*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2845313
  • จำนวนผู้โหวต : 534
  • ส่ง msg :
  • โหวต 534 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 4 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 473 , 11:46:01 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ขณะที่ผมนั่งโพสเว็บเพ็จหรือบล็อกนี้อยู่ พร้อมกันนั้น ผมก็ได้ติดตามชมข่าวพระบรมราชาภิเศกไปด้วย แล้วยัยคอยกำชับให้

หลานอีก 2 คน ติดตามเพื่อเก็บเป็นความทรงจำที่ยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ด้วย ช่วงนี้พราหมณ์ราชครูกำลังอ่านโองการหลายหน้าเลยทีเดียว

ล่าสุดทรงสวมมหาพิชัยมงกุฏแล้ว(น.น.เกือบ 70 ก.ก.) แล้วทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในเวลาต่อมา

'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'ทรงเศวตพัสตร์ สรงพระมุรธาภิเษก

    
 

4 พ.ค.62 - เวลา 09.58  น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ,พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ,พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562รถยนต์พระที่นั่งเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี เทียบที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฉัย ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี , พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ,พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ประทับรอ โดยมีคุณพลอย ไพลิน เจนเซน ,คุณเดวิด วีลเลอร์ และคุณสิริกิติยา เจนเซน เฝ้ารับเสด็จ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จไปยังพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 1-9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ จากนั้นเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร พันตำรวจเอกธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม มหาดเล็กเชิญพระแสงดาบคาบค่ายตามเสด็จ ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร และดุริยางค์ เสด็จ ฯ ไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัยหน้าพระแท่นมณฑล ทรงกราบ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ  ประทับพระราชอาสน์ พระสงฆ์ 5 รูป นั่งบนอาสน์สงฆ์ เรียบร้อยแล้ว ทรงศีล

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีล จบ ขณะเดียวกันโหรหลวงบูชาฤกษ์ที่ศาลจตุโลกบาลทั้ง 4และศาลพระอินทร์ ที่มณฑปพระกระยาสนาน ต่อจากนั้นเสด็จเข้าหอพระสุราลัยพิมาน ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ ทรงเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ เข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลเชิญเสด็จ

จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากหอพระสุราลัยพิมานโดยริ้วขบวนพราหมณ์นำไปยังมณฑปพระกระยาสนาน นาวาเอก ธรรมรงค์ สุวรรณกูฏ เชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ บุษบกทิศตะวันออก พราหมณ์ เชิญพระพิฆเนศ ประดิษฐาน ณ บุษบกทิศตะวันตกมหาดเล็กเชิญพระแสงดาบคาบค่ายตามเสด็จ

ต่อมา เสด็จ ฯ ไปยังโต๊ะเครื่องสังเวยกลางหาว ทรงจุดธูปเงิน เทียนทอง สังเวยเทวดากลางหาว เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน พันตำรวจโท ปัญญา สุดาทิพย์ ถอดฉลองพระบาทถวาย ประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ แปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา ทรงเหยียบใบอ้อ

เวลาพระฤกษ์ 10.09-12.00 น. พลอากาศเอก สถิตพงษ์ สุขวิมล  เลขาธิการพระราชวัง ถวายบังคม 3 ครั้ง ขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน เปิดพระครอบพระมุรธาภิเษก รัชกาลที่ 1 ถวาย แล้วลงจากมณฑปพระกระยาสนาน เวลา 10.25 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวักน้ำพระพุทธมนต์อันเจือด้วยน้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระ 4 สระ จากพระครอบพระมุรธาภิเษก รัชกาลที่ 1 สรงพระนลาฏ

สมเด็จพระสังมราช พระอนุวงศ์ และพราหมณ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ และน้ำเทพมนตร์ ตามลำดับ ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนานทางทิศตะวันตก ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบพระกริ่ง รัชกาลที่4 ที่พระปฤษฎางค์ เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน และเสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนานทางทิศตะวันออก ถวายน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระครอบยันต์เดิม รัชกาลที่ 4 ที่พระหัตถ์ เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน

พลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ ถวายบังคม 3 ครั้ง เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน และทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำอภิเษกที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 5 แล้วพลเรือเอก หม่อมเจ้าปุสาณ สวัสดิวัตน์ เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน และถวายบังคม 3 ครั้ง, พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ถวายบังคม 3 ครั้ง เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนานและทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระเต้านวเคราะห์ รัชกาลที่ 4 ทรงวักน้ำจากพระเต้านวเคราะห์ รัชกาลที่ 4 และทรงแตะที่พระนลาฏ แล้วพลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน และถวายบังคม 3 ครั้ง

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ ถวายบังคม 3 ครั้ง ขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน และทูลเกล้า ฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ที่พระหัตถ์ด้วยพระเต้าเบญจคัพย์ รัชกาลที่ 1 แล้วทูลเกล้า ฯ ถวายพระมหาสังข์เพชรใหญ่ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า ถวายพระมหาสังข์เพชรน้อย ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า  ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ที่พระหัตถ์ ทรงรับใบมะตูมทรงทัด แล้วทูลเกล้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ด้วยพระมหาสังข์ทอง พระมหาสังข์นาก พระมหาสังข์เงิน พระมหาสังข์งา พระมหาสังข์สัมฤทธิ์ พระครอบเฟืองสัมฤทธิ์แล้วทูลเกล้าฯ ถวายแหวนใบกระถิน ทรงสวมที่พระอนามิกา หรือนิ้วนางขวา แล้วลงจากมณฑปพระกระยาสนาน และถวายบังคม 3 ครั้ง

ลำดับต่อไปหม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล ถวายบังคม 3 ครั้ง เสด็จขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน และทูลเกล้าฯ ถวายพระเต้าน้ำอภิเษกต่างๆ รวม 22พระเต้า ได้แก่ พระเต้าทองเกลี้ยง, พระเต้ามงคลแปด, พระเต้าเบญจคัพย์รอง รัชกาลที่ 1, พระเต้าปทุมนิมิตทอง รัชกาลที่ 1, พระเต้าปทุมนิมิตนาก รัชกาลที่ 1, พระเต้าปทุมนิมิตเงิน รัชกาลที่ 1, พระเต้าปทุมนิมิตสัมฤทธิ์ รัชกาลที่ 1, พระเต้าบัวหยกเขียว รัชกาลที่ 4, พระเต้ากลีบบัวแดง, พระเต้ากลีบบัวขาวยอดเกี้ยว รัชกาลที่ 5, พระเต้ากลีบบัวใหญ่ รัชกาลที่ 4

พระเต้าห้ากษัตริย์ทองคำ รัชกาลที่ 4, พระเต้าห้ากษัตริย์นาก รัชกาลที่ 4, พระเต้าห้ากษัตริย์เงิน รัชกาลที่ 4, พระเต้าห้ากษัตริย์สัมฤทธิ์ รัชกาลที่ 4,  พระเต้าห้ากษัตริย์หินอ่อน รัชกาลที่ 4, พระเต้าโมราดำ, พระเต้านวเคราะห์ รัชกาลที่ 4,  พระเต้าไกรลาส รัชกาลที่ 4, พระเต้าศิลาจารึกอักษร รัชกาลที่ 4, พระเต้าศิลา 5 ห้อง รัชกาลที่ 4, พระเต้าเทวบิฐ รัชกาลที่ 4

การนี้ ทรงรับพระเต้ารดพระองค์ที่พระอังสาซ้าย - ขวา เว้นแต่พระเต้าเทวบิฐ รัชกาลที่ 4 จะทรงรดที่พระชงฆ์และพระบาท แล้วหม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน และถวายบังคม 3 ครั้ง จากนั้น เลขาธิการพระราชวัง ถวายบังคม 3 ครั้ง ขึ้นมณฑปพระกระยาสนาน ทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ ทรงรับและทรงสรงน้ำเทพมนตร์เหนือเส้นพระเจ้า แล้วพลอากาศเอก สถิตพงษ์ ลงจากมณฑปพระกระยาสนาน และถวายบังคม 3 ครั้ง

เมื่อสรงพระมุรธาภิเษกเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยืน พันตำรวจโท ปัญญา สุดาทิพย์ สอดฉลองพระบาทถวาย นายมนัส เสือเปลี่ยว ถวายฉลองพระองค์คลุม เสด็จลงจากมณฑปพระกระยาสนาน 

 

"มีกษัตริย์ 'ไทยประเทศ' จึงมี"

    

 

               "๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒"

 

                นับต่อแต่นี้........

                เป็น "วันสำคัญ" อีกวันหนึ่งของแผ่นดินใน "รัชกาล ที่ ๑๐" ที่เรียกว่า

                "วันฉัตรมงคล"

                คือวันที่ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"

                ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็น "พระมหากษัตริย์" แห่งราชอาณาจักรไทยอย่าง "สมบูรณ์แบบ"

                "ฉัตรมงคล" ก็หมายถึง.........

                พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก

                ย้อนกลับไป ๖๙ ปี.....

                เมื่อ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

                วันนั้น เป็นวันบรมราชาภิเษก แห่ง รัชกาลที่ ๙

                "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"

                ได้พระราชทาน "พระปฐมบรมราชโองการ" แก่ประชาชนชาวไทย ไว้ว่า

                “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

                และ ๔ พฤษภาวันนี้ เป็นวันบรมราชาภิเษก แห่งรัชกาล ที่ ๑๐            

                มหาชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน.......

                จงน้อมจิตรับ "พระปฐมบรมราชโองการ" แห่งพระมหากษัตริย์ไทย เป็นขวัญ เป็นพลัง "นำชาติ-นำชีวิต" พร้อมกันในกาลอภิมหามงคลกาล

                ซึ่ง ๑๐๐ ปี จะมีสักครั้งนี้ เถิด

                ก็เอาล่ะ...มงคลกาลในพระราชพิธี ท่านหาอ่าน-หาชม ได้หลากหลายตอนนี้

                ดังนั้น เพื่อให้บางท่านที่ยังสงสัย ว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" สำคัญ, จำเป็น ต่อความดำรงคงอยู่ของประเทศไทยอย่างไร?

                ผมจะนำเรื่องราวที่คุณ Eddie Atsadang Yommanak เขียนและโพสต์ไว้ มาให้อ่านกัน

                ในความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่า สำหรับผม มันยากจะสรุปเรื่องราวให้ลงตัวเป็น "ผลึก" อย่างนี้

                จึงขออนุญาต Atsadang Yommanak นำเผยแพร่ เพื่อความซาบซึ้งและระอุสำนึกในพระมหากษัตริย์ไทยร่วมกัน

                Atsadang Yommanak

                "สิ้นแสงฉาน พม่าเสียเมือง สยามยังอยู่ยั่งยืนยง"

                ตั้งแต่สมัยโบราณ.......

                ชาวตะวันตกรู้จักและให้ความสนใจแค่อินเดียและจีน ๒ มหาอำนาจในดินแดนตะวันออกไกลเท่านั้น

                จุดเริ่มต้นจริงๆ ที่ทำให้ประเทศในดินแดนในแหลมอินโดจีนโดนคุกคาม นั้น มาจากพม่า ที่เริ่มต้นไปกระตุกหนวดเสือ

                เพราะพม่าคิดว่าตัวเองเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลอยู่ในแถบนี้

                จึงส่งกองทัพไปบุกโจมตี เพื่อจะขยายอำนาจเข้าไปในเบงกอล ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐอิสระ ในเขตอิทธิพลของอังกฤษในอินเดีย

                แต่สงครามจบลงด้วยการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพม่า และที่สำคัญ คือ

                การทำให้อังกฤษสนใจจะขยายอำนาจจากอินเดียที่ตนครอบครองอยู่แล้ว เข้ามาสู่พม่า และดินแดนถัดไปในแหลมอินโดจีน

                ที่มี "ไทย" อยู่ในจุดศูนย์กลาง

                เมื่ออังกฤษได้อินเดียเป็นเมืองขึ้น แล้วขยายอำนาจเข้าสู่เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ได้มาเลเซีย  สิงคโปร์ และพม่า

                ฝรั่งเศส ที่เข้ามาที่หลัง จึงทำทุกอย่าง เพื่อจะขยายอำนาจเข้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยไม่สนใจวิธี จนไม่เหลือคราบผู้ดี

                หลังจากฝรั่งเศสได้เวียดนาม แล้วก็อาศัยเล่ห์เหลี่ยม "ยึดเขมรและลาว" ไปจากไทย

                แล้วดินแดนต่อไปที่ทั้งสองมหาอำนาจจ้องตาเป็นมัน คือ "สิบสองปันนา"

                ในสมัยต้น "กรุงรัตนโกสินทร์"

                ล้านช้าง (ประเทศลาว) ล้านนา (เชียงใหม่) เขมร และตอนบนของแหลมมลายู "เป็นเมืองขึ้นของไทย"

                ถัดขึ้นเหนือไปจากล้านนา คือดินแดนที่ไทยเรียกว่า "สิบสองปันนา"

                เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมดินแดนทางใต้ของจีนและทางเหนือของพม่า ไทย ลาว

                ฝรั่งเรียกดินแดนสิบสองปันนานี้ว่า Independence Shan States "รัฐอิสระฉาน" หรือเขตปกครองตนเองรัฐฉาน

                ส่วน "ล้านนา" นั้น ฝรั่งเรียกว่า Siamese Shan States คือเป็น "รัฐฉาน" ที่ปกครองโดย "สยาม"

                "สิบสองปันนา" เป็นดินแดนบนที่ราบสูง มีแต่ภูเขาสูงชันทั่วทั้งดินแดน จึงมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่ดูเหมือนจะดีเยี่ยมที่ทำให้ข้าศึกยากจะบุกรุก

                แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐอิสระในสิบสองปันนานั้นอ่อนแอ จนต้องมาขอเป็นรัฐในอารักขาของประเทศที่เข้มแข็ง เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย

                จึงทำให้ในตลอดประวัติศาสตร์ของสิบสองปันนานั้น ดินแดนแห่งนี้ บางครั้งเป็นเมืองขึ้นจีน บางครั้งเป็นเมืองขึ้นพม่า และเป็นเมืองขึ้นของสยาม

                รวมทั้ง บางครั้งเป็นเมืองขึ้นของทั้ง ๓ ประเทศนั้นไปพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน

                จนมาถึงสมัยต้น "กรุงรัตนโกสินทร์"........

                "ล้านนา" ที่มีเมืองหลวงอยู่ที่ "เชียงใหม่" ก็เป็นเมืองขึ้นของสยาม

                ส่วน "รัฐฉาน" ของไทใหญ่ ที่มีเมืองหลวงอยู่ที่ "เชียงตุง" ก็เป็นเมืองขึ้นของพม่า

                ส่วน "รัฐฉาน" ที่อยู่เหนือถัดขึ้นไป ที่มีเมืองหลวงอยู่ "เชียงรุ่ง" ก็เป็นเมืองขึ้นของจีน

                อย่างไรก็ตาม ดินแดนสิบสองปันนานี้ เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนของอำนาจทั้งจาก จีน พม่า  และสยาม

                จนบางครั้ง ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า รัฐใดขึ้นกับใคร จึงเป็นจุดอ่อนที่อังกฤษและฝรั่งเศสมองทะลุปรุโปร่ง

                ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าคือ "ชาติมหาอำนาจ" ในดินแดนแถบนี้

                แล้วเวลาผ่านไป พม่าก็เริ่มเสื่อมลง แต่พม่ายังคงเข้าใจว่า "ตัวเองยิ่งใหญ่"

                เมื่ออังกฤษมีอำนาจเหนืออินเดีย พม่าจึงลองของ หวังจะแสดงฤทธานุภาพ

                เช่นเดียวกับจีน ที่ ณ เวลานั้น ความยิ่งใหญ่จากยุคที่เคยเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในอดีต ทำให้จีนยังคงลำพอง ทั้งๆ ที่ไม่เคยพัฒนาอะไรใหม่ขึ้นมาเลย

                ผิดกับชาติตะวันตก........

                โดยเฉพาะอังกฤษ ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ จนเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยี

                เมื่ออังกฤษมาถึง ทั้งจีนและพม่า จึงพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เพราะประเมินตัวเองสูง แต่ประเมินอังกฤษไว้ต่ำ

                ในขณะที่ไทยเรา.....

                หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว "สมเด็จพระเจ้าตากสิน" มากู้แผ่นดิน

                ตามต่อมาด้วย "พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี" ที่ตั้งใจทะนุบำรุงบ้านเมือง

                จากรัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๕ ที่เป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งเริ่มขยายอำนาจมาถึง ไทยก็เป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียไปแล้ว

                ในหลวงรัชกาลที่ ๔ บวชเรียนอยู่หลายสิบปี ศึกษาศิลปวิทยาทั้งไทยและเทศ จนเป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

                เมื่อขึ้นครองราชสมบัติ ก็จ้างฝรั่งมาทำงาน รวมทั้งจ้างฝรั่งมาสอนภาษาและศิลปวิทยาการสมัยให้กับพระราชโอรสและพระราชธิดา ข้าราชบริพาร

                เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๕ ครองราชย์ และมีอำนาจเต็มเมื่อพระชนมพรรษา ๒๐ ก็ทรงรอบรู้ศิลปวิทยาการสมัยใหม่เรียบร้อยแล้ว

                จนมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ทรงได้รับการยกย่องจากชาติตะวันตก ว่าพระองค์เป็น "พระมหากษัตริย์ที่สมาร์ทที่สุด" ในเอเชีย

                "สมาร์ท" ในที่นี้หมายถึง ความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ รวมทั้งหมายถึงการแต่งกาย และการเข้าสังคมแบบชาวตะวันตก

                ทรงไม่ได้รับมือมหาอำนาจของโลกด้วยการทหาร อย่างจีนและพม่า

                แต่ทรงใช้วิธีพัฒนาประเทศและบุคลากรให้ทันสมัยเทียมหน้าฝรั่ง

                รวมทั้งทรงใช้การทูตเป็นเครื่องมือในการต่อกรกับมหาอำนาจฝรั่ง

                ความสามารถทางการทูตของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ชัด ทั้งการเดินทางไปเจรจาทางการทูตด้วยพระองค์เอง ทั้งส่งพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการเป็นตัวแทนพระองค์

                วันที่พม่าเสียเมือง.........

                "คณะราชทูตไทย" และ "คณะราชทูตพม่า" อยู่ที่อังกฤษเรียบร้อยแล้ว

                แต่พม่าเดินเกมการเมืองผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ยากจะเยียวยา

                วันนั้น "คณะราชทูตพม่า" ประเทศที่เคยเป็นศัตรูสู้รบกันมาหลายร้อยปี ยังไม่ทันมีโอกาสจะเข้าเจรจาการทูต เพราะ "พม่าเสียเมือง" ให้อังกฤษ ไปเสียก่อนแล้ว

                จึงมาขอเข้าพบ เพื่อ "ปรับทุกข์" กับคณะราชทูตของไทย

                คณะราชทูตพม่า ต้องมานั่งร้องไห้ เสียใจกับคณะราชทูตของไทย กับการเสียเมืองในคราวนั้น

                ตัดฉาก...เมื่อเวลาผ่านพ้นไป

                "รัฐฉาน" น้อยใหญ่ทางตอนเหนือของพม่า ที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นพม่า ก็นัดแนะจะรวมชาติเป็น "สหภาพแห่งรัฐฉาน"

                แต่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของพม่า ที่ขอให้รัฐฉานมารวมกับพม่า เป็น "สหภาพพม่า" เพื่อรวมกำลัง เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษก่อนแล้ว ค่อยแยกประเทศ

                แต่เมื่อได้เอกราชจากอังกฤษ พม่าก็หักหลัง ฉีกสัญญาที่จะให้รัฐฉานเป็นอิสระ

                ตอนจบของเรื่องนี้ "พม่าเสียเมือง" สิ้นแสงฉาน

                แต่ "สยาม" ยังอยู่ยั่งยืนยง คงเอกราชเอาไว้ได้ จนถึงปัจจุบันนี้

                ก็เพราะพระบารมี พระปรีชาสามารถ และพระวิริยอุตสาหะ

                ในการทำนุบำรุงชาติ และประชาชนของ "พระมหากษัตริย์" แห่งราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์

                เกิดเป็นไทยแล้ว ต้องรู้คุณแผ่นดิน ต้องรู้คุณพระมหากษัตริย์ไทย

                อย่าได้ให้ใครมาทำร้ายลูกหลานเหลนโหลน ของราชวงศ์จักรี

                ที่ทุ่มเททุกอย่าง ให้คนไทยมีแผ่นดินอยู่ได้อย่างผาสุกมาถึงทุกวันนี้.

                --------------------

                เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

                                ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

                                ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

                                ข้าพระพุทธเจ้า เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 

มติชนออนไลน์
 
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2562
 
 มติชนออนไลน์

ร.10 ประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 - 12:14 น.
 

ร.10 ประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

เมื่อเวลา 09.57 น. วันที่ 4 พฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ในการมหาศุภมงคลการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พุทธศักราช 2562 ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยเสด็จด้วย

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เฝ้าฯ รับเสด็จ

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ โดยริ้วขบวนไปประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรแปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพา พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ เข้าเฝ้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ที่พระหัตถ์ด้วยพระมหาสังข์พิธีพราหมณ์ ถวายใบมะตูมทรงทัด

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กล่าวเวทสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกรลาส จบแล้ว กราบบังคมทูลถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงราชศัตราวุธ ตามลำดับ

นายจิตรพัฒน์ ไกรฤกษ์ เชิญพระสุพรรณปัฏจารึกพระปรมาภิไธยจากพระแท่นมณฑลมอบพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ทูลเกล้าฯ ถวาย

ทั้งนี้ ขณะที่พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ทูลเกล้าฯ ถวายพระสุพรรณบัฏ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย แตร มโหระทึกและดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค กระบอกละ 10 นัด (ตามกำลังวันเสาร์) ที่สนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยสมาคม ทหารบก หหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 101 นัด พระสงฆ์ในพระอารามทั่วราชอาณาจักร ย่ำระฆัง ถวายชัยมงคล 7 ลา

จากนั้น เจ้าพนักงานเชิญเบญจราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงจากพระแท่นมณฑลมอบพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ สำหรับทูลเกล้าฯถวาย ตามลำดับ

ถวายพระสังวาลพราหมณ์ธุรำ ทรงรับแล้วทรงสวมพระเศียร แล้วทรงสอดพระหัตถ์ขวา, ถวายพระสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ ทรงรับแล้วทรงสวมพระเศียร แล้วทรงสอดพระหัตถ์ซ้าย, ถวายพระสังวาลพระนพ ทรงรับแล้วทรงสวมพระเศียร แล้วทรงสอดพระหัตถ์ซ้าย, ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงรับแล้ว ทรงสวม, ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรี ทรงรับแล้ว ทรงวางไว้บนโต๊ะข้างพระที่นั่งเบื้องซ้าย, ถวายพระแส้จามรี ทรงรับแล้ว ทรงวางไว้บนโต๊ะข้างพระที่นั่งเบื้องซ้าย

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ถวายพระแส้ขนหางช้างเผือก ทรงรับแล้ว ทรงวางไว้บนโต๊ะข้างพระที่นั่งเบื้องซ้าย, ถวายธารพระกรชัยพฤกษ์ ทรงรับแล้ว ทรงวางไว้บนโต๊ะข้างพระที่นั่งเบื้องขวา, ถวายพัดวาลวิชนี ทรงรับแล้ว ทรงวางไว้บนโต๊ะข้างพระที่นั่งเบื้องขวา, ถวายพระธำมรงค์รัตนวราวุธ ทรงรับแล้ว ทรงสวมพระดัชนีพระหัตถ์ขวา, ถวายพระธำมรงค์วิเชียรจินดา ทรงรับแล้ว ทรงสวมพระดัชนีพระหัตถ์ซ้าย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ สอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวาย (ขวา- ซ้าย)

จากนั้น เจ้าพนักงานเชิญเครื่องขัตติยราชูปโภคมาทอดถวาย ประกอบด้วย พานพระขันหมากทองคำลงยาองค์ใหญ่เครื่องพร้อม, พระสุพรรณศรีบัวแฉก

พระมณฑปทองคำลงยาพร้อมพานรองมีพระจอก, พระเต้าทักษิโณทกทองคำลงยาองค์เล็ก, พระแสงดาบฝักทองเกลี้ยง, ธารพระกรเทวรูป, พระแสงจักร, พระแสงตรีศูล, พระแสงหอกเพชรรัตน, พระแสงดาบเชลย, พระแสงธนู, พระแสงดาบเขน, พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง, พระแสงของ้าวแสนพลพ่าย

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ถวายอนุษฏุภศิวมนตร์ จบ พราหมณ์เป่าสังข์ และถวายอนุษฏุภวิษณุมนตร์ จบ กราบถวายบังคม 3 ครั้ง และถวายพระพรชัยมงคล จบแล้ว พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กราบถวายบังคม 3 ครั้ง

 

 .............................................

 
โอ้โห!'ธนาธร'ประกาศลั่นอนาคตใหม่จะเขย่าการเมืองท้องถิ่น ดันนโยบายแบบที่ไม่เคยทำกันมาก่อน
    
 

 

 

    
 

4 พ.ค.62 - รองศาสตราจารย์ สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความเรื่องพระเมซิอาห์คอมเพลกซ์ (Messiah Complex) ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาดังนี้

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีคนหลายคนเข้าหาผม เพื่อให้ผม (ซึ่งตอนนั้นเป็นนักเขียนแนวศาสตร์เร้นลับ) รับรองพวกเขา (เขียนเรื่องพวกเขา)ว่าเป็น พระเมซิอาห์ (พระผู้ช่วยให้หลุดพ้น)

ผมจะถามพวกเขากลับเพียงคำถามเดียวเท่านั้นคือ
" ถ้าคุณเป็นพระเมซิอาห์จริง โปรดแสดงให้ผมดูตอนนี้ ตรงนี้ได้หรือไม่ครับ"

ผมถามพวกเขาอย่างจริงใจ และจริงจัง โดยไม่มีนัยยะของคนขี้ระแวงแต่อย่างใด แต่การประกาศตัวแบบนี้มิใช่เรื่องเล่นๆ พูดพล่อยๆไม่ได้

เส้นแบ่งระหว่างคนวิปริต (คนบ้า) กับอัจฉริยะทางจิตบางครั้งมันบางมากเหลือเกิน

ทูลเกล้าฯ250ส.ว.ภายใน10พ.ค.นี้'วิษณุ'อุบไต๋ไขก๊อกรมต.ไปนั่งประธานสภาสูง!

    
 

4 พ.ค.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีบางคนลาออก เพื่อไปเป็น ส.ว. ว่า เป็นเรื่องที่เกิดจากการดำเนินการแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน โดยในส่วนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งมาให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาจาก 200 คน ให้เหลือ 50 คนนั้น ขณะนี้ คสช.ได้คัดสรรเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว พร้อมสำรองอีก 50 คน คสช.จึงต้องถามเจ้าตัวอีกครั้งว่า เมื่อได้รับเลือกแล้วยังยืนยันที่จะเป็น ส.ว.อยู่หรือไม่ หากยืนยัน จะต้องไปจัดการเรื่องคุณสมบัติต้องห้าม โดยเฉพาะการถือหุ้นในกิจการสื่อ การถือหุ้นในกิจการสัมปทาน การถือหุ้นในกิจการที่เป็นสัญญาผูกขาดตัดตอนกับรัฐ ที่จะต้องไม่มาเกิดกับ ส.ว. โดยบางอย่างห้ามเฉพาะเจ้าตัว แต่บางอย่างห้ามไปถึงคู่สมรส บุตร รวมถึงคู่สมรสที่ไม่จดทะเบียน จึงขอให้ช่วยจัดการให้ถูกต้อง ซึ่งผลจากการสอบถามไป มีบางรายไม่ประสงค์ที่จะเป็น ส.ว.แล้วก็มี จึงต้องปรับเลื่อนรายชื่อที่สำรองเอาไว้ขึ้นมาแทน ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับเลื่อนรายชื่ออยู่ 

นายวิษณุ กล่าวว่า อีกส่วนคือ ที่ต้องนำรายชื่อให้หัวหน้า คสช.พิจารณานั้น ขณะนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดสรร ส.ว.ได้นำรายชื่อ ทั้ง 395 คน ให้หัวหน้า คสช.พิจารณาแล้ว ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของ คสช.ไปแล้วจำนวนหนึ่ง ยังไม่เสร็จสิ้นทั้งหมด โดยจะต้องคัดให้เหลือ 194 คน และสำรองอีก 50 คน โดยมีการคัดไปแล้ว แต่ยังไม่ครบ 194 คน แต่เสร็จไปมากกว่า 80% ที่ติดอยู่คือ เรื่องคุณสมบัติและความสมัครใจ ส่วนรัฐมนตรีบางคนที่ลาออก เป็นเพราะรายชื่อนิ่งแล้ว จึงเหลือหน้าที่เคลียร์คุณสมบัติให้ถูกต้อง แม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีคุณสมบัติได้รับการพิจารณาเป็น ส.ว.ก็ควรลาออกก่อนวันที่จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ทั้งนี้ หากพิจารณารายชื่อทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ภายในวันที่ 10 พ.ค.นี้ซึ่งเป็นระยะเวลา 3 วัน หลังจาก กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พ.ค.  

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบุคคลในคณะรัฐมนตรีมีรายชื่อเป็น ส.ว.ถึงครึ่งหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตอบไม่ถูก ไม่กล้าพูด เพราะมันยังไม่นิ่ง ส่วนคนที่นิ่งแล้วสามารถยื่นใบลาออกต่อเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้เลย แต่ตนได้ให้คำแนะนำเป็นส่วนตัวกับบางคนว่า เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ชีวิตควรอยู่ให้ผ่านพ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไปก่อน จากนั้นอยากอยู่หรือไปก็พิจารณาเอาเอง แต่ไม่จำเป็นต้องลาออกเสียตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการประชุม ครม.วันที่ 7 พ.ค. อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐมนตรีบางคน แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของรัฐบาลนี้ เพราะยังไม่รู้ว่าจะตั้งรัฐบาลได้เมื่อไร หรือว่าตั้งได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การที่มีรัฐมนตรีลาออก ก็ไม่ได้ไปเป็น ส.ว. แต่มีเหตุผลอย่างอื่น จึงใช้ช่วงเวลาเดียวกันนี้ และการที่รัฐมนตรีบางคนลาออกก็ไม่ส่งผลกระทบต่องาน เพราะมีการแต่งตั้งรักษาการขึ้นมาดูแลอยู่แล้ว รวมทั้งเรื่องที่จะประชุม ครม.ต่อจากนี้ ก็ไม่มีอะไรมากมาย 

เมื่อถามว่า มีข่าวว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ลาออกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อมาเป็น ส.ว. นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง แต่ถ้าจะเป็น ส.ว.จริง ต้องลาออกจากประธาน สนช.ด้วย ต่อข้อถามว่า มีกระแสข่าวมาตลอดว่า นายวิษณุจะไปเป็น ส.ว. นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ตอบ และไม่มีอะไรที่ควรเป็นข่าว เมื่อถามย้ำว่า การที่ไม่ปฏิเสธ แปลว่ามีโอกาสไปเป็น ส.ว.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ 

บางคนเป็นแค่เด็กหนุ่มยังมีอนาคตอีกยาวไกล ผมต้องเตือนเขาตรงๆว่า

" คุณมีอาการพระเมซิอาห์คอมเพลกซ์นะ คือหมกมุ่นทางจิตหลงคิดว่าตนเองเป็นบุคคลสำคัญของโลกของจักรวาล ... ทั้งๆที่จริงๆแล้วอัตตาตัวตนของคุณกำลังป่วย เรียกร้องการยอมรับจากผู้คนอย่างแรงกล้าในสิ่งที่ตัวตนของคุณไม่มีและไม่ใช่"

ส่วนคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วหรือมีอายุแล้ว ผมจะปล่อยเลยตามเลย เพราะความลุ่มหลงในตัวตนแห่งตนเป็นความมืดบอดอย่างหนึ่งที่ซับซ้อน เปลี่ยนความเชื่อยาก เป็นกรงขังที่หลุดออกมายากที่สุด

สมัยนั้นพวกเขายังต้องพึ่งสื่อหรือคนมีชื่อเสียงทางสังคมเพื่อประกาศความเชื่อของตนเอง

แต่ในยุคโซเชียลมีเดียเป็นใหญ่อย่างในยุคปัจจุบัน

พวกเขาบ้าพอ มั่นพอที่จะประกาศตัวตนตามความเชื่อของตนผ่านสื่อโซเชียลของตนเอง

เพราะเหตุนี้กระมังแนวโน้มผู้ป่วยทางจิตในปัจจุบันจึงสูงมาก เราพบเห็นคนจิตอ่อนที่ทุกข์ทนเพราะตัวตนของตนเองที่ไม่สมปรารถนาเป็นจำนวนมากระดับหลักล้านคนในสังคมไทย

ขณะดียวกัน เราก็เห็นผู้คนจำนวนหนึ่งที่ลวงโลก หรือหลอกตนเองอย่างถึงที่สุด ถึงขนาดกล้าประกาศว่า ตัวเขาเองคือ พระเมซิอาห์ทางการเมือง คือความหวัง คืออนาคตใหม่ของผู้คนนับล้านคนที่เลือกเขา

คนที่มีอาการพระเมซิอาห์คอมเพลกซ์ทางการเมืองนั้นเป็นอันตรายต่อสังคมและบ้านเมืองมากกว่า คนที่มีอาการพระเมซิอาห์คอมเพลกซ์ทางศาสนามากมายนัก คนประเภทหลังเป็นแค่คนป่วยทางจิตเวชธรรมดา

แต่คนประภทแรก คือนักการเมืองที่ลวงโลก และหลอกตนเองอย่างสนิทใจ มิหนำซ้ำยังมีเสียงสนับสนุนตัวเขาอย่างท่วมท้น เพราะสังคมนี้มีผู้คน เยาวชนที่จิตอ่อน ตัวตนอ่อนแอเป็นจำนวนนับล้านท่ามกลางการล่มสลายของสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษา

 ................................................

4 พฤษภาคม 2562

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน