*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3635
  • จำนวนผู้ชม : 2333794
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 162 , 13:10:55 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         มีกองเชียร์ปชป.มิใช่น้อย เช่น ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งด้วย เป็นต้น ที่อยากเห็นพรรคปชป.เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ต้อง

รักศักดิ์ศรีและอุดมการณ์ของพรรคตามสมควร เพราะพรรคที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลก็มีคนประเภทที่เราเคย 'ยี้'มาก่อนมิใช่น้อย

แต่คราวนี้จะมี 'บิ๊กตู่' เป็นผู้กำกับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะ 'เอาอยู่'หรือเปล่า คนดังที่ว่าจะเห็นแก่ประเทศและประชชนหรือเปล่า

         

เหตุที่ไม่มีรัฐบาลเพื่อไทย


    
 

             มันก็แค่ลีลา

                พรรคใหญ่ยอมพรรคเล็ก

                เพื่อไทยจะให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี

                บ้างก็ว่า "อนุทิน ชาญวีรกูล" ดีกว่า

                จะมีขั้วที่สาม

                ไปถึงขั้นรอก๊อกสอง นายกฯ คนกลางมาแน่      

                แต่ความจริง "ลุงตู่" เป็นนายกฯ สมัยสองไปเกือบเต็มตัวแล้ว

                ที่บอกว่ายังไม่เต็มตัว เพราะรอดูวันที่ ๒๕ พฤษภาคม

                วันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

                ซึ่งก็คือประธานรัฐสภา โดยตำแหน่ง

                ตำแหน่งประธานรัฐสภา เป็นของใคร นายกรัฐมนตรีก็มาจากฝั่งนั้น        

                ไม่ผิดไปจากนี้

                มีความพยายามอย่างหนักจากฝั่งเพื่อไทย อนาคตใหม่ ป่วนการตั้งรัฐบาล

                จนถึงวันนี้ยังท่องคาถา สืบทอดอำนาจเผด็จการ

                ใครไปร่วมกับพลังประชารัฐ เป็นพวกเผด็จการหมด ราวกับว่าพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามตัวเอง ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน

                แต่...ฝั่งเพื่อไทยก็ทำได้แค่นั้น

                ขนาดปล่อยข่าวข้ามทวีป ทักษิณทุ่ม ๑๕๐ ล้านปอนด์ ซื้อสโมสรคริสตัล พาเลซ

                จะโชว์ว่ายังมีเงินอยู่!

                อย่างน้อยก็สะกดไม่ให้งูเห่าออกมาเลื้อยเพ่นพ่านได้

                หรืออาจส่งสัญญาณไปถึงงูเห่าในวุฒิสภา

                สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ ทางประธานสโมสรคริสตัล พาเลซ เขาบอกว่า ไม่เคยคุยกับคนชื่อทักษิณสักคำ

                ก็ไม่แปลกอะไร เพราะทักษิณมักจะโชว์รวยทุกครั้ง ในยามที่การเมืองในประเทศไทยอยู่ในภาวะเข้าด้ายเข้าเข็ม

                แล้วมักจบด้วยแรงโม้เสมอ

                ฉะนั้นเสียงต่อรองทางการเมืองจากขั้วเพื่อไทย ฟังไว้ขำๆ อย่าไปจริงจังนัก

                ฟันธง! ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นคนของพลังประชารัฐ ก็ประชาธิปัตย์ อยู่ที่การเจรจาต่อรอง

                ส่วนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อย่าให้พวกปล่อยข่าวหลอกเอาได้

                ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร! 

                ผลเลือกตั้ง

              เพื่อไทย ๑๓๖ เสียง

              อนาคตใหม่ ๘๐ เสียง

              ประชาชาติ ๗ เสียง

              เสรีรวมไทย ๑๐ เสียง

              เพื่อชาติ ๕ เสียง

              เศรษฐกิจใหม่ ๖ เสียง

              พลังปวงชนไทย ๑ เสียง

              รวม ๒๔๕ เสียง

              อีกฝั่ง....                   

              พลังประชารัฐ ๑๑๕ เสียง

              ประชาธิปัตย์ ๕๒ เสียง

              ภูมิใจไทย ๕๑ เสียง

              ชาติไทยพัฒนา ๑๐ เสียง

              ชาติพัฒนา ๓ เสียง

              รวมพลังประชาชาติไทย ๕ เสียง

              รักษ์ผืนป่าประเทศไทย ๒ เสียง

              พลังท้องถิ่นไท ๓ เสียง

                      พรรคประชาชนปฏิรูป ๑ เสียง

                พรรคเล็ก ๑๑ พรรค ๑๑ เสียง ประกาศชัดไปแล้วว่า สนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ

                ถ้าเพื่อไทยจะประเคนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ "อภิสิทธิ์-อนุทิน" สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ดูดประชาธิปัตย์ทั้งพรรค รวมถึงภูมิใจไทยให้ได้ก่อน

                แต่นั่นยังได้เพียง ๓๔๘ เสียง เพราะเลือกนายกฯ ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา นั่นคือ ๓๗๖ เสียง

                เท่ากับว่ายังขาดอีก ๒๘ เสียง

                ต้องดูดต่อ

                ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา รวมพลังประชาชาติไทย รักษ์ผืนป่าประเทศไทย พลังท้องถิ่นไท

                ได้มาอีก ๒๓ เสียง

                ก็ยังขาดอยู่อีก ๕ เสียง

                จะเอามาจากไหน

                พรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อีก ๑ เสียง

                ก็ยังไม่พอ

                ฉะนั้นจะเห็นว่าในทางทฤษฎียังเป็นไปไม่ได้

                แล้วในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้อย่างไรกัน

                ลองนึกภาพ พรรครวมพลังประชารัฐ ของลุงกำนัน กับพรรคประชาชนปฏิรูปของไพบูลย์ นิติตะวัน ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

                ดูไม่จืดแบบไหนก็คูณเข้าไปอีกล้านเท่า

                สิ่งที่ออกมาจากปากคนในพรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ จึงแปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากป่วนจนหยดสุดท้าย

                ในส่วนของประชาธิปัตย์ถ้ารับเงื่อนไขของเพื่อไทย คงไม่ต่างงาช้างงอกจากปากหมา

                หลงติดกับดักแบบให้อภัยไม่ได้

                ประการแรก นอกจากตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้แล้ว

                ประการถัดมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ก็จริง แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ มีหัวหน้าพรรคชื่อ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

                แต่เดิมพรรคประชาธิปัตย์มีความต่างกับพรรคเพื่อไทยอยู่มาก จนแยกออกได้ง่ายว่าเป็นปลาคนละน้ำ

                นั่นคือ พรรคเพื่อไทยไม่เคยสนใจว่า หัวหน้าพรรคจะเป็นใคร แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนที่ทักษิณเคาะเสมอ และมักไม่ใช่หัวหน้าพรรค

                กรณี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยมีฐานะเป็นเพียงหัวหน้าฝ่ายธุรการเท่านั้น

                แต่ประชาธิปัตย์มีความชัดเจนเรื่องนี้มาแต่ไหนแต่ไร

                คนเป็นหัวหน้าพรรคคือผู้นำทางการเมือง

                ไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายบุคคล

                จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะไปเป็นนายกรัฐมนตรีโดยการสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย

                ย้ำอีกที มีเหตุผลอะไรให้ ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย ต้องไปร่วมตั้งรัฐบาลที่ไม่มีทางเป็นไปได้กับพรรคเพื่อไทย

                คำตอบคือ...ไม่มี

                แล้วมีเหตุผลอะไรที่ทั้ง ๒ พรรคนี้ไปเป็นฝ่ายค้าน

                คำตอบคือ...ไม่มี

                โดยเฉพาะฝ่ายค้านอิสระ ที่บรรดานักวิชาเกิน เชียร์ให้ประชาธิปัตย์เป็น 

                ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้!

                หาเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไมประชาธิปัตย์ต้องโหวตหรือไม่โหวตบางเรื่องให้รัฐบาลพลังประชารัฐ

                บางเรื่องที่โหวตไปแล้วประชาธิปัตย์ได้แค่ดมกลิ่น แต่พรรคร่วมรัฐบาลได้ผลงาน

                แล้วจะโหวตไปหาพระแสงอะไร

                ทำตัวเป็นรัฐบาลในบางครั้ง เป็นฝ่ายค้านในบางคราว โดยไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลเลย

                ถามหน่อยพรรคไหนยอมบ้าง

                พลังธรรมยุค พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เคยใช้วิธีนี้ สุดท้ายก็ไปไม่รอด

                เชื่อเถอะครับ ไม่มีพรรคการเมืองไหนไม่อยากเป็นรัฐบาล

                ตัวสั่นกันทั้งนั้น

                ที่ยึกยักกันอยู่ในวันนี้ เพราะยังต้องต่อรองตำแหน่งทางการเมืองกันอยู่

                ก็อย่างที่บอก ประชาธิปัตย์ กับภูมิใจไทย เห็นตัวเลขแล้ว การไปร่วมรัฐบาลกับฝั่งเพื่อไทย มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

                แต่มันมีเรื่องน่าขำ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่เริ่มอินกับตัวเลขหลอกๆ ไม่พอใจที่แกนนำพรรคจะยกเก้าอี้นายกฯ ให้อภิสิทธิ์ 

                ทำไมไม่หนุน "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ"

                มันไปไกลถึงขั้นนั้นแล้ว

                หลอกกันจนคิดว่าเป็นเรื่องจริง

                วานนี้ (๑๖ พฤษภาคม) "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" โมโหที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการถือหุ้นสื่อ ประกาศตัวพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี อ้างว่าเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.

                อ้าว...แล้ววันที่เซ็นสัตยาบัน ๖ พรรค วันนั้นบอกว่า หนุน "เจ๊หน่อย" เป็นนายกฯ ไม่ใช่หรือ

                ก็รอดูว่า จะมีพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคไหนยกมือโหวตให้ "ธนาธร" จนเกิน ๓๗๖ เสียงบ้าง 

                และวันที่ประกาศรายชื่อ ๒๕๐ คน พรรคอนาคตใหม่ด่าสาดเสียเทเสีย แล้วเป็นไง? สุดท้ายมาออดอ้อนให้สภานายพลโหวตให้ "ธนาธร"

                กะล่อนจริงๆ.

       ผักกาดหอม

ปชป.จ่อเคาะมติร่วมไม่ร่วมรัฐบาล'จุรินทร์'ไม่ทราบ'พปชร.'เตรียมประเคน7เก้าอี้

    
 

16 พ.ค.62 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สักการะพระแม่ธรณีเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าทำงาน และให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังจากตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ชุดใหม่เมื่อวานนี้ พรรคจะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้รับทราบ จากนั้นเมื่อได้หนังสือตอบรับจากนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว คณะกก.บห.จึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเป็นทางการ ส่วนการตัดสินใจทางการเมืองว่าพรรคประชาธิปัตย์จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ตอนนี้จะต้องบริหารจัดการภายในองค์กร โดยจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 2 ด้าน มุ่งเน้นทางการบริหารจัดการของพรรค และการบริหารจัดการงานทางการเมืองควบคู่กันไป ส่วนการตัดสินใจทางการเมือง ทั้งการเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ชุดปัจจุบัน 

ส่วนกระแสข่าวว่านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตกลงกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอให้การชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก โดยสัญญาว่าจะร่วมรัฐบาล อาจมีส่วนทำให้สมาชิกเทคะแนนให้นั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามนายชวน แต่การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้ มีการพูดกันชัดเจนแล้วว่าให้แยกกันระหว่างการตัดสินใจทางการเมือง กับการเลือกหัวหน้าพรรค

ถามต่อว่าสำหรับแนวทางการบริหารจัดการภายในพรรค ที่ประกาศระหว่างแสดงวิสัยทัศน์ว่าจะตั้งทีมอเวนเจอร์ให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีก 3 คน เข้ามามีส่วนร่วมด้วยนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เข้ามาร่วมงานในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง และมั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากนายกรณ์ จาติกวณิช และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งกำลังดูอยู่ว่าจะมาช่วยงานพรรคในส่วนใด เพื่อมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคต่อไป

เลขาฯปชป.รับ'เสี่ยหนู'ต่อสายยินดีปัดข่าวต่อรองแก้วอี้แง้มมีคำตอบในใจให้รอมติพรรค2-3วัน

นี้

    
 

17พ.ค.62- เมื่อเวลา 10.15 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ พร้อมด้วยคณะรองเลขาธิการพรรค ชุดใหม่ อาทิ นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ส.ส.นครปฐม นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี  นายธนา ชีรวินิจ อดีตส.ส.กทม. น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร อดีตผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ได้ร่วมกันสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรค หลังจากได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

นายเฉลิมชัย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่าได้โทรศัพท์มาหานายเฉลิมชัย หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้หัวหน้าคนใหม่แล้ว  ว่า  ได้พูดคุยกันจริง โดยนายอนุทินโทรศัพท์มาหาตนเพื่อแสดงความยินดี เพราะรักและรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นคนละส่วนกับเรื่องการร่วมรัฐบาล  

เมื่อถามย้ำว่าคำตอบในใจของนายเฉลิมชัยจะออกมานอกใจได้บ้างหรือไม่  นายเฉลิมชัย ยิ้มแล้วกล่าวว่า  ไม่เกิน 2-3 วันนี้ก็จะได้รู้แล้ว  ต่อข้อถามว่าช่วง 2-3 วันที่ว่านั้นหมายความจะตรงกับวันที่พรรคภูมิใจไทยจะประชุมใหญ่ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ใช่หรือไม่  นายเฉลิมชัย กล่าวว่า  ไม่เกี่ยวกัน ภูมิใจไทยก็คือภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ก็เป็นประชาธิปัตย์ ถามอีกว่าจะสามารถได้คำตอบภายในต้นสัปดาห์หน้าใช่หรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า  ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะจะมีการประชุมรัฐสภาภายในสัปดาห์หน้า ดังนั้น เราต้องมีทิศทางที่ชัดเจนออกมาก่อนจะถึงวันนั้น โดยพรรคจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างกรรมการบริหารพรรคกับ ส.ส.ในต้นสัปดาห์หน้า ส่วนจะประชุมในวันใดนั้น ตนขอหารือกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคฯก่อน ซึ่งอาจจะได้มีโอกาสพูดคุยกันในวันนี้ (17 พ.ค.)

ผู้สื่อข่าวถามถึงรายงานข่าวที่ว่าพรรคพลังประชารัฐแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย พรรคละ 7-8 ตำแหน่ง  นายเฉลิมชัย กล่าวว่า  ยังไม่มีอะไรทั้งนั้น เป็นข่าวโคมลอยทั้งหมด  เมื่อถามว่าในกระแสข่าวการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี มีชื่อนายเฉลิมชัยรวมอยู่ด้วย  นายเฉลิมชัย กล่าวว่า  “ไม่จริงหรอกครับ เอาเป็นว่าวันนี้ผมมาเป็นเลขาธิการพรรค ผมยังไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นคนไปคุย คงไม่ใช่หรอกครับ มันมีข่าวออกมาทั้งวัน แต่ผมยืนยันว่ายังไม่มีใครคุยอะไรกับใคร”

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กของ นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา  โดยยังเชื่อมั่นในแนวทางที่เคยประกาศไว้ในการช่วงหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา  นายเฉลิมชัย กล่าวว่า  ตนเคารพความคิดเห็นส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ และถือว่าเป็นความคิดเห็นหนึ่งที่เราต้องรับฟัง โดยแต่ละคนมีความคิดเห็นกันได้ ตนก็มีความคิดเห็นของตน ขณะเดียวกัน ตนต้องรักษามารยาทไว้ แต่ขออยู่ในใจก่อนดีกว่า และจะมีความชัดเจนในอีก 2-3 วันนี้ 

"เรื่องปัจจัยการเลือกตั้งมีหลายส่วน ทั้งที่ทำให้ได้คะแนนและเสียคะแนน แต่สิ่งต่างๆเหล่านั้นคือสิ่งที่เราจะต้องนำมาเรียนรู้ แต่คงไม่ไปกล่าวโทษหรือต่อว่าใคร โดยวันนี้เรามีหน้าที่ฟื้นศรัทธามาให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสิ่งใดที่เป็นความผิดพลาดก็ต้องถูกนำมาแก้ไข และพยายามรวมคนประชาธิปัตย์ที่มีศักยภาพให้มาช่วยงาน นี่คือเป้าหมายของเรา"นายเฉลิมชัย กล่าว

'บิ๊กป้อม'ท่องคาถาไม่รู้ไม่ใช่คนจัดตั้งรัฐบาลปัดคสช.สะกัด'ธนาธร'ชี้เป็นเรื่องกกต.

    
 

17พ.ค.62- เมื่อเวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลหลังมีกระแสข่าวว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคการเมืองที่จะมาร่วมรัฐบาล ว่า ยังไม่ได้คุยอะไรกันเลย และยังไม่รับทราบเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเรื่องขั้วที่ 3 นั้น ก็ยังไม่รู้เรื่อง รู้จากหนังสือพิมพ์ที่เขียนเป็นข่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะชิงตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร จากเดิมที่ต้องเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้เรื่องเลย เพราะเราไม่ได้เป็นคนจัดตั้งรัฐบาล เมื่อถามย้ำว่า แต่มีข่าวว่าท่านมีส่วนเข้าไปร่วมกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข่าวลือที่ออกมาก็พูดเองกันทั้งนั้น 

เมื่อถามถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่าการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง เป็นความพยายามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะสกัดกั้นพรรคอนาคตใหม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คสช.เกี่ยวอะไร เป็นเรื่องของ กกต.

ถามถึงความชัดเจนของการเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการคัดสรร ส.ว. ในฐานะที่เป็นประธาน พร้อมจะเปิดเผยแล้วหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ คุณคิดกันไปเองทั้งนั้น แต่ก็เปิดได้ ไม่รู้จะเปิดเมื่อไร เป็นเรื่องของ คสช. รัฐธรรมนูญก็บอกไว้แล้วว่าให้ คสช.เป็นคนคัดเลือก ผมไม่พูดด้วยแล้ว

เมื่อถามว่า หากเปิดเผยรายชื่อ จะทำให้ทุกอย่างชัดเจน เพราะสังคมคาใจว่ามีคณะกรรมการไปเป็น ส.ว. พล.อ.ประวิตรย้อนถามกลับว่า แล้วทำไม รัฐธรรมนูญเขากำหนดไว้ แล้วมันเรื่องอะไร ไม่เกี่ยว เราก็ทำงานตามที่หัวหน้า คสช.สั่ง
 

'คำนูณ'ยกบทบาทส.ว.เร่งรัดปฏิรูปประเทศ-ชี้ขาดร่างกม.ที่จะทำให้คนผิดไม่ต้องรับโทษ 


    
 

17พ.ค.62-นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn เรื่อง '250 ส.ว.' มีเนื้อหาดังนี้
หน้าที่และอำนาจในระยะเปลี่ยนผ่านของสมาชิกวุฒิสภาชุดบทเฉพาะกาล
__________________

สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญจำนวนทั้งสิ้น 250 คนจาก 3 ประเภทเป็น 'ผู้แทนปวงชนชาวไทย' เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คนจาก 2 ประเภท มีหน้าที่ต้องปฏิบัติและมีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทั้งในบททั่วไปและบทเฉพาะกาล

หน้าที่และอำนาจตามบทเฉพาะกาลเป็นหน้าที่พิเศษที่ได้รับการบัญญัติเพิ่มขึ้นเพื่อให้วุฒิสภาเป็นหนึ่งในกลไกป้องกันไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่วิกฤตทางการเมืองเดิมก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

อันที่จริง หน้าที่ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีนี้ตามมาภายหลัง โดยเป็นผลมาจากผลการออกเสียงประชามติใน 'คำถามเพิ่มเติม' ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ทำให้ต้องมีกระบวนการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560

สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกมีหน้าที่หลักเฉพาะกาลอยู่ก่อนหน้าแล้วถึง 3 ประการ

ประการที่ 1 ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิรูปประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องรายงานความคืบหน้าทุก 3 เดือน

ประการที่ 2 ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศตั้งแต่ต้นในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา แทนที่จะให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้เสร็จก่อนแล้วจึงค่อยส่งมาที่วุฒิสภาเหมือนร่างกฎหมายทั่วไปที่เคยเป็นมา

ประการที่ 3 ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญเฉพาะบางลักษณะซึ่งสภาใดสภาหนึ่งยับยั้งไว้และพ้นกำหนดเวลา 180 วัน หรือ 10 วันในกรณีที่เป็นร่างกฎหมายการเงิน แทนที่จะให้เป็นอำนาจเต็มของสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียวเท่านั้น

เฉพาะประการที่ 1 และ 2 นี่คือเอกลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศที่มีกำหนดไว้โดยเฉพาะให้ทุกรัฐบาลที่เข้ามาต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศตามแผนปฏิรูปประเทศรวม 12 ด้าน โดยในปัจจุบันแผน 10 ด้านแล้วเสร็จและประกาศราชกิจจานุเบกษาไปแล้วกว่า 1 ปี ส่วนอีก 2 ด้านคือด้านการศึกษาและด้านตำรวจนั้นตัวร่างกฎหมายหลักเสร็จแล้วในชั้นกฤษฎีกา ทั้งหมดเหลือแต่การทำตามแผน สมาชิกวุฒิสภาชุดเฉพาะกาลนี้ได้รับการออกแบบไว้ให้เป็นคล้าย ๆ 'องครักษ์พิทักษ์การปฎิรูปประเทศ' ทั้งติดตาม เร่งรัด ตรวจสอบ และอาจถึงการมีส่วนในกระบวนการกล่าวโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม รวมทั้งเข้าร่วมในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายตามแผนปฏิรูปประเทศผ่านช่องทางพิเศษโดยร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ เพราะการปฎิรูปประเทศคือการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศที่สมุฏฐาน

ส่วนประการที่ 3 นี่ก็สำคัญมากเช่นกัน แต่แทบไม่ค่อยได้รับการพูดถึง

ทั้ง ๆ ที่เป็นกลไกสำคัญที่จะมีส่วนช่วยระงับวิกฤตในลักษณะที่เคยเกิดขึ้นก่อน 22 พฤษภาคม 2557 ได้ หากจะเกิดซ้ำขึ้นอีกในอนาคต

นั่นคือโดยปกติแล้วเมื่อร่างกฎหมายใดถูกยับยั้ง ไม่ว่าเพราะวุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาหรือของคณะกรรมาธิการร่วม โดยปกติแล้วร่างกฎหมายนั้นยังคงอยู่ ไม่ตกไป เพียงแค่อยู่ระหว่างถูกยับยั้งเท่านั้น เพราะเมื่อพ้น 180 วัน หรือ 10 วันในกรณีเป็นร่างกฎหมายการเงิน สภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียวสามารถหยิบยกกลับขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ทันที และมีมติชี้ขาดได้โดยไม่ต้องฟังเสียงวุฒิสภาอีก พูดภาษาชาวบ้านคือร่างกฎหมายปัญหายังไม่ตาย แค่สลบไป สภาผู้แทนราษฎรสามารถปลุกชีวิตให้ฟื้นขึ้นมาได้

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้ชุมนุมนอกรัฐสภาไม่สลายตัวทันที เพราะไม่ไว้ใจเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่มีมติผ่านร่างกฎหมายนั้นออกมา

บทเฉพาะกาลได้ปรับเปลี่ยนเป็นว่าให้วุฒิสภาชุดเฉพาะกาลเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาด้วย ถ้าจะมีมติให้ร่างกฎหมายปัญหานั้นผ่านก็ต้องใช้มติ 2 ใน 3 ของที่ประชุมร่วม 2 สภา

อำนาจหน้าที่สำคัญประการที่ 3 นี้ไม่ได้ใช้กับร่างกฎหมายทุกฉบับ ใช้เฉพาะแต่กับร่างกฎหมาย 2 ลักษณะเท่านั้น คือ

1. ร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมโทษหรือองค์ประกอบความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ เฉพาะเมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดหรือไม่ต้องรับโทษ

2. ร่างกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

เฉพาะข้อ 2 ร่างกฎหมายใดจะเข้าข่ายนี้ วุฒิสภาต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่

พูดง่าย ๆ รวม ๆ ภาษาชาวบ้านได้ว่าให้เข้ามามีส่วนร่วมชี้ขาดร่างกฎหมายที่จะทำให้คนผิดไม่ต้องรับโทษ หรือร่างกฎหมายที่ทำลายกระบวนการยุติธรรม

นี่ก็เป็นการป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อ 5 - 6 ปีที่ผ่านมา

อย่างน้อยก็จำกัดวงให้ปัญหายังมีทางแก้ไขในระบบรัฐสภามากขึ้นกว่าเดิม

ทั้ง 3 ประการนี้ มีผลบังคับเฉพาะอายุของสมาชิกวุฒิสภาชุดแรก 5 ปีเท่านั้น

ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559

ด้วยเสียงข้างมาก 16,820,402 เสียง หรือเท่ากับร้อยละ 61.35 ของจำนวนผู้มาออกเสียงทั้งหมด
_______________

ส่วนการให้สมาชิกวุฒิสภาชุดแรกตามบทเฉพาะกาลเข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เดิมทีไม่ได้บัญญัติอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญแต่ต้น แต่เกิดจากมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีความเห็นตรงกันโดยสรุปว่า ไหน ๆ จะให้ช่วง 5 ปีของอายุสมาชิกวุฒิสภาชุดเฉพาะกาลเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญแล้ว แทนจะให้สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้คอยแต่ติดตามการปฏิรูปประเทศและการเป็นกลไกยับยั้งวิกฤตตามอำนาจหน้าที่ 3 ประการดังที่กล่าวมา ซึ่งล้วนเป็นกลางทางและปลายทาง หากจะเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้อีกสักประการหนึ่งโดยให้มีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารประเทศด้วย ให้เป็นการมีส่วนร่วมเสียตั้งแต่ต้นทางเลย จะดีกว่าหรือไม่

อย่างไรก็ตาม บทบาทชี้ขาดในการเลือกนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร เพราะหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 376 คนขึ้นไปจากสมาชิกทั้งหมด 500 คนลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เสียงของสมาชิกวุฒิสภา 250 คนก็ไม่มีความหมาย

ทุกคนรู้อยู่ว่านี่เป็นประเด็นละเอียดอ่อน

อย่ากระนั้นเลย ถามประชาชนตรง ๆ เลยจะถูกต้องที่สุด

จึงเป็นที่มาของคำถามเพิ่มเติมในการออกเสียงประชามติเมื่อ 7 สิงหาคม 2559

"ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตอบคำถามนี้มาแล้วในการลงประชามติว่า

"เห็นด้วย"

ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 15,132,050 เสียง หรือเท่ากับร้อยละ 58.07 ของจำนวนผู้มาออกเสียงประชามติทั้งหมด
_______________

หน้าที่และอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาชุดแรกตามบทเฉพาะกาลจึงมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559

เพื่อให้การปฏิรูปประเทศทุกด้านเดินหน้าตามแผน

หน้าที่และอำนาจนี้จะคงอยู่เพียงชั่วคราว

สวิตช์ส.ว.ชุดเฉพาะกาลที่ได้เปิดแล้วในวันนี้ เมื่อครบเวลา 5 ปีก็จะปิดเองโดยอัตโนมัติ

ศาลปค.สั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งปลด 89 ขรก.กรณีทุจริตสอบเข้ารับการศึกษาอบรม

หลักสูตรนายอำเภอ

    

16 พ.ค.62 - ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ฟบ.๑๑/๒๕๕๙ ของศาลปกครองสูงสุด ระหว่าง นายคิม ปรีเปรม กับพวกรวม ๘๙ คน ผู้ฟ้องคดี กับ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ที่ ๑ กับพวกรวม ๖ คน ผู้ถูกฟ้องคดี

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ กรณีทุจริตสอบเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรนายอำเภอ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ จึงต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วออกคำสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ได้ดำเนินการสอบสวนใหม่ต่อไป ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๖ มีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามข้อพิพาทนี้ โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยก่อนออกคำสั่ง คำสั่งลงโทษดังกล่าวจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่  ผู้ฟ้องคดีมิได้รับราชการ ย่อมทำให้ผู้ฟ้องคดีหมดโอกาสในการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษหรือตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น หรือหากได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ผู้ฟ้องคดีดังกล่าวย่อมไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้ ดังนั้น หากให้คำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป ย่อมเป็นกรณีที่ยากจะเยียวยาแก้ไขความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ในภายหลัง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะระหว่างการให้ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลไปก่อน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการที่จะได้บุคลากรกลับมาปฏิบัติหน้าที่ อันจะเป็นผลให้มีกำลังคนหรือบุคลากรเพิ่มขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดินหรือการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ก่อให้เกิดความรวดเร็วและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น.


    
 

 คำว่า ”คนไร้สัญชาติ” ที่เราใช้กัน จริงๆ แล้วคำนี้อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ แล้วเขาอาจจะมีสิทธิในสัญชาติ เพียงแต่ว่าเขายังไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีเอกสารรับรองสถานะของคนถือสัญชาติของรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2561 พบว่าในประเทศไทยมีประชากรที่ไม่มีสัญชาติไทยประมาณ 1.8 ล้านคน

                โดยคนไร้สัญชาติในไทยมีอยู่ในหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มอยู่ในบริเวณพื้นที่มานานแล้ว เรียกได้ว่าเป็นคนติดพื้นฐาน แต่อาจจะไม่ได้รับการสำรวจ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารภาษาไทย ไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นเอกสารว่าได้เกิดหรืออยู่ในประเทศไทยมายาวนาน ทำให้กลุ่มนี้กลายเป็น “คนตกหล่น” บางกลุ่มเป็นคนที่อพยพเข้ามาเป็นระลอก หรือพ่อแม่เข้ามาแล้วมีลูกในเมืองไทย

                ซึ่งจากการที่กระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมเพื่องานทะเบียนราษฎร์ พบว่าคนไร้สัญชาติมีทั้งที่เป็นกลุ่มคนไทยแท้ๆ แต่พ่อแม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิดทำให้ไม่มีเอกสารรับรองการเกิด ไม่มีสูติบัตร หรือเป็นเด็กกำพร้า อีกทั้งพบว่าอาจเป็นกลุ่มที่อพยพไปทำงาน แล้วขาดการติดต่อกับญาติพี่น้อง ไม่มีเอกสารรับรองตน กลายเป็นคนไร้รากเหง้า กลุ่มชาวเขาที่อยู่บนดอยที่ยังไม่มีการสำรวจ หรืออาจจะอพยพเข้ามาภายหลัง กลุ่มชาวมอแกนที่บางกลุ่มอยู่อาศัยในไทยมานานแล้ว แต่อยู่บนเกาะห่างไกล ไม่มีภาษาเขียน พูดภาษาไทยไม่คล่อง ไม่มีเอกสารแสดงตัวตน

                อีกทั้งสาเหตุสำคัญทำให้พวกเขาไม่มีสัญชาติ คือ เรื่องการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง ยิ่งทำให้คนที่อยู่ห่างไกลอยากเสียค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนั้น โดยนับตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วทางกระทรวงยุติธรรมได้เดินสายตรวจพิสูจน์พันธุกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี มีคนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้ทราบว่ามีไม่น้อยเลยที่ยังไม่ได้รับรองสัญชาติ 

                คนไร้สัญชาติเกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร และพ.ร.บ.คนเข้าเมือง ซึ่งกฎหมายก็มีพัฒนาการไปตามสถานการณ์ การทำงานร่วมกันของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคสื่อมวลชน ทำให้มีความก้าวหน้าเชิงนโยบายการปกป้องสิทธิมากขึ้น

                เดิมคนที่ไม่มีสัญชาติอาจจะไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานหลายอย่าง ปัจจุบันมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้สิทธิบางส่วน เช่น ในด้านการศึกษา มีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2548 รัฐมีนโยบายว่าเด็กสามารถเข้าเรียนโดยไม่ต้องมีเอกสารหลักฐาน และมีการอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัว ให้ในระดับประถมศึกษาเท่ากับเด็กสัญชาติไทย ในด้านสาธารณสุขมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2553 และ 2558 ให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบการรักษาพยาบาลสำหรับคนที่มีปัญหาสถานะ แต่จำกัดเฉพาะผู้มีเลขประจำตัว 13 หลักแล้วเท่านั้น            

                แต่คนไร้สัญชาติก็ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งด้านสิทธิการศึกษาที่ในทางปฏิบัติ บางโรงเรียนก็ไม่มั่นใจไม่อยากรับเด็กกลุ่มนี้ ด้านการเดินทางออกนอกพื้นที่อำเภอ จังหวัด เพื่อการทำงานหรือเพื่อเรียนต่อ ถ้าไม่มีบัตรประชาชนก็จะถูกจำกัด ทำให้เสียโอกาสหลายด้าน ด้านการทำงาน มีนายจ้างน้อยคนที่จะจ้างคนที่ไม่มีบัตรประชาชน หรือไม่ก็เป็นจ้างการทำงานที่ต่ำต้อย งานสกปรกหรืออันตราย ทำให้โอกาสในชีวิตของพวกเขาน้อยลง

                แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาจากหลายฝ่าย แต่การได้มาซึ่งสัญชาติไทยก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย คนไร้สัญชาติบางกลุ่มก็ไม่ได้เรียกร้องสิทธิ กลุ่มที่เรียกร้องสิทธิก็อาจจะไม่มีหลักฐานหรือเอกสารที่มายืนยันตนเอง กระบวนการในการตรวจสอบต้องมีการให้ปากคำ ต้องใช้หลักฐานเอกสารต่างๆ  ใช้พยานบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ ส่วนสำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีไม่เพียงพอ และคนยื่นขอสัญชาติที่อยู่ในกระบวนการมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นงานที่ต้องลงรายละเอียดเป็นกรณีๆ ไป ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล

                ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ ความซับซ้อนของกฎระเบียบ ข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งบางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบรายละเอียดปลีกย่อยที่มากมายเหล่านี้ เมื่อไม่มั่นใจก็ไม่ทำดีกว่า เพราะถ้าทำผิดจะกลายเป็นการสมรู้ร่วมคิดทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้าย ทำให้เรื่องเดินไปได้ช้าหรือหยุดชะงักลง รวมทั้งยังพบปัญหาเจ้าหน้าที่และผู้มีตำแหน่งที่รับรองได้ออกมาเรียกรับค่าตอบแทนที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย

                ในต่างประเทศก็มีแนวคิดนโยบายเกี่ยวกับสัญชาติแตกต่างกันไป แนวคิดแนวนโยบายนี้ก็ไม่ได้แช่แข็งตายตัว มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทที่แวดล้อม ในบางช่วง เช่น ในสมัยการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็มีนโยบายเรื่องความมั่นคงของชาติที่เข้มข้น ต้องกลั่นกรองคนที่จะได้สัญชาติมากหน่อย เพราะถ้าเราเปิดกว้างให้ใครๆ  เข้ามาได้ ก็อาจจะกระทบความมั่นคงของชาติ

                จริงๆ แล้วสิทธิมาพร้อมกับหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติในฐานะพลเมืองของรัฐ ในยุคนี้เราพูดถึงความมั่นคงของมนุษย์ แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาคือยังมีคนที่ข้ามไปมาบริเวณชายแดนซึ่งอ่อนไหวต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ค้ามนุษย์ ยาเสพติด ลักลอบขนของหนีภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐไทยให้ความใส่ใจและอาจส่งผลกระทบต่อนโยบาย

                แนวคิดและแนวนโยบายของบางประเทศก็เปิดกว้างในเรื่องสัญชาติ เช่น บางประเทศให้คนสามารถถือสองสัญชาติหรือหลายๆ สัญชาติได้ หรืออาจจะมีการจำกัดว่าถือสัญชาติอื่นได้เฉพาะบางสัญชาติหรือประเทศเท่านั้น บางประเทศก็จำกัดว่าต้องถือสัญชาติเดียว สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เติบโตขึ้นมาจากการอพยพเข้าของผู้คนจากหลายพื้นที่ ก็ยังรักษาหลักการนี้โดยการเปิดกว้างให้มีการยื่นสมัครเข้ามารับกรีนการ์ด โดยใช้วิธีจับสลาก และเมื่อได้กรีนการ์ดแล้วก็สามารถยื่นขอแปลงสัญชาติได้ในขั้นต่อไป

                สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ ได้มีการส่งเสริมความพยายามที่จะทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อไปเก็บข้อมูลร่วมกัน หรือทำให้กระบวนการกระชับขึ้น การจัดทำ one stop service หรือโมบายยูนิต เป็นการทำงานเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ที่พบปัญหาหนักๆ รวมทั้งการมีหน่วยปฏิบัติการเสริมที่เชี่ยวชาญด้านรายละเอียดปลีกย่อยในกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลตอบข้อสงสัยต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่

                นอกจากนั้น ควรจะมุ่งแก้ปัญหาและแยกข้อเท็จจริงสำหรับกลุ่มที่พอจะจัดการได้ เช่น กลุ่มเด็กไร้สัญชาติในโรงเรียน กลุ่มที่เราเรียกว่า “ชนกลุ่มน้อย” 19 กลุ่มที่อยู่ในเมืองไทยมานาน ควรวางยุทธศาสตร์ในการค่อยๆ ทำงานแต่ละกลุ่ม และรับฟังปัญหาอุปสรรคจากภาคชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการ แล้วช่วยกันหาทางคลี่คลาย ซึ่งต้องใช้เวลาและมีคนที่พร้อมทำงานร่วมกับคนอื่นๆ หาแนวทางในการแก้ปัญหามากกว่าเอากฎหมายเป็นตัวนำ ซึ่งบางครั้งทำให้ติดขัดเป็นทางตัน ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจระหว่างรัฐและชาวบ้าน

                ปัจจุบันมีตัวอย่างดีๆ ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน และช่วยกันแก้ปัญหา นอกจากนั้นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสื่อสารกันง่ายขึ้น มีระบบตรวจสอบออนไลน์ที่ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งพิงเรื่องเอกสารอย่างเดียว แม้แต่กระบวนการประชาคมอาเซียนที่เรากับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อได้เชื่อมโยงข้อมูลกันก็สามารถไปตรวจสอบข้อมูลต้นทางได้ง่ายขึ้นและมีความเชื่อถือได้สูงขึ้น น่าจะทำให้เราแก้ปัญหานี้ได้ดียิ่งขึ้น.

มาเลเซียจับอีก 3 สาวกไอเอสวางแผนบึ้มโบสถ์คริสต์

    

ตำรวจมาเลเซียแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สามารถจับกุมนักรบสาวกรัฐอิสลามอีก 3 คน ที่กำลังวางแผนระเบิดโจมตีศาสนสถานในมาเลเซียและอินโดนีเซีย เผยแอบสำรวจเป้าหมายที่เป็นโบสถ์คริสต์แล้วหลายแห่งที่เมืองยอกยาการ์ตา

 แฟ้มภาพ AFP

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตำรวจมาเลเซียเพิ่งแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย พร้อมวัตถุระเบิดที่พวกเขาเตรียมไว้สำหรับโจมตีศาสนสถานที่ไม่ได้เป็นของอิสลาม คนกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มก่อการร้ายย่อยที่ได้แรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส)

    คำแถลงของอับดุล ฮามิด บาดอร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของมาเลเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562 กล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยอีก 3 คนที่จับกุมตัวได้เมื่อวันอังคารนั้นเชื่อมโยงกับกลุ่มย่อยนี้ โดยรายแรกเป็นชายชาวอินโดนีเซีย วัย 34 ปี ชื่อนูรุดดิน อาเลเล ตำรวจจับกุมได้นอกกรุงกัวลาลัมเปอร์หลังจากได้รับเบาะแส เขารับอุดมการณ์ไอเอสระหว่างติดคุก 5 ปี ที่อินโดนีเซีย และเกี่ยวข้องกับแผนการสังหารบุคคลที่มีชื่อเสียงและโจมตีศาสนสถานของชาวคริสต์, ฮินดู และพุทธ รวมถึงสถานบันเทิงรอบกรุงกัวลาลัมเปอร์

    ตำรวจมาเลเซียไม่ได้เปิดเผยว่าบุคคลมีชื่อเสียงที่ตกเป็นเป้าหมายนี้คือใครบ้าง แต่ในการแถลงข่าวการจับกุมครั้งแรก ตำรวจกล่าวว่าคนกลุ่มนี้ต้องการล้างแค้นที่พนักงานดับเพลิงชาวมุสลิมนายหนึ่งเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์จลาจลที่วิหารชาวอินเดียนอกกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อปีที่แล้ว

    ผู้ต้องสงสัยอีก 2 คนถูกจับกุมที่รัฐเคดาห์ในภาคเหนือของมาเลเซีย เป็นชายชาวมาเลเซียทั้งคู่ ได้แก่ มูฮัมมัด เซียซานี มาห์ซัน และมูฮัมมัด นูรุล อามิน อาซิซัน ทั้งคู่เคยผ่านการฝึกทำระเบิดของกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์อันชารุตเดาลาห์ (เจเอดี) ที่เมืองยอกยาการ์ตาของอินโดนีเซียเมื่อปี 2562

    "ผู้ต้องสงสัย 2 คนนี้เคยสำรวจโบสถ์หลายแห่งในเมืองยอกยาการ์ตาเพื่อก่อเหตุโจมตี" ผู้บัญชาการตำรวจมาเลเซียกล่าว และว่า เซียซานียังตกเป็นผู้ต้องสงสัยวางแผนโจมตีศาสนสถานของชนกลุ่มน้อยในมาเลเซียด้วย

    กลุ่มเจเอดีนี้เป็นกลุ่มคตินิยมสุดโต่งในมาเลเซียที่ประกาศสวามิภักดิ์ต่อไอเอส และถูกระบุว่าก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่โบสถ์คริสต์หลายแห่งในเมืองสุราบายาเมื่อปีที่แล้ว คร่าชีวิตคน 12 คน.

 

............................................................

17 พฤษภาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน