ตัวแทนโดยนักกฎหมายระดับด็อกเตอร์ฝรั่งเศสอย่างนายปิยะบุตร

ก็พูดได้พูดเอา จนคนไทยที่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องกฎหมายงุนงงไปตามกัน

         ส่วนนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะก็เดินทางไปร่วมประชุมกับรัฐบาลจีน ก็ไปถึงเรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่ม

สายแถบและเส้นทางครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2562 โดยมีนางหลิว ยู่ฟาง รองเลขาธิการสภาประชาชนกรุงปักกิ่ง รอ

ให้การต้อนรับ 

 

 

"วิญญูชนกับวิญญูโจร"

 
 
 
 อาจารย์ "สอนกฎหมาย"

    เมื่อใกล้จนตา.....
    จะตายด้วยข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ก็ใช้ "ตลบตะแลงศาสตร์" เปิดทางหนีตาย
    เราจึงเห็น เรื่องหุ้นสื่อธนาธร มีการช่วยกัน "เบี่ยงประเด็น" ขนานใหญ่!
    ตอนนี้ ชูประเด็น "ธนาธร-อนาคตใหม่" ถูกกลั่นแกล้ง ถูกเตะตัดขา 
    "ธนาธร-อนาคตใหม่" กำลังเป็นเหยื่อบริคณห์สนธิที่ถูกใช้ โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์
    "ธนาธร-อนาคตใหม่" กำลังถูกกฎ-กติกาเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ ไล่เก็บ-ไล่บี้
    ไม่มีการกล่าวถึงหุ้นสื่ออันต้องห้ามมิให้ผู้ถือ เป็นผู้มีสิทธิ์รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ที่กำลังเป็นปัญหาด้านข้อกฎหมายอยู่ขณะนี้
    เพราะอะไร?
    เพราะที่ปิยบุตรช่วยแก้ต่างให้ธนาธรไป ๓-๔ วันก่อน ถูกสำนักข่าวอิศรานำวัน-เวลาที่อ้างถึงการเซ็นโอนหุ้นเข้ากรรมวิธีจับเท็จ
    ปรากฏว่า "ดอกเตอร์ตูลูส" เสร็จดอกเตอร์เก๊ "สำนักข่าวอิศรา"!
    คุณมีสิทธิ์ไม่พูด แต่เมื่อพูด ทุกคำที่คุณพูดคือหลักฐาน เพราะเหตุนี้ ตอนนี้.......
    ปิยบุตรจึงเบี่ยงประเด็นตามข้อกฎหมาย ไปเป็นถามหา "เจตนารมณ์"
    เป็นภาควิชา "ฟอกถ่าน" ประมาณนั้น.......
    "เรื่องลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น จะดูแค่จากหนังสือบริคณห์สนธิไม่ได้ 
    แต่ผู้นั้นต้องถือหุ้นกิจการที่ประกอบธุรกิจสื่อมวลชนจริงๆ 
    ไม่ใช่ไปเปิดหนังสือ "บริคณห์สนธิ" ที่เป็นแบบฟอร์มจากกระทรวงพาณิชย์ ที่เขียนวัตถุประสงค์ครอบจักรวาล หากจะนำเรื่องนี้มาระบุว่า ใครถือหุ้นสื่อหรือไม่ คำถาม คือ....
     เรื่องนี้ ใช้สมเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่? 
    หากมีคนบังเอิญไปถือหุ้นในบริษัทที่หนังสือบริคณห์สนธิ ที่มีวงเล็บนึงระบุว่า "ทำสื่อ"
    แต่บริษัทนั้นประกอบกิจการอาหารสัตว์ แล้วมันเป็นการครอบงำสื่อตรงไหน?"
    นี่....ตรงนี้ไง อาจารย์ อ่านซะ 
    อย่าพยายามพา "ฟ้าของพ่อ" จมปลักควายตามกันไปให้เสียความเป็น "คนรุ่นใหม่" ให้มากกว่านี้เลย
    นี่คือบรรทัดฐานจากคำพิพากษาใน "ความคดีเลือกตั้ง"
    ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
    ที่ ๑๗๐๖/๒๕๖๒        ศาลฎีกา
    วันที่ ๑๙ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
    ความคดีเลือกตั้ง
    ระหว่าง.............
    ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดสกลนคร ผู้ร้อง
    นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้คัดค้าน
    เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    (ขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต)
    ผู้ร้องยืนยันคำร้องว่า ผู้ร้องประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดสกลนคร พรรคอนาคตใหม่
    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่เสนอต่อศาลแล้ว เห็นว่าคดีไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐาน จึงให้งดการไต่สวน
    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า
    ผู้ร้องประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดสกลนคร พรรคอนาคตใหม่ 
    โดยที่ผู้คัดค้าน เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์
    ต่อมา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดมาร์ส เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส
    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่
    เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙๘ บัญญัติว่า
    "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...(๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ...."
    และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๔๒ บัญญัติเช่นเดียวกันว่า
    "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร...(๓) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ...."
    ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ มิได้
    เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์
    ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๙๘ (๓) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๔๒ (๓)
    ที่ผู้ร้องอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส มีจุดประสงค์ดังกล่าว แต่ไม่ได้ประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์ จึงฟังไม่ขึ้น
    แม้ต่อมาวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๒ ผู้คัดค้านจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอนจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิสแล้ว 
    แต่เป็นระยะเวลาหลังจากผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว จึงต้องถือว่า ในวันที่ผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 
    ผู้คัดค้านยังเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลอันมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติดังกล่าว และไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    คำร้องของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
    จึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดสกลนคร ของพรรคอนาคตใหม่
    นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
    นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
    นายเรวัตร สกุลคล้อย
    อ่านแล้วใช่มั้ย ท่านดอกเตอร์ปิยบุตร?    
    เมื่อมีคำพิพากษาเช่นนี้ เจ้าตัว คือนายภูเบศวร์เอง 
    ยังโพสต์ด้วยข้อความสมความเป็นวิญญูชน "คนรุ่นใหม่" ที่แท้จริง จะคัดจากข่าวอมรินทร์ทีวีมาให้ดู
     “ทุกท่านครับ
    ผม นายภูเบศวร์ เห็นหลอด อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ สกลนคร เขต 2 เบอร์ 11 ถูกคำสั่งศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง สั่งให้ถอนชื่อออกจากผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร เขต 2 เนื่องจากเป็นผู้ขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 98 กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร…(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ…” และ พ.ร.ป.ว่าด้วยว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 42 บัญญัติไว้เช่นเดียวกัน
    ศาลจึงสั่งให้ถอนชื่อผมออกจากผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 2 สกลนคร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562
___________________________________________
    ข้อเท็จจริง คือ ผมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จดทะเบียนไว้เดือนสิงหาคม 2561 
    เพื่อประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างอาคารที่มิใช่ที่พักอาศัย รหัสธุรกิจ 41002 ตามแบบ สสช.1 ของกระทรวงพาณิชย์ 
    ในขั้นแรกของการจดจัดตั้งนั้น ผมได้มอบหมายให้สำนักบัญชีแห่งหนึ่ง ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้ง หจก.เพื่อประกอบสัมมาอาชีพ โดยการยื่นจดทะเบียนนั้น ได้ใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูปในการจดทะเบียน ซึ่งเป็นแบบฟอร์มของกรมพัฒนาธุรกิจเอง 
    โดยในแบบฟอร์มสำเร็จรูป จะระบุมีวัตถุประสงค์ทั่วไปในการจดจัดตั้งห้างทั้งสิ้น 43 ข้อ ครอบคลุมกิจการเกือบทุกประเภทในประเทศนี้ 
    ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้าง, ทำเหมืองแร่, ขายเครื่องสำอาง, ทำโรงเลื่อย ฯลฯ 
    และในข้อที่ 43 ระบุว่า “ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ รับจัดทำสื่อโฆษณา สปอร์ตโฆษณา เผยแพร่ข้อมูล” 
    ซึ่งขัดกับมาตรา 98 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญในข้างต้น จึงส่งผลให้ผมขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครฯ
    หจก.มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ซึ่งผมเป็นเจ้าของนั้น ยังมิได้ดำเนินกิจการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เคยรับงานก่อสร้าง หรือรับงานใดๆ เลย รายรับเป็นศูนย์ ลูกจ้างเป็นศูนย์ 
    และผมขอยืนยันว่า ผมมิได้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ใดๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ 
    และได้ปรึกษากับฝ่ายกฎหมายก่อนสมัครรับเลือกตั้งแล้วยืนยันว่า “ไม่เป็นไร” เนื่องจากผมมิใช่เจ้าของสื่อใดๆ จริงๆ 
    แต่เมื่อศาลตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ ก็ต้องยอมรับ
    เห็นมั้ย...ดอกเตอร์ตูลูส
    "บริคณห์สนธิ" มันก็บอกได้ถึงความเป็นวิญญูชนหรือวิญญูโจร 
    ผ่านทาง "สำนึกใช้" กฎหมาย!.

นายกฯถึงจีนแล้วเตรียมนำคณะร่วมประชุมเส้นทางสายไหมใหม่

    
 

26เม.ย.62-เมื่อเวลา 06.15 น. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2562 โดยมีนางหลิว ยู่ฟาง รองเลขาธิการสภาประชาชนกรุงปักกิ่ง รอให้การต้อนรับ 

โดยพล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีว่า เวลา 08.00 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมฯ ณ โรงแรมที่พัก 

จากนั้นเวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรีจะร่วมพิธีเปิดการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางครั้งที่ 2 และกล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมระดับสูง (High-Level Meeting) ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติจีน โดย นายหาน เจิ้ง รองนายกรัฐมนตรีจีน จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี ณ เรือนรับรองเตี้ยวหยูไถ
ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะได้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำระดับสูงของจีน ได้แก่ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ขณะที่ในช่วงค่ำ นายสี จิ้นผิง และภริยา จะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมฯ และคู่สมรส ณ มหาศาลาประชาชน

พปชร.โดนบ้าง!เพื่อไทยร้อง'กกต.'สอบถือหุ้นสื่อ

    
 

26 เม.ย.62 - ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ รุ่งธนวงศ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและสถิติ กองอำนวยการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย  เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติของนายชาญวิทย์ วิภูศิริ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 15 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับที่ 1 เนื่องจากตรวจสอบเอกสารแผ่นพับหาเสียงที่ ระบุ เป็นผู้บริหารบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ซึ่งสืบจากข้อมูลกรมธุรกิจการค้าและพาณิชย์ พบว่า นายชาญวิทย์ หรือผู้ถูกร้องเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชน โดยพบว่า ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจำนวน 250 ล้านหุ้น และเป็นผู้มีอำนาจในการลงนามของบริษัทดังกล่าวด้วย 

 การกระทำดังกล่าวจึงอาจขัดรัฐธรรมนูญ ม.98 (3) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3) ที่ห้ามไม่ให้บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จึงขอให้ กกต.ใช้อำนาจตรวจสอบและวินิจฉัย 

“หากพบว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้าม ก็ขอให้ยกเลิกการเลือกตั้งในเขตดังกล่าว และสั่งให้ดําเนินการเลือกตั้งใหม่ รวมทั้งให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ด้วย ทั้งนี้ ขอให้กกต.เร่งตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีนี้หากพบว่ากระทำความผิดจริงนายชาญวิทย์ ก็จะมีความผิดรับรองคุณสมบัติตนเองเป็นเท็จซึ่งก็จะมีความผิดทางอาญาด้วย”  นายณรงค์ กล่าว 

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า ทางพรรคเพื่อไทยกำลังสืบค้นข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ กกต.ตรวจสอบและวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมาย โดยขณะนี้มีข้อมูลของผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐอีกหลายรายที่กำลังทยอยตรวจสอบและยื่นต่อ กกต.ต่อไป

'บุญยอด'จัดชุดใหญ่'ธนาธร'เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจคุณก็กลับไปจุดเริ่มต้นซะใหม่!

    
 

26 เม.ย.62 - นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กระบุว่า เรื่องเข้าใจง่ายๆ เจ้าของหรือหุ้นส่วนสื่อมวลชนทุกประเภท ต้องลาออกก่อนสมัคร ส. ส. พิธีกร/นักข่าว/ดารา/นักร้อง/ตัวตลก/ตัวโกง

 แม้แต่เป็นตัวแสดงในโฆษณาหรือเดินไปมาในมิวสิควิดีโอยังต้องยุติออกอากาศ!!!  เพื่อไม่เอาเปรียบผู้สมัครอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน จะใหม่จะอาวุโส อย่าทำให้สังคม สับสนเลยครับ!! เรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจคุณก็กลับไปจุดเริ่มต้นซะใหม่!!!!!!

 

ฟัน'พ่อฟ้า'วุ่นวายแน่ 'ธนาธร'หลังพิงมวลชนขู่'กกต.'อย่าสร้างข้อกังขา

    
 

    เมื่อวันที่ 25 เม.ย. พล.อ.ยุทธนา ไทยภักดี ประธานอนุกรรมการการเลือกตั้งสอบสวนกรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวประกาศลาออกจากกรณีถูกกดดันให้ลงมติแจกใบส้มแก่นายธนาธร ว่ารายละเอียดถึงสาเหตุการประกาศลาออกไม่ขอพูดถึง เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในหน่วยงาน แต่ยืนยันว่ายังคงทำงานเป็นประธานอนุกรรมการฯ อยู่ ยังไม่ได้มีการลาออกอย่างเป็นทางการหรือลายลักษณ์อักษร และในอนาคตอาจเปลี่ยนใจไม่ลาออก เพราะขณะนี้แนวทางการพิจารณาเรื่องดังกล่าวทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทบทวนในประเด็นที่ได้โต้แย้ง
    ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 26 เม.ย.2562 เวลา 10.30 น.นี้ คณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวน สำนักงาน กกต. ได้เชิญไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกรณีที่สมาคมได้เคยร้องเรียนว่านายธนาธรในขณะสมัครรับเลือกตั้งอาจถือครองหุ้นในกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อันอาจเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 98 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรา 42(3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 ซึ่งสมาคมได้ยื่นร้องเรียนต่อ กกต.และส่งเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมไปแล้ว 3 ครั้ง คือวันที่ 25 มี.ค., วันที่ 5 เม.ย. และวันที่ 23 เม.ย.
    นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า กกต.ได้ออกมาแถลงตั้งข้อกล่าวหานายธนาธรว่ามีมูลไว้แล้วเมื่อวันที่ 23 เม.ย. เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิชี้แจงภายใน 7 วัน ดังนั้นเพื่อเป็นการฟังความอย่างรอบด้าน คณะกรรมการช่วยตรวจสอบสำนวนจึงได้เชิญสมาคมในฐานะผู้ร้องไปให้ข้อมูลเพื่อยืนยันในคำร้องตามระเบียบ กกต. และในที่สุดแล้ว หาก กกต.ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและฟังข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนแล้ว และเชื่อได้ว่ามูลคำร้องมีน้ำหนักมากกว่า ก็ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของนายธนาธรต่อไป 
    “ศาลฎีกาได้เคยมีคำสั่งในลักษณะที่ใกล้เคียงข้อพิพาทนี้ไว้แล้ว ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 111/2562, 1144/2562 และ 1228/2562 และอาจมีโทษทางอาญาฐานแจ้งหรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปด้วย”นายศรีสุวรรณกล่าว
    ที่สำนักงาน กกต. นายสุรวัชร สังขฤกษ์ กลุ่มการเมืองภาคประชาชน ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ กกต.ระงับการรับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ ส.ส.ของพรรค อนค. ซึ่งจะเข้าข่ายเป็นโมฆะ เนื่องจาก กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธร ดังนั้นถือว่าการเลือกตั้งของพรรค อนค.ทั้งหมดต้องโมฆะ เพราะนายธนาธรเป็นผู้ออกหนังสือรับรองในนามหัวหน้าพรรค อนค.ให้ผู้สมัครของพรรคซึ่งมีความผิดทั้งในนามหัวหน้าพรรค และนิติบุคคล ซึ่งถือเป็นเอกสารเท็จ  เพราะนายธนาธรขาดคุณสมบัติ
    “ขอให้ กกต.ตรวจสอบและส่งคำร้องยุบพรรค อนค.ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาให้ดำเนินคดีอาญากับหัวหน้า รวมถึงคณะกรรมการบริหารและเลขาธิการพรรคตามกฎหมายด้วย” นายสุรวัชรกล่าว
    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กรณีธนาธร เป็นเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หรือเป็นเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม” ระบุว่า มาตรา 42 (3) กำหนดลักษณะต้องห้ามของคนสมัคร ส.ส. ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการมีมติเบื้องต้นของ กกต.ในการแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธร ซึ่งคำถามคือ กกต.จะใช้เรื่องคุณสมบัติ หรือเรื่องการกระทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม มาเป็นประเด็นจัดการปัญหานี้
เตือน“สึนามิ”ธนาธร
    นายสมชัยระบุอีกว่า คำตอบคือ หากใช้เรื่องคุณสมบัติอย่างเดียวไม่น่าเดินต่อได้ เพราะเรื่องคุณสมบัติต้องเป็นเรื่องร้องโดยบุคคลที่เห็นว่าเขาขาดคุณสมบัติ และต้องดำเนินการร้องใน 7 วันนับแต่วันประกาศรายชื่อผู้สมัคร ซึ่ง กกต.ประกาศชื่อเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2562 การยื่นร้องคัดค้านคุณสมบัติจึงทำได้เพียงถึงวันที่ 22 ก.พ.2562 เท่านั้น ดังนั้นเรื่องคุณสมบัติจึงเป็นเพียงปฐมเหตุที่นำไปสู่การใช้มาตรา 132 ที่ระบุว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม แปลง่ายๆ ว่านายธนาธรไม่มีสิทธิสมัครด้วยคุณสมบัติ แต่ยังลง และความนิยมที่มีต่อนายธนาธรที่มีคุณสมบัติต้องห้ามนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งแม้โยงยาวหน่อย ก็พยายามโยง และพยายามให้ใบส้มแก่นายธนาธร 
    “คิดไกลต่อไป หากธนาธรไม่มีสิทธิลง และคะแนนของอนาคตใหม่ทั้งหมดมาจากความนิยมต่อนายธนาธร หมายความถึงสึนามิลูกใหญ่กำลังมาถึงพรรคอนาคตใหม่ เพราะจะมีประเด็นต่อว่าทุกคะแนนของ อนค.ได้มาด้วยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม สึนามิลูกนี้อาจโทษนายธนาธรฝ่ายเดียวไม่ได้ เนื่องจาก กกต.เองก็มีกลไกตรวจสอบคุณสมบัติ และใช้เวลาเป็นสัปดาห์ประกาศรายชื่อ ให้เวลาทักท้วง มีการเลือกตั้ง และผ่านการเลือกตั้งไปเป็นเดือนแล้ว จึงหยิบยกเรื่องราวมาตรวจสอบ จึงเป็นคำถามใหญ่ที่ถามกลับไปยัง กกต.ได้ว่าท่านผิดในเรื่องดังกล่าวด้วยหรือไม่ โดมิโนทางการเมืองกำลังเริ่มทำงาน และให้ระวังคนเริ่มเล่นด้วยว่าโดมิโนตัวสุดท้ายจะกลับมาล้มทับตัวเองหรือไม่” นายสมชัยกล่าว
    นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนี้เช่นกันว่า การดำเนินการของ กกต.เข้าที่เข้าทางตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว เพราะการแจกใบนั้นใบนี้โดยยังไม่ไต่สวนทำไม่ได้ ส่วนกระแสที่กดดันให้ กกต.แจกใบส้มแก่นายธนาธรนั้น เป็นแรงกดดันที่หลงผิดทางกฎหมาย เนื่องจากใบส้มนั้นใช้ 2 กรณีเท่านั้น คือ 1.ผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง ไม่ใช่กรณีขาดคุณสมบัติ และ 2.ใช้กับกรณีผู้สมัคร ส.ส.เขตไม่ใช่ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์  
    “ไปอ่านดูกฎหมายกันให้ดี เพราะถ้ารุ่มร่ามตรงนี้ไม่เพียงแต่แจกใบส้มไม่ได้ แต่จะผิดกฎหมายด้วย" นายไพศาลระบุ
    ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง โพสต์เฟซบุ๊กว่า เหตุที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะปรากฏว่าเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน ซึ่งพบปัญหามาจากการใช้แบบฟอร์มการจดทะเบียนบริษัทแบบสำเร็จรูป ซึ่งผู้ประกอบการมักระบุวัตถุประสงค์การตั้งบริษัทอย่างกว้างขวางไว้ก่อนเพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยนธุรกิจในอนาคต 
    “การจดทะเบียนแบบนี้ทำกันแพร่หลาย แม้ทำร้านอาหาร โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ก็นิยมใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูป เพราะปลอดภัยดี ถ้าเกิดวันหนึ่งในอนาคต ธุรกิจจะเปลี่ยนไปใกล้เคียงหรือตีความได้ว่าเข้าข่ายนี้ก็จะไม่มีปัญหาว่าบริษัทดำเนินการเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ ซึ่งผมได้ข้อมูลว่าขณะนี้ได้มีการร้องเรียนอ้างเหตุนี้เพิ่มเติมอีกจำนวนมากกระจายหลายพรรค” นายธีระชัยโพสต์
ปูดพร้อมทำงานนอกสภา
    ส่วน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค.กล่าวว่า นายธนาธรจะเดินทางเข้าชี้แจงข้อกล่าวหากรณีถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ต่อ กกต.ด้วยตัวเอง ซึ่งหลังจากนายธนาธรเดินทางกลับถึงไทย ก็จะหารือและกำหนดวันเข้าชี้แจงต่อ กกต.อีกครั้ง โดยคาดว่าจะเดินทางไปในวันจันทร์ที่ 29 เม.ย.ช่วงบ่าย เพื่อให้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด และพรรคไม่กังวลกับข้อกล่าวหาต่างๆ ของนายธนาธร เพราะเชื่อว่าไม่มีมูลความผิด
    “มีการพูดคุยกันไปถึงว่าจะได้ใบส้ม หากได้ใบส้มจริงๆ ก็ไม่มีเป็นไร นายธนาธรยินดีทำหน้าที่อยู่นอกสภา ซึ่งเชื่อว่ามีงานอื่นให้ทำอีกมาก แต่ตอนนี้ต้องต่อสู้เพื่อยืนยันเสียงของประชาชนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้ดีที่สุด” น.ส.พรรณิการ์กล่าว และว่า พรรคจะจัดประชุมใหญ่สามัญ ระหว่างวันที่ 26-27 เม.ย.นี้ จะมีการอบรมว่าที่ ส.ส.ครั้งที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสภา
    เวลา 18.45 น. ผู้สนับสนุนพรรค อนค.ทยอยเดินทางมารอรับนายธนาธรที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเดินทางมาถึงในเวลา 19.15 น. โดยสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน EK372 โดยหลังผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นายธนาธรได้มาพบกับผู้สนับสนุนที่มารอต้อนรับ ซึ่งมีการตะโกนเชียร์ชื่อนายธนาธร ก่อนให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า ขอขอบคุณประชาชนทุกคน และชาวอนาคตใหม่ที่มาต้อนรับ ยืนยันว่ากำลังใจของเรายังดี พวกเรายังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกังวล สำหรับแนวทางการต่อสู้ ต้องรอดูเอกสารจาก กกต.ก่อน ซึ่งเรามีเวลา 7 วันในการเข้าไปชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งจะติดต่อไปยัง กกต.ในวันที่ 26 เม.ย. ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกเชิญเข้าไปชี้แจง นี่เป็นครั้งแรก ครั้งที่แล้วที่ทนายเข้าไปเป็นการชี้แจงในนามนางสมพร คุณแม่ของตนเอง
    เมื่อถามว่า มีความกังวลใดๆ ในการต่อสู้คดีหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด กระบวนการโอนหุ้นทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเรียบร้อยไปตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.แล้ว 
    ถามต่อว่า กังวลหรือไม่ว่า กกต.อาจทำงานเพราะแรงกดดันทางการเมือง นายธนาธรกล่าวว่า เราทุกคนต้องให้กำลังใจ กกต. เพราะมีเจ้าหน้าที่ กกต.เยอะแยะที่ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และตระหนักถึงการทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม หวังว่า กกต.จะมองเห็นว่าการกระทำที่บริสุทธิ์ นำประเทศไปสู่ทางออกได้ แต่ถ้าการกระทำไม่บริสุทธิ์ และสร้างข้อกังขากับประชาชนเมื่อไร นั่นจะนำไปสู่ความวุ่นวาย เพราะประชาชนตั้งความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้มาก
    เมื่อสอบถามถึงกรณีการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ กลับมาที่ กทม.ในวันโอนหุ้น นายธนาธรกล่าวว่า คนที่บอกว่ากลับมากรุงเทพฯ ไม่ทัน ไม่มีใครมีหลักฐานเลยว่าบ่ายวันนั้นอยู่ที่ไหน หากเดินหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์จริง ต้องมีรูปภาพหลุดออกมาสักรูป หรือมีวิดีโอบ้างแล้ว ส่วนการนั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ นั้น เข้าใจว่าต้องไปขึ้นเครื่องที่ จ.อุบลราชธานี หากต้องไปขึ้นเครื่องที่อุบลฯ กับนั่งรถกลับจาก จ.บุรีรัมย์นั้น ค่าเท่ากัน
    เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงนี้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะโดนใบส้มกันหลายคน นายธนาธรกล่าวว่า กรณีใบส้มนั้น เรามั่นใจมากว่าบังคับใช้ในกรณีตนเองไม่ได้ ส่วนกรณีการลงชื่อรับรองผู้สมัคร ส.ส.ที่โดนตัดสิทธิ์นั้น พรรคเรามีผู้สมัคร ส.ส.เกือบ 500 คน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้สมัครคนไหนมีประวัติอะไรกันมาบ้าง เชื่อว่าหัวหน้าพรรคอื่นก็เป็นเหมือนกัน
    ถามว่า หากมั่นใจในหลักฐานทำไม กกต.ยังตั้งข้อกล่าวหาอยู่ นายธนาธรกล่าวว่า เชื่อว่ามีแรงกดดันทางการเมืองเข้ามาที่ กกต. ดังจะเห็นได้ว่าประธานคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ได้ลาออกไป ส่วนตัวไม่อยากทำให้เรื่องนั้นเป็นเรื่องของนายธนาธร แต่เชื่อว่าคนที่มารวมกันที่นี่ และคนที่ให้กำลังใจธนาธรทั่วประเทศไทย ไม่ได้ให้กำลังใจธนาธร แต่ให้กำลังใจประชาธิปไตย และความเป็นธรรม นี่คือหลักการที่เราต้องปกป้องรักษา.

Effect หากธนาธรไม่รอด รุนแรง-สะเทือน อนค.

    
 

  ต้องติดตามกันว่า คำชี้แจงเพื่อเคลียร์ตัวเองอย่างเป็นทางการของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งจะกลับมา 25 เม.ย.นี้ ต่อกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาธนาธร หลัง กกต.เห็นว่ามีหลักฐานเบื้องต้นฟังได้ว่า ธนาธรเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ จำนวน 675,000 หุ้น อันเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 98 (3) และ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561มาตรา 42 (3) อันเป็นกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

  เบื้องต้น ธนาธร สื่อสารผ่านการโพสต์คลิปในเฟซบุ๊กส่วนตัว ก่อนเดินทางกลับถึงไทยหนึ่งวัน ระบุตอนหนึ่งว่า

"ทุกคนไม่ต้องห่วง เพราะยังมีกำลังจิตกำลังใจที่แข็งแรง สปิริตยังเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่ผม แกนนำพรรคและชาวอนาคตใหม่ทุกคนยังเชื่อในความบริสุทธิ์ของพวกเรา และเชื่อว่าคดีนี้เป็นความมุ่งหวังที่จะทำลายกันทางการเมือง เราจะขอเดินหน้าสู้คดีด้วยความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจ

คาดหมายกันว่า หลังธนาธรกลับมา ก็คงใช้เวลาหารือพูดคุยกับแกนนำพรรคอนาคตใหม่บางส่วน และที่สำคัญการคุยกับฝ่ายกฎหมายและทนายความส่วนตัว เพื่อดูเอกสารที่ กกต.แจ้งข้อกล่าวหา และศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมแก้ข้อกล่าวหา เพื่อคุยกรอบกว้างๆ ว่า จะสู้คดีอย่างไร จะเดินทางไปชี้แจงกับ กกต.ในวันไหน จะเป็นสัปดาห์นี้เลยหรือจะเป็นสัปดาห์หน้า จากนั้นธนาธรคงมีการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อขอบคุณแฟนคลับ-ผู้ให้กำลังใจ และแถลงเคลียร์ตัวเองต่อสาธารณชนต่อไปว่า การครอบครองหุ้น-การโอนหุ้นดังกล่าวของตนเอง ในบริษัทวีลัคฯ ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และจะมีแนวทางการต่อสู้อย่างไรต่อจากนี้ ส่วนชี้แจงแล้วจะฟังหรือไม่ขึ้น ก็อยู่ที่ประชาชนจะพิจารณา เพราะปมปัญหาดังกล่าวธนาธรและคนพรรคอนาคตใหม่ มีการชี้แจงแล้วหลายรอบ

บนการจับตามองว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของคำร้องที่ให้สอบหุ้นธนาธรดังกล่าว หากธนาธรแจงไม่เคลียร์ จน กกต.อาจจะให้ ใบส้ม หรือใบแดงชั่วคราว มีอายุ 1 ปี ที่เป็นอำนาจใหม่ของ กกต. จากเดิมที่มีแค่ใบเหลือง-ใบแดง ที่จะมีผลทำให้ธนาธรอดเข้าสภา หลัง 9 พ.ค. และจากนั้น กกต.ก็จะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งต่อไป เพื่อให้ศาลพิจารณาสำนวนและสั่งให้เปลี่ยนใบส้มเป็นใบแดง ซึ่งขั้นตอนดังกล่าว ธนาธรจะได้โอกาสสู้คดีในชั้นศาลต่อไป

และในมาตราเดียวกันยังบัญญัติอีกว่า ถ้าการกระทําของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการดําเนินการเสนอคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น โดยหากศาลมีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองดังกล่าว ให้ศาลมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นด้วย ในตอนท้ายยังบัญญัติอีกว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาดําเนินการให้มีการดําเนินคดีอาญาแก่ผู้สมัครหรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้นั้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีในมาตรา 151 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส.ที่บัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งฯ ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

จะเห็นได้ว่า หากธนาธรไม่รอด กกต.ให้ใบส้ม ต้องพ้นจากการเมือง-การเลือกตั้ง ส.ส.ไปหนึ่งปี เรื่องยังไม่จบแค่นั้น แต่ยังมี Effect ทางข้อกฎหมายตามมาอีกเป็นขบวนทั้งเรื่องคดีอาญาของตัวเอง กรณีรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีสิทธิลงสมัคร เพราะโอนหุ้นหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง ที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ยังลงสมัคร และความเสี่ยงที่อนาคตใหม่จะโดนยุบพรรค และกรรมการบริหารพรรคอาจโดนตัดสิทธิการเมืองตามธนาธรไปด้วย

ดังนั้น เส้นทางการสู้คดีของธนาธรจึงแบกทั้งอนาคตของตัวเอง และความเสี่ยงของพรรคอนาคตใหม่ที่ตัวเองสร้างมากับมือด้วย รวมถึงความเสี่ยงของลูกทีมที่เป็นกรรมการบริหารพรรค ที่จะโดนตัดสิทธิการเมืองและถูกดำเนินคดีอาญาพ่วงตามธนาธรไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ ธนาธรจึงอยู่ในสภาพเป็นเดอะแบก ของอนาคตใหม่ ที่ต้องสู้ยิบตาให้ตัวเองรอดพ้นในคำร้องเรื่องนี้ไปให้ได้ เพื่อให้ตนเองและพรรคอนาคตใหม่ อยู่บนถนนการเมืองได้อีกต่อไป ส่วนเรื่องอนาคต ธนาธร-พรรคอนาคตใหม่ จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลของขั้วเพื่อไทยหรือไม่ เชื่อได้ว่า ธนาธร-อนค.คงไม่มองไกลไปถึงขั้นนั้นแล้ว เพราะลำพังอนาคตตัวเอง ก็ไต่อยู่บนเส้นลวด มีความเสี่ยงสูงที่อาจไปไม่ถึงดวงดาว อดเข้าสภา.

รวมเสียงตั้งรัฐบาล "วิกฤติ" หรือ "ทางออก" ประเทศ?

    
 

    พรรคการเมืองเร่งเร้าให้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องรอถึงวันสุดท้าย 9 พ.ค. ตามมาด้วยกระแสข่าวแพร่สะพัดกว่าจะถึงวันดังกล่าว จะมีว่าที่ ส.ส.กี่คน กี่พรรคการเมือง ได้รับใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง จาก กกต. หากเป็นเช่นนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ทำให้ตอนนี้ซีกเพื่อไทยที่เป็นแกนหลัก ผนึกกำลังพรรคเครือข่ายประชาธิปไตย ไม่กล้าออกตัวแรง รวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม ยื่นหนังสือถึง กกต.ขอให้ถอดถอนสมาชิกพรรคการเมือง 6 พรรค เนื่องจากยังถือครองหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน แม้บางแห่งปัจจุบันเป็นบริษัทร้าง แต่ก็ยังเป็นความผิด เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ม.98 (3) ที่ระบุ ห้ามไม่ให้บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือกิจการใดๆ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเหมือนการหลอกลวงประชาชน แสดงถึงความเจตนาไม่บริสุทธิ์ งานนี้มีผู้สมัคร ส.ส.ทั้งจากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย พรรคประชาชาติ อยู่ในข่ายทั้งสิ้น 32 คน โดยงานนี้หากเป็นเรื่องเป็นราว อาจทำให้คะแนนของทั้ง 6 พรรคหายไป 286,805 คะแนน ซึ่งจะทำให้จำนวน ส.ส.พึงมีหายไป 9 คน และส่งผลให้คะแนนของทั้ง 6 พรรค ไม่ใช่เสียงข้างมากที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้
    นอกจากนี้ พรรคเพื่อชาติ เรื่องราวปัญหาภายใน ผู้สมัครทวงเงินงบสนับสนุนการเลือกตั้ง ยังไม่จบ ปมประเด็นที่สมาชิกพรรคพร้อมขุดเรื่องร้อนๆ ภายในออกมา พรรคเศรษฐกิจใหม่เกิดปัญหาสมาชิกพรรคยื่นยุบพรรคตัวเอง ออกมาแฉ ปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามายุ่มย่ามบริหารจัดการเรื่องในพรรค กลายเป็นอีกหนึ่งปมปัญหา
    เช่นเดียวกับซีกพรรคพลังประชารัฐ แม้จะมั่นใจรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ไม่กล้าออกตัวแรงเช่นกัน เพราะยังมีความคลุมเครือจากซีกพรรคประชาธิปัตย์ ตกลงจะหันหัวไปทางไหน ว่าที่ ส.ส.มีทั้งในส่วนที่เห็นด้วยกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย แกนนำพรรค ที่ไม่อยากเสียจุดยืนพรรค พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอิสระ ขณะที่อีกซีกนำโดย ถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา ที่มีสัมพันธ์แนบแน่นกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เอนเอียงอยากเข้าร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ  
    กลายเป็นปมเงื่อนไข ทำให้ การจัดตั้งรัฐบาลไม่ราบรื่น ยังไม่สามารถดำเนินต่อไป ด้านหนึ่งติดขัดจากหน่วยงานควบคุมดูแลการเลือกตั้งอย่าง กกต. อีกด้านหนึ่ง พรรคการเมืองต่างๆ ประสบปัญหาทั้งจากเรื่องราวภายใน ปัจจัยภายนอก และถึงแม้ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย หรือพรรคพลังประชารัฐ รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ จากการลองคิดคำนวณจำนวน ส.ส.เสียงข้างมากอยู่ในสถานะปริ่มน้ำ ย่อมส่งผลให้การบริหารงานของรัฐบาลไร้เสถียรภาพ ขาดเอกภาพทางการเมือง ไม่มีความมั่นคง อย่างไรก็ดี ผลจากความไม่ชัดเจนทางตัวเลข รัฐบาลปริ่มน้ำ มีการตั้งวงวิเคราะห์ ตั้งวงถกถึงทางออกการเมืองไว้ 3 ทางด้วยกัน
    ประเด็นแรก ให้เป็นไปตามระบบปกติ ไม่ว่าซีกเพื่อไทย หรือพลังประชารัฐ ขั้วใดรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญ แม้หน้าตารัฐบาลใหม่ที่ออกมาจะไม่สวย มี เสียงปริ่มน้ำ ก็ตาม ปล่อยให้บริหารประเทศไปสักระยะ เป็นเหมือนรัฐบาลเฉพาะกิจ เหตุจากรัฐบาลปริ่มน้ำถูกสั่นคลอน เอนเอียงได้ตลอดเวลา ยังไม่นับรวมกลุ่มงูเห่า ที่พร้อมเกิดได้ทุกเวลากับทุกพรรคการเมือง ทุกขั้วการเมือง แต่ก็ต้องปล่อยให้ดำเนินไปตามครรลอง กฎกติกา เมื่อถึงท้ายสุดไปรอด ยุบสภาฯ จัดเลือกตั้งใหม่  
          ประเด็นที่สอง หากการเมืองเกิด dead lock อันเนื่องจากขั้วพรรคพลังประชารัฐ ที่หากจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ต้องอาศัยเสียงจากพรรคขนาดใหญ่ ขนาดกลางอีก 2 พรรคไปร่วมรัฐบาลด้วย โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแปรสำคัญ เวลานี้ก็อย่างที่ทราบกัน ว่าที่ ส.ส.มีทั้งกลุ่มเห็นด้วยกับแนวทาง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชวน หลีกภัย แกนนำในพรรค ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอิสระ เพื่อรักษาจุดยืนแนวทางพรรค กับเห็นด้วยกับแนวทาง ถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีทิศทางอยากจะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ
          ซึ่งดูแล้วหากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางไหน ก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายในพรรคอย่างแน่นอน จนมีคนวิเคราะห์คาดการณ์กันไปถึงแนวทาง หากติดล็อกเกิดปัญหาจริง อันเนื่องจากนักการเมืองหาทางออกกันไม่ได้ อาจเป็นมูลเหตุให้ทหารเข้ามาจัดระบบ แก้ระเบียบปัญหาที่ติดล็อกทางการเมือง และการเข้ามาในครั้งนี้จะมีกรอบระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีครึ่ง จากนั้นถอยกลับเข้ากรมกอง ปล่อยให้พรรคการเมือง นักการเมือง ร่วมกำหนดทิศทางประเทศผ่านการเลือกตั้ง
    ประเด็นที่สาม การจัด ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามข้อเสนอ ‘เทพไท เสนพงศ์’ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า รัฐบาลแห่งชาติจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและแก้รัฐธรรมนูญ มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลนี้มีวาระเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นให้คืนอำนาจแก่ประชาชนและจัดการเลือกตั้งใหม่ ขณะที่แนวคิด อ้ายยุทธ-ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา เสนอให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติภาคประชาชน โดยให้ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งร่วมกันหาทางออกและปลดล็อก 250 ส.ว.ให้ไปอยู่วงนอก แล้วหาประธานสภาผู้แทนราษฎรและคัดเลือกนายกรัฐมนตรีจาก ส.ส.ที่มีอยู่ เพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป ซึ่งจะเป็นการ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ ตัดวงจรการยึดอำนาจ และวิธีนี้เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ
    ในมุมมองนักเลือกตั้งอาชีพที่จุดพลุแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ ในรายละเอียดอาจแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่จุดหมายปลายทางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นักการเมืองร่วมหาทางออกของประเทศร่วมกัน และไม่ปล่อยให้วงจรเดิมที่นักการเมืองขยาดหวาดกลัว รัฐประหาร หรือปล่อยให้ขั้วพลังประชารัฐหรือเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลก็หลีกหนีปัญหาการเมืองไม่พ้น  
    การเลือกตั้งผ่านพ้นไปเกือบ 1 เดือน แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองไหนประกาศชัด รวบรวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ ติดทั้งเงื่อนไข กกต.ที่ไม่มีความชัดเจนเรื่องการรับรอง ส.ส. เรื่องใบเหลือง ใบแดง วิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำให้แต่ละพรรคตัวเลขที่มีอยู่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันได้เลย ท้ายที่สุดส่งผลกระทบต่อการตั้งรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่าทีทหารยังเป็นอะไรที่สังคมโลก รวมถึงนักเลือกตั้งอาชีพตั้งวงวิเคราะห์ ไม่มีสิ่งใดการันตีรัฐประหารจะเกิดอีกหรือไม่ บิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. บอกเอาไว้เมื่อเดือน ต.ค.2561 ไม่สามารถให้คำยืนยันเรื่องปฏิวัติว่าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ก็ไม่มีอะไร ช่วงต้นเดือน เม.ย.62 ก็ออกมาพูดถึงพวกที่ไปเรียนเมืองนอก นำแนวคิดมาหวังเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครอง
    ส่งสัญญาณแรงๆ ทำให้นักการเมือง พรรคการเมือง เสียวสันหลัง อนาคตไม่มีอะไรการันตี
    สูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่ว่าด้วยสูตรคณิตศาสตร์ จำนวนตัวเลขยังไม่เดินไปสู่ทางตันเสียทีเดียว นักการเมืองในฐานะผู้เล่นตามครรลองกติกาเป็นผู้กำหนด เลือกระหว่างเส้นทาง ประคับประคองประเทศให้มีทางออก หรือลากจูงกลับเข้าสู่มุมวิกฤติอย่างเดิม.  

 

         ทีมข่าวการเมือง 

    
 

 ................................................

26 เมษายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน