*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3640
  • จำนวนผู้ชม : 2335378
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 174 , 11:32:49 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ตามข่าวที่พาดว่า  "แต่เช้า!'ตาเหวง'ลั่นตามหาความยุติธรรมให้วีรชนเสื้อแดงจนกว่าชีวิตจะหาไม่"  อ่านแล้วก็น่าเชื่ออยู่ครับ

เพราะแกทำท่าว่าจะต้องหากินกับนายทุนคนเสื้อแดงตลอดไป

         สำหรับข่าว : เคาะสูตรตั้งรัฐบาล15-7-7-2 ปชป.ขอเอี่ยวกระทรวงเศรษฐกิจหวังฟื้นพรรค ทางพรรคปชป.น่าจะรับได้ครับ  ส่วนพรรค

ภูมิใจไทยก็เช่นเดียวกัน

 

 

 

ระบอบทักษิณแพ้อีกยก


    

                หมายถึงอะไร?

                หลายๆ คนคงคิดแค่ว่า เป็นเรื่องของวิถีดำเนินชีวิตประจำวัน เรื่องวัฒนธรรม ขนบ ประเพณี เรื่องอาหารการกิน

                ที่จริงแล้วหมายรวมไปถึงการเมืองในวิถีของคนไทยด้วย

                มีการค่อนแคะ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบหย่อนยาน ไร้ระเบียบ ไม่มีวินัย ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง

                อดีตคนไทยไม่ได้ยากลำบาก มีทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ไม่เคยมีใครอดตาย ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร

                นี่อาจเป็นข้อเสียของคนไทย

                สบายจนเคยตัว

                แต่ไม่ได้เลวร้ายอะไร

                จนกระทั่งมีนักการเมืองจับจุดได้ว่า จะเพิ่มความสบายจนเคยตัวให้มากขึ้นได้อย่างไร 

                แล้วนโยบายประชานิยมก็คลอดออกมา

                ลด แลก แจก แถม สารพัด

                นับแต่นั้นความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประชาชน รุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

                วิถีทางการเมืองไทยจึงเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไม่มีวันกลับ

                เปลี่ยนไปขนาดไหน?

                ขนาดที่ว่า คนโกงสามารถใช้ประชาธิปไตยบังหน้าได้

                และมีคนเชื่อกันดาษดื่น

                แม้กระทั่งนักการเมือง คนที่อาสา นำพาชาติ ยังแยกไม่ออก เห็นภัยโกงเป็นเรื่องธรรมดา ขณะเดียวกันภัยจากกองทัพต้องรีบขจัด ไม่เช่นนั้นสืบทอดอำนาจยาว

                ขอบคุณ คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ช่วยกระตุกต่อมสำนึก

                คุณหมอโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom เอาไว้แบบนี้ครับ

                ...สับสนไปกันใหญ่!!!!

                ช่วยกันวิเคราะห์การเมืองหน่อยครับว่า อะไรเป็นปัญหาทางการเมือง ที่เป็นอันตรายต่อชาติมากกว่ากันระหว่าง

                "ทุนสามานย์ที่อ้างประชาธิปไตยกับการสืบทอดอำนาจ"

                ถ้าเราวิเคราะห์ปัญหาได้ถูก เราจะแก้ปัญหาได้ถูก แต่ถ้าวิเคราะห์ได้ผิด ก็จะแก้ปัญหาผิด...

                เข้าใจว่าคงสื่อสารไปยังบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละครับ

                คือ...บางคนในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ตระหนักว่า ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเคยสู้กับอะไรมา

                ก็ไม่อยากให้เดินผิดพลาดซ้ำซาก

                คนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์เขาไม่ได้สู้กับกองทัพ

                แต่สู้กับระบอบทักษิณ

                ระบอบการเมืองโคตรโกง

                พวกทุนสามานย์

                ก็อย่างที่คุณหมอวรงค์บอก ถ้าวิเคราะห์ผิด มันก็ผิดหมด

                ที่จริงมันก็ไม่ได้ยากที่จะวิเคราะห์

                เว้นเสียแต่ว่าสิ่งที่คนเคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์สู้มานั้น ไม่สำคัญอะไรต่อพรรคประชาธิปัตย์เลย  โดยเฉพาะกลุ่มที่บอกว่า เป็นคนรุ่นใหม่

                ครับ..พูดถึงคนรุ่นใหม่ คำว่า "คนรุ่นใหม่" นับวันเริ่มจะเป็นที่กังขาเรื่องวิธีคิด 

                คนรุ่นใหม่ เริ่มจะคิดแบบไม่มีอดีตรองรับ 

                ไม่สนใจรากเหง้าของตนเอง ของสังคม ของประเทศ

                นิยามคนรุ่นใหม่วันนี้ จึงไม่เหมือนเดิม

                มีความชังชาติเจือสมอยู่

                และความชังชาติ มีเหตุจากความผิดหวังในสิ่งที่คนรุ่นเก่าสร้างเอาไว้

                ใช่ครับ...ยังคงต้องพูดถึงพรรคอนาคตใหม่

                ความชังในทุกสิ่งอย่าง ยกเว้นตัวเอง นับวันยิ่งอันตราย

                และนี่จะเป็นภัยใหม่ เป็นภาคต่อของระบอบทักษิณ

                เหตุที่ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ประกาศพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เป็นไปไม่ได้นั้น เป็นประเด็นที่น่ากังวล

                หากพิจารณาจากพฤติกรรมที่ผ่านมา พบว่าหลายครั้งมีทัศนคติที่คับแคบ

                ขอโทษพรรคความหวังใหม่ของพ่อใหญ่จิ๋ว

                ที่เคยบอกว่าเป็นความหวังใหม่ของประชาชน

                สุดท้ายมีคนไปอำว่า เป็นควายหวังหม่ำ

                เพราะไม่เคยมีความหวังใหม่อะไรเลย

                มาถึงอนาคตใหม่ เริ่มมีคนเอาชื่อพรรคไปผวนคำอำเอาเหมือนกัน

                อนาใคหมด

                หมดครับ...

                ไม่มีอนาคตใหม่ หรือความหวังใหม่อะไรทั้งนั้น

                มีแต่ปัญหาใหม่ในอนาคต

                ดูเหมือนการตัดสินใจทางการเมืองของ "ธนาธร" มาจากความโกรธ ความไม่พอใจ ต่อใครก็ตามที่ตรวจสอบ พรรคอนาคตใหม่ และตัวเขา

                ลากแม่ตัวเองเข้ามาในดงแข้งการเมือง

                ก๊อบปี้มาจาก "ทักษิณ" เป๊ะเลย! 

                แล้วข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

                เละครับ...

                เอาเฉพาะเนื้อข่าววานนี้ (๑๗ พฤษภาคม) มาร้อยเรียง จะเห็นทั้งความเลอะเทอะ เละเทะ ไร้สาระเต็มไปหมด

                "ปิยบุตร แสงกนกกุล" บอกว่า

                "เราได้มอบอำนาจให้พรรคอันดับ ๑ จัดตั้งรัฐบาล แต่กระทั่งวันนี้ยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งเดินไปทางไหนประชาชนก็รู้สึกสิ้นหวังว่าสุดท้ายเลือกตั้งมาแล้ว ยังจะได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีก ๑ สมัย

                พรรคอนาคตใหม่ในฐานะพรรคอันดับ ๒ ของฝ่ายที่ไม่เอา คสช.จึงจะจัดตั้งรัฐบาลเอง และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เปิดทางให้แล้ว

                ผมมองว่าการที่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ลำบาก เพราะ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหญ่ๆ มีความขัดแย้งกันค่อนข้างมาก แต่พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้งนั้น เชื่อว่าจะเจรจาต่อรองกันได้ มั่นใจว่าภายใน ๗ วัน จะหารือพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่ ๓  และไม่ได้เป็นการเสียมารยาททางการเมือง

                ที่ผ่านมาพรรคที่ชนะในอันดับ ๑  และ ๒ ไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นเราจะเดินหน้าเจรจากับพรรคอื่น”

                แล้วลองไปฟัง "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส"

                “ผมขอแสดงความยินดี กับคุณจุรินทร์ ด้วย ที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอฝากไปถึงคุณจุรินทร์ด้วยว่า มาร่วมทำงานกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน มีอะไรก็มาพูดคุยกัน ขอให้พรรคของท่านเป็นแบบอย่างของพรรคการเมืองที่ยึดถือเรื่องของประชาธิปไตยเป็นสำคัญ

                ในส่วนของผมยังเหมือนเดิม พร้อมที่จะยกโควตา ส.ส.ของผม จำนวน ๑๐ คนให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ เลย

                ผมขออย่างเดียว ขอให้ระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม

                "ลุงเสรี" ยังชูประชาธิปัตย์อยู่เลย

                ในความหมายของ "ลุงเสรี" ถ้าไม่ให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแก่ประชาธิปัตย์เขาจะไปทำไม เพราะอยู่ฝั่งพลังประชารัฐอย่างน้อยรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ เขาได้อยู่แล้ว

                มันจึงกลายเป็นเรื่องเด็กเล่นขายของ

                "จตุพร พรหมพันธุ์" เขายืนยันทำนองนั้น

                "ในวิกฤติครั้งนี้มีโอกาสดี ถ้าประชาธิปไตยรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อีกไม่นานหวานจะได้กิน

                ตอนนี้ดัชนีทางการเมืองทั้งสองฝ่าย เหมือนถูกล็อก ไม่ว่าจะเลือกอย่างไรก็ได้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีก

                ต่อให้พรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา มารวมอนาคตใหม่ที่ประกาศเป็นแกนนำ ก็ไม่ถึง ๓๗๖  เสียง"

                นั่นคือความจริง ตัวเลขมันเป็นแบบนั้น

                ใครจะคบเด็กสร้างบ้าน ก็ลองดู แต่ระวังหลังคาจะถล่มใส่หัว

                พรรคอื่นก็ดูไว้...ถึงขั้นที่พรรคเพื่อไทยดันสุดๆ ยังหมดหนทางจัดตั้งรัฐบาล แล้วปล่อยให้ "ธนาธร-ปิยบุตร" ไปเร่ขายฝัน

                มันชัดเจนแล้วว่า ระบอบทักษิณแพ้ มันจบแล้ว!

                ไพ่หมดหน้าตัก!

                ไม่ต่างยกธงขาว

                แต่คงเห็นเด็กมันร้อนวิชา ก็ลองดูเผื่อฟลุก

                และปัญหาต่อไปก็คงจะอยู่ที่พวกเด็กร้อนวิชานี่แหละครับ   

                ทัศนคติที่คับแคบแต่ดันไปทึกทักเอาว่ากว้างใหญ่ไพศาล ก็ลองดูตามที่ "ปิยบุตร" พูดไว้วานนี้นะ ถือว่า กกต.ได้ละเมิดสิทธิการออกเสียงของประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ แม้จะมีการอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ เรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส. ว่าเป็นไปตามมาตรา ๑๒๘ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยบอกว่าสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต.ครั้งนี้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และขัดต่อมาตรา ๙๑ หรือไม่

                ดังนั้นจึงอยากขอส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สูตรของ กกต. และวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส. จากที่ได้รับมาจากวิธีการคำนวณของ กกต. ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑ หรือไม่”

                เป็นการบอกว่า กกต.ละเมิดประชาชนที่ใช้สิทธิ์เลือกพรรคอนาคตใหม่

                ทั้งที่เป็นการตรวจสอบตามระบบปกติ

                ถามหน่อยเถอะ เวลาไปด่าพรรคอื่นว่าเป็นพวกเผด็จการสืบทอดอำนาจ สนับสนุนทรราช ล้าหลัง  ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย สิทธิของประชาชนที่เขาเลือกพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ฯลฯ  ละเมิดได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?          

                โอ เฮรอวัวร์ ....ปีแอร์แยร์ เดอ แซงการ์แนงซ์กุล.

           ผักกาดหอม

 

แต่เช้า!'ตาเหวง'ลั่นตามหาความยุติธรรมให้วีรชนเสื้อแดงจนกว่าชีวิตจะหาไม่


    
 

 

'ลูกชายดร.ป๋วย'ออกบทความฝัง'อนาคตใหม่'ทรยศอุดมการณ์-ปัญญาอ่อนจับมือปชป.ตั้งรัฐบาล

    
 

การเสนอ...อภิสิทธิ์เป็นนายก หรือแม้แต่การจับมือกับพรรคแมลงสาบและงูเห่า ถือว่าเป็นการทรยศอุดมการณ์ประชาธิปไตยและตบหน้าถ่มน้ำลายใส่ประชาชนเสื้อแดงที่เคยออกมาต่อสู้กับเผด็จการในอดีตและเสียเลือดเนื้อไปมากมาย ยิ่งกว่านั้นมันเป็นวิธีการที่โง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะการจับมือกับพรรคที่ไม่เคารพประชาธิปไตยสองพรรคนี้จะไม่มีวันนำไปสู่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย จะไม่มีวันลบผลพวงเผด็จการ และจะไม่มีวันทำให้สังคมไทยเดินหน้าไปสู่ยุคใหม่ที่พรรคอนาคตใหม่ชอบพูดถึง

มันเป็นแนวการเมืองไร้เดียงสาที่มองว่า “การเมือง” เป็นแค่การเล่นเกมในรัฐสภาภายใต้กติกาของเผด็จการ โดยที่พลเมืองไทยเป็นล้านๆ ที่ต้องการประฃาธิปไตยเป็นแค่ “ผู้ชม” ที่ไม่ควรมีบทบาทหรือการมีส่วนร่วม และมันเป็นการเล่นเกมกับนักการเมืองระยำต่ำช้าอีกด้วย นี้หรือคือ “อนาคตใหม่” ของสังคมไทย?...
 

เคาะสูตรตั้งรัฐบาล15-7-7-2 ปชป.ขอเอี่ยวกระทรวงเศรษฐกิจหวังฟื้นพรรค


    
 

 

ล่าสุด ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ยังคงยืนยันที่จะดูแลกระทรวงด้านเศรษฐกิจ    กระทรวงด้านความมั่นคง แม้จะมีกระแสข่าวสกัดไม่เอาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  เข้ามาคุมกระทรวงกลาโหม ก็ตาม แต่ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังไว้วางใจที่จะให้พล.อ.ประวิตร ดูและกระทรวงกลาโหมอีกครั้งหนึ่ง  ขณะเดียวก็วางตัวพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เช่นเดิม  ส่วนให้ตำแหน่ง รมช.เป็นของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย    

สำหรับกระทรวงเศรษฐกิจ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ยังยืนยันที่จะดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม  กระทรวงพาณิชย์ โดยเปิดให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิไทย เข้ามาเป็น รมช.  ส่วนกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แก่  รมว.อุตสาหกรรม  รมว.พลังงาน   คาดว่าจะปล่อยให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาทำงาน  

นอกจากนี้ก็ยังมีกระแสข่าวถึงการวางตัวบุคคลในกระทรวงต่างๆ  ที่อาจให้พรรคร่วมรัฐบาล เข้ามารับผิดชอบ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ  กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคและความมั่นคงของมนุษย์  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงสาธารณสุข 

สำหรับกระทรวงที่เหลือจะมีการเกลี่ยในพรรคพลังประชารัฐ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์วิจัยและนวัตกรรม  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น.

 

'ปชป'เสียงแตก หนุนบิ๊กตู่-ฝ่ายค้านอิสระ-ขั้วที่สาม?


    
 

ทิศทาง-ก้าวย่างของ”พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์”ในฐานะพรรคตัวแปรต่อการจัดตั้งรัฐบาล ของขั้ว”พรรคพลังประชารัฐ-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”ซึ่งหากประชาธิปัตย์ไม่มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย แม้ต่อให้ พลเอกประยุทธ์ได้เสียงหนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แท็กทีมโหวตให้เป็นนายกฯ 250 เสียง แต่ก็ยากจะเดินหน้าตั้งรัฐบาลได้ อย่าว่าแต่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากหรือเสียงปริ่มน้ำเลย แต่พลังประชารัฐจะแพ้ตั้งแต่ยกแรกในการเลือก”ประธานสภาผู้แทนราษฏร”ในปลายสัปดาห์หน้าเสียด้วยซ้ำ หากประชาธิปัตย์เล่นบท ฝ่ายค้านอิสระหรือแม้แต่ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับขั้วอื่นเช่น อนาคตใหม่-ภูมิใจไทย

 

ด้วยเหตุนี้การขยับของประชาธิปัตย์ในยุค”จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”เป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงสำคัญมากต่อการกลับสู่เก้าอี้นายกฯรอบสองของ”บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์” รวมถึงการเมืองไทยต่อจากนี้ว่าสุดท้าย การจัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าฉลุยหรือติดหล่ม-ต่อรองไปเรื่อยๆ ไม่มีคณะรัฐมนตรีเข้าไปบริหารประเทศเสียที หลังได้ทั้งประธานสภาฯ –นายกฯ 

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ ผู้คนสนใจการขยับของประชาธิปัตย์อย่างมากว่าจะเดินหมากแต่ละก้าวอย่างไร ต่อจากนี้ ซึ่งแน่นอนว่า คีย์แมนพรรคสีฟ้า ก็ต้องพยายามทุกอย่าง เพื่อให้พรรคตัวเอง มีแต้มต่อ กุมความได้เปรียบมากที่สุด ในสภาวะที่ประชาธิปัตย์มีอำนาจการต่อรองสูงทางการเมืองสูงเช่นนี้  

เบื้องต้น ประชาธิปัตย์ มีการนัดประชุม”คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่” ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่  15 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะประชุมกันวันที่  20พ.ค.นี้ เวลา 13.00 น.

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นแค่การประชุมกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น ยังไม่มีการประชุมร่วมกันระหว่างส.ส.กับกรรมการบริหารพรรค เพื่อลงมติว่าจะร่วมรัฐบาล

กับพลังประชารัฐหรือไม่ แต่อย่างใด เป็นแค่การประชุมเพื่อมอบหมายงานให้รองหัวหน้าพรรคและรองเลขาธิการพรรคปชป. รวมถึง แบ่งงานด้านอื่นๆให้กับกรรมการบริหารพรรค

“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราจึงจะนัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาการตัดสินใจทางการเมือง การพิจารณาในการลงมติใดๆนั้น ต้องนับหนึ่งจากการเลือกประธานสภาฯ ก่อน แล้วจะไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี โดยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองต้องทราบอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวล เมื่อถึงเวลาที่ต้องพิจารณา ก็ต้องพิจารณา เรามีคำตอบแน่นอน” เป็นท่าที คำตอบจากจุรินทร์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังถูกถามเรื่องท่าทีของปชป.ว่าสุดท้ายจะร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่

เมื่อจับปฏิกริยาการเมืองโดยรวม โดยเฉพาะคนที่จะต้องร่วมประชุมกำหนดมติพรรคปชป. ดังกล่าว พบว่า คนในพรรคปชป.ดูจะพยายามสงวนท่าทีเรื่องนี้เอาไว้ เสมือนหนึ่งไว้เชิงการเมือง ให้คนอื่น พรรคอื่น จับทางยาก อ่านไม่ขาด หลงทิศหลงทาง สร้างความอึมครึมไปเรื่อย ๆตามสไตล์พรรคการเมืองชั่วโมงบินสูง

อย่างเช่น ท่วงท่าลีลาการเมืองของ  

“เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ “ที่จะต้องร่วมโหวตมติพรรคปชป.ดังกล่าว ด้วย แสดงท่าทีการเมืองไว้ว่า

 3.พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศอุดมการณ์อย่างชัดเจนตั้งแต่วันก่อตั้งพรรคจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาร่วม 73 ปี ในการต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภาก็ตาม เพราะเราเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 4.พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปลี่ยนสถานะของตัวเอง จากผู้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง มาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ได้เลือกข้างทางการเมือง ยอมรับการถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ในนาม พปชร.ไปแล้ว

 5.ตลอดระยะเวลา5ปีในการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ล้มเหลวในการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน จึงไม่ควรที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าขณะนี้ทั้งสองขั้วแกนนำตั้งรัฐบาลมีคะแนนก่ำกึ่ง ดังนั้น ทางออกของประเทศ คือการจัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ มีคนกลางเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ2ปี ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อเลือกตั้งใหม่ต่อไป"เทพไท ส.ส.นครศรีธรรมราชฯ เผยท่าทีการเมืองไว้เมื่อ17 พ.ค.  

จับท่าที-ความเห็นคนการเมืองในพรรคปชป.หลายส่วน จับทางได้ว่า ถึงตอนปิดห้องประชุม-ออกเสียง ลงมติ งานนี้  “เสียงแตกเป็นสองฝั่ง”

เพราะเวลานี้ กรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เป็นส.ส. กับส.ส.ที่เป็นทั้งกรรมการบริหารพรรคและเป็นส.ส. ที่จะต้องไปโหวตเลือกประธานสภาฯ -โหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา  มีความเห็นแตกออกเป็นสองปีกในพรรคสีฟ้า  

ปีกแรก คือเห็นด้วยที่พรรคประชาธิปัตย์ควรไปจับมือกับพลังประชารัฐเพื่อร่วมตั้งรัฐบาลร่วมกันดีกว่าที่จะเป็นฝ่ายค้านอิสระหรือไปร่วมจับมือตั้งรัฐบาลเป็น”ขั้วที่สาม”ร่วมกับภูมิใจไทย หรือแม้แต่กับ อนาคตใหม่ และพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะ เพื่อไทย ด้วยเหตุ”ดีเอ็นเอการเมือง”แตกต่างกัน  ยิ่งการที่จะบอกว่านายอภิสิทธิ์ เคยประกาศไม่หนุน บิ๊กตู่ พรรคจึงไม่ควรร่วมตั้งรัฐบาลกับพปชร.  ก็เป็นการประกาศในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอนหาเสียง ที่ไม่ใช่มติพรรค และเวลานี้ อภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคปชป.แล้ว หากปชป.ไม่ไปร่วมตั้งรัฐบาล แล้วรัฐบาลตั้งไม่ได้ หรือตั้งได้แต่ประสบปัญหาเสียงในสภาฯ คนจะกล่าวโทษทางการเมืองพรรคปชป.ได้ว่าทำให้บ้านเมืองติดหล่ม จะยิ่งทำให้ กระแสความนิยมของปชป.ทรุดลงไปอีก

ขณะที่อีกปีกหนึ่งในพรรคปชป.ที่เห็นตรงข้ามกัน มองว่าประชาธิปัตย์  ไม่ควรไปร่วมจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะจะทำให้ปชป.กลายเป็นสะพานการเมืองสืบทอดอำนาจการเมืองให้กับพลเอกประยุทธ์ อันขัดกับแนวทางที่พรรคเคยประกาศไว้ตอนหาเสียง แต่ให้เล่นบทบาท ในลักษณะ ก็ปล่อยให้ สว.โหวตเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯไป แล้วก็ปล่อยให้พลังประชารัฐ เดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาล ซึ่งหากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เวลามีเรื่องสำคัญๆ ที่จำเป็นต้องใช้เสียงโหวตจากส.ส.ในสภาฯเช่นกฎหมายสำคัญๆ ของประเทศ ประชาธิปัตย์ ก็ไปร่วมโหวตให้ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ฯ แต่ไม่ต้องไปจับมือตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย หรือไม่หากเป็นไปได้ ถ้าจับมือกับภูมิใจไทย –อนาคตใหม่ จัดตั้งรัฐบาลขั้วที่สามได้ ก็ให้ทำไป แต่หลักสำคัญคือต้องไม่ให้ ฝ่ายทักษิณ ชินวัตร เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

แม้ท่าทีประชาธิปัตย์ ยังคงมีความอึมครึมทางการเมือง  แต่สำหรับ”บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์”ดูจะมั่นใจ ว่าพลังประชารัฐจะได้ตั้งรัฐบาลและตัวเขาจะได้คัมแบ็คนายกฯรอบสอง เห็นได้จากการที่ พลเอกประยุทธ์ กล่าวระหว่าง รับประทานอาหารร่วมกันกับสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ที่ 17  พ.ค.ที่ผ่านมา

โดยช่วงหนึ่งสื่อยิงคำถามว่า 4 กระทรวงคือ กระทรวงกลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม ไม่สามารถให้พรรคร่วมได้ใช่หรือไม่ ?

คำตอบจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ก็คือ “ก็ควรจะอยู่กับฝ่ายความมั่นคงและพรรคหลักหรือไม่ เพื่อดูแลให้เดินหน้าไปได้ ขอย้ำว่าผมไม่หวงผลประโยชน์ ไม่เคยมีผลประโยชน์ ส่วนกระทรวงการคลังและคมนาคม เขาคุยกันอยู่ ให้เขาคุยกันก่อน ถ้าผมเป็นนายกฯก็ค่อยมาดูกันอีกที ซึ่งไม่น่าเปลี่ยนแปลง  แต่ละพรรคขออย่ากังวล เพราะผมให้เกียรติทุกพรรค ขอให้บ้านเมืองไปได้ก่อนจะได้ไหม

เป็นความมั่นใจของ”บิ๊กตู่”เสมือนหนึ่งจะรู้คำตอบ ทิศทาง อะไรต่างๆ ก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ว่ายังไง เกมการเมือง ศึกชิงเสียงตั้งรัฐบาล ต่อจากนี้ น่าจะพลิกยาก โอกาสคัมแบ็ค ตึกไทยคู่ฟ้า รอบสอง น่าจะแบเบอร์กันเห็นๆ 

สะพัด!วันนี้'ป้อม-จุรินทร์-เฉลิมชัย'เข้าเซฟเฮ้าส์แบ่งโควต้ารัฐมนตรี

    
 

 

มีรายงานด้วยว่า  พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการกระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  รวมทั้งตำแหน่งประธานสภาฯ.

จุดอ่อนสรรหา ส.ว.สะเทือนรัฐนาวา“ประยุทธ์"


    
 

    จากรายชื่อ ส.ว. 250 คน ที่ประกาศตูมออกมาเมื่อตอนกลางวันของวันที่ 14 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 30  เมษายน กับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้มันไปคนละทาง

                นอกจากคัดเอาแต่ทหาร ตำรวจเข้ามาจำนวนมากเกินกว่าร้อยคน ยังมีคนใกล้ตัวที่พรรคพวก ญาติพี่น้อง เกี่ยวดองกับ พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกฯ ฯลฯ

                หลายคนเป็นญาติกับ ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และหลายคนมีข้อกล่าวหาต่างๆ คละเคล้ากันอยู่ในหมู่พวกพ้องที่เป็น คสช., ครม., สนช., สปท. (สปช.) คนนอกที่มีความรู้ความสามารถหมดสิทธิ์โดยสิ้นเชิง

                นี่คือมาตรฐานที่เกิดขึ้นและเห็นกันอยู่โทนโท่ จึงเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์โจมตี ส.ว. หาก 250 ส.ว.โหวตให้ประยุทธ์เป็นนายกฯ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่าแผนการสืบทอดอำนาจของบิ๊กตู่และ คสช.ประสบความสำเร็จ

                เมื่อนำรายชื่อ ส.ว.มาสแกนเป็นรายคน และตรวจสอบกระบวนการสรรหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็จะพบว่าสิ่งที่เขียนไว้ใน รธน.ในทุกขั้นตอนเป็นแค่ตัวอักษรสวยๆ เท่านั้น  การปฏิบัติจริงตรงกันข้าม

                เช่น “คสช.แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคน แต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา...” รธน. มาตรา 269 (1) เขียนไว้ไหนล่ะ? กรรมการที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ตอบว่า ไม่มี ไม่เปิดเผยชื่อ ที่แพลมๆ รายชื่อออกมา มี “บิ๊กป้อม”เป็นประธาน กรรมการที่เหลือก็มาจาก คสช. ซึ่งหาความเป็นกลางทางการเมืองไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะผูกติดอยู่กับคณะรัฐประหารและบิ๊กตู่ และ คสช.ที่เป็นกรรมการสรรหาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว.

                รธน.มาตรา 269 (ข) เขียนว่า “ให้คณะกรรมการสรรหาไปกำหนดวิธีการเพื่อหาคนที่เหมาะสมจะเป็น ส.ว.มา 400 คน”

                ถามว่าวิธีการคืออะไร?

                ครั้นส่งรายชื่อ 400 คนให้ คสช.คัดเหลือ 194 คนเพื่อจะแต่งตั้งเป็น ส.ว. ก็เป็นความลับดำมืด รับรู้กันแต่เฉพาะหมู่คณะพรรคพวกตัวเอง มิได้คำนึงถึงความรู้ ประสบการณ์ซึ่งควรจะครอบคลุมในด้านต่างๆ ที่มาและที่ไปในกระบวนการสรรหา ส.ว. จึงขัดต่อ รธน.อย่างชัดแจ้ง! ซึ่งควรจะเป็นโมฆะเสียด้วยซ้ำ!

                การขาดคุณสมบัติในการสมัครและการสรรหาเป็น ส.ว.ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งคำถาม เช่นปัญหาการถือหุ้นสื่อ เป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.กำลังพ่นพิษ ส.ส.หลายสิบคน  

                อีกระยะหนึ่งคงจะลุกลามไปถึง ส.ว.การไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ก่อนได้รับการสรรหาก็ดี การถือหุ้นในบริษัทที่แจ้งวัตถุประสงค์ไว้ในบริคณห์สนธิว่าจะทำกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ ก็ดี

                ถ้า ส.ส.ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยข้ออ้างนี้ ส.ว.ก็ต้องพ้นไปด้วย การก่อกำเนิดของ “ส.ว.ลากตั้ง” ด้วยการคัดสรรที่ไร้หลักเกณฑ์และวิธีการของคณะกรรมการสรรหาและ คสช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์หัวหน้า คสช. จะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

                ส.ว.ชุดใหม่นี้ถูกตั้งฉายาให้เป็น “ทายาท คสช.” มรดกบาปเพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช. จะเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

                ส.ส.กับ ส.ว.มีสภาพเหมือนน้ำกับน้ำมันที่เข้ากันไม่ได้ การดูถูกดูแคลนจะเกิดขึ้น นับจากนี้เป็นต้นไป หนักไปกว่า คือข้อตำหนิติเตียนในทำนองว่า ส.ว.ไม่ได้เป็น “ผู้แทนปวงชนชาวไทย” เพราะไม่มีความเป็นอิสระและไม่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

                หากแต่เป็น “ผู้แทน พล.อ.ประยุทธ์และ คสช.” ยึดประโยชน์ของรัฐบาลประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐเสียมากกว่า ซึ่งจะเริ่มฉายภาพให้เป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่วันแรกของการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อเทคะแนน 250 เสียงเลือกบิ๊กตู่เป็นนายกฯ

                ภาพลักษณ์ “ส.ว.ของประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ” จะติดตัววุฒิสภาไปตลอด ในขณะที่ภาพลักษณ์ของบิ๊กตู่ก็จะถูกตีตราว่าได้เป็นนายกฯ เพราะ ส.ว.ที่ตัวเองและ คสช.เลือกมา

                แต่จะอยู่ในตำแหน่งได้นานแค่ไหน จะ 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือจะสั้น-ยาวกว่านี้ ณ นาทีนี้ยังไม่มีใครกล้ารับประกัน. 

 .........................................................

18 พฤษภาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน