*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2845220
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 366 , 11:55:40 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         พม่าใช้วิธีเข่นฆ่าปชช.ในรัฐร่วมเป็นสหภาพพม่าอย่างรุนแรงตลอดมา เช่น รัฐยะไข่ เป็นต้น แต่เราคนไทยไม่ค่อยรู้จัก

รัฐยะไข่สักเท่าไรนัก เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่จะต้องติดตามสถานะของรัฐยะไข่กันสักหน่อยแล้วครับ

 

รัฐยะไข่: ประชาชนทั้งเคืองแค้นและยากจน

โจนาธาน เฮดผู้สื่อข่าวบีบีซี
  • 8 กุมภาพันธ์ 2018
มรัคอู ยามเย็น
 
Image copyrightKIDANAN SUCHINAI NGAMDEEVILAISAKคำบรรยายภาพมรัคอู ยามเย็น

มรัคอู (หรือเมียวอู) เป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำในรัฐยะไข่ของเมียนมา หากมองจากเนินเขาลงมา จะเห็นทิวทัศน์เสมือนดินแดนในฝันที่มีเจดีย์อายุเก่าแก่นับศตวรรษท่ามกลางหมอกสลับกับชุมชนเกษตร

ภาพความสวยงามเช่นนี้ หากเป็นที่อื่น ๆ ก็อาจเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ที่เมืองมรัคอู มีนักท่องเที่ยวเพียงหยิบมืออยู่ท่ามกลางวัดพุทธจำนวนมากให้ได้เยี่ยมชม

รัฐยะไข่ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมียนมาเป็นภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดี และในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีแต่พาดหัวข่าวเรื่องร้ายแรง แต่ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ สามารถช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใด ที่ผ่านมารัฐยะไข่จึงประสบแต่ความรุนแรงทางศาสนา ซึ่งนำไปสู่การขับไล่ชนเชื้อสายโรฮิงญา และการทำลายล้างหมู่บ้านนับร้อยแห่งของคนเหล่านั้น

ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม

มัคคุเทศก์ชื่อนายตุน เน วิน เป็นคนรุ่นใหม่ที่หัวไวและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

นายตุน เน วิน กล่าวว่าชาวรัฐยะไข่รู้สึกว่าไม่มีเสรีภาพ
 
คำบรรยายภาพนายตุน เน วิน กล่าวว่าชาวรัฐยะไข่รู้สึกว่าไม่มีเสรีภาพ

เขาเป็นเลขาธิการประจำท้องถิ่นของพรรคแห่งชาติอาระกัน (เอเอ็นพี) ซึ่งอาศัยทั้งความขุ่นเคืองและความภาคภูมิใจของชาวรัฐยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่

"รู้สึกเหมือนเรายังอยู่ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม" นายตุน เน วิน กล่าว "เพราะเราไม่มีอำนาจในการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง เราไม่รู้สึกว่ามีเสรีภาพ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่รวบอำนาจ"

เมื่อปี 1784 ดินแดนที่เคยรู้จักกันในชื่ออาระกัน ถูกกองทัพของพระเจ้าปดุงหรือโบดอพญาเข้ายึดครอง มีชาวยะไข่จำนวนมากถูกจับเป็นทาส และบางส่วนหนีข้ามชายแดนเข้าไปยังฝั่งเบงกอลที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

ในศตวรรษที่ 17 เมืองมรัคอู เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชีย
 
คำบรรยายภาพในศตวรรษที่ 17 เมืองมรัคอู เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชีย

ดินแดนอาระกันตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษเป็นเวลา 42 ปี ก่อนที่อังกฤษจะรวบอำนาจการปกครองแบบอาณานิคมในพม่าได้ทั้งหมด ซึ่งในช่วงนั้นได้มีผู้อพยพจำนวนมากจากฝั่งเบงกอล เดินทางเข้ามาทำงานในอาระกัน ทำให้จำนวนประชากรชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นและกลายเป็นรากฐานของความกลัวในหมู่ชาวยะไข่ ซึ่งผลักดันให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติอย่างในทุกวันนี้

"เรารู้สึกว่ามันยากมากสำหรับชาวยะไข่ ที่ต้องตกอยู่ตรงกลางระหว่างสังคมที่จะหันไปนับถืออิสลามหรือนับถือพุทธ" นายตุน กล่าว "เราไม่มีอำนาจ เรายากจน เราแค่พยายามพัฒนาประชากรและรัฐ มันยากต่อการปกป้องอัตลักษณ์ของเรา บางทีอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้า ยะไข่ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งในประเทศนี้อาจจะหายไป"

ชุมชนที่ไม่มีตัวตน

เท่าที่ผ่านมา พรรคเอเอ็นพีของนายตุน ถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า เป็นชนวนเหตุของสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นการปะทะระหว่างกลุ่มศาสนากับชาวโรฮิงญาที่นับถือศาสนาอิสลาม

ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรง แต่ประชากรชาวมุสลิมตกอยู่ในสถานะที่แย่กว่า โดยขณะนี้ถูกกองกำลังความมั่นคงจำกัดบริเวณให้อยู่ภายในหมู่บ้าน หรือแออัดกันอยู่ในค่ายพักพิงในสภาพแร้นแค้น

มรัคอู เป็นหนึ่งในเมืองที่เกิดการปะทะรุนแรง รวมถึงในหมู่บ้านยานเทียน ซึ่งนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีชาวโรฮิงญา 70 คนรวมถึงเด็กถูกสังหาร

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปยังเมืองมรัคอู จะไม่ได้พบเห็นชาวมุสลิมเลย และป้ายที่สนามบินชิตตเว มีคำเตือนชาวต่างชาติว่าห้ามเข้าไปยังชุมชนเหล่านั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทีมผู้สื่อข่าวได้นั่งรถผ่านบริเวณที่มองจากถนนไปเห็นชาวมุสลิม แต่เนื่องจากมีตำรวจพิเศษสองนายคอยติดตามอยู่ตลอด จึงไม่สามารถเสี่ยงหยุดรถเพื่อลงไปพูดคุยได้

รัฐบาลเมียนมาให้เหตุผลของการแบ่งแยกสองชุมชนออกจากกัน โดยอ้างความเป็นศัตรูที่ชาวยะไข่รู้สึกกับเพื่อนบ้านชาวมุสลิม แต่การแบ่งแยกนี้เป็นเพียงข้อบังคับที่ใช้กับฝ่ายเดียว คือกับชาวโรฮิงญาและชาวมุสลิมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง

เมียนมามีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงชาวพุทธในรัฐยะไข่
 
คำบรรยายภาพเมียนมามีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงชาวพุทธในรัฐยะไข่

อย่างไรก็ตาม ชาวรัฐยะไข่ยังคงรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าข้างตนเอง โดยจากการพูดคุยกับชาวบ้านที่ชุมชนนอกเมืองมรัคอู มีเสียงวิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงที่ปล่อยให้รัฐยะไข่อยู่ในสภาพยากจน ถูกหาประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ รวมถึงกรณีเมื่อไม่นานนี้ ที่ชายเจ็ดคนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตจากการประท้วงคำสั่งห้ามจัดพิธีรำลึกชัยชนะเมื่อปี 1784

หญิงรายหนึ่งกล่าวว่า "เราเกลียดตำรวจมากกว่าชาวเบงกาลี" ซึ่งคำว่า เบงกาลี เป็นชื่อเรียกชาวมุสลิมโรฮิงญาที่รัฐบาลเมียนมาเลือกใช้

ความยากจนกำลังผลักดันใช้ชาวรัฐยะไข่รุ่นใหม่จำนวนมากหันไปหางานทำที่อื่น จนกลายเป็นปัจจัยที่ย้ำถึงความกลัวว่าจะถูกประชากรชาวมุสลิมเข้ามาแทนที่

หญิงอีกรายหนึ่งกล่าวว่า ทั้งสองชุมชนเคยอยู่ร่วมกันเหมือนพี่น้องจนกระทั่งปี 2012 แม้จะไม่มั่นใจว่าแท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่ชาวบ้านเชื่อว่ารัฐบาลกลางมีส่วนเกี่ยวข้องในความล้มเหลว โดยในจำนวนข้อกล่าวหาเรื่องความโหดร้ายของชาวมุสลิม พวกเขาเชื่อว่าอาจจะมีทั้งส่วนที่เกิดขึ้นจริงและส่วนที่เป็นข่าวลือ

คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากรัฐยะไข่ไปหางานทำ
 
คำบรรยายภาพคนรุ่นใหม่ย้ายออกจากรัฐยะไข่ไปหางานทำ

ปัญหาการใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์ กำลังเป็นอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลเสีย โดยรัฐยะไข่ได้กลายเป็นเส้นทางที่สำคัญ ของการขนส่งยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน จากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ผ่านบังกลาเทศไปยังอินเดียและตะวันออกกลาง

ความไม่พอใจของชาวรัฐยะไข่ต่อรัฐบาลพม่า ซึ่งมีมายาวนานในประวัติศาสตร์ ทำให้ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนเป็นการต่อสู้จากสามด้าน

แม้ว่ากองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรืออาร์ซา (ARSA) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ แต่ในพื้นที่เดียวกันยังมีอีกกลุ่มติดอาวุธที่เรียกตัวเองว่ากองทัพอาระกัน (AA) ซึ่งอ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวยะไข่เช่นกัน

ในช่วงสองปีที่ผ่านมากองทัพอาระกันได้สังหารทหารเมียนมาไปมากกว่าอาร์ซา ซึ่งชาวเมืองมรัคอู แสดงออกชัดเจนถึงความเห็นอกเห็นใจต่อกลุ่มติดอาวุธนี้ รวมถึงเล่าว่ามีชายวัยรุ่นจำนวนหนึ่งเพิ่งไปเข้าร่วมกับทางกลุ่มด้วย

ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของประชากรเมียนมา
 
คำบรรยายภาพชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของประชากรเมียนมา

คำถามเรื่องอัตลักษณ์

รัฐบาลเมียนมาให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการที่นำโดยนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการยูเอ็น เพื่อแก้ปัญหาในรัฐยะไข่

คณะกรรมการดังกล่างอ้างว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนได้ แต่เน้นย้ำว่าต้องโน้มน้าวทั้งชุมชนชาวมุสลิมและชาวยะไข่ด้วยว่า ทั้งสองจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา

นอกจากนี้ คณะกรรมการโต้แย้งว่าจะต้องเลิกการกดขี่ชาวมุสลิมและต้องให้การรับรองสัญชาติกับคนเหล่านี้ ซึ่งนี่เป็นข้อเรียกร้องเดียวกับที่ผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศเสนอในการย้ายกลับ

อย่างไรก็ตาม ทีมของผู้สื่อข่าวไม่พบชาวยะไข่ในเมืองมรัคอูสักคนเดียว ที่ยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยพวกเขาเชื่อมั่นว่าจำนวนประชากรชาวมุสลิมที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ และจากการที่ชาวมุสลิมมีครอบครัวใหญ่

ชาวมุสลิมโรฮิงญา เป็นประชากรผู้นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มใหญ่ที่สุดในเมียนมา
 
คำบรรยายภาพชาวมุสลิมโรฮิงญา เป็นประชากรผู้นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มใหญ่ที่สุดในเมียนมา

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาคัดค้านคำว่า โรฮิงญา โดยคิดว่าการใช้คำนี้เป็นกลยุทธของชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ เพื่อเรียกร้องการรับรองสถานะชนกลุ่มน้อย เพื่อให้ได้ตั้งรัฐโรฮิงญาแยกต่างหากขึ้นบริเวณชายแดนที่ติดกับบังกลาเทศ ซึ่งชาวพุทธในรัฐยะไข่เชื่อว่าจะนำไปสู่การสิ้นสุดของอัตลักษณ์ของตนในที่สุด

ด้านรัฐบาลเมียนมา มีความพยายามเพียงน้อยนิด ที่จะเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว ซึ่งกำลังกลายเป็นมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

นอกจากนี้ ชาวยะไข่ยังกลัวว่า ชาวโรฮิงญาที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่จะกลายเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีเจตนากลับมาล้างแค้น

ในขณะนี้ การส่งกลับผู้ลี้ภัยดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากเกิดขึ้นจริง ก็นับเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวให้ชาวยะไข่เชื่อได้ว่านี่ไม่ได้เป็นแผนของรัฐบาลกลางเมียนมาเพื่อต่อต้านพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้สื่อข่าวได้พบกับชาวโรฮิงญาโดยบังเอิญหลังจากที่ผละออกจากตำรวจติดตามได้ โดยคนกลุ่มนี้กำลังเก็บพืชผลทางการเกษตรอยู่ใกล้กับถนนใหญ่

ชาวโรฮิงญากลุ่มนี้เป็นครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ มีไร่และปศุสัตว์เป็นของตัวเอง พวกเขาเล่าว่ารู้สึกกลัวตำรวจและชาวพุทธอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้อพยพไปยังบังกลาเทศ ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ไกลจากชายแดนและไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการเดินทาง แต่พวกเขาเชื่อว่าในที่สุดแล้วก็อาจจะต้องทิ้งบ้านไป

News ไทย

BBC News บีบีซีไทย นาวิเกชัน

"รัฐยะไข่" กับ "ปลายด้ามขวานไทย" เหมือนต่างอย่างไรในความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

  • 10 กันยายน 2017
ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์มีชาวโรฮิงญาอพยพออกจากพื้นที่รัฐยะไข่ไปยังบังกลาเทศแล้วกว่า 2.9 แสนคนImage copyrightK.M. ASADคำบรรยายภาพในช่วงเวลา 2 สัปดาห์มีชาวโรฮิงญาอพยพออกจากพื้นที่รัฐยะไข่ไปยังบังกลาเทศแล้วกว่า 2.9 แสนคน

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงนานาชาติตั้งข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ก่อให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่ในรัฐยะไข่ จนมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 400 คน อาจกลายเป็นปัญหาการก่อร้ายในเมียนมาที่ยืดเยื้อ ไม่ต่างจากในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ยืดเยื้อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 6 พันคน

ในความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นเหมือนต่างอย่างไร ฟังผู้เชี่ยวชาญอธิบายเหตุการณ์ใน 2 ภูมิภาคนี้

"เกมของคนกลุ่มใหญ่"

ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในรัฐยะไข่มีความคล้ายคลึงกันโครงสร้างทางประชากร เพราะเป็นความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อย กับคนกลุ่มใหญ่

"ในกรณีไทยคือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพุทธสยามและกลุ่มมลายูมุสลิม ในขณะที่ในรัฐยะไข่ของเมียนมา เป็นความขัดแย้งระหว่างพุทธศาสนิกชนและชุมชนมุสลิม แต่ในกรณีในรัฐยะไข่มีความซับซ้อนทางชาติพันธุ์มากกว่า เช่น ในกลุ่มชุมชนมุสลิมยังมีกลุ่มแยกย่อยได้อีก" ผศ.ดุลยภาคอธิบาย

นอกจากความซับซ้อนทางชาติพันธุ์ของชาวมุสลิมในรัฐยะไข่แล้ว สังคมเมียนมายังมีความหวาดกลัวว่าชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์มุสลิมกำลังขยายตัวอย่างมาก จึงเป็นที่มาของความพยายามในการควบคุม และจัดการกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นส่วนตะวันตกสุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตั้งอยู่ใกล้ชมพูทวีป และอาจได้รับอิทธิพลจากตะวันออกกลาง

เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงชายแดนของบังกลาเทศควบคุมตัวชาวโรฮิงญาบริเวณพรมแดนเมียนมา-บังกลาเทศ ฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย
 
Image copyrightREUTERS
 
คำบรรยายภาพเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงชายแดนของบังกลาเทศควบคุมตัวชาวโรฮิงญาบริเวณพรมแดนเมียนมา-บังกลาเทศ ฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย

รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า "ในสมัยก่อนนั้นจำนวนชาวโรงฮิงญามีจำนวนเพียงประมาณ 8 แสนคนเท่านั้น ต่อมาจำนวนกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้คนในรัฐยะไข่ส่วนใหญ่ก็มีความเกรงกลัวว่าประชากรส่วนใหญ่จะกลายเป็นชาวโรฮิงญา"

ความเกรงกลัวที่ว่าการเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้สั่งสมมาเรื่อยๆ ได้ก่อให้เกิดปัญหาเหยียดเชื้อชาติ จากเดิมที่เคยเป็นปัญหาทางภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ช่วงหลังๆ ก็พัฒนามาเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม

นางออง ซาน ซู จี เคยให้สัมภาษณ์ บีบีซี ว่า
 
คำบรรยายภาพนางออง ซาน ซู จี เคยให้สัมภาษณ์ บีบีซี ว่า "ฉันไม่คิดว่า มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น การใช้คำนั้นแรงเกินไป"
 
 
ชาวอินโดนีเซียร่วมกันประท้วงต่อต้านทางการเมียนมาที่มีปฏิบัติการต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่อย่างไร้มนุษยธรรม ด้านหน้าสถานทูตเมียนมาในกรุงจาการ์ต้าเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา
 
Image copyrightGETTY IMAGES
 
คำบรรยายภาพชาวอินโดนีเซียร่วมกันประท้วงต่อต้านทางการเมียนมาที่มีปฏิบัติการต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่อย่างไร้มนุษยธรรม ด้านหน้าสถานทูตเมียนมาในกรุงจาการ์ต้าเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา

รศ.ดร.สุเนตรเสริมว่า ชาวเมียนมาส่วนใหญ่ไม่เคยยอมรับชาวโรฮิงญา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 เป็นต้นมา การเมืองเมียนมาได้กลายเป็นการเมืองของคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ว่าพรรคพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพี ของกองทัพ หรือแม้แต่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของนางออง ซาน ซู จี ก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน

"หากใครเข้าข้างกลุ่มโรฮิงญา ก็จะทำให้เสียคะแนนเสียง นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมนางออง ซาน ซู จี จึงไม่ต้องการขยับหรือมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ ขณะที่ปฏิบัติการของกองทัพในขณะนี้ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่พึงพอใจ และได้คะแนนเสียง ส่วนนางออง ซาน ซู จีก็อยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก จึงต้องเล่นบทตามน้ำ" รศ.ดร. สุเนตรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพไฟไหม้ที่หมู่บ้านกอว์ดูซารา ในเมืองมองดอว์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
 
Image copyrightEPA
 
คำบรรยายภาพผู้สื่อข่าวถ่ายภาพไฟไหม้ที่หมู่บ้านกอว์ดูซารา ในเมืองมองดอว์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.

"รัฐใช้กำลังปราบปราม"

น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคง กล่าวว่า ความขัดแย้งในสองภูมิภาคที่ดูคล้ายกันคือ การปราบปรามด้วยความรุนแรงของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เกิดกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม กรณีของภาคใต้กลุ่มติดอาวุธเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 โดยมีประเด็นที่สำคัญมาจากการหายตัวไปของหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ซึ่งเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองในบางด้านของชาวมุสลิม ส่วนของโรฮิงญากลุ่มอาร์ซา (กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธของชาวมุสลิมเพิ่งจะเริ่มก่อตัวไม่นานนัก การปราบปรามอย่างหนักของรัฐบาลเมียนมา จะยิ่งส่งผลให้ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในเมียนมาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

"กลุ่มโรฮิงญามีปัญหาเรื่องไม่ได้รับสัญชาติเมียนมา แม้อยู่ที่นั่นมานาน พวกเขาเป็นคนไร้รัฐ แต่ในส่วนภาคใต้ คนมลายูมุสลิมไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ แต่อาจมีส่วนที่เหมือนคือความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ และการเป็นพลเมืองที่เป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศที่เหมือนเป็นพลเมืองชั้น 2 ข้อเรียกร้องของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ คือการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ แต่ในกรณีของโรฮิงญาต้องการเรียกร้องสิทธิจากรัฐบาลเมียนมา" น.ส.รุ่งรวีกล่าว

 
ชื่อนั้นสำคัญไฉน?

ขัดแย้งหนัก ชักนำกลุ่มก่อการร้ายแทรกซึมหรือไม่

น.ส.รุ่งรวีมองว่า การปราบปรามมักจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรง ซึ่งในหลายพื้นที่ความขัดแย้งก็นำไปสู่การก่อตัวของกลุ่มติดอาวุธ ในกรณีโรฮิงญากับภาคใต้ก็มีความคล้ายกันในเรื่องนี้ มีความเป็นไปได้ที่ประเทศมุสลิมจะให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มโรฮิงญาซึ่งในมุมมองของประเทศเหล่านี้ คือกำลังถูกกดขี่โดยรัฐบาลเมียนมา

"ในทางอุดมการณ์แล้วกลุ่มติดอาวุธทั้งในภาคใต้และโรฮิงญาไม่ได้มีเป้าหมายเหมือนกับกลุ่มไอซิสที่ต้องการที่จะสถาปนารัฐอิสลามที่ข้ามพรมแดนรัฐชาติ" นักวิชาการด้านความมั่นคงรายนี้อธิบาย

ด้าน ผศ.ดุลยภาค มองว่า ต้องจับตาการขยายตัวแทรกซึมของกลุ่มไอเอสเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามความมั่นคงที่กำลังขยายมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างที่เห็นในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

"มีความเสี่ยงสูง ในกลุ่มวงชาติพันธุ์และความเข้มข้นในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการแทรกซึม"

กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรือกลุ่มอาร์ซา เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด่านตำรวจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ทำให้ตำรวจ 9 นาย เสียชีวิต
 
Image copyrightAFP
 
คำบรรยายภาพกองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรือกลุ่มอาร์ซา เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด่านตำรวจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่ทำให้ตำรวจ 9 นาย เสียชีวิต

นักวิชาการรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า นัยสำคัญคือการส่งสัญญาณระหว่างกันของไทยและเมียนมาในการร่วมกันปกป้องความมั่นคง ทั้งที่เกิดจากการอพยพย้ายถิ่นฐานของกลุ่มมุสลิมโรฮิงญาแรงงานผิดกฎหมาย หรือการแทรกซึมของการก่อวินาศกรรมด้วยการใช้สงครามศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกองทัพทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องต้องการว่าจะต้องร่วมกันป้องกันภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ๆ เห็นได้จากผลการหารือที่ผ่านมาระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สูงสุดของเมียนมา

นิมิตหมายในการตรวจสอบ

    
 

  

   เป็นเรื่องน่ายินดี........

 

                จากกรณี ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ขณะนี้ ทำให้คนเริ่มตระหนักด้านกฎหมาย, กฎระเบียบมากขึ้น

                จากก่อนๆ .......

                กฎหมายแค่ "ตัวหนังสือในกระดาษ"

                เมื่อมีคนหยิบกฎหมายมาวัดแถวสังคม เริ่มวัดจากคนหัวแถว คือคนในกรอบสถาบันบริหารและสถาบันนิติบัญญัติ อย่างที่ทำเอาธนาธร "ไปไม่ถูก" อยู่ตอนนี้

                นั่น ทำให้ผู้คนร้องในใจ.........

                "กฎหมายเริ่มเป็นกฎหมายจริงๆ แล้วโว้ย"!

                เมื่อจิตตระหนักรู้ "กฎหมายเอาจริง" ใครจะทำอะไรต่อจากนี้ ต้องคิดแล้ว

                "ผิดกฎหมายเปล่าวะ?"

                ในสังคมที่ต่างตรวจสอบซึ่งกันและกัน คนที่ไม่แคร์เรื่องกฎหมายอย่างก่อนๆ มีพวก มีอำนาจ มีเส้น มีเงิน ซะอย่าง กฎหมายและใครก็ทำอะไรไม่ได้นั้น

                ต่อจากนี้ แผ่นดินใหม่ รัชกาลใหม่ การเมืองใหม่

                "คิดอย่างเดิม-ทำอย่างเดิม" ไม่ได้แล้ว

                กรณีธนาธร และว่าที่ ส.ส.อีกหลายสิบคน ที่ถูกยื่นตรวจสอบขณะนี้ เป็นตัวยืนยัน

                คือยืนยันว่า ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น ถ้าพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฎหมาย ไม่ช้า-ก็เร็ว

                ถูกสังคม "ยุคตรวจสอบ" เช็กบิล เป็นมาตรฐานเดียวกันแน่!

                ธนาธรตอนนี้ "ยิ่งดิ้น-ยิ่งถูกมัด" ในเรื่องถือหุ้นสื่อขณะสมัคร ส.ส.

                ทุภาษิตทักษิณมีว่า "เมื่อผมอยู่ไม่เป็นสุข ใครก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่เป็นสุข"

                เมื่อวาน (๒ พ.ค.๖๒) ธนาธรก็งัดกฎหมายเข้าตรวจสอบผู้สมัคร ส.ส.พรรคอื่นบ้าง

                โพสต์ fb ไว้ ผมจะยกบางข้อความให้ดู........

                “ไม่ควรมีนักการเมืองคนใดถูกตัดสิทธิ์เพราะถือหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้ผลิตสื่อจริงๆ”

                ...................

                มีว่าที่ ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ, ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย สามคนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ผลิตสื่อ ซึ่งอาจทำให้ทั้งสามท่านขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส.

                พรรคอนาคตใหม่ได้รวบรวมข้อมูลว่าที่ ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.จากหลายพรรคการเมือง ที่ถือหุ้นในบริษัท

                ที่ระบุถึงการผลิตสื่อไว้ในวัตถุประสงค์ ถึงแม้ว่าตัวบริษัทจะทำธุรกิจประเภทอื่นและไม่ได้ผลิตสื่อจริงๆ ได้มากกว่าสามสิบคน และกำลังสืบค้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

                เรานำสามท่านจากสามพรรคการเมืองมาเป็นตัวอย่างในที่นี้ ดังนี้

                1.กรณีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ

                2.นายสาธิต ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์

                3.นายพิบูลย์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย

                “เราไม่สามารถรู้ได้ว่า จนถึงวันสมัคร ส.ส.ทั้งสามท่านขายหุ้นหรือบริษัทยกเลิกกิจการไปแล้วหรือยัง

                หากยัง ทั้งสามท่านจะเข้าข่ายกรณีเดียวกันกับนายภูเบศวร์ ที่ถูกศาลฎีกาตัดสิทธิ์

                และถ้าเป็น ส.ส.เขต คะแนนจะถูกนับเป็นบัตรเสียด้วย หรือหากจัดการแล้ว ทั้งสามท่านอาจต้องชี้แจงอย่างที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกตรวจสอบ ว่าขายหุ้นจริงหรือไม่, โอนเงินหรือยัง, นำแสดงหลักฐานที่อยู่ได้หรือไม่, เปิดเผยหลักฐานการจ่ายเงินได้หรือไม่ เป็นต้น”

                เนี่ย...ใครก็อย่าว่าธนาธรเป็นฟิวเจอริสตาขี้ฟ้องเชียว ธนาธรกำลังช่วยทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายตะหาก

                ทำกันแบบนี้ มากๆ บ่อยๆ........

                สังคมจะค่อยๆ ยำเกรง เดินตามกรอบกฎหมายมากขึ้น แล้วประเทศจะเข้มแข็ง ด้วย "มาตรฐานคน"

                ในเรื่องนี้ "คุณณัฏฐพล" ได้โพสต์น้อมสนองธนาธร ว่า

                "จากกรณีคุณธนาธรได้โพสต์ FB พาดพิงผมเรื่องบริษัททำสื่อฯ ขออธิบายหลักการกฎหมายแบบสั้นๆ ง่ายๆ ครับ ว่า

                หากผมถือหุ้นในบริษัทสื่อฯ หรือจะผิดพลาดที่ไม่ได้ขายหรือโอนในกฎเกณฑ์ของ กกต.ตามกรอบกฎหมาย ผมก็หลุดจากการเป็น ส.ส.ครับ

                ง่ายๆ ตรงๆ ไม่มีอ้อมไปมาครับ

                และก็จะพร้อมรับคำตัดสินแบบลูกผู้ชาย

                ส่วนตัวผม ชัดเจนอยู่แล้วครับ มีบริษัทที่ทำโรงเรียน อีกบริษัททำอสังหาฯ

                สื่อมวลชนไปตรวจสอบก่อนได้เลย แต่ของดการมาสอบถามกันช่วงนี้ครับ....ฯลฯ.....

                อืมมมมม.......

                เป็นแบบอย่างที่ธนาธรควรดูไว้ ทั้งความเป็นลูกผู้ชาย และความเป็นผู้เคารพ-เอื้อเฟื้อกฎกติกาบ้านเมือง

                ผิดคือผิด ถูกคือถูก กระบวนการตัดสินว่าอย่างไร ก็ให้เป็นไปตามนั้น

                อย่าทำตัวเป็บกบหัวฝน ตะโกนร้อง ข้า..คน ๖ ล้านเลือกมา ถ้าผิด หมายความว่า "การเมืองสั่ง..ไม่เป็นธรรม"

                แบบนั้น จะลงหม้อแกงเร็ว!

                และมันเชย ที่ปลุกคนมาเซฟธนาธรบนถนน คนรุ่นใหม่มีสมอง เขาไม่ออกมาเดินตามตูดหรอก

                ที่จะมา ก็มีแต่ "แดงแปลงเป็นส้ม" รุ่นคุณป้าขาประจำเท่านั้นแหละ

                ตอนนี้ ต่างตรวจสอบกันครึกครื้น ศรีสุวรรณตรวจสอบธนาธร ธนาธรก็ส่งทนายไปฟ้องเป็นการตรวจสอบศรีสุวรรณ

                ทั้งผู้กองปูเค็ม ทั้งเรืองไกร ทั้งคนพรรคเพื่อไทย

                เห็นต่างยื่นตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.แต่ละพรรค เหมือนกีฬา "เหย้า-เยือน" น่าสนุก

                เห็นพูดกันว่า ตรวจสอบแล้ว จะเหลือ ส.ส.ซักครึ่งสภาหรือเปล่า ที่คุณสมบัติไม่ขัดกฎหมาย

                นั่น ไม่ใช่ปัญหา.......

                เป็นนิมิตมงคลในทางแก้ปัญหา ว่าต่อไปนี้ "สถาบันผู้ออกกฎหมาย" จะต้องถูกตรวจสอบให้เห็นถึงความโปร่งใสเป็นเยี่ยงปฏิบัติ อันดับแรก

                "หัว" คือฝ่ายบริหาร, ฝ่ายนิติบัญญัติ เดินตรงตามเส้นกฎหมายให้เห็นก่อน

                แล้วลำตัวและหาง คือภาคประชาสังคม จะได้เดินตามให้ตรงเส้นกฎหมายด้วย!        

                ธนาธร.....

                ถึงอย่างไร ไม่ว่าคุณจะตกคุณสมบัติ อดเข้าสภา หรือไม่ตก ผ่านการตรวจสอบของ กกต.เข้าสภาเป็น ส.ส.ได้

                คุณูปการสิ่งหนึ่งที่สังคมได้จากคุณ คือ

                ได้ "ข้อคิด-ข้อเปรียบเทียบ" ในการมองคนและเลือกคนสู่การเมือง ผ่านคำพูด-คำจา

                และกิริยาก้าวร้าว "ผิดวิสัย" บัณฑิตชน!

                เงิน การศึกษา วัย ไม่ใช่ตัวบ่งบอกความเป็นคนดี, คนเลว, คนมีคุณภาพ, คนไร้คุณภาพ

                เรียนรู้, สำนึก, รับผิดชอบ, รู้ชั่ว, รู้ดี และกตัญญู-รู้คุณ นั่นคือ "ปัจจัยหลัก" บ่งบอกตัวคนนั้นๆ ว่า คนดี หรือคนไม่ดี

                ธนาธร...

                ด้วยบทบาท "ผู้นำฟิวเจอริสตา" ที่มุ่งปะทะตะพึด ทำให้เรื่องง่ายของคุณ กลายเป็นเรื่องยากไปแล้ว!

                เรื่องหุ้นสื่อ ที่คุณอ้างว่าเซ็นโอนขายให้แม่ไปตั้งแต่ ๗ มกรา.๖๒ ก่อนสมัคร ส.ส.เมื่อ ๖ ก.พ.๖๒ นั้น

                คุณเป็นแค่ผู้ถือหุ้น "บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด" ไม่ได้เป็นกรรมการใดๆ ในบริษัท

                เอาล่ะ อ้างว่าขายแล้ว..โอนแล้ว..เซ็นแล้ว..จ่ายเงินกันแล้ว เรียบร้อยเสร็จสรรพ ตั้งแต่ ๘ มกรา.

                ส่วนการลงสมุดบัญชีผู้ถือหุ้น เป็นเรื่องของ "สมพร" ผู้เป็นแม่และผู้เป็นกรรมการ ธนาธรไม่เกี่ยว

                เอาล่ะ สมมุติว่า ธนาธรไม่เกี่ยว "หลุด" ข้อร้องเรียน

                แต่จากสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น "บอจ.๕" ที่นางสมพรคัดจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท ไปยื่นไว้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

                ดูรายชื่อเจ้าของหุ้น หมายเลขหุ้น วัน-เดือน-ปี ที่ระบุคนถือครองแล้ว

                บอจ.๕ ปี ๒๕๖๑ เมื่อเทียบกับ บอจ. ปี ๒๕๖๒ ที่นางสมพรคัดลอกจากสมุดทะเบียนบริษัทยื่นกรมพัฒนาฯ เมื่อ ๒๑ มีนา.๖๒

                พบความเคลื่อนไหวแตกต่างชนิดมีนัยพิเศษ

                ในจำนวนผู้ถือหุ้นจาก ๑๐ เหลือแค่ ๕ คน อีก ๕ ขายและโอนให้นางสมพรหมด

                กระทั่งเมียธนาธร ก็ลาออกจากกรรมการ

                เอกสารนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นด้วยเรื่องกรรมการลาออก การลงวันที่วันนัด, วันลาออก และวันประชุมนี่แหละ

                เล็กๆ น้อยๆ ที่นึกว่าไม่มีใครสน นี่แหละ จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ซ้อน

                คือมี "พ่อของฟ้า" ให้เป็นที่ฮาฮือ

                ก็อาจมีปรากฏการณ์ "แม่ของพ่อฟ้า" ให้คราง..ฮือๆๆๆ ขึ้นก็ได้

                ตัวเลขปริศนาเหล่านี้ เป็นข้อมูลเปิดเผย ไม่ใช่ความลับทางราชการหรือความลับของบริษัทใดๆ

                เป็นข้อมูลทั่วไป ที่แต่ละบริษัทต้องยื่นและเซ็นรับรองความถูกต้องไว้แล้ว

                ฉะนั้น ใครอยากรู้ไปเปิดดูกันได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำโน่น

                เห็นแล้ว อาจต้องร้อง........

                ลูกรอด

                แม่(ไม่น่า)รอด"!. 

จับตารายชื่อส.ว.'บิ๊กป้อม'เผยเลือกเรียบร้อยแล้วแต่จำชื่อไม่ได้มีใครบ้าง  

    
 

3พ.ค.62-ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงการคัดสรร สมาชิกวุฒิสภาส.ว. ที่จะต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 11 พ.ค. หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ค. ว่า ขณะนี้เรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการคัดสรร ส.ว.เป็นผู้ดูแลทั้งหมด ส่วนที่มีข่าวจะให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้พิจารณาเพียงผู้เดียวนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะคณะกรรมการฯเป็นผู้ดูแล และตนอยู่ในคณะกรรมการด้วย แต่จำไม่ได้ว่า ส.ว.ที่คัดสรรมามีใครบ้าง

เมื่อถามถึงกรณีมีรายชื่อคณะรัฐมนตรีจะเข้าไปเป็น ส.ว.ด้วย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จำไม่ได้ เมื่อถามต่อว่า มีรายชื่อของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางคนที่จะไปเป็น ส.ว.ออกมาแล้วบางส่วน เท่าที่ดูเป็นไปตามนั้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่เห็น จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง อาจจะเห็น แต่ดูผ่านไปเรื่อยๆ แต่จำไม่ได้เลยสักคน เพราะมันเยอะ

เมื่อถามว่าขณะนี้ในทางการเมือง มีการปล่อยข่าวผ่านโซเชียลกันมาก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ข่าวปลอมทั้งนั้น เป็นข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือเลย ส่วนที่มีกระแสข่าวเรื่องนายกฯคนนอกออกมาด้วยนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่รู้ ยังไม่เห็น

ปภ.ประสานจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย 'พายุฤดูร้อน' ช่วง 3-7 พ.ค.นี้ เร่งช่วย 36 จว.ประสบวาตภัย

    
 

2 พ.ค.62 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า เนื่องจากประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น ทำให้เกิดพายุฤดูร้อน โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง หรือมีลูกเห็บตก ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ในระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤษภาคม 2562

ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานจังหวัดและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่มิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศ และเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย

ขณะเดียวกัน จากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน – 2 พฤษภาคม 62 เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 36 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี พิษณุโลก ปทุมธานี แพร่ ตราด อุตรดิตถ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ สระบุรี อ่างทอง เลย ลพบุรี พะเยา อุทัยธานี ลำปาง ชัยนาท นครสวรรค์ สุรินทร์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ กำแพงเพชร เพชรบุรี ร้อยเอ็ด สกลนคร อุดรธานี หนองคาย นครพนม หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี ศรีสะเกษ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช นครปฐม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และขอนแก่น รวม 121 อำเภอ 280 ตำบล 719 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 7,146 หลัง เสียชีวิต 1 ราย (อุดรธานี) ผู้บาดเจ็บ 5 ราย (ลำปาง สุรินทร์ และศรีสะเกษ)

ภารกิจร้อนรอ หน.ปชป.คนใหม่ ร่วม-ไม่ร่วมตั้ง รบ.-กอบกู้พรรค

    
 

       หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ในช่วงไม่เกิน 9 พ.ค. โหมดการเมืองประเด็นใหญ่จะพุ่งไปที่ การช่วงชิงเสียงการจัดตั้งรัฐบาลของสองขั้วใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ ในสภาพที่ทุกเสียงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการช่วงชิงเสียงเพื่อชิงอำนาจการเป็นรัฐบาล

            ซึ่งเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่งของการที่พลังประชารัฐ จะตั้งรัฐบาลได้อย่างราบรื่นมีลุ้นให้เกิน 250เสียง ก็คือ  การได้เสียง ส.ส.ประชาธิปัตย์มาทั้งพรรค ที่เบื้องต้นอยู่ที่ 52 เสียง แยกเป็น ส.ส.เขต 33-ปาร์ตี้ลิสต์ 19 คน แต่หาก กกต.รับรอง ส.ส.ไม่ครบ มีคนโดนใบส้ม-ใบแดง ก็อาจทำให้เสียงไม่ถึง

            ด้วยเหตุนี้ การประชุมใหญ่วิสามัญของ ปชป. 15 พ.ค. ที่จะมีวาระสำคัญคือ การเลือก หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และ กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จึงมีความหมายต่อทิศทางการเกิดขึ้นของรัฐบาล บิ๊กตู่ คำรบสอง อย่างมาก

            เบื้องต้นจนถึงขณะนี้มีคนที่เปิดตัวชัดเจนว่าจะลงชิงเก้าอี้ หัวหน้าพรรคสีฟ้า-ปชป. แน่นอนแล้ว 3 คน คือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, กรณ์ จาติกวณิช, อภิรักษ์ โกษะโยธิน ขณะที่อีกหนึ่งคนที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจคือ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.ยุติธรรม อดีต ส.ส.กทม.

            ทั้งนี้ จุรินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชป. อันดับที่ 6 ส่วนกรณ์อยู่อันดับ 7 ด้านพีระพันธุ์อยู่อันดับ 16   

                ดังนั้น ทั้งสามคนได้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เข้าสภาแน่นอน ส่วนอภิรักษ์ที่เป็นแกนนำพรรค ปชป. สายตรง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ไม่มีชื่อลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รอบที่ผ่านมา สาเหตุคงเพราะเตรียมจะไปลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.ของพรรค

                กรณีของอภิรักษ์ก็อาจมีข้อเสียเปรียบพอสมควรกับการชิงหัวหน้าพรรค ปชป. โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็น ส.ส.ในสภา ที่อาจทำให้โหวตเตอร์ที่จะประชุมกัน 15 พ.ค. ที่มีด้วยกัน 306 คนโดยประมาณ แยกเป็น กลุ่มอดีตกรรมการบริหารพรรค, อดีต ส.ส. เป็นต้น รวมกันประมาณ 254 คน กับกลุ่มว่าที่ ส.ส.ชุดล่าสุดอีก52 คน อาจไม่หนุนอภิรักษ์

            แม้ภายนอกดูเหมือนคนที่เปิดตัวแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจจะสงบนิ่ง ไม่ได้เคลื่อนไหวขอเสียงโหวตเตอร์ โดยคาดว่าหลังผ่านพ้นช่วงงานสำคัญของประเทศไทย คือเลยวันที่ 6 พ.ค.ไปแล้ว คงเริ่มมีการขยับหาเสียงกับโหวตเตอร์กัน แต่ในความเป็นจริงก็มีข่าวว่า แต่ละคนรวมถึงกองเชียร์ แนวร่วมของแคนดิเดตแต่ละฝ่าย ก็มีการขยับ-เคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก

ดังนั้น ภารกิจกอบกู้ ฟื้นฟูพรรค ปชป. จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ของหัวหน้าพรรคสีฟ้าคนใหม่

            ซึ่งล่าสุด ทั้ง กรณ์-อภิรักษ์ ซึ่งจริงๆ ก็คือแกนนำ ปชป.ที่ใกล้ชิด และเป็นทีมงานของอภิสิทธิ์ในช่วงเดอะมาร์คเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.มาตลอด ก็เปิดตัวยืนยันลงชิงหัวหน้าพรรค ปชป.อย่างเป็นทางการแล้ว

             เช่น กรณ์ ที่ระบุผ่านการให้สัมภาษณ์ในรายการเฟซบุ๊ก Suthichai Yoon live ว่า ได้ตัดสินใจลงชิงหัวหน้าพรรค ปชป.ทันทีหลังอภิสิทธิ์ลาออก และวางตัวชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ว่าที่ ส.ส.ตาก อดีต รมว.อุตสาหกรรม เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนการจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ต้องรอกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตัดสินใจ

ส่วน อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็ย้ำว่า จะลงชิง หน.ปชป. เพราะผลการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ออกมา ทำให้พรรคจำเป็นต้องรับฟังกระแสสังคมเพื่อปรับปรุงตัวเองให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และระบุว่า หวังจะเข้าไปกอบกู้พรรค ปชป.

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ จุรินทร์ ที่ข่าวว่าได้แรงหนุนจากชวน หลีกภัย-บัญญัติ บรรทัดฐานอภิสิทธิ์ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะวางตัว-เปิดตัวใครเป็นเลขาธิการพรรค หากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค เพราะตอนแรกมีข่าวว่าทาบทามชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ไว้ก่อนแล้ว แต่ชัยวุฒิ เลือกไปอยู่กับกรณ์แทน ข่าวบางกระแสก็บอกว่า อาจจะเป็นอัศวิน วิภูศิริ หนึ่งในถุงเงินของ ปชป. ที่เป็นพ่อของ ชาญวิทย์ วิภูศิริ ว่าที่ ส.ส.กทม.พลังประชารัฐ ที่กำลังโดนรุกไล่จากเพื่อไทยเรื่องถือหุ้นสื่อ แต่คนในปีกของจุรินทร์ ให้ข่าวอีกทางว่า ไม่น่าจะใช่ชื่อนี้ เพราะบุคลิกของอัศวิน ไม่ใช่คนมีคอนเน็กชั่นมาก และไม่ใช่คนที่พร้อมจะดูแลพรรค-ส.ส.พรรคได้ โดยคนในปีกของจุรินทร์บอกแค่ว่า จุรินทร์กำลังเปิดดีลพูดคุยกับคนที่วางตัวไว้อยู่ ซึ่งคนดังกล่าวต้องมีบุคลิกสำคัญคือ มีบุคลิกเป็นมือประสาน-มากคอนเน็กชั่น และที่สำคัญ งานเฉพาะหน้าคือต้องเป็นคนที่มี เสียงโหวตเตอร์ใน ปชป.ระดับหนึ่ง จาก 306 เสียง ที่จะมาซับพอร์ต เกื้อหนุน ให้จุรินทร์ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.

สำหรับ พีระพันธุ์ ก็มีกระแสข่าวว่าเป็นชื่อที่วงกาแฟ ในหมู่บ้านพิบูลวัฒนา ย่านถนนพระรามหกของ ถาวร เสนเนียม แกนนำ ปชป. ที่เคลื่อนไหวให้ ปชป.ไปร่วมตั้งรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ที่มีว่าที่ ส.ส.-อดีต ส.ส.ปชป.ไปร่วมกินกาแฟกับถาวร ได้เอ่ยชื่อถึงพีระพันธุ์บ่อยครั้งว่า น่าจะเป็นตัวเลือกที่ควรผลักดัน เพราะเป็นชื่อกลางๆ ไม่ได้มีภาพว่าเป็นคนของกลุ่มอำนาจเก่าสายอภิสิทธิ์หรือกลุ่มถาวร โดยกลุ่มสายถาวรก็ยังไม่ชัดว่าจะหนุนใคร แม้จะมีกระแสข่าว่า กรณ์-ชัยวุฒิ-ถาวร คือคอนเน็กชั่นเดียวกันที่จะสู้กับฝ่ายจุรินทร์

ทั้งนี้ การลงมติของที่ประชุมใหญ่ ปชป. วันที่ 15 พ.ค. ที่จะมีผู้ได้รับแจ้งให้เข้าประชุมราวๆ 306 คน อย่างไรก็ตาม น้ำหนักการออกเสียงเพื่อออกมาเป็นมติที่ประชุมจะแตกต่างกันคือ คนที่เป็นว่าที่ ส.ส.ชุดใหม่ จะมีน้ำหนักในการออกเสียงอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพวกที่ไม่ได้เป็น ส.ส. อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะถือว่าคนที่เป็น ส.ส. จะต้องไปทำงาน ไปโหวตในสภา

การเลือกหัวหน้าพรรค ปชป.รอบนี้ จะมีผลทำให้ ภายในพรรค ปชป.ยิ่งมีรอยร้าวหนักขึ้นหลัง 15พ.ค.หรือไม่ มองดูแล้วก็มีโอกาสไม่ใช่น้อย!

ทหารพม่ายิงชาวบ้านดับ 6 ศพ กักตัวอีกกว่า 270 คน ต้องสงสัยร่วมมือกบฏยะไข่

    
 

กองทัพเมียนมาแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทหารยิงผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 6 คน และได้ควบคุมตัวชาวบ้าน 275 คน ไว้ในโรงเรียนประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่รัฐยะไข่ ฐานต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกบฏอาระกัน

 

ชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลในเมืองซิตตเว รัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / AFP

    สถานการณ์ในรัฐยะไข่ล่าสุดนี้เพิ่มความหวาดกลัวว่าการสู้รบระหว่างกองทัพของรัฐบาลกับกบฏกองทัพอาระกัน (เอเอ) ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ปฏิบัติการของกองทัพในพื้นที่หวงห้ามนั้นไม่สามารถตรวจสอบหรือดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้

    "มีคนโดนยิงตาย 6 ราย บาดเจ็บ 8 ราย และหนีไปได้ 4 ราย" นายทหารผู้นี้กล่าว และว่า ทหารได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเตือนก่อน ส่วนคนบาดเจ็บนั้นถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล

    ชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ อาย หม่อง เผยกับเอเอฟพีทางโทรศัพท์ว่า ศพทั้ง 6 ศพถูกนำมาวางไว้หน้าโรงเรียนให้เห็นอย่างชัดแจ้ง พวกที่เหลือนั้นยังถูกจับไว้เป็นตัวประกันในโรงเรียน และพวกชาวบ้านกำลังห่วงความปลอดภัยของพวกเขา

    ตุน เอ เตน ชาวบ้านอายุ 57 ปี บอกว่า ถึงช่วงค่ำวันพฤหัสบดี ทหารยังคงปิดล้อมหมู่บ้านนี้ไว้ทั้งหมด เขายืนยันด้วยว่า ไม่มีกบฏเอเอในหมู่บ้านนี้แม้แต่คนเดียว

    การสู้รบระหว่างกองทัพกับกบฏอาระกันทางเหนือของรัฐยะไข่ตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้ชาวบ้านทิ้งถิ่นฐานแล้วมากกว่า 30,000 คน

    เมื่อเดือนเมษายน ก็เคยเกิดเหตุชาวยะไข่ 3 คนเสียชีวิตขณะถูกทหารควบคุมตัว ศพของพวกเขาถูกเผาอย่างลับๆ กองทัพอ้างว่าชาวบ้าน 2 คนหัวใจวายตาย แต่กองทัพไม่ได้ข้อมูลของรายที่ 3 หรือชี้แจงว่าเหตุใดจึงเผาศพโดยไม่ได้แจ้งญาติก่อน.

 ...................................................

3 พฤษภาคม 2562

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน