*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2567193
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 265 , 11:27:17 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ใครๆก็เรียกนายปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าอาจารย์ เพราะสอนวิชานิติศาสตร์ในม.ธรรมศาสตร์มาหลายปี ก็คงจะแพร่เชื้อ

ความเชื่อผิดๆเอาไว้มิใช่น้อย

         ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลพอจะรับได้ ก็อยากให้ปชป.เข้าร่วม เพียงแต่รักษาเจตนารมณ์ที่โปร่งใสของตัวเองเอาไว้ แต่การเมือง

วันนี้จะหาความใสแจ๋วก็คงยาก

 

เมื่อ 'โหมดการเมือง' คืนเมือง


    
 

  

          ก็กลับสู่ฉาก "การบ้าน-การเมือง" เรื่องหยำเหยอะกันอีกครั้ง!

 

                เปิดฉากปุ๊บ....           

                ไม่มี "เด็จพี่" พร้อมพงศ์ ออกฉาก

                แต่มี "เด็จพี่" ปิยบุตร รำอีโต้ออกมาแทน ขู่ กกต.ฟอดแฟด เรื่องสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์!

                คือ ๓๕๐ คน เป็นจำนวนเต็ม ส.ส.เขต เมื่อวาน (๗ พ.ค.๖๒) กกต.ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้ง "เป็นทางการ" ๓๔๙ คน

                ขาดไปคน จากเขต ๘ เชียงใหม่!

                กกต.แจกใบส้ม กำลังจัดให้มีเลือกตั้งใหม่ ๒๖ พ.ค.นี้

                ๓๔๙ ส.ส.แยกตามรายชื่อพรรค จะออกมาเป็น ดังนี้

                -เพื่อไทย ๑๓๖ คน

                -พลังประชารัฐ ๙๗ คน

                -ภูมิใจไทย ๓๙ คน

                -ประชาธิปัตย์ ๓๓ คน

                -อนาคตใหม่ ๓๐ คน

                -ชาติไทยพัฒนา ๖ คน

                -ประชาชาติ ๖ คน 

                -ชาติพัฒนา ๑ คน และ

                -รวมพลังประชาชาติไทย ๑ คน

                รวม ส.ส.เขต ๓๔๙ คน!

                ยังอยู่อีก ๑๕๐ คน ที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ กกต.จะประกาศวันนี้ (๘ พ.ค.๖๒)

                สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่คาดว่า กกต.จะใช้คำนวณเป็นสูตรแบบ ๒๗ พรรค จะได้รับจัดสรรปันส่วนผสม

                แต่ "เด็จพี่" ปิยบุตร ไม่โปรด.......

                อ้าง "ไม่เป็นธรรม" เพราะจะทำให้พรรคเขาได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดลง

                "หาก กกต.ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ต้องรับผิดทางกฎหมายด้วย" เด็จพี่ขู่!

                ประเด็น "สูตรคำนวณ" ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ นั้น วันนี้ (๘ พ.ค.) น่าจะสรุปลงตัว

                และ กกต.จะได้ใช้เป็นสูตรมาตรฐานในการคำนวณทั้งครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป โดยทุกฝ่ายจะไม่ต้องทะเลาะกันอีก

                ก็รอฟัง "คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ละกัน วันนี้ท่านจะมีคำวินิจฉัยถึงสูตรออกมาให้ทราบ

                ไม่น่าเกินเที่ยงก็รู้ ตามที่ "ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน" ยื่นไปให้ตีความ

                ๑๕๐ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์นี่แหละ......

                เป็นจำนวนบอกยกแรกว่า "ซีกไหน" รวมแล้ว จะมีเสียงมากกว่ากัน?

                นอกจากพรรคที่มี ส.ส.เขต จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มตามสัดส่วนพึงมี จาก กกต.จะประกาศวันนี้แล้ว

                จะมีพรรคโผล่ขึ้นมาอีกเป็นสิบพรรค "ไม่ได้ ส.ส.เขต" แต่คะแนนรวม ทำให้ได้ "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์"

                เช่น เศรษฐกิจใหม่, เสรีรวมไทย, เพื่อชาติ เป็นต้น

                ที่อยากรู้กัน กรณีธนาธร ผู้อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ ๑ ของพรรคอนาคตใหม่

                "กกต.จะเอายังไง?"

                ดูรูปการณ์แล้ว กกต.จะใช้วิธี ประกาศรับรองให้ธนาธรเป็น ส.ส.ไปก่อน แล้วไปสอยทีหลัง

                คือ เรื่องคุณสมบัติและข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ ให้ไปจบกันที่ศาลโน่น

                นั่นก็เรื่องของโยม อาตมาไม่เกี่ยว!

                เบื่อจะสนใจ การเมืองเรื่องเลือกตั้ง มันเหมือนอุจจาระเหนียว จะสุดก็ไม่สุด คาก้นดุ๊กดิ๊ก ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ  

                เผลอๆ "ยุบสภา" ก่อน ก็มีความน่าจะเป็น!

                รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดให้ "เลือกตัวนายกฯ" ก่อน ส่วนการตั้งรัฐบาล เป็นเรื่องมาทีหลัง

                ฉะนั้น การดูการเมืองวันนี้ จะมองข้ามช็อตว่าซีกไหนเป็นฝ่ายตั้งรัฐบาล ก็มองได้

                แต่อาจเก๊กซิม

                เพราะ "เสียงก้ำกึ่ง" กันเหลือเกิน สรุปเบ็ดเสร็จ ฝ่ายไหนจะ "รวมเสียง ส.ส." ได้เกินครึ่ง ยังบอกยาก!

                ดังนั้น เพื่อไม่ต้องเก๊กซิม มองไปตามขั้นตอน จะสดชื่นเหมือนดื่มเก๊กฮวย

                คือเปิดสภาแล้ว ลุ้นใครจะได้เป็น "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" ก่อน ตรงนี้ มันกว่ากันเยอะเลย

                เพราะตัวประธานสภาจะเป็นเข็มกระดิก ชี้ให้เราพอรู้ทิศ ว่าตัวนายกฯ มาจากทางไหน และน่าจะเป็นใคร?

                เมื่อได้ตัว "ประธานสภาผู้แทนราษฎร" แล้ว....

                ก็จะเรียกประชุมร่วม ๒ สภา คือสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่จะประกาศให้ทราบสัปดาห์หน้านี่แหละว่าใครบ้าง

                ๕๐๐+๒๕๐ = ๗๕๐ คน....

                คือจำนวนสมาชิกรัฐสภา ที่จะประชุมโหวตเลือกตัวนายกฯ

                รอบนี้.......

                คนที่ถูกเสนอชื่อให้เลือกเป็นนายกฯ ต้องเป็นคนมีชื่ออยู่ในบัญชี "ว่าที่นายกฯ" ของแต่ละพรรค ที่ยื่นไว้กับ กกต.เท่านั้น

                คนที่ถูกเสนอ ได้รับเสียงโหวตจากที่ประชุมเกินกึ่ง คือ ใครได้ ๓๗๖ เสียงขึ้นไป

                คนนั้น ได้เป็น "นายกรัฐมนตรี" ไปจัดตั้งรัฐบาล!

                การโหวต.......

                รัฐธรรมนูญ ให้สิทธิเสรีภาพ ส.ส.-ส.ว.เต็มที่ โดยเฉพาะ ส.ส.จะเป็นอิสระจากพรรคสังกัด

                จะโหวตเลือกใครก็ได้ตามความพอใจ พรรคสังกัดจะใช้ "มติพรรค" มาบังคับ-ควบคุมไม่ได้!

                นี่คือขั้นตอนตามกฎ-กติกามารยาท ดังนั้น อย่าเพิ่งเป็นสวะลอยตามน้ำ กับข่าวปั้น-ข่าวปล่อย ที่ว่าจะเอา "คนนอก" มาเป็นนายกฯ

                ประเด็น "นายกฯ คนนอก" ยังไม่ต้องพูดถึง

                นั่นเป็นแค่ "ประตูฉุกเฉิน" ที่รัฐธรรมนูญเขียนเผื่อไว้ ในกรณี ส.ส.-ส.ว.เลือกตัวนายกฯ ไม่ได้เท่านั้น

                คือ โหวตแล้ว ไม่มีใครได้เกิน ๓๗๕ เสียง ก็ต้องให้ที่ประชุมลงมติขอใช้ประตูฉุกเฉิน

                ไว้ให้ถึงตอนนั้นก่อน ค่อยพูดเรื่อง "นายกฯ คนนอก"!        

                ตอนนี้ มีแต่ "พลเอกประยุทธ์" เท่านั้น........

                ไม่ใช่คาดหมาย

                แต่เป็นความถึงพร้อมและประชาชนต้องการให้รับหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ ต่อ

                เพื่อโครงสร้างในงานพัฒนาประเทศที่ลงหลักปักฐานไว้ จะได้เดินหน้าต่อไปตามแผน

                สำเร็จตามเป้า โดยไม่หยุดชะงัก เพราะการเมืองเรื่องแย่งกันกินเมือง

                เปลี่ยนตัวนายกฯ ตอนนี้ เหมือนเปลี่ยนเรือกลางน้ำเชี่ยว โอกาสคว่ำตายทั้งลำ มีมากกว่าจะรอด

                มันเป็นเรื่องอนาคตบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องคนชื่อประยุทธ์ หรือชื่อ นาย ก. นาย ข. นาย ค.

                ช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อศตวรรษ "สังคมเปลี่ยนโลก" จะปล่อยให้ "อำนาจล้มเมือง" เข้ามา "ล้มประเทศ" ไม่ได้!

                คนชื่อ "พลเอกประยุทธ์" ด้วยเวลา ๕ ปี ทดสอบให้เห็นแล้ว ถึงไม่ใช่ทองบริสุทธิ์ ๑๐๐%

                แค่ ๘๐-๙๐% ก็เหลือหลาย เหมาะแก่การงานแล้ว!

                ให้อีอีซีสร้างระบบขนส่งคมนาคมฐานรากที่กำลังตั้งไข่ลงตัวเป็นรูปธรรม

                จากนั้น พลเอกประยุทธ์จะไปเอาดีทางแต่งเพลง ก็ไปเลย ไม่มีใครเหนี่ยวรั้ง

                แต่ในช่วง ๕ ปีจากนี้ ควรต้องนิมนต์ท่านอยู่ก่อน!

                งานพระราชพิธี "บรมราชาภิเษก" ที่เพิ่งผ่านไป ชนิดไร้รอยตำหนิ

                สม "พระเกียรติยศ"

                สูงส่งความเป็นชาติด้วยรากขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี และแบบแผน แห่งไทย

                "ทุกขั้นตอน" ออกมางามงด อย่างที่เห็น นั่นเพราะ ส่วนหนึ่งมาจากความเอาใจใส่ มุ่งมั่น กตัญญู ของพลเอกประยุทธ์

                ของคณะรัฐบาล ทหาร-ตำรวจ และข้าราชการใหญ่-น้อย ทั้งมวล

                งานทำด้วยใจ กับงานทำด้วยหน้าที่ ผลที่ออกมา จะต่างกันมาก

                เพราะพลเอกประยุทธ์ "ทำด้วยใจ" นั่นแหละ

                พระราชพิธี "บรมราชาภิเษก" ดังเช่น การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค

                จึงเรียบร้อย สมพระเกียรติยศ

                เป็นดั่ง "สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์" ถึงปานนั้น!

                ทหาร-ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติภาคสนาม ที่ประกอบเป็นขบวนพระเกียรติยศทั้งหลาย

                "เหงื่อทุกเม็ด" ของท่าน...........

                โปรดรับรู้ ไม่ได้แห้งเหือดหายไป หากแต่มันหยดชุ่มขังอยู่ในหัวใจพี่น้อง ประชาชน

                ที่ร่วมกลางแดด กลางถนน และทั้งที่ตามชมการถ่ายทอดสดอยู่ตามที่ต่างๆ

                นายกฯ น่าจะปิดสนามม้าเชิญผู้ปฏิบัติภาคสนามเหล่านั้น มารับรู้ถึงความซาบซึ้งใจแทนประชาชนซักมื้อ

                สังคมประเทศ "ต่างคิด-ต่างเห็น" เป็นธรรมดา ก็เลือกดู-เลือกมอง ในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองบ้านเมืองเถอะ

                ที่ "แหกคอก-นอกกรอบ" ก็เช่นกัน........

                ต้องเป็นตามครรลองที่ "ต้องเป็น" ด้วย!

'ปิยบุตร'ยกอดีตยำคสช. ดัดคอวุฒิสภาผัวเมีย พาเมืองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษ

    
 

8 พ.ค.62-นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วุฒิสภาเป็นกลไกการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร

ตามประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย หลายครั้ง วุฒิสภากลายเป็นกลไกที่คณะรัฐประหารใช้ในการสืบทอดอำนาจ ด้วยเกรงว่าหากกลับไปสู่ระบบปกติ มีการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว คณะรัฐประหารจะไม่สามารถครองอำนาจและชี้นำการเมืองได้ต่อไป ดังนั้น พวกเขาจึงต้องเพียรพยายามในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้วุฒิสภามี “วิญญาณ” ของพวกเขาสิงสถิตย์เสมอ

การอภิปรายของนายสมภพ โหตระกิตย์ ในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2505 คงเป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี

“ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะให้ผลงานที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งยังไม่สำเร็จในเวลานี้ได้สำเร็จต่อไปในอนาคต การให้มีสภาเดียวจากบุคคลที่ไม่รู้ในอนาคต ไม่รู้จะมาจากประเภทใดบ้าง ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผลงานที่เราต้องการให้มีผลในอนาคต เพราะฉะนั้น หลักประกันที่ดีที่สุด คือ ให้มีสองสภา ให้มีดุลแห่งอำนาจที่จะคอยต่อสู้กับบุคคลที่มาเป็นตัวแทนราษฎรซึ่งเราไม่อาจคาดหมายได้ว่ามาในอุดมคติอันใด"

นายสมภพ โหตระกิตย์ อภิปรายในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ, วันที่ 11 มกราคม 2505.

...

การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ผ่านรัฐบาลสฤษดิ์-ถนอม ในท้ายที่สุดประเทศไทยจึงได้รัฐธรรมนูญ 2511 ซึ่งมีวุฒิสภาเป็นกลไกสำคัญของคณะรัฐประหาร

วุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ 2511 จำนวน 120 คน มีทหาร 88 คน

แล้ววุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ล่ะ?

จะมีคนที่ทำงานกับระบอบ คสช.กี่คน?

จะมีทหารกี่คน?

จะมีคนที่เคยเป็น สว แต่งตั้งกี่คน?

จะมีคนที่เป็นพี่ น้อง ผัว เมีย ลูก ญาติ ของคนในระบอบ คสช. กี่คน?

สังคมการเมืองไทยเสมือนท่าเต้นมูนวอล์คเกอร์ ดูเหมือนเดินหน้า แต่ถอยหลัง

เราเดินหน้าแต่เลขปี พ.ศ.แต่ระบอบรัฐธรรมนูญและสภาพการเมืองย้อนหลังกลับไปหลายทศวรรษ.

 

 

ตั้งรัฐบาลหลัง 15 พ.ค.รอมติประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคอื่นพร้อมแล้วเกิน 250 เสียงไม่รวมประธานสภา

    
 

 

โดยจากที่แกนนำพรรค พปชร.ได้พูดคุยกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์บางคนถือว่ามีแนวโน้มความเป็นไปสูงที่จะมาร่วม เพราะเข้าใจสถานการณ์ในการเป็นรัฐบาลเพื่อไม่ให้การเมืองติดล็อก แม้จะมีบางคนในพรรคคัดค้าน แต่หากเป็นมติพรรคทุกคนในพรรคต้องเคารพ 

ขณะที่พรรคอื่นๆ  ก็เข้าใจดีถึงตัวเลข ส.ส.ว่ามีความสำคัญในการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อ แต่ตอนนี้ทุกพรรคก็ยังรอการตัดสินใจสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ หากมีมติว่าจะร่วมพรรค พปชร. พรรคร่วมอื่นๆ ก็จะเปิดตัวทีเดียวพร้อมกัน 

ทั้งนี้ มั่นใจว่าตอนนี้มีเสียง ส.ส.สนับสนุนเกิน 250 เสียง ซึ่งตัวเลขนี้ไม่นับรวมเสียงของประธานสภาผู้แทนราษฎร. 

 

สืบทอดอำนาจ?

    
 

    กกต.ประกาศรับรอง ๓๔๙ ส.ส.ระบบเขต
    มีรัฐมนตรีลาออกไปเป็น ส.ว. ๑๕ ราย
    กว่า ๖๐ สมาชิก สนช.ได้ไปต่อ 
    ไปนั่งในวุฒิสภา
    จะมองว่าสืบทอดอำนาจ ก็ตามแต่จะคิด แต่คนที่ได้ทำงานต่อเหล่านี้ รับผิดชอบบ้านเมืองมา ๔-๕  ปีเต็ม 
    บางคนชอบ 
    บางคนไม่ชอบ 
    แล้วแต่มุมมองที่เห็น และข้อมูลที่ได้รับมา
    แต่...สุดท้าย มันก็เรื่องการเมืองสองขั้วเหมือนเดิม 
    ย้อนกลับไปในอดีต การเมืองลับลวงพรางกว่านี้เยอะ 
    ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้าย กลายเป็นสภาผัว-เมีย  
    สืบทอดอำนาจลงลึกถึงระดับครอบครัว        
    หนักหนาสาหัสกว่านั้น....มี ส.ว.จากการเลือกตั้ง รับเงินเดือนจากพรรคการเมือง มีบางรายออกมายอมรับอย่างเปิดเผย
    นั่นคือการสืบทอดให้ระบอบคนโกง
    เพราะ ส.ว.เหล่านั้นรับเงินจากโจรปล้นชาติ 
    การสืบทอดอำนาจของกลุ่มที่อ้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เราก็เห็นผลลัพธ์มาแล้วว่า รัฐบาลนอมินีที่สืบทอดอำนาจคนโกงนั้น ทำอะไรได้บ้าง
    ที่เด่นชัดคือ สืบทอดการโกง
    ดังที่เห็นได้จากคำพิพากษาของศาล คนโกงจึงต้องหนี ทั้งพี่ทั้งน้อง
    หากไม่กี่วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จะเป็นการสืบทอดอำนาจ จากอำนาจที่ใช้ไปแล้ว ๔-๕ ปี
    อำนาจที่ใช้ไป ทำอะไรบ้าง 
    กลุ่มที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยบอกว่า ใช้อำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ข่มขู่คุกคามจับกุมสารพัด
    ส่วนกลุ่มที่สนับสนุน คสช.ยืนยันว่า ใช้อำนาจแก้ปัญหาที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่เคยคิดจะทำ  
    แล้วระบอบคนโกงสืบทอดอำนาจ เขาใช้อำนาจทำอะไร    
    นิรโทษโกงเหมาเข่ง ปล่อยให้ทุจริตจำนำข้าวจนเน่าเฟะ 
    ฉะนั้น ถ้าจะบอกว่าใครสืบทอดอำนาจ อย่างน้อยให้ดูผลที่ปรากฏ 
    และผลคือวันนี้คนโกงสองพี่น้องหนีไปต่างประเทศ
    หนีเพราะศาลสั่งให้จำคุก
    นั่นคือความต่างของการสืบทอดอำนาจที่จับต้องได้.

 เริ่มจะชัดเจนขึ้น!

    กกต.ประกาศรับรอง ๓๔๙ ส.ส.ระบบเขต
    มีรัฐมนตรีลาออกไปเป็น ส.ว. ๑๕ ราย
    กว่า ๖๐ สมาชิก สนช.ได้ไปต่อ 
    ไปนั่งในวุฒิสภา
    จะมองว่าสืบทอดอำนาจ ก็ตามแต่จะคิด แต่คนที่ได้ทำงานต่อเหล่านี้ รับผิดชอบบ้านเมืองมา ๔-๕  ปีเต็ม 
    บางคนชอบ 
    บางคนไม่ชอบ 
    แล้วแต่มุมมองที่เห็น และข้อมูลที่ได้รับมา
    แต่...สุดท้าย มันก็เรื่องการเมืองสองขั้วเหมือนเดิม 
    ย้อนกลับไปในอดีต การเมืองลับลวงพรางกว่านี้เยอะ 
    ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้าย กลายเป็นสภาผัว-เมีย  
    สืบทอดอำนาจลงลึกถึงระดับครอบครัว        
    หนักหนาสาหัสกว่านั้น....มี ส.ว.จากการเลือกตั้ง รับเงินเดือนจากพรรคการเมือง มีบางรายออกมายอมรับอย่างเปิดเผย
    นั่นคือการสืบทอดให้ระบอบคนโกง
    เพราะ ส.ว.เหล่านั้นรับเงินจากโจรปล้นชาติ 
    การสืบทอดอำนาจของกลุ่มที่อ้างเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เราก็เห็นผลลัพธ์มาแล้วว่า รัฐบาลนอมินีที่สืบทอดอำนาจคนโกงนั้น ทำอะไรได้บ้าง
    ที่เด่นชัดคือ สืบทอดการโกง
    ดังที่เห็นได้จากคำพิพากษาของศาล คนโกงจึงต้องหนี ทั้งพี่ทั้งน้อง
    หากไม่กี่วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จะเป็นการสืบทอดอำนาจ จากอำนาจที่ใช้ไปแล้ว ๔-๕ ปี
    อำนาจที่ใช้ไป ทำอะไรบ้าง 
    กลุ่มที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยบอกว่า ใช้อำนาจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ข่มขู่คุกคามจับกุมสารพัด
    ส่วนกลุ่มที่สนับสนุน คสช.ยืนยันว่า ใช้อำนาจแก้ปัญหาที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่เคยคิดจะทำ  
    แล้วระบอบคนโกงสืบทอดอำนาจ เขาใช้อำนาจทำอะไร    
    นิรโทษโกงเหมาเข่ง ปล่อยให้ทุจริตจำนำข้าวจนเน่าเฟะ 
    ฉะนั้น ถ้าจะบอกว่าใครสืบทอดอำนาจ อย่างน้อยให้ดูผลที่ปรากฏ 
    และผลคือวันนี้คนโกงสองพี่น้องหนีไปต่างประเทศ
    หนีเพราะศาลสั่งให้จำคุก
    นั่นคือความต่างของการสืบทอดอำนาจที่จับต้องได้.

 

หวั่นค่าโง่ซ้ำรอย ลุกลามประมูลดิวตี้ฟรี

    
 

     กรณีปัญหาโครงการทางรถไฟยกระดับ “โฮปเวลล์” ที่หน่วยงานอย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทำสัญญาอันเป็นปัญหาเรื้อรัง จนถูกเรียกว่า “อนุสาวรีย์ยาวที่สุดในโลก” มาถึง 29 ปี ได้ยุติลงพร้อมกับความเจ็บปวดของคนไทยทั้งประเทศ กล่าวคือ รฟท.ต้องเสียเงินชดใช้ให้กับบริษัทโฮปเวลล์ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย สิริรวม 25,000 ล้านบาท

                 ซ้ำเติมองค์กรที่อยู่ในสภาวะขาดทุน ให้จมเหวทั้งรายได้ที่ต้องหามาชดใช้จะดำเนินการอย่างไร และภาพลักษณ์ให้ติดลบในสายตาชาวไทย และนานาชาติ    

                ทั้งที่หน่วยงานแห่งนี้ น่าจะทำกำไรให้แก่ประเทศชาติได้มากกว่านี้ เพราะมีต้นทุนดีพอสมควร โดยเฉพาะจำนวนที่ดินเชิงพาณิชย์ในทำเลทองจำนวนมหาศาล กว่า 36,302 ไร่  แต่ปรากฏว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา กลับสร้างเม็ดเงินไม่คุ้มค่า แถมยังได้หนี้กลับมาอีกมากโข

                อย่างเช่นง่ายๆ กรณีสัมปทานในพื้นที่สามเหลี่ยมพหลโยธิน 47.22 ไร่ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ และพื้นที่เศรษฐกิจ แต่เมื่อไปส่องดูสัญญาที่มีการดำเนินการตั้งแต่ปี 2521-2551 เก็บค่าเช่าเฉลี่ยเพียงเดือนละ 3-7 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งการเก็บเงินได้เท่านั้น มีคำอธิบายว่าเป็นยุคบุกเบิกจากท้องไร่ท้องนา ก่อนพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ดังที่เห็นทุกวันนี้   

                จนภายหลังมีการต่อสัญญาฉบับใหม่อีกครั้ง ให้บริษัทรายเดิมทำสัญญาเช่าไปอีก 20 ปี ระหว่างปี 2551-2571 มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท แม้ตัวเลขที่ รฟท.จะได้เสมือนสมเหตุสมผล และเอกชนก็ชำระเงินค่าเช่าเรื่อยๆ มาประมาณปีละพันกว่าล้านบาท 

                แต่มาพร้อมขอสงสัยพิรุธหลายประเด็น ที่บัดนี้ยังไม่สิ้นกระแสความ หลังจากเปิดเผยข้อมูลในช่วงปี 2553 จากรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภาได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากรณีการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ลงนามต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธิน กับบริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด จำนวน 47.22 ไร่ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2551  

                ในรายงานดังกล่าวระบุว่า มีการดำเนินการน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายประการ โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 อย่างครบถ้วน ต่อด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งรีบเซ็นสัญญาจนผิดสังเกต และรายได้ที่เหมาะสมที่ควรจะได้รับถูกต้องหรือไม่ ซึ่งได้มีการส่งเรื่องไปที่ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป... 

                กระทั่งมาพบความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2561 เมื่อ ป.ป.ช.ได้ออกหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช.ลับ ที่ ปช.0019/0377 ลงวันที่ 13 มี.ค.2561 ถึงผู้ว่าฯ รฟท. ขอเอกสารเพิ่มเติม โดยมีประเด็นสำคัญคือ ต้องการทราบความจริงเรื่องที่ รฟท.รับค่าปรับตามสัญญาเช่าที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน จากบริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด ผู้เช่าที่ดิน ที่ทำผิดสัญญาโดยต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และต่อสัญญาให้สิทธิประโยชน์ศูนย์การค้า ฉบับวันที่ 9 ธ.ค.2551 โดยเรื่องทั้งหมดนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาขององค์กรอิสระ ป.ป.ช.

                แต่ที่น่าฉงน...กับองค์กรอย่าง รฟท. เมื่อมีการท้วงติงเกิดขึ้น กลับยังไม่มีท่าทีต่อต้านหรือดำเนินการใดๆ ทั้งที่เอกชนยอมรับว่ามีการทำผิดสัญญาต่อเติมอาคาร ดังที่หนังสือของ ป.ป.ช.ดังกล่าวอ้างถึง แต่การรถไฟกลับยินยอมให้บริษัทในเครือเซ็นทรัลมาซื้อซองประมูลในโครงการอื่นๆ เช่น เข้าร่วมลงทุนพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีบางซื่อ แปลง A ที่มีมูลค่าโครงการ 2 หมื่นกว่าล้านบาท เมื่อวันที่ 10 เมย.62 ที่ผ่านมา แตกต่างจากมาตรฐานขององค์กร หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ อย่างเช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือกระทรวงยุติธรรม ที่จะเข้มงวดเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะหากพบว่าผู้รับงานมีอะไรไม่ชอบมาพากลก็จะขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถให้ร่วมงานได้อีกต่อไป

                นอกจากประเด็นข้างต้นที่ต้องรอความจริงกระจ่างจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว ในเร็วๆ นี้ยังมีการประมูลใหญ่ ด้วยงบประมาณกว่าแสนล้านบาท คือการเปิดประมูลร้านค้าปลอดอากร ดิวตี้ฟรี และบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ เป็นระยะเวลา 10 ปี ใน 4 สนามบิน ประกอบด้วย 1.สนามสนามบินสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานในภูมิภาคอีก 3 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ 

                ทั้งนี้ การประมูลดังกล่าวกำลังเป็นที่จับตามองจากภาคประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ที่ต้องการเห็นความโปร่งใส และไม่ต้องการให้ใครต้องเสียค่าโง่ซ้ำสองอีกตามมา โดยก่อนหน้านี้ ACT ได้เคยออกมาเรียกร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้นำหลักคุณธรรมมาบังคับใช้เป็นมาตรฐานในการประมูล  

                พร้อมขอให้ภาคประชาชนร่วมกันตรวจสอบการประมูลครั้งนี้ให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพราะเห็นว่าภาครัฐควรจะมีรายได้ และผลตอบแทนมากกว่าการสัมปทานกับรายเดิมที่เคยทำไว้ กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

                ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ ก็ได้เตรียมเชิญสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าร่วมสังเกตการณ์ทั้งในวันชี้แจงคุณสมบัติและวันเปิดซอง เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

                การประมูลดิวตี้ฟรีครั้งนี้นับว่ามีความเข้มข้น และเป็นที่สนใจมาก เนื่องจากหลายบริษัทที่ซื้อซองประมูล ล้วนมีข่าวต่อเนื่องเกี่ยวกับประวัติบริษัท และผู้บริหาร ที่ยังมีความน่าสงสัย อย่างเช่น บางบริษัทมีกระแสข่าวเกี่ยวกับผู้บริหารเพิ่งถูกกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. แจ้งความดำเนินคดี ข้อหาสร้างราคาหุ้นของบริษัท หรือปั่นหุ้น ซึ่งมีโทษปรับสูงเกือบ 500 ล้านบาท และบริษัทนี้ยังไปจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ และต่อมาถูกจับคดีคอร์รัปชัน จนผู้บริหารต้องฆ่าตัวตายหนีคดี 

                ในขณะที่ผู้บริหารของบางบริษัทก็ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญในการบริหารงานพื้นที่ดิวตี้ฟรี และบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ใน 4 สนามบินให้มีประสิทธิภาพได้  

                ข้อสงสัยเหล่านี้หวังว่า ทอท.จะมีการหยิบยกมาพิจารณาและตรวจสอบเชิงลึกในทุกบริษัทที่เข้าร่วมประมูลงานเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม

                 สำหรับรายชื่อเอกชนที่ร่วมซื้อซองประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย 1.บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด 2.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด 4.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท รอยัลออคิด เชอราตัน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

                ขณะที่รายชื่อผู้ซื้อซองประมูลดิวตี้ฟรี ท่าอากาศยานภูมิภาค ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ หลังการปิดขายซอง 25 เม.ย.62 เวลา 16.00 น. 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด 2.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท รอยัลออคิด เชอราตัน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 4.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด

                การประมูลดิวตี้ฟรี 4 สนามบินครั้งนี้ หวังว่า ทอท.จะไม่เสียค่าโง่ให้กับใครอีก หลังจากที่ประเทศชาติเสียหายมามาก และผลกรรมสุดท้ายก็ตกอยู่ที่ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี.

 

คล็อปป์รับเหลือเชื่อหงส์เข้าชิงฯยิงบาร์ซ่า4ลูกแถมไม่เสียประตู

    
 

เจอร์เกน คล็อปป์ หน้าบานออกสื่อหลัง ลิเวอร์พูล สร้างปาฏิหาริย์เป็นจริงได้ด้วยการคัมแบ็คในเลกสอง ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ หลังเปิดบ้นาไล่ถล่ม บาร์เซโลน่า กระเจิง 4-0
    ลิเวอร์พูล ที่โดนอัดมา 3-0 ในเลกแรก โอกาสกลับมาได้น่าจะยิ่งน้อยลง หลังขาดทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ไม่ฟิต และ โม ซาลาห์ ที่มีอาการบาดเจ็บ เท่ากับว่าต้องพึ่ง ดิว็อค โอริกี ในตำแหน่งหน้าเป้า แต่ด้วยการวางแผนที่ตัดการเล่นของ ลิโอเนล เมสซี่ ได้ และแนวรับของ บาร์ซ่า ก็เข้าขั้นรวนอย่างเหลือเเชื่อ บวกกับนักเตะเจ้าบ้านที่ดับเครื่องชนจนยำแชมป์ลาลีกาเละหมดสภาพยอดทีม 4-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ได้สำเร็จด้วยสกอร์รวมชนะ 4-3 โอริกี้ ทำ 2 ประตู น. 7 และ 79 ขณะที่อีก 2 ลูกได้จาก ตัวสำรอง จอร์จินิโอ ไวย์นัลดุม น.54, น.56
    "การเอาชนะ บาร์เซโลน่า ได้เป็นหนึ่งในงานที่ยากที่สุดในโลกของฟุตบอล การกลับมาชนะ บาร์เซโลน่า ได้ทั้งที่ตามหลังอยู่ถึง 3-0 เราต้องยิงถึง 4 และต้องไม่เสียประตูอีกด้วย เราเจอกับทีมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก แค่ชนะยังยาก แต่เราชนะได้แบบคลีนชีท ผมไม่รู้ แต่พวกเขาทำได้ มันเหลือเชื่อมากๆ"

มหรสพสมโภช 7 วัน เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

    
 

เตรียมพบการแสดงแสง สี เสียง "แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ที่ท้องสนามหลวง

     การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมมากมายในงานมหรสพสมโภชเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ที่ชาวไทยจะได้ชมกันอย่างโขนนาฏศิลป์ชั้นสูง การละเล่นของหลวงที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งแสดงในพระราชพิธีต่างๆ หาชมได้ยาก การแสดงพื้นบ้านสี่ภาค ละครเพลงในสวนฝัน “ผสานใจภักดิ์ถวายองค์ราชัน” ตลอดจนดนตรีสากลจัดยิ่งใหญ่ เวลานี้เหล่าศิลปินและนักดนตรีต่างซักซ้อมและเตรียมความพร้อมเพื่อแสดงความจงรักภักดี และด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างหาที่สุดมิได้ โดยมหรสพสมโภชจัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 22-28 พ.ค. รวมเวลา 7 วัน ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. โดยกระทรวงวัฒนธรรม

      พิธีเปิดงานวันที่ 22 พ.ค. เวลา 18.30 น. เริ่มด้วยการแสดงรำถวายพระพร "อาศิรวาททวยราษฎร์น้อมจอมราชัน" จากนั้นมีการแสดงโขน "รามเกียรติ์" ชุด "พระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร" โดยมีนักแสดงโขนกว่า 600 ชีวิตถ่ายทอดโขน นาฏกรรมอันยิ่งใหญ่ของไทย เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ให้ตระการตาสมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นนักแสดงโขนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ โขนกรมศิลปากร โขนศาลาเฉลิมกรุง โขนสถาบันคึกฤทธิ์ และโขนจากสถาบันการศึกษาต่างๆ รายการต่อมาเป็นการละเล่นของหลวง สนใจมาชมได้วันเปิดงาน

 

ภาพจำลองการแสดงโขน "รามเกียรติ์" ชุด "พระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร" ศิลปิน 600 ชีวิต

 

      วันที่ 23 พ.ค. มีการแสดงดนตรีสากล ภายใต้ชื่อ "มหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์" การแสดงวงโยธวาทิตโรงเรียนวัดสุทธิวราราม แล้วยังมีโชว์เล่นกระตั้วแทงเสือ ส่วนวันที่ 24 พ.ค. จัดแสดงมหกรรม "ลูกทุ่งเทิดไท้องค์ราชา" กองทัพศิลปินลูกทุ่งของเมืองไทยขนกันมาโชว์อลังการร่วมขับร้องสร้างความสุขในโอกาสมงคลเถลิงราชย์จักรีวงศ์ คอเพลงลูกทุ่งมาจับจองที่นั่งแถวหน้ากันได้ วันที่ 25 พ.ค. อิ่มเอมกับการแสดงมหาดุริยางค์ไทยแห่งรัตนโกสินทร์ ศิลปินน้อยใหญ่มาร่วมบรรเลงดนตรีไทยเข้ากับบรรยากาศสวัดวังและพระนครยามค่ำคืน 

      อีกรายการแสดงที่ห้ามพลาดชม วันที่ 26 พ.ค. ละครเพลงในสวนฝัน “ผสานใจภักดิ์ถวายองค์ราชัน” สุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง รับหน้าที่กำกับการแสดง โดยมีนักแสดงมหรสพสมโภชมากกว่า 100 ชีวิต พร้อมใจกันแสดงละครเพลงครั้งสำคัญเพื่อให้ผู้ชมชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และยังคงความสนุกสนานเพลิดเพลินผ่านบทเพลงที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากบทละครและภาพยนตร์จากยุครัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ตัวละครสำคัญของละครเพลงในสวนฝัน รับบทโดยนก สินจัย เปล่งพานิช ตัวละครนี้ผ่านชีวิตมาตั้งแต่อดีตในรัชกาลที่ 5 และมีชีวิตเรื่อยมาผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาเกือบทุกสมัย สื่อความงดงามของแผ่นดิน เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เหล่าพสกนิกรปลื้มปีติยินดี การแสดงดังกล่าวได้นำภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอดีตมาสอดแทรกอย่างทรงคุณค่า ต่อเนื่องมาถึงการเถลิงถวัลยราชสมบัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จัดแสดงวันที่ 26 พ.ค. เพียงวันเดียว เวลา 16.30 น. เวทีกลาง ณ ท้องสนามหลวง 

 

หนังใหญ่อีกการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ร.10

 

      เพื่อความสมพระเกียรติและสื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับนานาประเทศ วันที่ 27 พ.ค. จัดมหกรรมการแสดงนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ และการแสดง "นาฏศิลป์ร่วมสมัยรวมใจภักดิ์" ซึ่งขณะนี้ชาวนาฏศิลป์เตรียมพร้อมและซ้อมเพื่อให้สมบูรณ์สวยงามที่สุด

 

 การแสดงกลองล้านนาจะเกิดขึ้นในมหรสพสมโภช

   

     ตลอด 7 วัน มีการแสดงแสง สี เสียง "แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ในช่วงเวลา 21.30-23.00 น. ทุกวันมีการแสดงแสง สี เสียง “แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ทั้งนี้ ช่วงเวลา 17.45-18.45 น. ทุกวันมีการแสดงโรงหุ่นกระบอก การแสดงหุ่นสายเสมา หุ่นคลองบางหลวง หุ่นพื้นบ้าน การบรรเลงดนตรีไทย รวมทั้งมีกิจกรรมตลาดวัฒนธรรมการสาธิตการทำขนมและอาหารไทย

      นอกจากส่วนกลางแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยได้จัดให้มีมหรสพสมโภชในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด โดยเริ่มจัดกิจกรรมวันที่ 22 พ.ค. เวลา 18.30 น. พร้อมกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จำนวนวันและสถานที่จัดกิจกรรมมหรสพสมโภชของส่วนภูมิภาคให้ขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัดจะพิจารณาเห็นสมควร รับผิดชอบโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด

 

 

.......................................................

8 พฤษภาคม 2562

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน