*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3575
  • จำนวนผู้ชม : 2315957
  • จำนวนผู้โหวต : 519
  • ส่ง msg :
  • โหวต 519 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 170 , 11:27:18 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         หากท่านใดมึนสถานการณ์การเมืองยามนี้ ทางที่ดีก็ติดตามการวิเคราะห์ของคอลัมนิสต์ประจำน.ส.พ.ก็จะเบาแรงตัวเองไป

เยอะครับ โดยเฉพาะในน.ส.พ.ไทยโพสต์ก็มีอยู่มากหน้าหลายตานะครับ นำโดยคุณเปลว สีเงิน คุณผักกาดหอม เป็นต้น

 

 

ประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้

    
 

 

         เรียบร้อยโรงเรียน "อู๊ดด้า"

 

                ความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เหมือนพรรคการเมืองอื่นจริงๆ

                ถูกด่า ถูกค่อนแคะเยอะ

                เหยียดหยามว่า เป็นพรรคอนุรักษนิยม ล้าหลัง

                เป็นพรรคหนุนเผด็จการ สมุนอำมาตย์

                หนุน คสช.สืบทอดอำนาจ

                ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตย

                แต่....เลือกหัวหน้าพรรควานนี้ (๑๕ พฤษภาคม) เป็นไงครับ 

                บรรยากาศประชาธิปไตยจ๋า

                มีการเลือกเป็นระบบ เป็นเรื่องเป็นราว

                ย้อนกลับดูวันเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝ่ายประชาธิปไตยเขาซิครับ

                มีแต่ข่าวนายใหญ่จิ้ม นายใหญ่สั่ง

                จนถึงวันนี้ทิศทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ยังอิมพอร์ตจากดูไบ 

                กลับมาที่ พรรคประชาธิปัตย์

                มีผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ๔ คน

                ๑.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

                ๒.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

                ๓.กรณ์ จาติกวณิช

                ๔.อภิรักษ์ โกษะโยธิน

                การนับคะแนนจากโหวตเตอร์ ๓๐๙ คน

                กลุ่มแรกสัดส่วน ส.ส.จำนวน ๕๒ คน คิดเป็นคะแนน ๗๐% 

                คือให้น้ำหนักโหวตเตอร์จาก ส.ส. มากกว่าสมาชิกพรรค

                ผล จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้คะแนนนำเป็นอันดับ ๑ ได้ ๒๕ คะแนน

                ตามด้วย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ๒๐ คะแนน กรณ์ จาติกวณิช ๕ คะแนน และอภิรักษ์ โกษะโยธิน  ๒ คะแนน

                ส่วนกลุ่มที่สอง ๓๐% จากสมาชิกพรรค ๒๕๗ คน มาจากรักษาการกรรมการบริหารพรรค อดีตหัวหน้าพรรคและเลขาธิ

การพรรค อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาชิก อบจ. สมาชิกเทศบาล หัวหน้าสาขาพรรค ตัว

แทนพรรคประจำจังหวัด ตัวแทนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ตัวแทนสมาชิกสภาเขต และอดีตผู้สมัคร ส.ส.

                ผล...เทคะแนนให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เช่นกัน

                ครับ...นี่คือการเลือกหัวหน้าพรรคที่ฝ่ายประชาธิปไตยตะโกนว่าเป็นพวกเผด็จการ

                ที่น่าสนใจนับจากนี้คือ ประชาธิปัตย์จะเดินไปทางไหน

                ร่วมรัฐบาล?

                หรือจะเป็นฝ่ายค้านลอยไปลอยมา ไม่ร่วมขบวนการสืบทอดอำนาจ คสช. ตามแรงยุของพวกเสพติดมวลชน

                บทเรียนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาน่าจะสอนให้ประชาธิปัตย์รู้ว่าควรไปทางไหน

                จะกอบกู้พรรคด้วยการปิดพรรคไม่เข้ากับใคร

                เพื่อไทยก็ไม่เอา พลังประชารัฐก็ไม่ไป

                หรือจะเข้าถ้ำเสือ ไปดึงฐานเสียงจากพลังประชารัฐกลับ

                ทางเลือกน่าจะมีอยู่แค่นี้

                หรือคิดว่ารัฐบาลหน้าเสียงปริ่มน้ำอยู่ได้ไม่กี่เดือน ต้องเลือกตั้งใหม่ การอยู่กับเผด็จการจะทำให้ประชาธิปัตย์เสียรังวัด

หนักเข้าไปอีก

                ก่อนอื่นประชาธิปัตย์คงจะรู้ดีว่า คนที่เลือกพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์

                ส่วนคนที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ เกือบครึ่งคือคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์

                ถ้ามองโจทย์นี้ออก การฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

                ไม่ใช่ดูถูก พรรคพลังประชารัฐ มีแนวโน้มเป็นพรรคเฉพาะกิจสูงมาก เพราะโครงสร้างพรรคอ่อนแอ  รวมกลุ่มร้อยพ่อพัน

แม่มากเกินไป

                แต่ละมุ้งมีประวัติที่ไม่โสภานัก

                สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

                สุชาติ ตันเจริญ

                วิรัช รัตนเศรษฐ

                ฯลฯ

                เห็นชื่อชั้นนักการเมือง ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ ประชาธิปัตย์จะกอบกู้พรรคคืนมา

                ถ้ายังเห็นอะไรไม่ชัด ลองไปศึกษาความเป็นประชาธิปัตย์ในรัฐบาลหม่อมน้อง-หม่อมพี่ ช่วงปี  ๒๕๑๘-๒๕๑๙ แล้วจะ

เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ควรเดินไปข้างหน้าอย่างไร

                ๑๘ เสียงพรรคกิจสังคม ส่งให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลสหพรรคได้อย่างเหลือเชื่อ

                หากพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เป็นรัฐบาลที่ ๒๐ พรรค ก็ไม่น่าวิตกเกินเหตุ เพราะรัฐบาลสหพรรคของหม่อมน้อง

มีถึง ๑๖ พรรค

                ไม่มากไม่น้อยกว่ากันเท่าไหร่

                แต่ที่ต้องเรียนรู้คือการบริหารจัดการ

                ถ้ามองแค่เผินๆ รัฐบาลสหพรรค แถมพรรคนายกฯ มีแค่ ๑๘ เสียง จะไปอยู่ยืดได้อย่างไร

                เมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่าอยู่มาได้อย่างไรตั้ง ๙ เดือนเศษ

                เลือกตั้งปี ๒๕๑๘ ไม่ใช่ปีวิกฤติของประชาธิปัตย์ เพราะได้รับเลือกเป็นลำดับที่ ๑ มี ๗๒ เสียง แต่เลือกตั้งปีถัดไป มาเป็น

กอบเป็นกำถึง ๑๑๔ เสียง

                จะบอกว่าหม่อมพี่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กอบกู้พรรคคงไม่ได้ แต่เป็นเกมที่ต้องเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอิทธิพล

ของกองทัพ

                บทบาทของประชาธิปัตย์ในอดีต น้อยคนที่จะพูดถึง

                แม้แต่คนในประชาธิปัตย์คงลืมไปแล้วว่า การฟาดฟันกับพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นพรรคคนละสายพันธุ์ โดยเฉพาะพรรค

ธรรมสังคม ของ ทวิช กลิ่นประทุม และ พรรคชาติไทย โดยพลตรีประมาณ อดิเรกสาร นั้น สาหัสแค่ไหน

                 ๙ เดือนเศษของรัฐบาลคึกฤทธิ์ บนวิกฤตการณ์การเมืองทั้งในและนอกประเทศ นักการเมืองรุ่นหลังควรดูเป็นแบบ

อย่าง

                ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติจากสงความเวียดนาม

                การเผชิญกับลัทธิคอมมิวนิสต์

                ความขัดแย้งกันเองในพรรคร่วมรัฐบาล

                เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลหม่อมพี่         

                ยกมาชัดๆ ก็กรณีจอมพลประภาส จารุเสถียร และจอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับเข้าประเทศไทย

                กรณีของจอมพลประภาส ลักลอบเดินทางเข้าประเทศเดือนสิงหาคม ๒๕๑๙ ก่อให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชน

ส่วนรัฐบาลก็แตกเป็นสองฝ่าย

                ประชาธิปัตย์ยืนยันให้ส่งตัวกลับออกไป

                แต่ชาติไทยกับธรรมสังคมยืนกราน จอมพลประภาสมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะเดินทางเข้า-ออก ประเทศไทยในฐานะ

คนไทยคนหนึ่ง

                การกลับมาของจอมพลถนอมหลังจากนั้นกลายเป็นว่า รัฐมนตรีของประชาธิปัตย์ ไม่ได้คัดค้านมากนัก เพราะมองเห็น

ว่า พลังของนักศึกษา ประชาชน ได้อ่อนแอลง

                แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดแบบนั้น

                มีการบีบให้ทวิช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของพรรคประชาธิปัตย์ลาออก เพื่อรับผิดชอบ

                เพราะเห็นว่าไม่มีความจริงใจ

                และไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะผลักดันจอมพลประภาสกลับออกไปได้

                ทั้งๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

                เกมนี้พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า พรรคชาติไทยกับพรรคธรรมสังคม ไม่ให้ความร่วมมือ

                แถมคนในประชาธิปัตย์ยุคนั้นตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางเข้ามาของจอมพลประภาสนั้น เป็นแผนของพรรคชาติไทย

ร่วมมือกับกลุ่มทหารลูกน้องเก่าจอมพลประภาส เพื่อทำการปราบฝ่ายซ้าย

                และทำรัฐประหาร โดยใช้จอมพลประภาสเป็นเครื่องมือ

                ๑๘ กันยายน ๒๕๑๙ จอมพลถนอม เดินทางเข้ามาอีกคน

                เป็นผลจากการหยั่งเชิงผ่านทางพรรคชาติไทย

                และรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยแสดงความเห็นอกเห็นใจจอมพลถนอมในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่บ่อยครั้ง

                เมื่อจอมพลถนอมบวชเณรเข้ามา พรรคชาติไทยและพรรคธรรมสังคม โดยการสนับสนุนของกองทัพแสดงท่าทีเปิดเผย

ว่า จอมพลถนอมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะอยู่ในประเทศไทย

                สุดท้าย "วีระ มุสิกพงศ์" ขณะนั้นเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายในสภาวิจารณ์รัฐบาลของตัวเอง

อย่างรุนแรง ว่าขาดความจริงใจในการผลักดันจอมพลถนอมออกนอกประเทศ

                ม.ร.ว.เสนีย์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นแล้วไร้ทางออกในการแก้ปัญหา

                แต่อย่างน้อยก็ประกาศให้เห็นว่า ไม่ได้ไหลไปตามเกมของจอมพล

                และทำในสิ่งที่ถูกที่ควร

                นั่นคือบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในดงทหาร และรัฐประหาร

                แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่วันนี้ ถึงเวลาที่ประชาธิปัตย์ต้องตัดสินใจเข้าไปอยู่ในดงทหาร และพรรคร่วมรัฐบาลคน

ละสายพันธุ์อีกครั้ง

                หรือจะยืนอยู่คนละข้างอย่างชัดเจน

                แต่โจทย์ที่เพิ่มขึ้นมาคือ ทหารยุคนี้กับปี ๒๕๑๘-๒๕๑๙ ไม่เหมือนกัน

                เช่นกัน...ยุคนี้มีระบอบการเมืองโคตรโกง ที่คนยุคปี ๒๕๑๘-๒๕๑๙ ไม่เคยเห็น

                ฉะนั้นจึงเหลือเพียง ๒ ทางเลือก

                เข้าไปร่วมรัฐบาล ที่ถูกสมุนคนโกงบอกว่า เป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจ

                ซึ่งประชาธิปัตย์ยังมีโอกาสทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่างเช่นคนของพรรคเคยทำในอดีต

                หรือจะไปร่วมรัฐบาลกับสมุนคนโกง ที่ประชาธิปัตย์ไม่มีทางทำอะไรได้เลยนับแต่ย่างเท้าเข้าไปร่วมกับคนโกงบริหาร

ประเทศ.

 ผักกาดหอม

ยังไม่พ้นจากปลัก

    
 

       

เป็นไงครับรายชื่อ ๒๕๐ ส.ว.

 

                เห็นหน้าตาแล้วนี่คือภารกิจพิเศษชัดๆ

                คนไม่ชอบเยอะ คนชอบก็มี

                แต่ คสช.เผยให้เห็นวัตถุประสงค์กันชัดๆ แบบไม่อ้อมค้อม

                ๒๕๐ ส.ว.มาเพื่อโหวต "บิ๊กตู่" เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

                ถามว่าโอเคหรือเปล่ากับรายชื่อที่เห็น

                คำตอบคือ อยู่ที่มุมมองว่าอยากให้ประเทศไทยเดินไปทางไหน

                นายพล ๑๐๑ คนจาก ๒๕๐ ส.ว. เป็นตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะถือเป็นสัดส่วนที่เยอะ และมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๕ ปี

                ยกเว้นมีการรัฐประหาร!

                และมันเป็นธรรมชาติรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารทั่วโลก ที่ต้องรักษาอำนาจต่อ

                ประเด็นคือต้องรักษาอำนาจเพื่ออะไร

                และจากอะไร?

                คำถามลักษณะนี้ ต่างขั้วการเมืองก็มองต่างกัน

                กลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ซุกอยู่ใต้กางเกงคนโกง บอกว่า เป็นการสืบทอดเพื่อใช้อำนาจเผด็จการ

                ก็ไม่แปลกที่กลุ่มนี้จะมองแบบนั้น

                กลุ่มนักวิชาการที่ยึดวิชาการมากกว่าวิชาเกินมองว่า เป็นการทำลายประชาธิปไตย อันนี้ต้องฟังและอธิบายกันไป

                ส่วนกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ มองว่า ทหารเข้ามาเพื่อไม่ให้นักการเมืองโกง แต่บางส่วนก็มองว่าถึงเวลาที่ คสช.ควรลุกออกจากเก้าอี้ได้แล้ว เพื่อให้การเมืองเดินตามระบบ

                นั่นคือความรู้สึกต่อ ๒๕๐ รายชื่อ ส.ว.

                ใครผิดใครถูกบอกลำบาก

                หากอ้างอิงตำราฝรั่ง ก็แน่นอนว่าฝ่ายทหารผิด เพราะอำนาจต้องมาจากประชาชนเท่านั้น

                แต่หากมองโลกแห่งความเป็นจริงของการเมืองไทย ตรงข้ามแบบ ๑๘๐ องศา

                ก็อย่างที่เห็นและที่เป็นอยู่

                การเมืองไม่ได้สวยหรูอย่างในตำรา ขนาดพรรคอนาคตใหม่ ยังคลุกกับการเมืองเก่า เล่นเกมตั้งรัฐบาลจนแยกไม่ออกว่า ใครคืออนาคตใหม่ ใครคืออดีตเก่า

                ใช้เล่ห์เหลี่ยม ต่อรอง วางเหยื่อ ปล่อยข่าว มันก็คือการเมืองที่เคยทำมาทั้งนั้น

                หันไปดูฟากฝั่งว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ต่างจับปูใส่กระด้ง

                การต่อรองทางการเมืองเพื่อเก้าอี้รัฐมนตรี ยังคงย้อนกลับไปยุคเก่า

                แต่อย่าคิดว่าฝั่งเพื่อไทยจะดีไปกว่ากัน ลองได้ตั้งรัฐบาล ไม่ต่างหมาแย่งชามข้าว

                และทั้งหมดประชาชนเพิ่งจะมอบอำนาจให้ทั้งนั้น

                ใช่ครับการเมืองวันนี้ยังไม่พ้นจากปลัก

                จึงต้องทำใจ!

                การเมืองเริ่มเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย จากการเลือกตั้ง การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจึงเป็นไปไม่ได้

                คงทำได้แค่ อยู่กับการเมืองอย่างเข้าใจ.

หมดยุคซูเปอร์แมน!'จุรินทร์'ประกาศลั่นสู่ยุค'อเวนเจอร์'นำทัพปชป.

    
 

และนี่คือสิ่งที่ตนตระหนักว่าโอกาสคือสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ซึ่งถ้าได้รับโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้ทุกคนที่ตั้งใจทำงานทุ่มเทเสียสละให้พรรคโดยไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ฝ่ายไหน หรือเป็นเด็กของใคร นี่เป็นคำสัญญาที่ขอให้ไว้

นายจุรินทร์ กล่าวว่าลายคนถามว่าถ้าเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะมีอะไรเปลี่ยนหรือไม่ ขอเรียนว่าประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยน และต้องเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะ อะไรดีต้องรักษาไว้ อะไรสมควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน แต่สิ่งที่ต้องไม่เปลี่ยนคืออุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไม่เปลี่ยน การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต้องไม่เปลี่ยน ประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคมาแล้ว 7 คน หัวหน้าพรรคคนที่ 8 ไม่มีสิทธิอยู่นอกเหนืออุดมการณ์ความซื่อสัตย์ สุจริต  

ส่วนสิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ นโยบายวิสัยทัศน์ ต้องเปลี่ยนให้เท่าทันโลก รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการและมองไปข้างหน้า รวมถึงต้องเปลี่ยนระบบบริหารจัดการ ต้องมีระบบบิ๊กดาต้า เอไอ นำมาใช้รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ สังเคราะห์ประกอบการตัดสินใจทางการเมือง เดินหน้าสู่ความทันสมัยในอนาคต บุคลากรต้องเปลี่ยน 

"หมดยุคซูเปอร์แมน ยุคต่อไปต้องเป็นยุคของอเวนเจอร์ ซุปเปอร์ฮีโร่ของพรรคต้องจับมือเป็นทีมอเวนเจอร์ประชาธิปัตย์ นำทัพเดินไปข้างหน้า นายกรณ์ นายอภิรักษ์ และนายพีระพันธ์ จะเป็นหนึ่งในทีมอเวนเจอร์ของพรรค” นายจุรินทร์ กล่าว

'อรรถวิชช์'ร่อนจม.ถึงหน.ปชป. จับขั้วพปชร.อย่าให้คนเลวปกครองบ้านเมือง!

    
 

 

กระบวนทัศน์ต้องชัดเจน เพื่อชี้นำสังคมไปในทางที่ดี อย่าปล่อยให้คนเลวได้ปกครองบ้านเมือง ต้องรักษาแนวร่วมที่มีเป้าหมายเดียวกัน หัวหน้าพรรค ปชป. คนใหม่ต้องตระหนักว่าพรรคการเมืองใดคือแนวร่วมที่ต้องเดินไปด้วยกัน และพรรคใดที่ต้องแยกทางกันเด็ดขาด การเลือกตั้งผ่านไปแล้ว รอเพียงผลเลือกตั้งให้นิ่งอย่างเป็นทางการเท่านั้น หาก พปชร. ปชป. ภูมิใจไทย และพรรคร่วมอื่น รวมกันมี ส.ส.เกิน 250 คน ก็เป็นหลักประชาธิปไตยสากลที่จะเป็นรัฐบาลได้อยู่แล้ว ส่วน ส.ว.แต่งตั้งควรเคารพเสียงที่ประชาชนเลือก ส.ส. เข้ามา โดย ปชป. เองยังมีอิสระในมาตรฐานจริยธรรมในการถอนตัวทันที หากรัฐบาลทุจริตในอนาคต 

เกือบ 5 ปีมานี้ เราก็ทราบว่ารัฐบาล คสช. มีจุดอ่อนที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ปชป.ได้เพียรพยายามทำงานกับสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยจนคลอดนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทำงาน แต่มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเป็นรัฐบาล อย่ารีบฟันธงเป็นฝ่ายค้าน ขณะที่จำนวน ส.ส.ยังไม่นิ่ง ต้องเดินตามหลักการประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต ที่ได้เคยพูดไว้ มิเช่นนั้นผลมันจะออกมาได้แค่ 2 ทาง คือ1.รัฐบาลเผด็จการ คสช.อยู่ต่อพร้อม ม.44 เพราะยังตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยไม่ได้ หรือ 2.สุดารัตน์เป็นนายกฯ ผมขอย้ำว่าเป้าหมายและกระบวนทัศน์ต้องมั่นคง ทั้งนี้ ขึ้นกับผู้บริหารและ ส.ส.ใหม่ของ ปชป.ว่าจะพาพรรคไปในทิศทางใด 

ผมฝากหัวหน้าคนใหม่ว่าต้องยืนให้มั่นคง ดำรงเป้าหมายให้ดี และมีความกล้าหาญ ผมเชื่อว่าคนหัวใจเพชรที่เลือกประชาธิปัตย์ 3.9 ล้านเสียง และอีก 7.5 ล้านเสียงที่เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นแล้ว ก็คงส่งใจเชียร์ให้ประชาธิปัตย์ เข้มแข็งและมั่นคงในแนวทางการรักษา ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เช่นกัน"

 

อดีตรมว.ยุติธรรมลั่นหมดเวลาเกรงใจ พวกไร้มารยาททางการทูต ถ้าไปมุงดู'ปิยบูด'อีก 'มี

เถยจิตเป็นโจร'

    
 

16 เม.ย.62-พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  อดีตรมว.ยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถึงเวลาร่วมใจผนึกกำลังสู้เพื่อชาติของเรา

 

ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนถึงกรณีที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในด้านกระบวนการยุติธรรมของเราอีก และในช่วงสงกรานต์ผมลงพื้นที่พบประชาชนจำนวนมาก ปรากฎว่ามีคนสนใจสอบถามผมเยอะมาก เกี่ยวกับการตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนากับพวกเมาแล้วขับ ว่าทำได้หรือไม่เพียงใด เพราะอยากให้ทำได้จริงๆ ผมจึงคิดว่าจะเขียนอธิบายเรื่องเมาแล้วครับเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง แต่หลังจากที่ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงซึ่งเป็นต้นสังกัดของคนต่างชาติพวกนี้ หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเรียกไปเข้าพบแล้ว ต้องบอกว่าทนไม่ได้ครับ 

ผมเคยคิดว่าเมื่อคนพวกนี้รับรู้ถึงกระแสความไม่พอใจของสังคมไทย และได้รับการ ตอบโต้จากกระทรวงการต่างประเทศ พวกเขาคงจะหาทางบรรเทาสถานการณ์ลงบ้าง เช่น ขอโทษ หรือแจ้งว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ตรงกันข้าม นอกจากจะไม่สำนึก ยังกลับเหิมเกริมยิ่งขึ้นโดยการออกแถลงการณ์อย่างไม่แยแสสังคมไทยและเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศไทย ยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นแนวปฏิบัติปกติทางการทูต เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศโต้โผใหญ่ของคนพวกนี้แถลงว่าการส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมฟังการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก เป็นการกระทำเพื่อรับประกันว่าการดำเนินคดีจะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีการเคารพหลักกฎหมาย ในคดีที่เป็นปัญหาอยู่นี้ก็เช่นเดียวกันกับอีกหลายๆคดี ที่เขาเข้าไปสังเกตุการณ์ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิในการดำเนินคดี พร้อมกันนั้นผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยก็ออกแถลงการณ์ว่าการกระทำของพวกตนเป็นการดำเนินการตามหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมืองและไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ

นี่เป็นแถลงการณ์ภายหลังจากที่เข้าพบกับกระทรวงการต่างประเทศและรับ “บันทึกช่วยจำ” ไปแล้วด้วยนะครับ

แต่จากสิ่งที่เราเห็น ปรากฎชัดว่า สิ่งที่คนพวกนี้ทำไปนั้นมันสวนทางกับแถลงการณ์ของต้นสังกัดของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง และน่าสังเกตุเพิ่มเติมว่าผู้ที่ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้กระทรวงการต่างประเทศนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทูตระดับสูง จึงเป็นที่น่าคิดว่าการกระทำของคนพวกนี้อยู่ในการรับรู้ของต้นสังกัดมาแต่เริ่ม ซึ่งก็หมายถึงการรับรู้ของรัฐบาลของประเทศต้นสังกัดด้วย

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนพวกนี้มีความฮึกเหิม ไม่สนใจและไม่ยี่หระต่อความไม่พอใจและคำเตือนของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคารพวิธีปฏิบัติและพันธกรณีการปฏิบัติทางการทูตกับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีเอกราชและอธิปไตยมาช้านาน รวมทั้งไม่หวั่นเกรงต่อผลกระทบทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศไทย

มีคนพูดว่าเราต้องนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ผมสงสัยและแปลกใจว่าทำไมเราต้องวิตกกังวลถึงเรื่องนี้แต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายไม่นึกไม่คิดถึงบ้าง หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ ในเมื่อคนพวกนี้ไม่มีมรรยาททางการทูต ไม่เคารพเอกราชและอธิปไตยไทย กล้าที่จะเหยียบย้ำศักดิ์ศรีของชาติถึงในบ้านของเรา เราก็ไม่ต้องเกรงใจพวกนี้อีกต่อไปแล้ว

เมื่อมีข่าวเพิ่มเติมว่า‪ในวันที่ 17 เมษายน‬ ที่นายปิยบุตรจะไปพบพนักงานสอบสวนนั้น บรรดาคนต่างชาติพวกนี้ก็คงจะอาศัยอ้างความเป็นเจ้าหน้าที่ทูตไปจุ้นจ้านที่สถานีตำรวจอีก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับเป็นการไม่ไว้หน้าทั้งกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่เคารพหลักปฎิบัติ กฎข้อบังคับ และประเพณีทางการทูตอย่างร้ายแรงมากยิ่งขึ้น อันเป็นการผิดปกติวิสัยของผู้ทำหน้าที่ทูตจะพึงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง

ทำให้น่าสงสัยในความบริสุทธิ์ของเจตนาที่แท้จริงของคนพวกนี้เป็นยิ่งนัก ว่ามีลักษณะตามที่คำในภาษากฎหมายที่ว่า “มีเถยจิตเป็นโจร” หรือไม่

ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่อย่างน้อยก็มีการตอบโต้คนพวกนี้ไป แม้การตอบโต้จะเป็นเพียงการเรียกต้นสังกัดของคนกลุ่มนี้มารับทราบ “บันทึกช่วยจำ” แต่ก็นับว่าเป็นบันทึกช่วยจำที่มีเนื้อหาชัดเจนและรุนแรงมากสำหรับการตอบโต้กับประเทศระดับยักษ์ใหญ่เช่นนี้

แต่ในเมื่อคนพวกนี้ไม่หลาบจำและกลับมีความฮึกเหิมมากขึ้น ผมจึงขอพูดดังๆ เสนอไปยังกระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รีบดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร่งด่วน

1) ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการไปยังผู้กำกับสถานีตำรวจและพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อให้ทันเวลาว่าห้ามมิให้คนพวกนี้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนจนกว่าจะได้รับแจ้งการประสานงานจากกระทรวงการต่างประเทศ 

2) ให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงยุติธรรมก็สุดแล้วแต่ เป็นเจ้าของเรื่อง เสนอเรื่องต่อ ครม. เป็นเรื่องด่วน ในการประชุม ครม. ครั้งหน้านี้ ให้ ครม. มีมติห้ามมิให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอนุญาตหรือยินยอมให้พวกต่างชาติ เข้ามาดำเนินการใดๆในส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับความเห็นชอบของกระทรวงต่างประเทศก่อน เว้นแต่ในคดีที่คนของประเทศเหล่านั้นเป็นผู้ถูกกล่าวหา และให้สำนักนายกรัฐมนตรีไปยกร่างออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนี้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติและเป็นเกราะกำบังให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

จริงอยู่แม้การสอบสวนตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนกับผู้ถูกกล่าวหาและทนายความ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้ามายุ่งวุ่นวายในคดีได้อยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อให้เกิดความอุ่นใจและเป็นเกราะกำบังให้พนักงานสอบสวนและผู้เกี่ยวข้อง จึงควรต้องดำเนินการดังที่ผมเสนอมาข้างบนนี้ด้วย และยังจะทำให้มีกฎระเบียบภายในประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะที่คนพวกนี้ต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 ข้อ 41 ด้วย

1) คนพวกนี้บอกในแถลงการณ์ว่าพวกเขามีสิทธิกระทำการเช่นนี้ได้ ไม่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเรา ซึ่งพวกเขาจะกระทำการแบบนี้เป็นปกติในทุกคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงทั่วโลก ไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง และไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ เป็นหลักปฏิบัติปกติทางการทูตที่ทำกันทั่วโลก

เอาง่ายๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงไม่เห็นเคยมีเจ้าหน้าที่ทูตจากประเทศอื่นๆ ในประเทศไทย ปฏิบัติตนเช่นเดียวกันกับกลุ่มคนพวกนี้

เหตุใดในคดีอื่นๆที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับคดีของนายธนาธรและนายปิยบุตรนี้ คนพวกนี้จึงไม่เคยปรากฎตัวเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมาขอสังเกคุการณ์บ้าง

2) หากเป็นการปฏิบัติตามปกติประเพณีทางการทูตจริงแล้ว ในระหว่างคดีของนายธนาธรกับนายปิยะบุตรนี้กับคดีการจับกุมและควบคุมตัวบุตรสาวของประธานบริษัทหัวเหว่ยนั้น คดีใดเป็นคดีที่ได้รับความสนใจอย่างสูงในสังคมทั่วโลกมากกว่ากัน เหตุใดจึงไม่ปรากฎมีนักการทูตหรือเจ้าหน้าที่ทูตของประเทศของคนพวกนี้โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปไปสังเกตุการณ์การจับกุม การควบคุมตัว และการสอบสวนเลย

3) นายธนาธรสามารถแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน สามารถมีผู้ให้การสนับสนุนมาให้กำลังใจ สามารถมีคณะเจ้าหน้าที่ทางการทูตมา “ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติประเพณีทางการทูต” และนายธนาธรสามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีหลังพบพนักงานสอบสวน เปรียบเทียบกับคดีระดับโลกกรณีของบุตรสาวประธานบริษัทหัวเหว่ยนั้น เธอไม่สามารถกลับบ้านได้และยังคงถูกกักขังและควบคุมตัวอยู่จนปัจจุบัน เธอต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองในการถูกควบคุมตัวและการถูกปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เช่นนี้แล้ว คดีใดมีลักษณะเป็นการละเมิดเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมากกว่ากัน เหตุใดคนพวกนี้จึงวางเฉย ไม่เคยตรวจสอบ ไม่เคยไปสังเกตุการณ์ ไม่สนใจ และปล่อยให้เธอต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อสิทธิมนุษยชน และเพื่อการปฎิบัติที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นแต่เพียงลำพัง

4) คนพวกนี้บอกว่า การกระทำของพวกเขาไม่เป็นการแทรกแซงทางการเมือง แต่ในวันที่คนพวกนี้ไป “สังเกตุการณ์” เมื่อวันที่ 6 เมษายน นั้น ปรากฎมีประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองนั้นไปให้สนับสนุนแห่แหนและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก เหตุใด คนพวกนี้จึงไม่มีความรู้สึกนึกคิดพื้นฐานตามปกติวิสัยของ “นักการทูต” ทีดีทีพึงกระทำเลยสักนิดหรือว่าการพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนทางการเมืองเช่นนั้น เป็นการล่อแหลมต่อการที่จะถูกมองว่ามาร่วมให้การสนับสนุนทางการเมืองหรือไม่มีความเป็นกลางได้ หากคนพวกนี้มีจิตใจและเจตนาที่บริสุทธิ์เพียงแค่ต้องการมาสังเกตุการณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีจริงๆแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเร่งรีบดำเนินการต่อไปในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเช่นนั้น คนพวกนี้สามารถติดต่อขอข้อมูลรายละเอียดที่ต้องการได้ในหลายช่องทาง ยกเว้นจงใจแสดงการเลือกข้างให้ปรากฏ

5) คนพวกนี้บอกว่า การกระทำของพวกเขาไม่เป็นการสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่กลับไม่เคยเห็นคนพวกนี้ยืนยิ้มเรียงแถวหน้ากระดานล้อมรอบถ่ายรูปร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีอื่นๆ ท่าทีดูแล้วเหมือนเป็นผู้มาให้กำลังใจมากกว่ามาเป็นผู้สังเกตุการณ์

สรุปได้ว่าสิ่งที่คนพวกนี้กระทำไปนั้นมันสวนทางกับสิ่งที่พวกเขาแถลงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น และหากคนพวกนี้ยังคงเหิมเกริม มาจุ้นจ้านในกรณีของนายปิยบุตรอีก ก็ย่อมเป็นการย้ำสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศระบุไว้ใน “บันทึกช่วยจำ” ว่า

“......การปรากฎตัวของตัวแทนทูตอย่างชัดเจนต่อสาธารณะที่สถานีตำรวจแบบนั้น ส่งผลทางการเมืองอย่างชัดเจนต่อสาธารณชนคนไทยในวงกว้างว่า เป็นการสนับสนุน “นายธนาธร” ในเชิงจริยธรรม กล่าวอีกอย่างได้ว่า มันเป็นพฤติกรรมและการบ่งบอกทางการเมืองของทูตเหล่านั้น มันส่งผลอย่างชัดเจนว่า ทูตเหล่านี้ เลือกที่จะลงมาเล่นการเมืองในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ “เลือกข้าง” ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองในประเทศแล้ว รัฐบาลไทยเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นการละเมิดข้อตกลงแห่งเวียนนาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการทูต (VCDR) มาตรา 41 และละเมิดหลักการสากล ว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติที่มีอธิปไตย จากประสบการณ์ เราไม่เคยเห็นพฤติกรรมของกลุ่มนักการทูตเยี่ยงนี้ในที่ใดมาก่อน....” (คัดลอกคำแปลต้นฉบับภาษาอังกฤษจากบทความ “ตี๋กร่าง” กับ “บันทึกช่วยจำ” โดย เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2562)

ชัดเจนจากข้อความใน “บันทึกช่วยจำ” ของกระทรวงต่างประเทศครับว่า

“ทูตเหล่านี้ เลือกที่จะลงมาเล่นการเมืองในประเทศไทย อย่างน้อยที่สุดก็ได้ “เลือกข้าง” ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของการเมืองในประเทศแล้ว

พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกับราชอาณาจักรไทยของเรา ทำไปเพื่ออะไร และทำไปเพื่อใคร???

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา!!!

มากระจ่างชัดมากขึ้นเมื่อได้อ่านข้อเขียนของคุณเปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันอังคารที่ 16 เมษายน นี้ ในหัวข้อ “สื่อฝรั่ง “ถลกลาย” ฝรั่งเสือก” ที่นาย Tony Cartalucci ที่เป็นชาวต่างชาติเช่นกันแต่ได้เขียนบทความตีแผ่พฤติกรรมฝรั่งพวกนี้ในนิตยสาร “New Eastern Outlook” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 นี้ ว่าคนพวกนี้มีเจตนาแอบแฝงอย่างไร มี “เถยจิตเป็นโจร” หรือไม่ ใครอยากทราบรายละเอียดไปหาอ่านดูนะครับเพราะเท่าที่ผมเขียนมานี้ก็ยาวพอแล้วครับ

นี่ขนาดฝรั่งกันเองยังมองออก เรา..คนไทย..จะต้องมองให้ออกเช่นกัน

เราต้องคิดและเตรียมการรับมือให้ดี!!!

 

 

ปูดทำเนียบขาวเตรียมแผนทางทหารสยบอิหร่าน


    
 

นิวยอร์กไทมส์ระบุ กระทรวงกลาโหมสหรัฐจัดเตรียมแผนทางทหารฉบับปรับปรุงล่าสุดเสนอต่อรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้อิหร่านหากกำลังพลสหรัฐในภูมิภาคนั้นโดนโจมตี หรืออิหร่านเร่งเครื่องผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยยุทธวิธีนี้รวมถึงส่งทหาร 120,000 นายไปตะวันออกกลาง ด้านผู้นำอิหร่านยืนยันไม่พรั่นคำขู่ของทรัมป์

 

ภาพจากกองทัพเรือสหรัฐเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 กลุ่มเรือโจมตีของเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัมลินคอล์นเคลื่อนผ่านคลองสุเอซ / Navy Office of Information / AFP

    หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อ้างแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐหลายรายซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ บอกว่า แพทริก ชานาแฮน รักษาการรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้นำเสนอแผนนี้ต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของรัฐบาลทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม

    ข่าวรอยเตอร์สอบถามความเห็นของทำเนียบขาวและเพนตากอน แต่ไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับรายงานข่าวของไทมส์

    เดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐยังขึ้นบัญชีกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเป็น "องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ" ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สถาบันของรัฐบาลต่างชาติโดนสหรัฐจับขึ้นบัญชีก่อการร้าย
 
    ล่าสุด ทรัมป์ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมด้วยเรือโจมตีแบบสะเทินน้ำสะเทินบก, กลุ่มอาวุธมิสไซล์แพทริออต และเครื่องบินทิ้งระเบิดบี-52 มาวางกำลังในภูมิภาคอ่าว เพื่อแสดงแสนยานุภาพป้องปรามไม่ให้อิหร่านคุกคามกำลังพลสหรัฐในภูมิภาคนี้ ก่อความวิตกถึงความเป็นไปได้ที่สองฝ่ายอาจปะทะกันทางทหาร

    อิหร่านกล่าวตอบโต้สหรัฐว่ากำลัง "ทำสงครามจิตวิทยา" และกล่าวถึงการแสดงตนทางทหารของสหรัฐว่าเป็น "เป้าหมาย" หาใช่ภัยคุกคามของอิหร่าน และอิหร่านจะไม่ยอมให้มีการขัดขวางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

    รายงานของไทมส์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เข้าร่วมการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีนั้นรวมถึง จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์, จีนา แฮสเปล ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ), แดน โคตส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และโจเซฟ ดันฟอร์ต ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม

    ไทมส์เผยว่า ที่ประชุมได้รับฟังรายละเอียดแผนการหลายแผนด้วยกัน และทางเลือกในระดับสูงสุดคือแผนการวางกำลังทหาร 120,000 นาย ซึ่งจะต้องใช้เวลาแรมสัปดาห์หรือแรมเดือนจึงจะแล้วเสร็จ

    วันเดียวกับที่มีรายงานของไทมส์นั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวเตือนอิหร่านว่าจะเจอผลลัพธ์ร้ายแรงหากคิดโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคนั้น "เดี๋ยวเราจะได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับอิหร่าน หากพวกเขาทำอะไรลงไป ก็จะเป็นความผิดพลาดที่แย่มากๆ" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว "หากพวกเขาทำอะไรก็ตาม พวกเขาจะต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส"

    คำกล่าวข่มขู่ของทรัมป์มีออกมาหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เปิดเผยว่า เมื่อวันอาทิตย์มีเรือสินค้า 4 ลำโดนก่อวินาศกรรมใกล้กับรัฐฟูไจราห์ที่อยู่ด้านนอกของช่องแคบฮอร์มุซ เรือ 2 ลำในนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย แต่อิหร่านปฏิเสธความเกี่ยวข้องและเรียกร้องให้ทำการสอบสวนเหตุการณ์ที่น่าตกใจนี้

    คืนวันจันทร์ ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน กล่าวต่อที่ประชุมครูสอนศาสนา ยืนยันว่าอิหร่านยิ่งใหญ่เกินกว่าจะครั่นคร้ามต่อคำขู่ของชาติใด อิหร่านจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างมีเกียรติและพิชิตศัตรูลงได้.

.....................................................

16 พฤษภาคม 2562

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน