*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3626
  • จำนวนผู้ชม : 2329914
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 143 , 15:06:54 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภาขณะนี้กันนะครับ นายธนาธรกับคณะส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ยังทำเท่

อยูในข่าวได้เป็นอย่างดี

 

LIVE

Now: ถ่ายทอดสดพิธีเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปครั้งแรก

(โปรดคลิก)

PPTV HD36

PPTV Gold

 ....................................................

  

"ธนาธร"กับ"กฎหมายปิยบุตร"

    

                ธนาธร"..........

                กลายเป็น "เด็กสวน" ไปซะแล้ว!

                เมื่อวาน (๒๓ พ.ค.๖๒) สวมบทพระเอกฟิวเจอริสตา ทำเฟี้ยวใส่ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

                ว่าที่มีมติเอกฉันท์ ๙ ต่อ ๐ รับคำร้อง กกต.ไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีเขาถือครองหุ้น บ. วี-ลัค มีเดียฯ  เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

                เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) หรือไม่

                รวมทั้งที่ ศาลมีมติ ๘ ต่อ ๑ ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้ก่อนนั้น

                ไม่เป็นธรรมสำหรับเขาบ้างละ เร็วไปบ้างละ ฯลฯ

                ก็คงเห็นลีลา "แอ็กหน้าจอ" ของธนาธรในรายการข่าวเมื่อค่ำวานกันไปแล้ว

                อะไรก็ไม่ว่า การแถลงตอบโต้มติศาลของธนาธร มันเข้าลักษณะ...ไปไหนมา....สามวาสองศอก ชัดๆ

                คือ ศาลมีมติในเรื่องหนึ่ง .........

                แต่ธนาธรใช้ลีลา "วัวพันหลัก" นำอีกเรื่องสร้างฉากพระเอกถูกรังแก เรียกน้ำตาและปลุกเร้าแฟนๆ

                จะอ้อนพ่อยก-แม่ยก ก็อ้อนไป

                แต่ขอเตือนไว้นิด....

                เชื่อพ่อ-เชื่อแม่ มีเงินให้นับหมื่นล้าน

                เชื่อปิยบุตร อาจได้นับซี่ลูกกรงแทน!

                คำก็..ปิยบุตร, สองคำก็..ปิยบุตร

                ตอนนี้เข้าไปครึ่งขา ก็ยังละเมอกฎหมาย "ฉบับปิยบุตร" อยู่นั่นแหละ

                ไม่แค่ละเมอ แถมเพ้อจะรวบรวมพลตั้งรัฐบาล ตัวเองจะขึ้นเป็นนายกฯ

                เอาเข้าไปนั่น พ่อดอกกระเจียวหอม!

                ถามตรงๆ ตั้่งแต่รวมหัว สานต่อ "อภิวัฒน์ประชาธิปไตยทักษิณ" มีซักเรื่องมั้ย

                ว่าใช่...ตามกฎหมายปิยบุตรชี้แนะ?

                ตงิดๆ มาตั้งแต่แนะให้ธนาธรเอา "อีซีพาส" มายืนยันการเดินทางด้วยรถตู้เหาะมาเซ็นโอนหุ้นวันที่ ๘ มกรา.นั่นแล้ว

                ไปเปิด "วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี" ด้วยอยากดูให้แน่ใจว่าปิยบุตรฉกาจฉกรรจ์ด้านกฎหมายจริงๆ

                ในนั้่นบอกว่า.........

                "รองศาสตราจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล (ชื่อเล่น ป๊อก ; เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒)

                เป็นเลขาธิการ "พรรคอนาคตใหม่"

                อดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตสมาชิกคณะนิติราษฎร์

                เป็นผู้เชี่ยวชาญในกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยและฝรั่งเศส"

                โอ๊ะ...

                เชี่ยวชาญทั้งด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและฝรั่งเศส แต่ฟังที่ท่านรองศาสตราจารย์ปิยบุตรให้ความเห็นด้านกฎหมาย

                ทั้งในกรณี "ถือหุ้นสื่อ"

                และในกรณี "หัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรค"

                มันทะแม่งๆ เหมือนแยกไม่ออกหรือไม่เข้าใจ ระหว่างกฎหมายทั่วไป กับกฎหมายมหาชน

                แถมอ้างมั่ว จับแพะ-ชนแกะ ฉบับไหนต่อฉบับไหนเอามายำเลอะไปหมด

                เลอะไม่เลอะเปล่า บางเรื่อง นำความจริงครึ่งเดียว หรือตัดทอนครึ่งๆ กลางๆ มาสำแดงโวหาร

                คนฟังที่ไม่รู้เรื่องอย่างผม แรกๆ ก็หลงเชื่อ ด้วยเห็นความเป็นอาจม-อาจารย์ สอนกฎหมายในมหา'ลัย            

                แต่ที่ไหนได้ ตัวอย่างที่ตำตา....

                 ด้วยกุนซือกฎหมายปิยบุตร ธนาธรนอกจากถูกแขวนการเป็น ส.ส.

                "ขา" เข้าไป "ข้างหนึ่ง" แล้ว!

                ที่อ้างพรรคการเมืองในต่างประเทศกู้ได้ ก็พูดครึ่งเดียว ที่ยกคำพูด "หลุยส์ อ็องตวน เดอ แซ็ง-ฌุสต์" นั่นก็ตัดตอนมาอ้างหวังผลทางสั่นคลอนถึงสถาบันกษัตริย์ในไทย

                และเมื่อวาน พะงาบๆ อยู่กะตา....

                ธนาธรยังกระแทกศาล ด้วยพล่ามตามคัมภีร์กฎหมายปิยบุตร!

                เฮ้อ....!

                ก็พิสูจน์ให้เห็นอย่าง รวยสกุล รวยทรัพย์ สูงศึกษา ต่อให้ฉลาดล้ำขนาดไหน

                แต่ถ้าปัญญาขาดสัมมาสติ

                ยากเข้าถึงภาวะ "ผู้มีใจฝึกแล้วประเสริฐ" ที่เรียกกันว่า "มนุษย์" นั่นแหละ!

                ใครที่ฟังฟิวเจอริสตาธนาธรพูดเมื่อวาน ต้องเข้าใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินธนาธรแล้ว

                ความจริง ไม่ใช่...

                ไม่มีอะไรเร็ว ไม่มีอะไรช้า เป็นไปตามกฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อวาน มติ ๙ ต่อ ๐ นั้น

                ไม่ใช่มติศาลตัดสินคดีธนาธร กรณีหุ้นสื่อ

                เป็นแค่มติว่า.....

                ที่ กกต.ส่งเรื่องมาให้พิจารณาวินิจฉัยนั้น ศาลประชุมพิจารณาแล้ว ว่าเรื่องมีมูล

                ก็ "รับเรื่อง" นั้่น เข้าสู่สารบบ เพื่อการพิจารณาวินิจฉัย ไต่สวน สู่ขั้นการตัดสินต่อไป

                เท่าเนี้ย....

                ยังไม่มีการตัดสินคดีแต่อย่างใด บรรดาแดงแปลงเป็นฟ้า บรรดาเอ็นจีโอ บรรดา'จารย์รับจ้างทั้งหลาย

                ก็อย่าเพิ่งแปลงสาร สุมฟืน-โหมไฟ หวังให้เป็นเหมือนอินโดนีเซียตอนนี้เลย!

                ธนาธร ก็พูดความจริงให้หมดเปลือก บอกแฟนๆเขาไปซิว่า แค่ "ถูกพักงาน" ระหว่างคดีเท่านั้น ศาลยังไม่ได้ตัดสิน

                ศาลให้เวลา ๑๕ วัน ให้คำแก้ข้อกล่าวหาไปให้ศาล มีเอกสารหลักฐานยืนยันหักล้างคำร้องอย่างไร ก็รวบรวมส่งไป

                อีซีพาส ใบสั่งจราจร ต้นขั้วเช็ค สมุดจดทะเบียนบริษัท สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บอจ.๕ หรือสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น อะไรต่างๆ บรรดามี ก็ส่งไป

                ศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน คนละแบบกับศาลอาญา ที่เป็นแบบกล่าวหา

                ธนาธรมีปิยบุตรสุดยอดวิทยายุทธ์กฎหมายอยู่ทั้งคน จะต้องกลัวอะไร ไปสำแดง-แจงแจกในนัดไต่สวนได้เต็มที่

                เรื่องที่ว่าไม่เป็นธรรมนั้น ระวังเถอะ....

                ขืนพล่อยไม่มีหูรูดบ่อยๆ แล้วจะว่า "กฎหมายรังแก" ไม่ได้เชียวนะ!

                เรื่องถือหุ้นสื่อนี้ ภายในเดือนหน้า คือเดือน มิ.ย.ถึงจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุดออกมา

                ถ้าศาลวินิจฉัยว่าไม่ขาดคุณสมบัติ ผมก็อนุโมทนา และขอฝากเนื้อ-ฝากตัวกับว่าที่นายกรัฐมนตรีธนาธรไว้แต่เนิ่นๆ ด้วย

                แต่ถ้าวินิจฉัยว่าผิด คือตัดสินว่าขาดคุณสมบัติตามคำร้อง ไม่จบแค่ไม่ได้เป็น ส.ส.หรอก

                มันจะยาวกว่านั้่น จะยาวไปถึงไหน ก็อ่านที่คุณ "คำนูณ สิทธิสมาน" เคยโพสต์ fb ไว้ บางช่วง-บางตอน ดังนี้

                เดิมทีรัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ไว้ในมาตรา 48 หมวดสิทธิเสรีภาพ ต่อท้ายมาตรา ว่าด้วยคลื่นความถี่

                และย้ำอีกทีไว้ในมาตรา 265-268 ว่าด้วยการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ห้ามทั้ง ส.ส., ส.ว. และรัฐมนตรี

                หมายความว่า.........

                ถ้ามีหุ้นดังกล่าวอยู่ก็ให้จัดการเสียให้เรียบร้อยก่อนเมื่อจะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนมาสมัครรับเลือกตั้ง

    ส่วนโทษของการกระทำต้องห้ามนั้น ถ้ายังคงมีหุ้นกิจการดังกล่าวอยู่ในระหว่างดำรงตำแหน่ง ไม่ว่าจะโดยเหตุใด ถือเป็นเหตุที่จะทำให้ขาดจากสมาชิกภาพและพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 106, 119 และ 182

                ทั้งนี้ โดยกระบวนการที่จะไปจบที่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 91

                แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ยกระดับขึ้นไปอีกในทุกมิติ

                คือ ห้ามตั้งแต่ขั้นตอนสมัครรับเลือกตั้ง

                โดยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 (3) ลักษณะต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งก็ถูกโยงไปเป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็น ส.ว. และรัฐมนตรีด้วย ตามมาตรา 108 และ 160

    "(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ" โดย พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ นำมาเขียนรับไว้ในมาตรา 42 (3) ตรงนี้แตกต่างจากเดิมชัดเจน คือห้ามถือหุ้นฯ ตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้งเลย ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนวันไปยื่นใบสมัคร

                นอกจากนั้น......

                โทษของการกระทำการอันมีลักษณะต้องห้ามประการนี้ ยังไม่ใช่แค่ขาดสมาชิกภาพและพ้นจากตำแหน่งเหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 เท่านั้น

    แต่ถ้า "รู้อยู่" แล้วยังคง "กระทำไป" มีโทษหนักทั้งทางอาญาและทางการเมือง

                บัญญัติอยู่ใน พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ มาตรา 151 จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000- 200,000 บาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

                เป็นไงล่ะ ธนาธร....

                ม่อยกระรอกเลยใช่มั้ย ตานี้?

                 ที่จะตะกายไปเป็นนายกฯ น่ะ เปิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๓) โยงไปถึงมาตรา ๑๐๘ และ ๑๖๐ ดูซิ  ว่าเขาให้เป็นได้มั้ย สำหรับคนขาดคุณสมบัติ?

                โบราณว่า "อย่าเอามะพร้าวห้าวไปขายสวน"

                แต่กับ "ธนาธร-ปิยบุตร" นี่

                เอามะพร้าวทั้งสวนยัดตูด ก็ยังแยกไม่ออกว่าไหนสวน-ไหนมะพร้าว?      

                แต่บอกให้บรรดาฟ้าของพ่อได้เบาใจนิดนึง

                กรณีนี้ สมมุติผิด ขั้นตอนต่อจากนั้น ก็ไปถึงศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง

                นี่แหละ จะคุก-ไม่คุก ....

                คดีจะโยงไปถึงแม่-ถึงลูกขนาดไหน อย่างไรหรือไม่?            

                อดใจรออีกแป๊บ รู้เรื่อง!

                ที่บอกให้บรรดาฟ้าของพ่อเบาใจก็คือว่า กรณีนี้เป็น "ความผิดเฉพาะตัว"

                ไม่ถึงขั้น "ยุบพรรค" หรอกน่า! 

 

มันจบแล้วครับนาย!

    
 

 

    พอเพื่อไทยเปิดเกมเร่งให้เลือกตั้งเร็ว พรรคเล็กแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง 
    กลายเป็นเพื่อไทยช่วยให้พลังประชารัฐตั้งรัฐบาลง่ายขึ้นไปซะงั้น 
    ก็...หลักคิดง่ายๆ 
    ระหว่างเป็นรัฐบาล กับไปเลือกตั้งใหม่ ที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือไม่ พรรคต่ำสิบจะเลือกแบบไหน 
    ปรากฏการณ์ "มิ่งขวัญ" จึงเกิดขึ้น
    และอาจมีพรรคอื่นๆ ตามมา 
    รัฐบาลหน้าอาจเป็นรัฐบาลสองโหล 
    พรรคร่วมรัฐบาลจะลานตา
    จากปริ่มน้ำเป็นพ้นน้ำ อยู่สั้นอยู่ยาวก็อยู่ที่ฝีมือผู้นำรัฐบาลแล้ว ไม่ใช่เสียงในสภา 
    วานนี้ (๒๓ พฤษภาคม) ขั้วเพื่อไทยเขานัดประชุมกัน แต่...ล่มไม่เป็นท่า
    นอกจากมิ่งขวัญลาออกแล้ว 
    "ธนาธร" ยังถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยมติ ๘ ต่อ ๑  
    หมดสิทธิ์แต่งชุดขาวเข้าสภาฯ
    เป็นอันจบ!
    เพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่ได้โยนของเล่นไปให้อนาคตใหม่
    อนาคตใหม่ไร้หัวชู "ธนาธร" เป็นนายกฯ ไม่ได้ ก็หมดสิทธิ์ไปต่อ 
    ที่จริงต่อให้ "ธนาธร" ไม่ถูกศาลสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ ก็ยากที่อนาคตใหม่จะหาแนวร่วมในการตั้งรัฐบาลได้ 
    เพราะอะไร?
    เหตุผลง่ายๆ ไม่มีใครอยากคบ 
    กรณีอนาคตใหม่กู้เงิน "ธนาธร" มาใช้เลือกตั้ง เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าอนาคตใหม่ไม่น่าคบจริงๆ 
    "ปิยบุตร แสงกนกกุล" นักกฎหมายใหญ่กว่าใครในปฐพี ลากเอาพรรคขั้วตรงข้ามทักษิณมาร่วมรับผิดในกรณีนี้ด้วย 
    อ้างเป็นเพราะทุกพรรคกู้เงินมาทั้งนั้น และโยงไปไกลว่าพรรคการเมืองในอเมริกาก็กู้เงินมาใช้ในกิจกรรมของพรรคได้ 
    แล้วความจริงก็ปรากฏ 
    โคตรมั่ว โกหกทั้งแพ!
    กฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๖๐ แตกต่างกัน 
    กฎหมายปี ๒๕๖๐ มาปิดช่องโหว่กฎหมายปี ๒๕๕๐ กลับพบว่าพรรคการเมืองเคยกู้เงินมาใช้ในการเลือกตั้ง
    "ปิยบุตร" ไปเอางบดุลพรรคอื่นที่แจ้งตามกฎหมายปี ๒๕๕๐ มาโชว์แล้วบอกว่าเห็นมั้ยพรรคอื่นก็กู้
     ปลิ้นปล้อนเอาตัวรอด 
    เดือดร้อนก็หาทางลากคนอื่นซวยไปด้วย
    แล้วพรรคขั้วตรงข้ามทักษิณ จะยอมเกลือกกลั้วหรือ 
    ไปขอเขาเป็นเพื่อน ยังไม่ตกปากรับคำ ดันแทงข้างหลังเสียแล้ว
    เพื่อนแบบนี้ใครอยากคบ
    จึงเป็นการปิดฉากของการกะล่อนตั้งรัฐบาลของขั้วทักษิณอย่างเป็นทางการ
    ขอยืมคำพูด "เนวิน" มาใช้อีกที "มันจบแล้วครับนาย"
    ที่เหลือจากนี้แค่รอดูว่า เพื่อไทย-อนาคตใหม่ จะถูกโดดเดี่ยวหรือไม่.

25พ.ค.ร้อนสุดๆ!พปชร.ลั่นต้องได้เก้าอี้ประธานสภาฯ ชี้ไม่ง่ายแผนเพื่อไทยเทเสียงเลือกปชป.

    
 

"ไม่ทราบเรื่องที่มีข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะเสนอชื่อประธานสภาด้วย แต่พรรค พปชร.จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติในการเสนอประธานสภาในเย็นวันเดียวกันนี้ ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับตำแหน่งประธานสภาเป็นหลัก แต่หากตกลงกับพรรคร่วมไม่ได้ ก็คงต้องไปรอดูผลโหวตกันในสภา ในวันที่ 25 พฤษภาคม"

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการล็อบบี้การโหวตหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราจะเอาพรรคเราเป็นหลักก่อน เพราะมีตั้ง 115 เสียง ส่วนมีแต่เขาว่าพรรคประชาธิปัตย์ อาจร่วมรัฐบาลไม่ครบ 52 เสียงนั้น เราไม่สามารถก้าวล่วงได้ เพราะเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เราจะมุ่งไปที่ตำแหน่งประธานสภาให้เรียบร้อยก่อน ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ถือว่ายังไกลไป 

เมื่อถามว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยกมือโหวตประธานสภาให้พรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ต้องทำต่อ”

'ธนาธร'นำคณะส้มหวานนั่งรถบัสไป'กต.'เข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

    
 

24 พ.ค.62 -  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่งชุดปกติขาว เดินทางมายังรัฐสภาใหม่ พร้อมกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค  นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค และส.ส.พรรคอนาคตใหม่  เพื่อร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

จากนั้น นายธนาธร  ให้สัมภาษณ์ว่าตนยังเป็นส.ส. นี่เป็นงานรัฐพิธีไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยืนยันว่าเข้าร่วมได้ แต่สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานในวันที่ 25 พ.ค.นั้น ต้องรอการวินิจฉัยของประธานสภาชั่วคราวอีกครั้ง 

นายธนาธร กล่าวว่า ส่วนแนวทางการลงมติของอนาคตใหม่จะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้อดใจรอ อีกเพียง24ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลยังดำเนินการอยู่ ที่ผ่านมาก็พูดคุยกันปกติ ซึ่งตำแหน่งประธานนั้นยังไม่มีความชัดเจน และขอยืนยันว่า ส.ส.อนาคตใหม่หนักแน่น ไม่มีงูเห่าแน่นอน 

 

เหนียวแน่น!52ส.ส.ปชป.โหวตตามมติพรรค ชื่อชิงประธานสภาฯจาก4เหลือแค่2

    
 

24 พ.ค.62 - เมื่อเวลา 09.00 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 52 คน ได้รวมตัวกันถ่ายรูปหมู่ ที่บริเวณ ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ก่อนเดินทางไปรัฐสภาใหม่ เกียกกาย เพื่อขึ้นรถเพื่อร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ  

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ถึงกระแสข่าวที่มีชื่อเป็นหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ กำลังพิจารณาส่งชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายอภิสิทธิ์ บ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม  ตอบพียงว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ มีหลายคน ไม่ได้มีชื่อตนคนเดียว  

ขณะที่นายเทอดพงษ์  ไชยนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีชื่อชิงประธานสภาฯเช่นกัน กล่าวว่า ไม่รู้ว่ามีชื่อตนเองด้วย เมื่อถามว่าหากที่ประชุมเสนอชื่อจะรับหรือไม่ นายเทอดพงษ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ขึ้นอยู่กับที่ประชุมพรรค  

ส่วนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีชื่อชิงประธานสภาฯ ด้วยนั้นกล่าวว่า ตนไม่รับตำแหน่งนี้และได้ปฏิเสธแล้ว บุคคลกรในพรรคมีอีกมาก แม้พรรคจะมีมติเสนอชื่อใคร ก็ต้องถามความสมัครใจของบุคคลนั้นด้วย ต้องถือความสมัครใจเป็นหลัก แต่ถ้าความสมัครใจของเจ้าตัวกับมติพรรคไปด้วยกันก็เป็นเรื่องดี ตนยืนยันว่าได้ปฏิเสธไปแล้ว เพราะตนมีงานที่ตั้งใจจะทำ

 เมื่อถามว่า นอกจากนายบัญญัติ แล้วก็มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปฏิเสธไม่รับตำแหน่งประธานสภาเช่นกัน จึงเหลือชื่อของนายอภิสิทธิ์ และนายเทิดพงษ์ คิดว่าใครที่มีความเหมาะสม นายบัญญัติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ กล่าวเพียงว่า เดี่ยวเป็นการชี้นำ

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค กล่าวว่า มีการคุยในที่ประชุมเบื้องต้น แต่ต้องให้ที่ประชุมร่วมระหว่างส.ส.กับกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)รับรองให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง 

"การเสนอชื่อชิงตำแหน่งดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการแบ่งโควต้าในการร่วมรัฐบาล แต่เป็นเพียงมติที่ประชุมของส.ส.ของพรรคเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่าควรจะเสนอชื่อบุคคลไปเป็นประธานสภาฯ เพื่อให้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่"หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการไปพูดคุยตกลงตำแหน่งรัฐมนตรีที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่อยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ร.1ทม.รอ.)นั้น นายจุรินทร์ กล่าวเพียงสั้นๆว่า ไม่ทราบเรื่อง

'ปิยบุตร'โอด!อนาคตใหม่ตั้งมาเพื่อแสดงความโปร่งใส กลายเป็นถูกไล่บี้ตรวจสอบ

    
 

 

“บัญญัติ” นั่งปธ.รัฐสภา???

    
 

  นอกจากประเด็นต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ยังมีกรณีของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่รุงรัง ว่าค่ายใดจะได้ขึ้นคลุมบัลลังก์ดังกล่าว แม้จะเป็นเก้าอี้ที่สำคัญและสามารถเป็นเกียรติประวัติให้แก่ผู้นั้นได้ แต่ขณะนี้ดูเหมือนผู้ที่ตกเป็นข่าวยังแบ่งรับแบ่งสู้

                ล่าสุด “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง นายกรัฐมนตรีและประธานสภาผู้แทนราษฎร” พบว่า บุคคลที่อยากจะสนับสนุนให้เป็นประธานสภาฯ มากเป็นอันดับ 1 คือ นายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ถึงร้อยละ 29.92 รองลงมา อันดับ 2 ระบุว่า ไม่แน่ใจ/ไม่ระบุ/ไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 19.37 และอันดับ 3 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน จากพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 16.19

                สำหรับนายสุชาติ ตันเจริญ จากพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศตัวชัดว่าต้องการเป็นประธานรัฐสภานั้น ตกไปอยู่ที่อันดับ 7 ส่วนนายวิรัช รัตนเศรษฐ (พรรคพลังประชารัฐ) ได้อันดับ 8

                อย่างไรก็ตาม นายชวนออกมาปฏิเสธเป็นที่เรียบร้อย เพราะเคยเป็นประธานรัฐสภามาแล้วเมื่อปี 2529

                ด้าน “บัญญัติ บรรทัดฐาน” กรรมการสภาที่ปรึกษา ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า “ถือเป็นตำแหน่งที่น่าสนใจ แต่สำหรับตัวผมเองพูดไว้ตรงนี้เลยว่าใจจริง ขณะนี้ผมอยากอยู่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรธรรมดามากกว่าที่จะขึ้นไปนั่งเป็นประธานสภา เพราะคิดว่าจะได้มีความคล่องตัวในการไปไหนมาไหนมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปดูปัญหาของราษฎร ซึ่งทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปัญหามากเกือบจะทุกกลุ่มสาขาอาชีพ โดยเฉพาะพื้นที่ในชนบท ผมยังนึกอยากมีความคล่องตัวตรงนี้ เพราะได้ปรึกษาหารือกับเพื่อนส.ส.ในพรรคหลายคนว่า เราน่าจะร่วมกันทำในหน้าที่นี้ คือลงไปดูปัญหาของราษฎรให้ทั่วถึงตามสมควร เพื่อนำมาคิดแก้ไข อีกทั้งภารกิจในการร่วมมือกับหัวหน้าพรรคคนใหม่ในการฟื้นฟูพรรค ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ เพราะบรรดาแฟนพันธุ์แท้และสมาชิกทั้งหลายฝากความหวังเอาไว้มาก เลยคิดว่าอยากเป็นส.ส.ธรรมดามากกว่า แต่ท้ายที่สุดถ้าเพื่อนพรรคการเมืองต่างๆ ยังเห็นว่าตำแหน่งนี้ยังประสงค์จะให้คนของพรรคประชาธิปัตย์ไปดำรงตำแหน่ง ผมก็มีความมั่นใจว่าในพรรคของเรามีคนหลายคนที่พร้อมขึ้นทำหน้าที่นี้ได้ดีแน่นอน”

                โดยหลายคนในพรรคมองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นการแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว ซึ่งบางครั้งอาจจะกำลังตัดสินใจอยู่ก็เป็นได้ เพราะจะต้องชั่งน้ำหนักเป็นอันมาก ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาได้เห็นบทเรียนต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ของ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ที่ครั้งนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่แต่งชุดขาวรอเก้อ แต่กลับได้ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีแทน 

                ถ้าซ้ำรอยกับการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือกับ “บัญญัติ” ขึ้นมาจะเสียรังวัดได้ เพราะเจ้าตัวอุตส่าห์รักษาอุณหภูมิการเมืองของตัวเองตลอดมาเป็นอย่างดี ฉะนั้น หากที่สุดเกิดเกมพลิกขึ้นมาจะกลายเป็นความเสียหายและติดเป็นประวัติ

                รวมทั้งจากเหตุการณ์ในสภาที่ผ่านๆ มานั้น ต้องชั่งใจว่าจะเป็นเกียรติเป็นศรีกับประวัติการทำงานของตัวเอง หรือจะขึ้นบัลลังก์แล้วโดนฝ่ายตรงข้ามชี้หน้าด่า ขว้างแฟ้ม หรือฉุดกระชากเก้าอี้เหมือนสมัยที่ “ค้อนตราดูไบ” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นคงภาพไม่สวยนัก

                อย่างไรก็ตาม การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นการสะท้อนเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคไหนรวมกับใครบ้าง จนโหวตคนของฝ่ายตนเองชนะได้ครองเก้าประธานสภาฯ  แสดงว่าฝ่ายนั้นจะเป็นเสียงข้างมากในสภา ดังนั้น ในวันที่ 25 พ.ค.ที่กำลังจะมาถึง บอกได้คำเดียวว่า “ห้ามกะพริบตา”.

 ถอดรหัสหลังยุค5ปีคสช. “ประยุทธ์”ในบริบทการเมืองนำ

    
 

 

           ครบ ปี สำหรับการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เข้ามาเป็นรัฐบาล แน่นอนว่าเราเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบสังคม ที่ไม่สามารถใช้รัฐบาลจากฐานเสียงคะแนนนิยมเข้าไปจัดการ

                ผลงานชิ้นโบแดงที่วัดจากกระแสการตอบรับจากต่างชาติ และโพลต่างๆ คือการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย  หรือไอยูยู การแก้ไขปัญหามาตรการด้านการบิน การสร้างความสงบเรียบร้อย ไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหาร 

                แต่จุดอ่อนของรัฐบาลที่ “จี้ใจดำ” ประชาชนมากที่สุดคือ ปัญหาเศรษฐกิจ จะด้วยพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนเปลี่ยนไป ปัญหาเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยจากผลผลิตด้านการเกษตรที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลจากผลกระทบของสภาพอากาศ แต่การสร้างให้เกิดแรงกระตุ้นภายในประเทศเป็นเรื่องของความสามารถของ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้แค่ไหน

                แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ โครงสร้างของระบบการเมืองในช่วง ปีถูกสั่นคลอนด้วยคำว่า “ช่วงเวลาพิเศษ” ยังส่งผลให้ระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล การมีส่วนร่วมของประชาชน ถูกลดทอนไปอย่างมาก การออกกฎหมาย 400-500 ฉบับ สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคตทั้งในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม ภาพรวมคือ  “ยุคหลัง คสช.” สุ่มเสี่ยงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง

                “กฎหมายที่ออกมา 400-500 ฉบับ ที่ออกมส่อเค้าที่จะเกิดความขัดแย้งกันเองในอนาคต ประชาชนไม่รู้ว่ามีกฎหมายอะไรออกมาบ้าง อาจจะมีการละเมิดกฎหมายได้โดยไม่รู้ตัว“ แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุ

                หากนับจากนี้ไปมีรัฐบาลใหม่ และมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้องค์ประกอบของรัฐบาลผสม ที่มีนักการเมืองในระบบเก่าเข้ามาเป็น ครม. เริ่มต้นในการต่อรองเรื่องการคุมกระทรวง ไม่ต่างจากภาพการเมืองในอดีต ปัญหาในการบริหารทั้งเรื่องนโยบาย และการ “ถอนทุน” ของพรรคการเมืองที่เข้ามา ไม่มีหลักประกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะ “คุมสภาพ” ได้100 เปอร์เซ็นต์  การทำงานในส่วนของ “นิติบัญญัติ” แม้จะมีสมาชิกวุฒิสภาเป็น “แต้มต่อ” แต่สภาผู้แทนราษฎร “เสียงปริ่มน้ำ”  ที่สำคัญยังมีนักการเมืองหน้าใหม่เป็นองค์ประกอบของความสด ท่องจำเรื่องเสรีภาพ ที่พร้อมจะตรวจสอบรัฐบาลอยู่ทุกเมื่อ ภาพของรัฐสภาคงดูวุ่นวายไม่ใช่น้อย

                แต่เหนืออื่นใด คือ เสียงของประชาชนในประเทศที่จะตอบรับ หรือปฏิเสธรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่เข้ามาบริหาร รวมถึงการเดินเกมของผู้เสียประโยชน์ว่าจะเคลื่อนไหวตอบโต้อย่างไร เพราะเมื่อ คสช.หมดสภาพไปหลังมีรัฐบาลใหม่ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ จาก ม.44 การบริหารประเทศจะอยู่ในกรอบของกฎหมายปกติ และต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เหมือนเป็นนักการเมืองทุกประการ  

                อย่างไรก็ตาม งานที่ คสช.ได้ดำเนินการไว้ หลังมีรัฐบาลใหม่ จะส่งต่อให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รับไม้ต่อ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กลไกปกติก็เชื่อว่าการทำงานต่างๆ จะไม่ได้เต็มร้อยเหมือนตอนที่ คสช. บูรณาการงานทั้งหมด โดยคาดว่าความเข้มข้นในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ของ กอ.รมน. จะอยู่ที่ประมาณ 70-80%          ในขณะที่สถานการณ์การเมืองมีการประเมินว่า เมื่อไม่มีแม่น้ำ สาย รวมถึง คสช.อยู่ด้วย จึงไม่มีเงื่อนไขในการต่อต้านเผด็จการ แรงกดดันจะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลโดยตรง  ปมปัญหาจึงเป็นเรื่องการเมืองภายในที่ต้องบริหารจัดการกันให้เกิดสมดุล  

                สำหรับท่าทีของกองทัพ หากชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าสถานการณ์ในรั้วทหารจะไม่เกิดแรงกระเพื่อม ยิ่งปัจจุบันกองทัพมีการปรับโฉม เปลี่ยนรูปไปมาก การขยับตัวทางเรื่องการเมืองจะลดลงไปตามสถานการณ์

                สิ่งที่น่าสนใจ คือ การวางท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาบริหารประเทศ ในฐานะของนักการเมืองเต็มตัวว่าจะมีการเปลี่ยนรูปไปอย่างไร เพราะต่อไปไม่มีมาตรา 44 ที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือบริหารราชการเหมือนในอดีต การจะเดินหน้าทำอะไรอย่างรวดเร็วก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ

                คุณลักษณะความเป็นทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยึดถือเรื่องเกียรติ-ศักดิ์ศรี พูดจากโผงผาง จุดเดือดต่ำ ต้องเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รวมไปถึงเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง  จึงเป็นเรื่องท้าทายในการเป็นผู้นำหลังการเลือกตั้ง ที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ

                ครั้นจะใช้บริการของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อเป็น “กันชน”ลดแรงกระแทกเหมือนเมื่อก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ไปได้อีกเมื่อไหร่

                ด้วยองค์ประกอบ และเหตุปัจจัยทั้งหมด จึงน่าติดตามดูเส้นทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะไหลลื่นเหมือน 5ปีที่เคยมีอำนาจอยู่เต็มมือหรือไม่!!.

'รมว.ต่างประเทศ' ยันจีนพร้อมระงับ 'ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง' ย้ำผ่านจดหมายถึงเครือข่ายประชาชน

    
 

"รมว.ต่างประเทศ" ยันจีนพร้อมยกเลิกโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ย้ำผ่านจดหมายถึงเครือข่ายประชาชน ชี้เป็นสายน้ำเพื่อชีวิตและวิถีชาวบ้าน ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์

23 พ.ค.62 - นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และแกนนำเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เปิดเผยว่าได้รับจดหมายตอบจากนายดอน ปรมัติถ์วินัย รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างประเทศ กรณีที่เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เขียนจดหมายไปถึงเพื่อขอทราบความคืบหน้าและเอกสารหลักฐานการยกเลิกโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

โดยในจดหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตอบกลับมา ลงวันที่ 27 เมษายน 2562 มีเนื้อหาระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญและติดตามความคืบหน้าของโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง อย่างใกล้ชิด โดยโครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้น เพื่อพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ต่อวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขง รวมถึงโครงสร้างด้านวิศวกรรมในการปรับปรุงร่องน้ำ

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมได้ใช้โอกาสต่างๆในการหยิบยกข้อกังวลฝ่ายไทยขึ้นหารือกับนายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน นับตั้งแต่ฝ่ายจีนได้ดำเนินการสำรวจภาคสนาม ภายใต้โครงการปรับปรุงร่องน้ำเมื่อปี 2560 เป็นต้นมา รวมทั้งได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงเพื่อประสานท่าทีร่วมกันในเรื่องนี้ โดยการหารือกับนายหวัง อี้ ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมได้ย้ำถึงความกังวลของฝ่ายไทยต่อการดำเนินโครงการปรับปรุงร่องน้ำฯ ซึ่งนายหวังอี้ได้แสดงความพร้อมของรัฐบาลจีนที่จะให้ความร่วมมือในการยุติโครงการ ตามข้อเสนอของไทย” นายดอนระบุ ไว้ในจดหมาย

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า เนื้อหาในจดหมายระบุอีกว่า “ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 ผมได้หารือกับนายเฉิน หาว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนานและประธานสภาประชาชนมณฑลยูนนาน ที่กรุงเทพฯในโอกาสการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้เน้นย้ำความสำคัญของแม่น้ำโขง ในฐานะสายน้ำแห่งชีวิตและวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง ไม่ใช่สายน้ำเพื่อการพานิชย์ พร้อมทั้งได้ขอบคุณรัฐบาลจีนที่จะไมให้มีการดำเนินการใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งขอบคุณที่รัฐบาลจีนเห็นพ้องที่จะระงับโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง”

น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) กล่าวว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศได้ตระหนักถึงความสำคัญของแม่น้ำโขง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะหนึ่งของประชาชนที่พยายามเรียกร้องมาเป็นเวลา 2 ทศวรรษแล้ว ถึงผลเสียหายที่อาจเกิดจากโครงการต่างๆ บนแม่น้ำโขง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อการเดินเรือพาณิชย์จะถูกยกเลิกโดยถาวร เพื่อให้ทรัพยากรยังคงอยู่เพื่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชน และหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นสัญญาณแก่การลงทุนอื่นๆ จากจีนในลุ่มน้ำโขง ว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟังเสียงชุมชนท้องถิ่น รวมคำนึงถึงการอนุรักษ์ระบบนิเวศ

อนึ่ง โครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการพานิชย์บนแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง หรือที่รู้จักกันในนาม “ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง” ครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำโขงตอนบน ระหว่างเมืองซือเหมา ในมณฑลยูนนาน จีน ถึงเมืองหลวงพระบาง ในลาว แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 (พ.ศ.2558-2563) ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมของแต่ละโครงการ และได้รับการรับรองจาก 4 ประเทศ ได้แก่ จีน พม่า ลาว ไทย โดยจะปรับปรุงร่องน้ำโขงเป็นระยะทาง 631 กิโลเมตร จากชายแดนจีน-เมียนมาที่หลัก 243 ถึงหลวงพระบาง สปป.ลาว เพื่อรองรับเรือ 500 ตัน พัฒนาท่าเรือสินค้า 3 แห่ง และท่าเรือโดยสาร 3 แห่ง

ระยะที่ 2 (พ.ศ.2563-2568) ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม และได้รับการรับรองจาก 4 ประเทศ มีการปรับปรุงร่องน้ำระยะทาง 259 กิโลเมตร จากซือเหมาถึงชายแดนจีน-เมียนมา ที่หลัก 243 ให้รองรับเรือ 500 ตัน และสร้างสะพานยูจินหง ขึ้นใหม่ และมีการพัฒนาท่าเรือสินค้าสำหรับเรือ 500 ตัน จำนวน 4 แห่ง ท่าเรือสินค้าสำหรับเรือ 300 ตัน และท่าเรือโดยสาร 9 แห่ง  ปัจจุบันได้มีการจัดทำรายงานการศึกษาด้านเทคนิค ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสังคม โดยบริษัท CCCC Second Habor Consultant จำกัด

และได้มีการจัดเวทีนำเสนอรายงานผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอคือ เวียงแก่น เชียงของ เชียงแสน จ.เชียงราย เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา จำนวน มีผู้เข้าร่วม 536 คน ประกอบด้วย ตัวแทนหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ เจ้าของท่าเรือ สื่อมวลชน นักพัฒนาองค์กรเอกชน องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พระสงฆ์และ ชาวบ้านในพื้นที่  เสียงของผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวเนื่องจากกังวลถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิต ระบบนิเวศ เศรษฐกิจของท้องถิ่นและปัญหาด้านชายแดนระหว่างไทยลาว

 

............................................................
 
24 พฤษภาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน