*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3628
  • จำนวนผู้ชม : 2330705
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 229 , 13:44:34 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน soultraveller โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         บ้านเมืองไทยได้อาศัยบารมีคุณพระรัตนตรัยปกแผ่คุ้มครอง จึงดลบันดาลให้คนที่คิดร้ายต่อประเทศไทย จะด้วยโมหจริต

ความเขลา หรือเหตุอันใดก็ตาม มักจะบังเกิดความชั่วให้ประชาชนเห็นกันเสียก่อน ยังไม่อาจยึดครองประเทศได้ แม้จะทำให้เราต้อง

ลำบากไปบ้างก็ตาม

  

 

จากหุ้นถึง 'เงินกู้' ธนาธร

    
 

  วันนี้ "หวยธนาธร" ออก

 

                กรณี "หุ้นสื่อ"....

                ไม่ต้องรอถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดหรอก

                วันนี้ (๒๓ พ.ค.๖๒)

                แค่ศาลมีมติ "รับคำร้อง" ไว้วินิจฉัยเท่านั้น นายธนาธรต้อง "หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส."

                ไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่ง-อย่างใดออกมา (ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๒  วรรคสอง)

                ถ้าเป็นตามนี้ ขั้นตอนต่อจากนั้น........

                ศาลจะส่งสำเนาคำร้องให้นายธนาธร เพื่อยื่นคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา ภายใน ๑๕ วัน

                และจะนัดวันพิจารณาคดี กำหนดประเด็น ลำดับขั้นตอนพิจารณา นัดไต่สวน พร้อมนัดฟังคำวินิจฉัยเสร็จสรรพ

                หมายความว่า ภายในเดือนมิถุนา พ่อของฟ้าจะได้ไปต่อ หรือ "จบกัน" แค่นี้ ก็จะได้รู้กัน!

                คดีอย่างนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อน "เอกสารทางราชการ" จะเป็นตัวยืนยัน ว่าธนาธรโอนหุ้นสื่อก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือ โอนภายหลัง?

                แค่เดือน-สองเดือน ธนาธรหาคดีใส่ตัวเองได้หลายคดีอย่างน่าอัศจรรย์

                ด้วยปาก ด้วยตัวเองทำทั้งนั้น!

                แค่ "ถือหุ้นสื่อ" คดีเดียว ก็จอดแทบไม่ต้องแจวแล้ว และนี่ กำลังตึงตัง โครมคราม ด้วยเรื่องปล่อยเงินกู้เป็นร้อยล้านให้พรรคตัวเองอีก

                ฟัง "นายปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาฯ พรรคมือกฎหมายคู่บารมีธนาธรแก้ต่างเรื่องปล่อยเงินกู้กินดอกจากพรรคแล้วก็เวทนาในลีลา

                กฎหมายสไตล์ศรีธนญชัยมาอีกแล้ว!

                อะไรก็ไม่อะไร จะแก้ตัว-แก้ผ้า ให้มันเป็นเฉพาะเรื่องของตัว ก็ว่ากันไป

                แต่นี่ ปิยบุตร ดันเผาบ้านคนอื่นเขาด้วย ปากจะพาซวยเหมือนเพื่อนเลิฟจนได้ ลองฟังหน่อยปะไร

                ".................การส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง กฎหมายให้กรรมการบริหารพรรคบริจาคได้คนละไม่เกิน  ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่มีใครมีเงินขนาดนั้น

                ดังนั้น เราจึงศึกษากฎหมายทั้งหมด ทั้งยังพบว่าพรรคการเมืองในต่างประเทศเป็นหนี้ธนาคารเต็มไปหมด

                ดังนั้น พรรคการเมืองกับการกู้เงินจึงเป็นเรื่องปกติ             ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมรายได้ของพรรคอยู่ แต่เงินกู้ไม่มีระบุไว้

                'พรรคการเมืองถือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน ซึ่งไม่มีกฎหมายเขียนไว้ว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน เมื่อไม่เขียนจึงสามารถทำได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม'

                ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พรรคการเมืองหลายๆ พรรคในไทยก็กู้เงิน

                เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปไตยใหม่

                มีเอกสารยืนยัน ประธาน กกต.ลงนามรับทราบ เรื่องนี้จึงมีข้อเท็จจริงว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย

                ลองเปิดกฎหมายดูและเปิดบัญชีของแต่ละพรรคให้ดี เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุในการที่จะยุบพรรคได้ ขอให้เข้าใจตรงกันอย่าไปตื่นตูม

                พรรคอนาคตใหม่กู้จากนายธนาธร โดยมีเพดานสูงสุดให้กู้ได้ที่ ๒๕๐ ล้านบาท

                แต่เรากู้มาจริง ๑๑๐ ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืนที่ ๓ ปี ดอกเบี้ย ๓.๗๕

                นี่คือ เงินกู้ต้องหามาคืนแน่นอน ไม่ได้ให้ฟรี"

                นี่...ส่วนหนึ่งของปิยวาจา ที่ปิยบุตรสำแดงเมื่อวาน

                พูดกับอาจารย์กฎหมาย พูดลอยๆ ไม่ได้

                ฉะนั้น ขอนำจาก isranews ในเรื่องเสี่ยธนาธรปล่อยเงินกู้พรรคตัวเองมาให้ศึกษากัน

                เริ่มจากที่ธนาธรพูดให้นักข่าวต่างชาติฟังที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อ ๑๕  พ.ค. ว่า

                "ให้ผมเปิดเผยถึงวิธีบริหารการเงินของพรรคนี้สักหน่อย พรรค (อนาคตใหม่) เป็นหนี้ผมอยู่ ผมให้เงินพรรคยืมอยู่ ๑๑๐ ล้านบาท

                ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ พรรคไม่สามารถระดมทุนได้ทันเวลา

                อย่างที่ผมบอกไปว่าพรรคเพิ่งมีตัวตนในทางกฎหมายเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๑ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถระดมเงินได้ทันการหาเสียงเลือกตั้ง

                แต่เราก็ไม่ต้องการทำเหมือนพรรคอื่น เราต้องการความโปร่งใส

                ดังนั้น ผมจึงไม่ได้ให้เงินพรรค แล้วบอกว่าให้พรรคใช้เงินก้อนนี้โดยไม่ต้องแจ้ง (กกต.) ผมต้องการที่จะเปิดเผยตรงไปตรงมา

                ผมจำตัวเลขที่แน่ชัดไม่ได้ แต่น่าจะประมาณ ๑๐๕ หรือ ๑๑๐ ล้านบาทไทย ผมให้พรรคยืมเงิน"

                ๒๐ พ.ค. น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ชี้แจงกรณีนี้ ว่า

                ไม่ได้ "ยืมเงิน"

                แต่เป็นการ "ปล่อยกู้" ให้แก่พรรคอนาคตใหม่ โดยมีเพดานวงเงินสูงสุดอยู่ที่ ๒๕๐ ล้านบาท

                แต่การดำเนินกิจกรรมจนถึงวันเลือกตั้ง พรรคกู้ไปแล้วประมาณ ๙๐ ล้านบาท ถึงขณะนี้ มีการกู้เพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของพรรค ตัวเลขจึงอยู่ที่ ๑๑๐ ล้านบาท

                โดยยืนยันว่า ........

                การกู้เงินครั้งนี้ ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว และพรรคจะเป็นผู้จ่ายเงินคืนนายธนาธรทั้งหมด

                สาระสำคัญของประเด็นนี้คือ

                นายธนาธร สามารถให้พรรค "ยืมเงิน" หรือ "ปล่อยกู้" ได้หรือไม่?

                ตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ พบว่า

                มีมาตราที่บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการหาเงินเข้าพรรค ดังนี้

                ตามมาตรา ๕๘, ๕๙ และ ๖๐ ระบุไว้ สรุปได้ว่า

                พรรคการเมือง ต้องจัดทำบัญชีของพรรค ประกอบด้วย บัญชีรายวัน แสดงรายได้หรือรายรับ แสดงค่าใช้จ่าย หรือรายจ่าย บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค บัญชีแยกประเภท และบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน

                โดยงบแสดงฐานะการเงิน ต้องแสดงรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนของพรรคการเมือง

                ทั้งต้องแสดงที่มาของรายได้ตามมาตรา ๖๒ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของพรรคการเมืองไว้ชัดเจน

                โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและรายการอื่นตามที่ กกต.กำหนด

                มาตรา ๖๒ ระบุ พรรคการเมืองอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

                ๑.เงินทุนประเดิมตามมาตรา ๙ วรรคสอง (ทุนประเดิมไม่น้อยกว่า ๑ ล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า ๑ พันบาท แต่ไม่เกินคนละ  ๕ หมื่นบาท)

                ๒.เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองตามที่กำหนดในข้อบังคับ

                ๓.เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรค       ๔.เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใด ที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค

                ๕.เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใด ที่ได้จากการรับบริจาค

                ๖.เงินอุดหนุนจากกองทุน

                ๗.ดอกผล และรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง

                ..................ฯลฯ............

                ทั้งนี้ รายได้ของพรรคการเมืองจะนำไปใช้เพื่อการอื่นใด นอกจากการดำเนินงานของพรรคมิได้

                ขณะที่มาตรา ๖๖ ระบุว่า........

                บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้

 

วิบากกรรม "ธนาธร-อนค." รอศาล รธน.-กกต.ชี้ชะตา

    
 

 หลังมีรายงานว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.นี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 82 วรรคสี่ กรณีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่-ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2560 มาตรา 101 (6) ประกอบรัฐธรรมนูญ 98 (3)

จนมีการกางข้อกฎหมายและวิเคราะห์กันไปว่า สุดท้ายหากศาล รธน.รับคำร้อง จะทำให้ธนาธรอดใส่ชุดขาวเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันรุ่งขึ้น ศุกร์ที่ 24 พ.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ และอดเข้าร่วมโหวตเลือกประธานสภาฯ ในวันเสาร์ที่ 25 พ.ค. ที่ห้องประชุมใหญ่สำนักงานทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ หรือไม่?

ฝ่ายอนาคตใหม่ แกนนำพรรค ปิยะบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค เลยเปิดแถลงข่าว ตีกัน-ดักคอ การวินิจฉัยคำร้องของศาล รธน.ไว้ก่อน 1 วัน ด้วยการยกเคสคำร้องกรณีของ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ซึ่งหลังศาล รธน.รับคำร้อง ก็ไม่ได้สั่งให้นายดอนยุติการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด

“กฎหมายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะมีวิธีและกระบวนการพิจารณาของศาล ที่มีข้อกังวลกันว่าหากศาลรับคำร้องแล้ว จะสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราวหรือไม่ หากเทียบกับคดีนายดอน ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่มีทางที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างแน่นอน เพราะต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีชี้แจงใน 15 วัน และหากจะให้หยุดทำหน้าที่ ต้องมีมูลเหตุทำให้เกิดความเสียหายในการปฏิบัติหน้าที่” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่แถลงไว้ 22 พ.ค. ที่สรุปความได้ว่า ปิยบุตรเชื่อว่าธนาธรได้เข้าร่วมโหวตเลือกประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เคสคำร้องของ ดอน-รมว.การต่างประเทศ พบว่า คำร้องดังกล่าวที่ กกต.ส่งให้ศาล รธน.วินิจฉัยกรณีของดอน ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภรรยานายดอนถือหุ้นในบริษัทเอกชน โดยไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. แต่สุดท้ายศาล รธน.ยกคำร้อง

คำร้องดังกล่าว ศาล รธน.รับคำร้องเมื่อ 25 ก.ค.2561 โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และต่อมาผ่านไปอีก 1 เดือน คือ วันที่ 29 ส.ค.2561 ทางศาล รธน.มีการออกเอกสารข่าวแจ้งว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยังไม่ปรากฏมูลเหตุที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยที่ศาลจะสั่งให้ผู้ถูกร้องคือนายดอน หยุดการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน

ธนาธร จะได้เข้าไปทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา-ส.ส.หรือไม่ ในช่วงศุกร์-เสาร์นี้ ดูแล้วคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าศาล รธน.จะมีการชี้ประเด็นดังกล่าวไว้ด้วยหรือไม่ หากสุดท้าย มีมติรับคำร้องในวันที่ 23 พ.ค.นี้

แต่สิ่งที่ต้องโฟกัสมากกว่านั้นก็คือ การสู้คดี ของธนาธร-ทีมกฎหมาย หากศาล รธน.รับคำร้อง หลัง กกต.มีมติเอกฉันท์ส่งคำร้องดังกล่าวมาให้ศาล รธน. ด้วยเหตุว่า กกต.มองว่าจากพยานหลักฐาน บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ที่มีชื่อธนาธรถือหุ้น เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่า ประกอบกิจการสื่อมวลชน โดยบริษัทยังไม่มีการยกเลิกบริษัทหรือเสร็จการชำระบัญชีแต่อย่างใด นอกจากนี้ สำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 ที่ยังปรากฏชื่อนายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มี.ค.62 จึงเท่ากับว่าธนาธรยังถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ

  ธนาธร-ทีมกฎหมาย คงต้องทำงานหนักขึ้น ละเอียดมากขึ้นกว่าการแถลงข่าวชี้แจงเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชน เพราะในการสู้คดีที่ศาล รธน.หากพลาด แจงไม่ขึ้น ธนาธรอาจต้องเดินออกจากถนนการเมืองไปชั่วคราว ถ้าศาล รธน.วินิจฉัยว่าธนาธรขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส.

และอีกเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นก็คือ เงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่จากนายธนาธร ซึ่งแกนนำพรรคอนาคตใหม่แจงว่า ได้กู้มา 110 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืนที่ 3 ปี ดอกเบี้ย 3.75 หลัง ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้รุกฆาตยื่นเรื่องให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบแล้ว

ศรีสุวรรณ ชี้ประเด็นไว้ว่า ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ระบุว่า บุคคลหรือนิติบุคคลใดจะบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้พรรคการเมือง โดยมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อปีมิได้ กรณีดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 124 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี และตั้งข้อสงสัยว่า การใช้จ่ายเงินของพรรคอนาคตใหม่ในการเลือกตั้งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และเหตุใดจึงยืมเงินจากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กว่า 100 ล้านบาท เป็นต้น

ทว่าฝ่าย พรรคอนาคตใหม่ แจงว่า การกู้เงินดังกล่าวทำอย่างถูกต้อง มีพยานหลักฐานชัดเจน อีกทั้งตามกฎหมายแล้ว เงินกู้ไม่ใช่รายได้ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเงินกู้ดังกล่าว เป็นรายได้ของพรรคการเมือง เพราะพรรคต้องชำระดอกเบี้ย-คืนเงินกู้ให้กับธนาธร สรุปสุดท้าย ต้องดูว่า กกต.จะมองประเด็นนี้อย่างไร

เส้นทางการเมืองของ "ธนาธร-พรรคอนาคตใหม่" หลังจากนี้ จึงต้องสู้กันอีกหลายเรื่อง หลากคำร้องที่ส่งไปถึง กกต.-ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้ขบวนรถพรรคสีส้มไถลออกจากรันเวย์การเมืองก่อนเวลาอันสมควร.

พรรคฝ่ายปชต.แกว่ง!ดีลตั้งรัฐบาลล่ม เพื่อแม้วยกเลิกถก7พรรค

    
 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า คิดว่าพรรคที่ได้เคยลงนามในสัตยาบันยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม แต่ติดปัญหาที่พรรคขนาดกลางยังแกว่งไป แกว่งมา ไม่ชัดเจน ตอนหาเสียงยืนยันไม่เอาพรรคที่สืบทอดอำนาจ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนท่าทีเปลี่ยนไป ส่วนการหารือของพรรคในฝ่ายประชาธิปไตยนั้น คาดว่าก่อนวันเลือกประธานรัฐสภาฯ ควรจะมีการหารือกันอีกครั้ง

ขณะที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่แล้ว.

อิศราสาวลึก!บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ทฯผู้รับโอนหุ้น 'ธนาธร' 11 แห่งรวด 644.3 ล้านช่วง มี.ค.-ต้น พ.ค.62


    
 

23 พ.ค.62 - สืบเนื่องจากสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ในช่วงระหว่าง วันที่ 21 มี.ค.2562 , 5 เม.ย.2562 , 8 พ.ค.2562 และ 10 พ.ค.2562 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้โอนหุ้นบริษัทเครือไทยซัมมิท 13 บริษัท (เท่าที่ตรวจพบ) ซึ่งบริษัทดังกล่าวจดแจ้งวัตถุที่ประสงค์ประกอบกิจการสื่อโดยตรงและไม่เกี่ยวข้องกับกิจการสื่อ ไปให้ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด จำนวน 11 บริษัท รวม 49,693,670 หุ้น มูลค่า 644,395,000 บาท (มูลค่าตามทุนจดทะเบียน) และ โอนให้นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชาย จำนวน 2 บริษัท 83,800 หุ้น รวมมูลค่า 8,380,000 บาท ในจำนวนนี้ 10 บริษัทระบุ เลขหมายใบหุ้น และ วันลงทะเบียนผู้ถือหุ้น วันที่ 8 ม.ค.2562  (อ่านประกอบ:เปิดข้อมูลใหม่ ‘ธนาธร’ โอนหุ้น 13 บริษัทรวด 652.7 ล. ให้‘ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท-น้องชาย’)

ล่าสุดพบว่า บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ผู้รับโอนหุ้นดังกล่าว เป็นบริษัทของครอบครัวและมีนายธนาธรถือ 72,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท มูลค่า 72 ล้านบาท (18%ของทุนจดทะเบียน) 

30 ม.ค.2532 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาร่วมถือหุ้นจำนวน 11,100 หุ้น 

15 ธ.ค.2538 นายสรรเสริฐ จุฬางกูร และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ถอนหุ้นออก และมีชื่อนายธนาธร ถือ 6,600 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท จากจำนวนหุ้นทั้งหมด 62,000 หุ้น 

17 พ.ค.2547 นายธนาธรได้โอนหุ้นให้นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชาย 

20 พ.ค.2557 มีผู้ถือหุ้น 4 คน นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือ 280,000 หุ้น น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือคนละ 40,000 หุ้น จำนวนหุ้นทั้งหมด 400,000 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท ไม่มีชื่อนายธนาธรร่วมถือหุ้น  และไม่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเรื่อยมาจนถึงปี 2561  (เอกสาร) 

21 มี.ค. 2562 นางสมพร นำส่งสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ชุดใหม่ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสมุทรปราการ ณ วันที่ 20 มี.ค.2562 มีผู้ถือหุ้น 6 คน นางสมพร ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นจาก 280,000 หุ้น เหลือเพียง 40,000 หุ้น หุ้นที่ลดลง จำนวน  240,000 หุ้น ได้โอนให้บุตรทั้ง 5 คน ได้แก่ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ คนละ 32,000 หุ้น โอนให้ นายธนาธร และนายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ คนละ 72,000 หุ้น เท่ากับบุตรทั้ง 5 คนถือครองเท่าๆกันคนละ 72,000 หุ้น (มูลค่า 72 ล้านบาท) (ดูเอกสารและตาราง) และยังคงถือครองอยู่จนถึงปัจจุบัน 

ทั้งนี้ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด แจ้งวัตถุที่ประสงค์ล่าสุด 30 ข้อ ไม่มีข้อใดที่ระบุ ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ เพียงระบุ ข้อ (18) ประกอบกิจการบริการจัดเก็บ รวบรวม จัดทำ จัดพิมพ์และเผยแพร่สถิติ ข้อมูลในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การเงิน การตลาด รวมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลในการดำเนินธุรกิจ 

เห็นได้ว่า การโอนหุ้น 13 บริษัทของนายธนาธร เป็นการโอนให้บริษัทในครอบครัวที่ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นอยู่นั่นเอง

 อ่านต้นฉบับ

...........................................................

พรรคปชต.แตก!'ภูมิธรรม'รับสถานการณ์แปลกๆไม่ปกติหลัง'มิ่งขวัญ'ลาออก

    
 

“หวังว่า นายมิ่งขวัญจะยังยึดมั่นอุดมการณ์ จากนี้จะหาทางพูดคุยสอบถามสาเหตุ ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองขณะนี้ไม่ปกติ สิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่ยังเหนียวแน่นอยู่กับขั้วพรรคเพื่อไทย"    

ปชป.หยั่งเสียงส.ส.ชี้ขาดร่วมฝ่ายสืบทอดอำนาจหรือฝ่ายอ้างปชต.

    
 

ส่วนการลงมติเพื่อยืนยันทิศทางนั้นตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ต้องใช้การพิจารณาในที่ประชุมร่วม ส.ส. กับคณะกรรมการบริหารพรรค เบื้องต้นตนยังไม่ทราบว่าจะมีการเรียกประชุมร่วมหรือไม่ ส่วนกรณีที่นายเฉลิมชัย และนายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคิรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรับประทานอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น ตนไม่ทราบว่าเป็นการไปส่วนตัวหรือไม่ และมีประเด็นหรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเพื่อร่วมงานเป็นรัฐบารลหรือไม่ ซึ่งต้องสอบถามกับนายเฉลิมชัยโดยตรง

นายราเมศ กล่าวด้วยว่า สำหรับความคิดเห็นของบุคคลภายนอกต่อกรณีการร่วมงานรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประเด็นที่ส.ส.ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย ส่วนกรณีที่ความเห็นของบุคคลภายนอกเสนอความเห็นแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ, เป็นฝ่ายค้านอิสระ และ เป็นพรรคขั้วที่3 นั้นเป็นประเด็นที่เชื่อว่า ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคจะนำมาอภิปรายในที่ประชุมก่อนการตัดสินใจ ส่วนจะให้น้ำหนักกับแนวทางใดมากกว่ากันนั้นเป็นสิ่งที่ตนคาดเดาได้ยาก

นายราเมศ ยังกล่าวถึงกรณีที่พบความขัดแย้งระหว่างส.ส.ของพรรค และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่หลายฝ่ายประเมินว่ากลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดรอยร้าวภายในพรรค ว่า ประเด็นของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ กับนายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ นั้นได้ข้อยุติไปตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ส่วนประเด็นของสมาชิกพรรคนั้น ตนเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขได้ ผ่านการพูดคุยภายในพรรค โดยส่วนตัวเชื่อว่าการแสดงความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกพรรค ไม่ใช่ประเด็นที่สร้างรอยร้าวจนทำให้พรรคเกิดความแตกแยกแน่นอน และสามารถจบได้ด้วยการพูดคุยในที่ประชุมพรรค ดังนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล

ส้มหวานพลิกวิกฤติเป็นโอกาส วอนฟ้าช่วยอนาคตใหม่ปลดหนี้จาก'ธนาธร'

    
 

.
(1) พรรคอนาคตใหม่ทำสัญญากู้เงินกับธนาธรโดยมีวงเงินไม่เกิน 250 ล้านบาท ซึ่งจนถึงต้นเดือนเมษายน พรรคกู้ไปแล้ว 90 ล้านบาท และกลางเดือนพฤษภาคมกู้ไปแล้วรวมประมาณ 110 ล้านบาท ทั้งนี้ พรรคจำเป็นต้องกู้เงินเนื่องจาก พรรคมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของพรรคเกินรายได้ที่พรรคสามารถหาได้ เช่น การบริหารจัดการสำนักงานพรรคทั่วประเทศ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การหาสมาชิก ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่พรรค และกิจกรรมของพรรค ฯลฯ ในขณะที่ยังไม่สามารถหารายได้ให้เพียงพอ
.
(2) “เงินกู้” ไม่ถือเป็น “รายได้” แต่เป็น “หนี้สิน” ที่ต้องชำระคืน และตามกฎหมายพรรคการเมืองในประเทศไทยไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน
.
(3) การที่พรรคการเมืองกู้เงินเพื่อมาบริหารจัดการและดำเนินกิจกรรมของพรรคถือเป็นเรื่องปกติที่ปฏิบัติกันทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีหลายพรรคที่เคยกู้ยืมเงิน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทย ชาติพัฒนา และประชาธิปไตยใหม่ ฯลฯ ดังที่แสดงให้เห็นในรายงานงบการเงินของพรรคที่ยื่นให้ กกต. รับรอง เงินกู้ยืมเหล่านี้ก็ถูกจัดอยู่ในรายการ “หนี้สิน” ไม่ใช่ “รายได้” ของพรรคการเมือง
.
(4) การที่พรรคอนาคตใหม่ทำสัญญากู้เงินกับธนาธรอย่างเปิดเผยถือเป็นความพยายามและความตั้งใจจริงตามเจตนารมย์ของพรรคในการทำงานการเมืองให้มีความโปร่งใส
.
(5) หลังจากนี้พรรคอนาคตใหม่ตั้งเป้าจะลดการกู้เงิน โดยมีแผนการหารายได้ให้ได้มากเพียงพอจากค่าสมาชิกพรรค การขายสินค้า การรับบริจาค และการระดมทุนต่างๆ เพื่อให้พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองแนวหน้าในการปักธงความคิดและประเด็นที่ก้าวหน้าที่สุดและเป็นพรรคที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทยให้จงได้
—————
ดังนั้น ขอให้ทุกท่านร่วมสนับสนุนเพื่อให้พรรคอนาคตใหม่ได้ไปต่อ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส #ช่วยอนาคตใหม่ใช้หนี้
.
สำหรับช่องทางการบริจาค  สามารถบริจาคเงินให้พรรคอนาคตใหม่โดยการตัดบัตรออนไลน์  ที่ศูนย์ประสานงานพรรคทั่วประเทศ และโดยเฉพาะที่สำนักงานใหญ่พรรคอนาคตใหม่  อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์

ศาลฯเคาะแล้ว!วันพิพากษา'โอ๊ค'คดีฟอกเงินกรุงไทย

    
 

หลังจากนั้นนายพานทองแท้ก็ได้เดินทางกลับพร้อมน้องสาวทั้งสองคน โดยยังมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายกับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นรถตู้

เงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่จะทำให้'ปชป.-ภูมิใจไทย'เข้าร่วมได้อย่างสง่างาม!

    
 

“ข้อเรียกร้องประการเดียวที่จะทำให้ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเข้าร่วมได้อย่างสง่างาม คือ พลังประชารัฐต้องยอมถอยประยุทธ์และทหารออกจากการมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญ เพื่อให้การเมืองไทยเป็นการเมืองในระบอบรัฐสภาที่แท้จริง ไม่มีทหารมาอยู่เบื้องหลังแต่อาศัยการเลือกตั้งมาฟอกตัวว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว หากยอม แล้วประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเข้าร่วมกับพลังประชารัฐ สองพรรคกลางนี้แหละ จะได้รับเสียงชื่นชมว่าท่านใช้ 103 เสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง”

ถอดรหัสหลังยุค5ปีคสช. “ประยุทธ์”ในบริบทการเมืองนำ

    
 

           ครบ ปี สำหรับการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เข้ามาเป็นรัฐบาล แน่นอนว่าเราเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบสังคม ที่ไม่สามารถใช้รัฐบาลจากฐานเสียงคะแนนนิยมเข้าไปจัดการ

                ผลงานชิ้นโบแดงที่วัดจากกระแสการตอบรับจากต่างชาติ และโพลต่างๆ คือการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย  หรือไอยูยู การแก้ไขปัญหามาตรการด้านการบิน การสร้างความสงบเรียบร้อย ไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหาร 

                แต่จุดอ่อนของรัฐบาลที่ “จี้ใจดำ” ประชาชนมากที่สุดคือ ปัญหาเศรษฐกิจ จะด้วยพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนเปลี่ยนไป ปัญหาเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยจากผลผลิตด้านการเกษตรที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลจากผลกระทบของสภาพอากาศ แต่การสร้างให้เกิดแรงกระตุ้นภายในประเทศเป็นเรื่องของความสามารถของ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้แค่ไหน

                แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ โครงสร้างของระบบการเมืองในช่วง ปีถูกสั่นคลอนด้วยคำว่า “ช่วงเวลาพิเศษ” ยังส่งผลให้ระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล การมีส่วนร่วมของประชาชน ถูกลดทอนไปอย่างมาก การออกกฎหมาย 400-500 ฉบับ สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคตทั้งในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม ภาพรวมคือ  “ยุคหลัง คสช.” สุ่มเสี่ยงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง

                “กฎหมายที่ออกมา 400-500 ฉบับ ที่ออกมส่อเค้าที่จะเกิดความขัดแย้งกันเองในอนาคต ประชาชนไม่รู้ว่ามีกฎหมายอะไรออกมาบ้าง อาจจะมีการละเมิดกฎหมายได้โดยไม่รู้ตัว“ แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุ

                หากนับจากนี้ไปมีรัฐบาลใหม่ และมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้องค์ประกอบของรัฐบาลผสม ที่มีนักการเมืองในระบบเก่าเข้ามาเป็น ครม. เริ่มต้นในการต่อรองเรื่องการคุมกระทรวง ไม่ต่างจากภาพการเมืองในอดีต ปัญหาในการบริหารทั้งเรื่องนโยบาย และการ “ถอนทุน” ของพรรคการเมืองที่เข้ามา ไม่มีหลักประกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะ “คุมสภาพ” ได้100 เปอร์เซ็นต์  การทำงานในส่วนของ “นิติบัญญัติ” แม้จะมีสมาชิกวุฒิสภาเป็น “แต้มต่อ” แต่สภาผู้แทนราษฎร “เสียงปริ่มน้ำ”  ที่สำคัญยังมีนักการเมืองหน้าใหม่เป็นองค์ประกอบของความสด ท่องจำเรื่องเสรีภาพ ที่พร้อมจะตรวจสอบรัฐบาลอยู่ทุกเมื่อ ภาพของรัฐสภาคงดูวุ่นวายไม่ใช่น้อย

                แต่เหนืออื่นใด คือ เสียงของประชาชนในประเทศที่จะตอบรับ หรือปฏิเสธรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่เข้ามาบริหาร รวมถึงการเดินเกมของผู้เสียประโยชน์ว่าจะเคลื่อนไหวตอบโต้อย่างไร เพราะเมื่อ คสช.หมดสภาพไปหลังมีรัฐบาลใหม่ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ จาก ม.44 การบริหารประเทศจะอยู่ในกรอบของกฎหมายปกติ และต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เหมือนเป็นนักการเมืองทุกประการ  

                อย่างไรก็ตาม งานที่ คสช.ได้ดำเนินการไว้ หลังมีรัฐบาลใหม่ จะส่งต่อให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รับไม้ต่อ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กลไกปกติก็เชื่อว่าการทำงานต่างๆ จะไม่ได้เต็มร้อยเหมือนตอนที่ คสช. บูรณาการงานทั้งหมด โดยคาดว่าความเข้มข้นในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ของ กอ.รมน. จะอยู่ที่ประมาณ 70-80%          ในขณะที่สถานการณ์การเมืองมีการประเมินว่า เมื่อไม่มีแม่น้ำ สาย รวมถึง คสช.อยู่ด้วย จึงไม่มีเงื่อนไขในการต่อต้านเผด็จการ แรงกดดันจะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลโดยตรง  ปมปัญหาจึงเป็นเรื่องการเมืองภายในที่ต้องบริหารจัดการกันให้เกิดสมดุล    สำหรับท่าทีของกองทัพ หากชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าสถานการณ์ในรั้วทหารจะไม่เกิดแรงกระเพื่อม ยิ่งปัจจุบันกองทัพมีการปรับโฉม เปลี่ยนรูปไปมาก การขยับตัวทางเรื่องการเมืองจะลดลงไปตามสถานการณ์

                สิ่งที่น่าสนใจ คือ การวางท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาบริหารประเทศ ในฐานะของนักการเมืองเต็มตัวว่าจะมีการเปลี่ยนรูปไปอย่างไร เพราะต่อไปไม่มีมาตรา 44 ที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือบริหารราชการเหมือนในอดีต การจะเดินหน้าทำอะไรอย่างรวดเร็วก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ

                คุณลักษณะความเป็นทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยึดถือเรื่องเกียรติ-ศักดิ์ศรี พูดจากโผงผาง จุดเดือดต่ำ ต้องเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รวมไปถึงเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง  จึงเป็นเรื่องท้าทายในการเป็นผู้นำหลังการเลือกตั้ง ที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ

                ครั้นจะใช้บริการของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อเป็น “กันชน”ลดแรงกระแทกเหมือนเมื่อก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ไปได้อีกเมื่อไหร่

                ด้วยองค์ประกอบ และเหตุปัจจัยทั้งหมด จึงน่าติดตามดูเส้นทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะไหลลื่นเหมือน 5ปีที่เคยมีอำนาจอยู่เต็มมือหรือไม่!!.

 

จับตา!'งูเห่า'เพื่อประชาธิปไตย

    
 

        ยังไม่ยอมยกธงขาวจัดตั้งรัฐบาล สำหรับพรรคเพื่อไทย คีย์แมน-แกนนำพรรค อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค หญิงหน่อย-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ยังออกมาป่าวประกาศ พวกเรายังมีความหวัง

        ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยระบุ...

      “วันนี้กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยยังมุ่งมั่นและเดินหน้า แม้ฝ่ายกลุ่มผู้มีอำนาจเดิมจะพยายามออกมาพูดว่า ทุกเรื่องคืบหน้าและจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกตนว่า กำลังจะเป็นรัฐบาลเพียงเพื่อหวังการโฆษณาชวนเชื่อ เรายังมีความหวังว่าเราจะชนะในเวทีของสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งผลแพ้ชนะจะรู้ชัดในวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ที่จะมาถึงในวันที่ 25 พ.ค.นี้"

        คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอนหนึ่ง...

      “พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง คิดเป็นจำนวน ส.ส.รวมกันเพียงกว่า 120 คน ในขณะที่พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนคิดเป็น ส.ส.รวมกันถึง 297 คน มากกว่าเกินหนึ่งเท่าตัว และในจำนวนนี้มี 52 คน คือ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย 297:121 คือคะแนนเสียงที่สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าลุงตู่ควรหยุดได้แล้ว และปล่อยให้ประชาธิปไตยได้ไปต่อตามมาตรฐานสากล

      หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ประกาศเรียกประชุมเหล่า Avengers เพื่อมากอบกู้พรรค เราคงจะได้คำตอบกันในเร็ววันนี้ ขอย้ำว่า 3.9 ล้านคะแนนเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์ โดยการประกาศว่าจะไม่เอาลุงตู่เป็นนายกฯ  คืออัญมณีเม็ดสุดท้าย ที่จะต้องนำมารวมเป็น 297 เสียง เหล่า Avengers จากทุกพรรคจึงจะสามารถหยุดยั้งลุงธานอสไว้ได้”

        คนหนึ่ง บอกพรรคร่วมที่เคยร่วมลงสัตยาบันยังจับมือกันแน่น อีกคนออดอ้อน ประชาธิปัตย์ อย่าลืมสิ่งที่ได้พูดไว้ สุดท้ายขอพึ่งพลังวิเศษ โค่นล้มขบวนการสืบทอดอำนาจ 

        ในทางทฤษฎีว่าด้วยสูตรจำนวนตัวเลขคณิตศาสตร์ ถือว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตร พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคพลังปวงชนไทย ผนึกกำลังตัวเลขได้ 245 เสียง  แต่ตัวเลขยังไม่พอ ยังต้องหวังพึ่งพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรการเมืองด้วย

        ในเงื่อนไขเพื่อไทย ยอมเทหมดหน้าตักไม่เอาอะไรทั้งสิ้น สุดารัตน์ประกาศไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้นในรัฐบาล ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็พร้อมจะยกให้คนจากพรรคการเมืองอื่น ขอเพียงให้เข้ามาร่วมด้วย จะทำให้เสียงจัดตั้งรัฐบาลผลักดันให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

        ขณะที่อีกขั้วที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ก็มั่นใจทั้งภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ มีสัญญาณเชิงบวก รวบรวมตัวเลขได้เกินกึ่งหนึ่งแน่นอน และเริ่มมีทีท่าอ่อนลง ไม่รวบกระทรวงหลัก กระทรวงเกรดเอ เอาไว้คนเดียว ยอมกระจายไปให้พรรคตัวแปรมากขึ้น

        เพื่อไทย พรรคพันธมิตร ยังมั่นใจในตัวเลขยืนพื้น 245 เสียง ทว่า ไม่นานมานี้มีเสียงเล็ดรอดออกมาเป็นระยะๆ คนบางคนในพรรคที่เคยร่วมลงสัตยาบัน ส่งตัวแทนไปเจรจากับ ผู้มีอำนาจในอีกซีกถึงเซฟเฮาส์ใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน กระแสงูเห่ายังมีข่าวหลุดรอดมาเป็นระยะๆ แม้แต่ในเพื่อไทยใช่ว่าจะไว้วางใจได้ ในรายของพวก (เตรียม) สั่งลาการเมือง ถูกจัดอยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยง     

        พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคพลังปวงชนไทย คงต้องสำรวจหลังบ้าน โดยเฉพาะเพื่อไทย มัวแต่เดินหน้า หาพันธมิตรใหม่ แน่ใจหรือ ตัวเลขจัดตั้งรัฐบาล 245 เสียงในวันนี้ ยังยืนพื้น ยังเป็นตัวเลขที่ใช้ได้

        แว่วเสียงงูเห่าเพื่อประชาธิปไตย อนาคอนด้าเพื่อชาติและความปรองดอง เดินหน้าไปไกลมากแล้ว?.

สหรัฐยืนยันแค่ป้องปรามอิหร่าน ไม่คิดเปิดสงคราม

    

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดอุณหภูมิร้อนแรงในภูมิภาคอ่าว ยืนยันการวางกำลังกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดทำไปเพื่อป้องปรามอิหร่าน แต่ไม่มีเจตนาเปิดสงคราม

 แพทริก ชานาแฮน (ซ้าย) และไมค์ ปอมเปโอ กล่าวกับสื่อมวลชนภายหลังรายงานสรุปต่อสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / AFP

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์นำเสนอรายงานต่อที่ประชุมสภาคองเกรสเต็มคณะแบบปิดลับเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางความคลางแคลงจากสมาชิกพรรคเดโมแครต ที่กล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าตีปี๊บข่าวกรองเพื่อชักนำสหรัฐเข้าใกล้กับการทำสงคราม

    แพทริก ชานาแฮน รักษาการรัฐมนตรีกลาโหม กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังเข้ารายงานสรุปต่อคองเกรสพร้อมกับไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไปนั้นเป็นการป้องปราม ไม่เกี่ยวกับกับทำสงคราม สหรัฐไม่ได้กำลังจะทำสงคราม

    การส่งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีและเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 ที่สามารถติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ไปยังภูมิภาคนั้น เป็นการแสดงปฏิกิริยาและเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นเพื่อป้องปรามการโจมตีทรัพย์สินและกำลังพลอเมริกัน     "สิ่งที่เราให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้คือการป้องกันการคำนวณผิดพลาดของอิหร่าน เราไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย" ชานาแฮนกล่าว

    เชื่อกันว่าชานาแฮนและปอมเปโอนำเสนอข่าวกรองที่กล่าวโทษอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐ

    ในคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นเมื่อวันอังคาร ปอมเปโอกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทีเดียวว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำนอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการส่งโดรนโจมตีท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย แต่เขาบ่ายเบี่ยงที่จะฟันธงให้แน่ชัด.

 

 ................................................................

23 พฤษภาคม 2562

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน