*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3640
  • จำนวนผู้ชม : 2335378
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 225 , 13:28:19 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ข่าวเลขาฯปชป.ไปจับมือกับหน.พรรคภูมิใจไทยเพื่อประกบคู่กันเข้าร่วมหรือฟอร์มรัฐบาล ทำให้ผมสิ้นหวังกับปชป.แทบ

ไม่มีเหลือ เพราะนายอนุทินหน.พรรคภูมิใจไทยประกาศตลอดมาว่านโยบายกัญชาเสรีเป็นนโยบายหลักของพรรค หากพรรคใดจะ

ร่วมกันตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย ต้องไม่ขวางกัญชาเสรีเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นด้วยกันเป็นอันขาด แล้วเหตุใดปชป.จึงทำ

เป็นมองข้ามประเด็นนี้ไปเสียเล่า

         ผมเคยเล่าในเว็บเพ็จนี้หลายครั้งแล้ว ว่าเมื่อสมัยเรียนหนังสือชั้นมัธยมผมเคยใกล้ชิดกับเพื่อนต่างร.ร.ที่ตั้งก๊วนสูบกัญชา

ตลอดวันตลอดคืน ไม่สนใจการเล่าเรียนแต่อย่างไร ซึ่งเดชะบุญที่ผมไม่หลงเข้าก๊วนไปด้วย จึงมีประสพการณ์ที่ต่อต้านกัญชาเต็ม

ที่ เมื่อมีการพูดกันถึงเรื่องนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปเลขาฯพรรคปชป.จับมือนายอนุทิน à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปเลขาฯพรรคปชป.จับมือนายอนุทิน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปเลขาฯพรรคปชป.จับมือนายอนุทิน

เปิดดีล !! “ประชาธิปัตย์–ภูมิใจไทย” ชูขั้วที่ 3 ทางออกประเทศ

โดย PPTV Onlineเผยแพร่ 22 พ.ค. 2562,13:55น.ปรับปรุงล่าสุด 22 พ.ค. 2562,13:59น.
 คน

“ประชาธิปัตย์–ภูมิใจไทย” พร้อมเป็นขั้วที่ 3 ให้ประชาชนตัดสิน หากประชาชนเอาด้วย พร้อมเดินหน้า

เปิดดีล !! “ประชาธิปัตย์–ภูมิใจไทย” ชูขั้วที่ 3 ทางออกประเทศ
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> “อนุทิน”ลั่น “บร้า” หลังสะพัดโซเชียล แถลงจับมือกับเพื่อไทย

โดยประเด็นสำคัญที่ทั้ง 2 ฝ่าย ได้หารือกันคือพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอขั้วที่ 3 หากพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 52 เสียง และ พรรคภูมิใจไทย จำนวน 51 เสียง รวมกันจะได้ส.ส.103 เสียง ที่สามารถไปเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นทางออกของประเทศในเวลานี้ เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ขั้วที่ 1 และ ขั้วที่ 2 ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ

 

ความคิด 'ส่วนเกิน' ประชาธิปัตย์

    
 

 

   "พรรคประชาธิปัตย์" ปีนี้ อายุ ๗๓ ปีเต็ม

 

                ย่างเข้า ๗๔

                ถ้าเป็นคน ก็ต้องบอกว่าเป็น "รุ่นแรก" ในถนน "ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต"

                แต่ละย่างก้าวของคนปูนนี้

                สมควรเป็น "รอยเท้า" บอกทางให้คนรุ่นหลัง ยึดถือ "กันหลง" ได้บ้าง!

                "นายควง อภัยวงศ์" ก่อร่างสร้างตระกูล "ประชาธิปัตย์" เมื่อปี ๒๔๘๙ เพื่อลงสนามเลือกตั้งในยุค "อภิวัฒน์ประชาธิปไตย"

                ที่ "คณะราษฎร" ยึดอำนาจการปกครองไปจาก "พระมหากษัตริย์" เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๗๕

                ถึงปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๖๒ ประชาธิปัตย์เข้าสู่ รุ่นที่ ๘ แล้ว

                "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" เป็นผู้นำรุ่นนี้

                จากเลือกตั้งภายในพรรค เมื่อ ๑๕ พ.ค.๖๒ ต่อจาก "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่แสดงสปิริต "ลาออก"

                ด้วยสำนึก นำพรรคแพ้เลือกตั้ง "พังคาบ้านตัวเอง"

                ประชาธิปัตย์ เป็นพรรคเดียวในประเทศ ที่มีสมาชิกพรรคมากที่สุด คือร่วม ๓ ล้านคน

                แต่ใน กทม. "เมืองหลวงประชาธิปัตย์" แท้ๆ

                ๓๐ ที่นั่ง......

                ประชาธิปัตย์ "พังหมด"!!

                บางอย่าง-บางเรื่อง ต้องพูด ต้องอธิบายขยายความ จึงจะเข้าใจ

                แต่กรณี คนกรุงเทพฯ ให้บทสำนึก โดย "ไม่เลือกประชาธิปัตย์" แม้แต่คนเดียว

                ไม่ต้องบอก ไม่ต้องอธิบายขยายความใดๆ ก็เป็นที่เข้าใจได้ชัด

                ว่า..........

                เพราะอะไร คนจึงไม่เลือกประชาธิปัตย์?

                แต่เป็นกระเง้า-กระงอด "ชั่วครั้ง-ชั่วคราว" เท่านั้น              ระหว่างพรรคอันเป็น "สถาบันการเมือง" ประเทศกับ "ประชาธิปไตยชน" ในถนนเลือกตั้ง

                ประชาธิปัตย์ เจ็บมาเยอะ

                ขณะเดียวกัน ประชาธิปัตย์ก็ ผยองมาเยอะ

                หมายถึงว่า ๗๓ ปี ของประชาธิปัตย์ มีทั้งผงาด มีทั้งล้มลุกคลุกคลาน

                แต่รวมๆ แล้ว จากรุ่นสู่รุ่น........

                แต่ละรุ่น ก่อร่างสร้างตระกูลประชาธิปัตย์เติบใหญ่ เรียกว่าเป็นปึกแผ่น มั่นคง

                เป็นเสาหลักทางการเมืองให้บ้านเมือง มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง

                ที่รวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หมื่นล้าน-แสนล้าน ก็มาก ที่จน ชนิดไม่มีบ้านซุกหัว ต้องอาศัยบ้านคนอื่นเขาอยู่ ก็มี!

                รวมๆ แล้ว.........

                คนตระกูลประชาธิปัตย์ ไม่มีใคร "จนประชาธิปไตย" ในหัวใจเลยซักคน

                แต่หยุมหยิม แอบจิต คิดคับแคบ "ในหัวใจ" นั่นแค่ "วิสัยปุถุชน" น่ะ!

                คิดแล้วแปลกอยู่เรื่อง.......

                แต่ถ้าไม่คิด ก็ไม่แปลก

                คือในความเป็นตระกูลการเมืองใหญ่โตของประชาธิปัตย์ ระดับ "สถาบันการเมือง" ของประเทศ

                คิดอ่านสร้างบ้าน-สร้างเมือง เป็นรัฐบาลนำบริหารประเทศ ก็หลายครั้ง

                แต่ไม่มีผู้นำ หรือสมาชิกพรรคคนไหน........

                จะคิดหาที่-หาทาง "สร้างที่ทำการพรรค" ให้มันโอ่อ่า ภูมิฐาน กว้างขวาง สมเป็นพรรคมาตรฐาน "สถาบันการเมือง" ประเทศบ้างดอกหรือ?

                ที่ทำการพรรคปัจจุบัน "ริมซอยเศรษฐศิริ" เป็นร้านกาแฟน่ะ..ใช่

                แต่ใช้เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ดูมัน "กระจอก" ไม่สมมาตรฐานของความเป็นพรรค "คู่บ้าน-คู่การเมือง" เลย!

                ทั้งด้านทำเลภูมิศาสตร์และภูมิสถาปัตย์ ถ้าไม่มี "แม่พระธรณีบีบมวยผม" ให้เห็นเป็นสัญลักษณ์

                มีอะไรให้ดู ให้เรียนรู้ ให้ศึกษา และมีอะไรบ่งบอกถึงพรรคสะท้อนการเมืองประเทศคู่ประชาธิปไตย จากสภาพ "พรรคร้านกาแฟ" เปิดๆ ปิดๆ ทุกวันนี้บ้าง?  

                ถ้าประชาธิปัตย์เป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตย ก็ต้องบอกว่า

                ประชาธิปไตย "ป่วย" ตลอดชาติ!

                เพราะพรรคซุกอยู่ข้างๆ โรงพยาบาล ถูกเงาโรงพยาบาลซึ่งสูง ๒๐-๓๐ ชั้น ทอดทับตลอดทั้งวัน

                แล้วประชาธิปไตย "ประชาธิปัตย์" จะแข็งแรง เผยอหัว-เผยอหน้า ได้อย่างไร?

                ก็กระป่อก-กระแป่ก เป็นพรรคที่เจ็บป่วยไปอย่างนี้ ที่จะกระปรี้-กระเปร่า แข็งแรง เลือกตั้งแล้วพรวดพราดเป็น "พรรคเดียว" ตั้งรัฐบาลได้

                ชาติหน้าบ่ายๆ ฝัน..ก็ยังยาก!       

                คนรวย คนหัวกะทิ คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ เวิลด์ คลาส-โลว์ คลาส "ล้นพรรค"

                แต่มีใครมั้ย....?

                ที่จะนำเปลี่ยน จากคิดหยุม-คิดหยิม, คิดหยิ่งผยอง, คิดใหญ่, คิดได้-คิดเสีย, เฉพาะตน

                ไปเป็นคิดหาทำเลสร้างพรรคให้มันผึ่งผาย บ่งบอกตำนานการเมือง ให้มากกว่าเป็นร้านขายกาแฟนั่นน่ะ?    

                บางที การจุดประเด็นใหม่ๆ ในความเป็นพรรค ให้เกิดประกายเป็นความสนใจร่วม จะเป็นตัวเปลี่ยนโลกทัศน์

                เกิดมุมมองร่วมใหม่ๆ....

                สู่ยุคใหม่ของประชาธิปัตย์จริงจัง ทั้งเนื้อหาและรูปแบบขึ้นบ้างก็ได้!

                ตรรกะประชาธิปไตยในสังคมขณะนี้ กำลังก่อมิติใหม่

                "ประชาชนเป็นใหญ่" ในวรรคแรก ตามสโลแกนประชาธิปัตย์ ไม่เปลี่ยน

                แต่วรรคหลังที่ว่า "ประชาธิปไตยสุจริต" นั้น สังคมโลกยุคไอที เขาถามว่า ประชาธิปไตยคืออะไร  สุจริตคืออะไร?

                เขารู้แต่ว่า........

                โลกไร้พรมแดน จะทำอะไร ที่ไหน แบบไหน เขาเป็นคน ฉะนั้น เขามีสิทธิ์  

                เพราะยุคไอที ทุกคำตอบมนุษย์จะอยู่ที่ บิ๊ก ดาตา ที่ IOT ที่ AI อันเร็วกว่าการเดินทางของแสง

                ไม่ใช่ประชาธิปไตย-เผด็จการ, ไม่ใช่ทหาร, ไม่ใช่สถาบัน และไม่มีสุจริต-ทุจริต อันเป็นเรื่องจิตใจ

                ยุค บิ๊ก ดาตา ไม่มีจิตใจ

                มีแต่ที่...กูพอใจ!         

                ประชาธิปัตย์ ในฐานะสถาบันการเมืองประเทศ ต้องรับรู้ ตระหนัก คิดแก้-คิดนำ บนฐานรับผิดชอบด้วย "สำนึกการเมือง"

                ให้มากกว่า........

                นำความคิด, หลักการ ไปหมกมุ่นคิดแค้นอยู่กับเปลือกอารมณ์ "เผด็จการ-ประชาธิปไตย"

                แล้วตัดสินใจทำอะไรเพียงเพื่อสนองอีโก้เก็บกด เป็นวัยรุ่น อันมิใช่วัยคนผ่านร้อน-ผ่านหนาว ยาวนานถึง ๗๓ ปี พึงทำ

                แบบนั้น โลกจะนินทา.......

                รอยตีน ๗๓ ปี อีโก้ พาประเทศ "หลงทาง"!

                เก่า-ของคนเก่า นั้น.......

                "เก่า" แบบ "พระกรุ" จะมีค่า-มีราคา "คู่เมือง"

                แต่ถ้า "เก่า" แล้ว "อวดใหม่" แบบ "กางเกงในเก่า" แบบนั้นทำ "ผ้าเช็ดตีน" คนยัง "แขยงตีน"!

                ผมว่า ถึงเวลา ได้ฤกษ์งาม-ยามดี สำหรับประชาธิปัตย์ แล้วเช่นกัน ที่ "ผลเลือกตั้ง" มาสะกิดเตือน

                เตือน...

                ให้แต่ละคนในพรรค "ขัดสนิมกรุ" เสียที ก่อนจะถูกสังคมศตวรรษใหม่กลืนหาย หมดนิยม-หมดความหมาย ไปกับคำว่า "ประชาธิปไตยบริสุทธิ์" ไร้แก่นคิด

                ผมดูแนวสอนเด็กรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น-จีน ที่ให้เด็กขึ้นพูดเปิดใจ-เปิดความรู้สึกของตัวเอง ให้ผู้ปกครอง และเพื่อนนักเรียนทุกคนได้ฟัง

                เห็นว่า ประชาธิปัตย์น่านำมาประยุกต์ใช้ เพื่อ "ละลายพฤติกรรม-อีโก้-ความคิด" ของแต่ละคน

                แล้ว "หลอมรวม" เป็น "ผลึกประชาธิปัตย์" อันทรงพลังกันใหม่ จะเป็นคุณประโยชน์ทั้งคน ทั้งพรรค และทั้งสังคมชาติ

                ที่การเมืองต้องช่วยกันผดุงด้านจิตใจไว้

                ไม่ให้กระแสสังคมไอที ฉุดกระชากลาก "ความเป็นคน" ไปกิน จนหมด!

                ปิดห้อง ประชุมกัน.......

                ให้แต่ละคนขึ้นมา "เปิดอก-เปิดใจ" พูดเลย ชอบ-ไม่ชอบ, ต้องการ-ไม่ต้องการ, พอใจใคร-ไม่พอใจใคร

                ให้แต่ละคนต่างละลายพฤติกรรมแต่ละคนให้หมด เปิดใจ เทใจ พูดออกมาให้หมด

                จบจากนี้แล้ว จบ...

                ห้ามทุกคนรื้อฟื้นอะไรขึ้นมาอีก!

                ตั้งต้นเป็น "ประชาธิปัตย์" สถาบันการเมืองตัวอย่าง โตควบคู่สังคมเป็นอนาคตชาติประชาชนจริงๆ  ทั้งกายและใจและพฤติกรรม

                แบบนี้แหละ ที่เขาเรียก "สูงสุดคืนสู่สามัญ"

                ต่อไป....

                ใครก็มิกล้า "ทั้งฆ่า-ทั้งหยาม"! 

 

อนาคตของทุนใหม่

    
 

              เหมือนลิงแก้แห

                พรรคอนาคตใหม่ พยายามปรุงแต่งให้ตัวเองเป็นพรรคของประชาชน เป็นสถาบันทางการเมือง

                แต่สุดท้ายทำได้แค่ ลอกการบ้านอดีตทรราช

                ปัญหาใหญ่ของอนาคตใหม่คือ อวดเก่ง แต่ไร้ประสบการณ์

                โดยเฉพาะตัว "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ - ปิยบุตร แสงกนกกุล" ถึงวันนี้ น่าจะได้ประสบการณ์พอสมควร

                และน่าจะได้ข้อสรุปในใจ การเมืองไม่ใช่กิจกรรมนักศึกษา ไม่ใช่การเลกเชอร์ในชั้นเรียน หรือการออกค่ายพัฒนา

                นี่ไม่ใช่ดูถูกดูแคลน

                แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ธนาธร-ปิยบุตร" รับมือกับการก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติของตัวเองไม่ได้เลย

                ทั้งคู่จึงเข้ารกเข้าพงไปพร้อมกัน

                "ธนาธร" เดินพลาดหลายตา

                คำแนะนำทางกฎหมายของ "ปิยบุตร" ก็พลาดแทบทุกตา

                ล่าสุดกับกรณี ปล่อยเงินให้พรรคกู้ ดูจะเป็นปัญหาที่พาทั้งคู่เดินออกจากมุมได้ยากเต็มที

                ตั้งแต่ตัวเลขเงินกู้ที่สับสน

                บวกกับโฆษกพรรค "ช่อส้มหวาน" อดีตพิธีกรวอยซ์ทีวี เคยรับเงินเดือนบริษัทโอ๊คพานทองแท้ ที่อ่อนด้อยในการชี้แจงปัญหาต่อสาธารณะ

                ปัญหาจึงถลำลึกหนักเข้าไปอีก

                ส่วนที่เหลืออีกบานเบอะ ใหม่เกินไป จนไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยพรรคคลี่คลายวิกฤติได้

                ทำไมอนาคตใหม่ถึงพยายามบอกว่า พระราชบัญญัติพรรคการเมืองระบุแค่ที่มารายได้ของพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ระบุถึงรายจ่าย

                กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา ๖๒ กำหนดไว้ว่า พรรคการเมืองอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

                (๑) เงินทุนประเดิมตามมาตรา ๙ วรรคสอง

                (๒) เงินค่าธรรมเนียมและค่าบํารุงพรรคการเมืองตามที่กําหนดในข้อบังคับ

                (๓) เงินที่ได้จากการจําหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง

                (๔) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง

                (๕) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค

                (๖) เงินอุดหนุนจากกองทุน

                (๗) ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง

                ถ้านอกเหนือจากนี้ไม่ใช่รายได้พรรค แล้วอนาคตใหม่ไปสรุปเอาว่า เงินกู้ ไม่ใช่ที่มาของรายได้ตามกฎหมาย การนำไปใช้หนี้ จึงไม่ผิด

                คล้ายกับที่ เฉลิม อยู่บำรุง เคยพูดว่า "ทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม"

                แต่ที่อนาคตใหม่พลาดอย่างแรงคือ "ธนาธร" ปล่อยให้อนาคตใหม่กู้ไปใช้ในการเลือกตั้ง

                วรรคแรกของ มาตรา ๘๗ ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง บัญญัติไว้ว่า

                "เงินและทรัพย์สินของพรรคการเมืองต้องนําไปใช้จ่ายเพื่อดําเนินกิจกรรม ทางการเมืองของพรรคการเมือง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและสมาชิก และค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคการเมือง"

                ฉะนั้นจึงอาจถือได้ว่า อนาคตใหม่ ได้สารภาพผิดไปแล้วว่า ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

                แต่...ยังมีประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น

                สิ่งที่ "ธนาธร" ทำแทบไม่ต่างไปจากสิ่งที่ "ทักษิณ" เคยทำ

                อนาคตใหม่คือพรรคของ "ธนาธร" เหมือนที่ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย เป็นของทักษิณ

                ขนาดที่ทำการพรรคยังอยู่ที่ตึกไทยซัมมิท

                ถ้าใครเถียงว่าไม่ใช่ ก็ขอท้า

                ลอง "ธนาธร" ถอยวันนี้

                อนาคตใหม่พังทันที

                และนี่คือการเมืองเก่าที่ใช้ชื่อใหม่

                อนาคตใหม่ก็แค่พรรคของนายทุนหน้าใหม่.

เงินกู้ไม่ใช่รายได้! ประธานกกต.อ้างกม.พรรคการเมือง

    
 

ส่วนเรื่องให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงิน 110 ล้านนั้น เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา นายศรีสุวรรณ จรรยา ก็มีการยื่นเรื่องดังกล่าว ซึ่งสำนักงานจะคงต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยจะมีการคุยกับผู้ร้อง และพิจารณาคำร้องมีมูลหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลก็ยุติเรื่อง แต่ถ้ามีมูลจะมีการเสนอ กกต. พิจารณา 

เมื่อถามว่า โดยหลักการแล้วพรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินได้หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เท่าที่ดูพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ต้องดูมาตรา 62 เป็นหลัก เกี่ยวกับรายได้พรรคการเมือง ซึ่งดูแล้วไม่มีเรื่องกู้ยืม ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จะพูดอะไรตอนนี้คงไม่เหมาะ

เมื่อถามย้ำว่า เงินกู้ถือเป็นรายได้ของพรรคการเมืองหรือไม่ ประธาน กกต. กล่าวว่า อย่างที่บอก จะพูดอะไรตอนนี้คงไม่เหมาะ จะตอบทันทีคงไม่ได้ ต้องฟังความเห็นของสำนักงาน กกต. และกรรมการคนอื่นๆ ประกอบด้วย.

'บิ๊กป้อม'สั่งเข้มรปภ.ถกสุดยอดอาเซียน ห้ามซ้ำรอยปี52

    
 

"พล.อ.ประวิตร ได้กำชับทุกหน่วยงาน ให้นำบทเรียนจากการทำงานที่ผ่านมา เป็นกรณีศึกษา มิให้เกิดเงื่อนไขหรือเหตุการณ์ดังเช่นอดีตที่เกิดขึ้น โดยย้ำต้องให้ความสำคัญและเพิ่มความเข้มงานด้านการข่าว โดยไม่ประมาท  มีมาตรการเชิงรุกด้านการข่าวและการดำเนินการที่เหมาะสม เป็นสากลและชอบด้วยกฎหมาย" พล.ท.คงชีพ ระบุ 

นอกจากนี้ ยังได้กำชับต้องมีการวางแผนดูแลผู้นำให้รอบคอบรัดกุมและสมเกียรติทุกเรื่อง ทั้งพิธีการทูต การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยการผ่านเข้าเมือง  เส้นทางเดินทางและการจราจร  ด้านการรักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคลสำคัญ   ข่ายการติดต่อสื่อสาร และด้านการแพทย์ โดยต้องจัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุให้ครอบคลุมในทุกสมมุติฐานที่อาจเกิดขึ้น   พร้อมทั้งย้ำ ขอให้กำหนดผู้มีภาวะผู้นำทำหน้าที่ควบคุมเป็นพื้นที่ เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติและแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเคยบุกล้มการประชุมประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552.

อัยการเลื่อนฟ้องรอบ2'พิชัย'ผิดพรบ.คอมพ์

    
 

โดยนายนรินท์พงศ์ ในฐานะทนายความของนายพิชัย เปิดเผยว่า อัยการได้เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดี เป็นวันที่ 27 มิ.ย. นี้  เวลา 10.00 น. เนื่องจากอัยการได้ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบพยานเพิ่มเติมได้บางส่วนแล้วตามหนังสือขอความเป็นธรรมของเรา โดยเหลือพยานบางปากที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ ซึ่งวันนี้ได้เข้าพบนายพรชัย ชลวานิชกุล รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานเจ้าของสำนวนคดี โดยหารือเกี่ยวกับแนวทางการสอบพยานตามหนังสือขอความเป็นธรรมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้พนักงานสอบสวน กก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้นำสำนวนการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐานและความเห็นควรสั่งฟ้องนายพิชัย มาส่งมอบให้อัยการ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2562 ซึ่งกล่าวหาว่านายพิชัยได้กระทำผิดร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ฉบับที่ 2 แก้ไข พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) ซึ่งอัยการได้นัดสั่งคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 เม.ย. และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 22 พ.ค..

'ร่วม-ไม่ร่วม' ตั้งรบ.กับพปชร. ปิดดีลก่อนเลือก 'ปธ.สภาฯ'

    
 

    ด้วยเงื่อนไขจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกในเวลา 09.00 น. วันเสาร์ที่ 25  พ.ค. เพื่อเลือกประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง และเป็นไปไม่ได้แน่นอน ที่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งกำลังเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเวลานี้ จะให้เก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ประธานรัฐสภา เป็นคนจากขั้วพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างเพื่อไทย

                พลังประชารัฐ จึงต้องรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 250 เสียง จะได้ดันแคนดิเดตจากขั้วพลังประชารัฐ ไปเป็นประธานสภาฯ เพื่อคุมงานการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติให้ได้

                จากเหตุผลข้างต้น ฝ่ายพลังประชารัฐจึงต้องเช็กเสียงฝั่งตัวเองว่าเกิน 250 เสียงหรือไม่ ภายในไม่เกินค่ำคืนวันศุกร์ที่ 24 พ.ค. ก่อนจะไปถึงการโหวตเลือกประธานสภาฯ ในช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น เสาร์ที่ 25 พ.ค.

                ดังนั้นเส้นตายว่าพรรคการเมืองใดจะ ร่วม-ไม่ร่วมตั้งรัฐบาล กับขั้วพลังประชารัฐ จะอยู่ฝ่ายเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ก็คือ

                ไม่เกินคืนวันศุกร์ที่ 24 พ.ค.นี้

                จึงไม่แปลกที่หลายพรรคจะนัดประชุมกำหนดท่าทีมติพรรคอย่างเป็นทางการ ว่าจะร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่ ภายในวันศุกร์ที่ 24 พ.ค.นี้

                แม้ในทางการเมือง จะมีข่าวออกมาเป็นระยะว่า การเจรจาต่อรองที่แกนนำพรรคพลังประชารัฐไปเจรจากับพรรคต่างๆ เอาไว้ ทั้งพรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ข้อเท็จจริง ผลการเจรจากันหลายรอบในทางลับ มันไปไกลเกินกว่าเรื่องจะร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลไปแล้ว แต่ไปถึงขั้นเจรจาต่อรอง

                แบ่งโควตา-แบ่งกระทรวง-แบ่งเค้ก กันไปแล้วว่าพรรคไหนได้กระทรวงอะไร จะส่งชื่อใครเป็นรัฐมนตรี เพียงแต่ตอนนี้แต่ละพรรคการเมืองก็ต้องออกลีลา ต่อรองกับพลังประชารัฐให้นานที่สุด เพื่อให้ได้เค้กที่ดีที่สุดมาครอบครอง

                ขณะที่คีย์แมนพลังประชารัฐก็ต้องต่อรองให้ฝ่ายของพรรคตัวเองกุมความได้เปรียบทางการเมืองไว้ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน ไม่ใช่พรรคไหนขออะไร ก็โอเค เซย์เยสหมด จึงทำให้ดีลทั้งหมดยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ต้องคุยกันอีกหลายรอบ หลายวง ก่อนจะทุบโต๊ะ ปิดภารกิจตั้งรัฐบาลลุงตู่ 2/1 ซึ่งที่มีปัญหามากที่สุดในการเจรจา ก็คงไม่พ้น

                ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย ในฐานะ 2 พรรคตัวแปร

                ทั้งนี้ นัดหมายประชุมของพรรคการเมืองในการจะจับมือกับพลังประชารัฐ จึงออกมาแล้วหลายพรรค อาทิเช่น ชาติไทยพัฒนา ที่มี ส.ส. 10 คน จะนัดประชุมแกนนำ-ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา กันในช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 24 พ.ค. หลังเสร็จสิ้นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

                ขณะที่ พรรคตัวแปร สำคัญ พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์ หลังประชุมสำคัญ 2 วันติดต่อกัน คือวันจันทร์ที่ 20 พ.ค. ที่เป็นการประชุมกรรมการบริหารพรรค และตามด้วย 21  พ.ค. ซึ่งประชุม ส.ส.ประชาธิปัตย์ 52 คน ทั้ง ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์

                แต่เมื่อยังไม่ถึงเดดไลน์ต้องตัดสินใจทางการเมือง ผลประชุม ปชป.ทั้ง 2 นัดดังกล่าว เลยยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการใดๆ ออกมา ว่าพรรค ปชป.จะร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

                ทว่าจากเส้นตายวันประชุมสภาฯ เลือกประธานสภาฯ ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ จึงทำให้สุดท้าย ปชป.ก็ไม่สามารถยืดเวลา แทงกั๊กไปได้นานกว่านี้ จึงทำให้ประชาธิปัตย์จะมีการเรียกประชุมร่วม กรรมการบริหารพรรค-ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็จะมีทั้งกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และพวก ส.ส.ปชป. 52 คน ประชุมร่วมกัน ในวันพฤหัสบดีที่  23 พ.ค. ที่คาดว่าวันดังกล่าวจะรู้กันเสียทีถึงมติพรรค ปชป. ต่อการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญก่อนการประชุมสภาฯ นัดแรกในวันรุ่งขึ้น

                เรื่องดังกล่าว ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.พรรค เมื่อ 21 พ.ค. ไว้ดังนี้ 

                “ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ พรรคจะมีประชุมทั้งของ ส.ส. และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งหากหลังจากที่ประชุม ส.ส.ได้รับฟังข้อมูลที่กรรมการบริหารพรรคไปประสานงานพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว เห็นว่าควรจะเรียกประชุมร่วมกันระหว่าง ส.ส.และกรรมการบริหารพรรค ก็มีโอกาสเรียกประชุมในวันดังกล่าวเลยก็ได้ และอาจจะได้ความชัดเจนออกมาในวันดังกล่าวว่าพรรคจะตัดสินร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล การลงมติเลือกนายกฯ นั้น หากพรรคมีมติไปในทิศทางใด ส.ส.ของพรรคทั้งหมดก็จะต้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันตามมติพรรค”

                โฆษกพรรค ปชป. พูดถึงทิศทางพรรคประชาธิปัตย์ต่อจากนี้

                เป็นความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลที่ทุกอย่างน่าจะชัดเจนภายในไม่เกินศุกร์นี้ เว้นเสียแต่เกมพลิก เจรจาต่อรองกันไม่ลงตัว ถ้าแบบนั้น บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ คงอาจต้องลงมานั่งหัวโต๊ะคุยเองเสียแล้ว.

ปชป.เดือดอีกรอบ!'หมอวรงค์'โต้ทุกเม็ด'ชวน'หาเลือกหัวหน้าพรรคถูกแทรกแซงจากภายนอก


    
 

22 พ.ค.62 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม  อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

รู้สึกเสียใจ!!!!!!

ผมเข้าใจว่า การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยผมนั้นจบไปแล้ว และผมได้ขอโทษท่านในที่ประชุมใหญ่พรรคไปแล้วว่า ผมต้องขอโทษท่านด้วยที่ผมต้องสู้กับท่าน เพราะผมต้องการเห็นพรรคดีขึ้น แต่หลังจากทราบข่าวว่าท่านพูดพาดพิง การเลือกหัวหน้าพรรคที่ผ่านมาว่าการแทรกแแซงจากภายนอก มีมาตั้งแต่สมัยเลือกหัวหน้าพรรคครั้งที่แล้ว

ผมรู้สึกเสียใจมากที่ท่านคิดว่าคนอย่างผมจะถูกแทรกแซงได้อย่างที่ท่านเข้าใจ ท่านคิดหรือว่า คนที่ต่อสู้กับรัฐบาลหุ่นเชิดทุนสามานย์ ต่อเนื่องมาอย่างยาวนานถึง 6 ปี จนในที่สุดศาลตัดสินให้จำคุก อดีตนายกต้องหนีออกนอกประเทศ จะถูกแทรกแซงได้

ผมยืนยันว่า การที่ผมและเพื่อนๆสู้ในการหยั่งเสียงหัวหน้าพรรคครั้งที่แล้ว เป้าหมายของผมต้องการให้พรรคของเรามีประสิทธิภาพ สามารถสู้กับคู่แข่งขันได้ ถ้าอดีตหัวหน้าพรรค บริหารพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกผมไม่มีความจำเป็นใดๆต้องไปสู้หรอกครับ

การสู้ของพวกผมก็ได้รับการยืนยันการการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคของเราแพ้ยับเยิน เราแพ้ชนิดที่เรียกว่ากรุงเทพฯสูญพันธุ์ รวมทั้งภาคใต้และที่จังหวัดตรัง ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า พวกผมมองอนาคตได้ถูก แต่ผิดเพียงว่าพวกผมมาก่อนเวลาเท่านั้นเอง และผมมั่นใจว่าถ้าพวกผมได้บริหารพรรค รับรองผลการเลือกตั้ง ต้องดีกว่านี้แน่นอน

พวกผมได้รับการปลูกฝังมาตลอดว่าพรรคประชาธิปัตย์คือบ้านของพวกเรา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จนวันนี้ผมไม่แน่ใจแล้วว่าพวกผมคือเจ้าของหรือเป็นเพียงผู้ขออยู่อาศัย เพราะเมื่อพวกผมมีความเห็นไม่ตรงกับผู้มีอำนาจ อยากทำพรรคให้ดีขึ้น ก็จะมีคนออกมาให้ร้ายว่าจะมายึดพรรค บางครั้งก็ส่งคนมาไล่ หรือว่าที่ผ่านมาพวกผมเข้าใจผิดไปเอง

พวกผมขอยืนยันว่า ที่อาสาเข้ามาทำงานการเมือง เพราะต้องการเข้ามาดูแลประโยชน์ชาติอย่างแท้จริง จุดยืนของพวกผม จึงยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต้องเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเหนือประโยชน์พรรค และเชื่อว่าสิ่งนี้มีในพรรคประชาธิปัตย์ และขอยืนยันว่าไม่มีใครที่จะมาครอบงำหรือแซกแทรงพวกผม................ถ้าพวกผมเชื่อว่านี่คือประโยชน์ประเทศ ไม่มีใครสั่งพวกผมได้ อย่าว่าแต่คนนอกเลยครับ แม้แต่คนในก็สั่งไม่ได้

โพสต์ของนพ.วรงค์ สืบเนื่องจาก  นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมส.ส. ถึงกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ โพสต์พาดพิงผู้มากบารมีเข้ามาแทรกแซงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานนี้ ช่วงหนึ่งว่า "ส่วนตัวไม่มีปัญหากับนายพีระพันธุ์ และที่ผ่านมาตนพูดถึงปัญหาภายนอกที่เข้ามาแทรกแซง ซึ่งความจริงมีมาตั้งแต่สมัยเลือกหัวหน้าพรรคครั้งที่แล้ว ซึ่งวันนี้มีข่าวพยายามแทรกเข้ามาด้วยการใช้เงิน และสิ่งต่างๆ ซึ่งตนได้คุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ว่าจะปล่อยเรื่องนี้หรือ เราต้องควรหาทางพูดกันอย่างไร หรือไม่"

อ่านข่าวประกอบ 'ชวน'เผย'ทำหนังสือแจง'ท่านใหม่'ประชาธิปัตย์เชิดชูพระมหากษัตริย์

อย่าจิตตก! 'ธนกร'มั่นใจพปชร.ตั้งรัฐบาลได้แน่

    
 

"การจัดตั้งรัฐบาลนั้น ผมเป็นห่วงข้อมูลข่าวสารที่พี่น้องประชาชนได้รับว่าอาจจะทำให้พี่น้องประชาชนเครียด วิตกกังวลบ้าง เพราะพรรคการเมืองบางพรรคพยายามทำให้ประชาชนจิตตก ทั้งๆ ที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่อยากให้พรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลได้ และอยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพื่อจะได้สานงานต่อก่อนจะเริ่มงานใหม่ จึงอยากจะฝากถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า อย่ากังวล ผมมั่นใจว่าพรรคจะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน เพราะพรรคการเมืองที่จะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐนั้นต่างอยากเห็นบ้านเมืองสงบ และ อยากประชาชนมีความสุข" นายธนกร ระบุ.

ย้อนรอย ‘4 กระทรวงยุทธศาสตร์’ 4 ยุคหลัง พรรคอันดับ 1 ‘กอดแน่น’

    
 

         ในอดีตภายหลังปิดหีบเลือกตั้งไม่ถึง 24 ชั่วโมง การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ชนิดว่าวันรุ่งขึ้นสามารถตั้งโต๊ะแถลงข่าวจับมือกันได้ทันที

                ต่างจากครั้งนี้ที่ยืดเยื้อมาแล้วเกือบ 2 เดือน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างช้า คือ การเจรจาต่อรองและจัดสรรตำแหน่งให้แก่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว

                ที่ผ่านมาพรรคอันดับ 1 มักไม่ประสบปัญหาในการเชื้อเชิญ เพราะมีปริมาณ ส.ส.ในมือจำนวนมาก หากแต่ครั้งนี้ พรรคแกนนำของทั้งสองขั้วต่างมีปริมาณที่ “ปริ่มน้ำ”

                ส่งผลให้บรรดาพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถชี้ขาดได้ มันจึงทำให้อำนาจในการต่อรองมีสูงขึ้นตามไปด้วย

                โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง อย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ที่ราคาสูงมากในทางการเมืองตอนนี้ เพราะรวมกันแล้วมีเสียงถึง 103 เสียง 

                ท่ามกลางกระแสข่าวว่า การจัดสรรโควตาคณะรัฐมนตรีให้กับพรรคร่วมรัฐบาลกำลังเผชิญปัญหา เมื่อพรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำ ต้องการเก็บกระทรวงสำคัญเอาไว้ทั้งหมด ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม

                สิ่งที่ตอกย้ำข่าวลือว่าเป็นจริง คือ คำพูดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อคำถามนักข่าวในเรื่องการเก็บ 4 กระทรวงสำคัญ

                ทว่า พรรคขนาดกลางเองเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำควรจะยอมคายออกมาให้กับพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่ควรให้นักการเมืองอาชีพได้มีส่วนในการบริหาร

                ขณะที่ในอดีต 4 กระทรวงที่ “บิ๊กตู่” ยอมรับว่า อยากเก็บไว้ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในมือของพรรคอันดับ 1 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัฐบาลไทยรักไทย 1 และไทยรักไทย 2 แต่ส่วนหนึ่งที่ทำได้แบบนั้น เพราะพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ชนิดสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

                มาถึงยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน ก็ชนะการเลือกตั้งในปี 2550 กวาด ส.ส.มาเป็นกอบเป็นกำ มีอำนาจต่อรองสูงกว่าพรรคร่วม โดยรัฐมนตรี 4 กระทรวงเกรดเอชุดแรกอยู่ในมือพรรคพลังประชาชนทั้งหมด ได้แก่ นายสมัคร ที่เป็นนายกฯ และควบ รมว.กลาโหมอีกตำแหน่ง, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น รมว.มหาดไทย, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรองนายกฯ และควบ รมว.การคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม

                ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังคงรูปแบบนั้นเช่นเดิม 4 กระทรวงดังกล่าวอยู่ในมือพรรคพลังประชาชนทั้งหมด โดยนายสมชายเป็นนายกฯ และควบ รมว.กลาโหม, พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็น รมว.มหาดไทย, นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.การคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม

                กระทั่งมาในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 4  กระทรวงไม่ได้อยู่ในมือพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์  เพราะเสียงของพรรคร่วมมีความสำคัญ จนทำให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้

                โดยเฉพาะการพลิกขั้วของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่หันมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ จนสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนได้

                “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ต่อมากลายมาเป็นพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นตัวแปรอย่างแท้จริงในตอนนั้น ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงในสภามากกว่าพรรคเพื่อไทยได้ ทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการของพรรคสีฟ้าในตอนนั้นยอมคายกระทรวงเกรดเอให้เพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาล

                โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนั้นยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการตามกระทรวงใหญ่ๆ ที่เหลือเกือบทั้งสิ้น โดยพรรคประชาธิปัตย์ เก็บไว้เพียงกระทรวงการคลัง ขณะที่กระทรวงกลาโหมยกให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

                กระทั่งมาถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4 กระทรวงข้างต้น กลับมาอยู่ในพรรคเพื่อไทยทั้งหมดอีกครั้ง เนื่องจากชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ไม่ค่อยมีอำนาจต่อรอง

                โดยให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็น รมว.กลาโหม  นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็น รมว.มหาดไทย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็น รมว.การคลัง และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็น รมว.คมนาคม

                จะเห็นว่า จาก 4 รัฐบาล 4 กระทรวงที่ “บิ๊กตู่” ยอมรับว่าอยากเก็บไว้ มีเพียงหนเดียวเท่านั้นที่ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลแบ่งไปคือ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่จำเป็นต้องยกให้เพื่อแลกกับการได้เป็นนายกฯ และรัฐบาล นอกนั้นเป็นคนจากพรรคแกนนำทั้งหมด

                ส่วนครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐมีเพียง 115 เสียง ไม่ได้ชนะขาดลอย และจำเป็นต้องมีทั้ง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ต้องดูว่าจะสามารถเก็บกระทรวงยุทธศาสตร์สำคัญที่ “บิ๊กตู่” ระบุเอาไว้หรือไม่

                หรือต้องยอมเฉือนเพื่อความพึงพอใจของพรรคร่วมรัฐบาล. 

 ........................................................

22 พฤษภาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน