*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4025
  • จำนวนผู้ชม : 2536863
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 329 , 12:44:57 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ประเด็นกัญชาเสรีที่อ้างว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด จึงสามารถปลูกตามบ้านแล้วนำมาใช้ได้อย่างเสรี ซึ่งก็จะรวมถึงการ

สันธนาการด้วยนั้น มันน่าจะแปลกตั้งแต่มีคำถามว่าคิดได้อย่างไร เพราะโดยธรรมชาติแล้ว กัญชาก็คือยาเสพติดที่ปรากฏผลให้เห็น

อย่างชัดเจน แล้วเหตุใดจึงจะแก้เป็นว่าไม่ใช่ไปได้เล่า ซึ่งอันที่จริงก็พิสูจน์ได้ง่ายๆ เพียงให้คนสูบควันหรือเสพสารกัญชา ก็จะได้

เห็นว่ามันออกฤทธิ์อย่างไรเท่านั้นเอง

         ทั้งนี้ เมื่อทางการแพทย์ก็ยอมรับแล้วว่า กัญชาสามารถนำมารักษาโรคได้หลายโรค แต่การใช้ต้องอยู่ในการพิจารณาของ

แพทย์ รวมทั้งแพทย์แผนไทย ทั้งแพทย์เท็คนิคและแพทย์ประจำบ้านที่ได้รับอนุญาตด้วย ซึ่งหากจะขีดวงเพียงเท่านี้ก็ควรได้รับ

การยอมรับทั่วกัน แต่เพราะเหตุใดจึงอ้างง่ายๆว่าเพื่อผลประโยชน์ของชาวบ้าน แล้วยกเลิกกฎหมายควบคุมกัญชาเป็นยาเสพติดไป

เสียเล่า

         สำหรับส.ส.คนเพศที่สามหรือข้ามเพศ อ้างว่าพวกตนมีความซื่อสัตย์ไม่ปิดบังการแต่งกายตามที่ชอบ กลับถูกเหยียดหยาม

เห็นเป็นตัวตลกนั้น ก็อย่าไปว่าใครเลยครับ เพราะคนที่เห็นแปลกๆก็จะถือว่าตลกดี จึงอดหัวเราะไม่ได้ แล้วที่เขาว่าไม่รู้จักกาละเทศะ

ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกับ

         อันที่จริงนั้น เรื่องการแต่งกายของสมาชิกรัฐสภาต้องแต่งตามที่ระเบียบในพ.ร.บ.กำหนด ไม่ใช่จะแต่งตามสบายอย่างที่ทำกัน

ไป

    

 

 เมื่อคนข้ามเพศ ข้ามคลองเข้าสภา !!

    

 

ความแค้นของน้องฟ้า?

    
 

              ประเด็นมีอยู่ว่า....

                กลุ่มอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการของ คสช.

                อีกกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณ เกรงคอร์รัปชันจะเบ่งบาน

                บังเอิญว่า ๒ กลุ่มในสภาผู้แทนราษฎร มีเสียงใกล้เคียงกัน และนี่คือโจทย์ใหญ่ประเทศไทย ที่ต้องทำความเข้าใจ ณ เวลานี้

                เมื่อพลังประชารัฐออกเดินสายเทียบเชิญพรรคพันธมิตรตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ   ในทางกลับกันเป็นการตอกย้ำการเป็นฝ่ายค้านของขั้วเพื่อไทย                                

                มีรัฐบาล มีฝ่ายค้าน ประเทศเดินหน้าต่อไป

                แต่ดูเหมือนว่า ฝ่ายประชาธิปไตยใจแคบ ไม่ยอมให้การจัดตั้งรัฐบาลผ่านไปได้ง่ายๆ

                และพยายามผูกขาดความเป็นประชาธิปไตยเอาไว้กับตัว 

                ท่าทีของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" วานนี้ (๒๗ พฤษภาคม) สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง ว่าเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแค่ไหน 

                "...ถ้าเราไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจ ไม่ต้องการ พล.อ.ประยุทธ์กลับมา หรือไม่ต้องการให้ระบอบ คสช.อยู่กับเราในรูปแบบของรัฐธรรมนูญปี ๖๐ ไม่ต้องไปเรียกร้องให้พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนหลักในการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังคาดหวังไปคุยให้พรรคพลังประชารัฐแก้รัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นเรื่องตลก และเป็นไปไม่ได้ เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่ตั้งมาเพื่อสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช.

                ถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ จะเห็นอยู่แล้วว่าพรรคการเมืองกลุ่มไหนที่ต้องการทำ และหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. มันเลือกข้างได้ชัดเจน

                ไปดูหัวบันไดพรรคผม ใส่ปิ๊ง ขัดรอทุกวันเลย ดังนั้นเลือกได้อยู่แล้วถ้าต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ ต้องการจะหยุดยั้งอำนาจ คสช. เลือกข้างไปตั้งนานแล้ว แต่ที่ทำอยู่ไม่มีอะไร เพียงแค่ได้คืบจะเอาศอก ได้ประธานสภาฯ ไปแล้ว ก็เอารัฐธรรมนูญมาต่อรองต่อ นี่คือเรื่องผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ..."

                ผูกขาดแม้กระทั่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

                เหมือนจะกลัวอะไร

                "ธนาธร" ประกาศตัวชัดเจน ต้องคืนความเป็นธรรมให้ "ทักษิณ" สนับสนุนให้รื้อฟื้นคดีใหม่หมด ด้วยเหตุผล ผู้พิพากษาไม่เป็นกลาง

                กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อกำจัดทักษิณ

                เป็นที่รับรู้กันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แม้จะมีข้อด้อย แต่ข้อเด่นกว่ารัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมาคือ มีระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองที่เข้มข้น

                สำหรับข้อด้อย วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบเลือกตั้งอาจต้องจะมีการแก้ไข

                ในเมื่อ "ธนาธร" ดูจะหวงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอ้างความชอบธรรมว่า ต้องฝ่ายตัวเองเท่านั้นเป็นผู้แก้ไข

                ก็ฝากแก้ระบบเลือกตั้งไปใช้ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ปล่อยให้เศษเสียงประชาชนตกน้ำไป

                และขอให้ "ธนาธร" รับรู้ว่า หากการเลือกตั้งที่ผ่านมาใช้ระบบเดียวกับปี ๒๕๕๐ พรรคอนาคตใหม่จะได้ ส.ส.ไม่ถึง ๕๐ คน ไม่ใช่พรรคอันดับ ๒ แต่เป็นพรรคลำดับ ๕

                และอย่าลำพองว่าการเลือกตั้งซ่อมเชียงใหม่ เป็นการชนะถล่มทลาย เพราะประชาชนโกรธ เคียดแค้น คสช. แต่เป็นเพราะเสียงถูกเทมาจากพรรคเพื่อไทย

                เลือกตั้งคราวหน้าหากอยากเป็นนายกฯ และแก้รัฐธรรมนูญเอง มีทางเดียวยุบรวมแล้วไปเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

                เพราะไหนๆ เปิดหน้าแล้ว ก็ควรเผยตัวตนให้หมด

                เสื้อแดงจะได้ไม่สับสนคิดว่าตัวเองเป็นน้องฟ้า.

ปปช.แถลงชูปาฐกถา'ป๋าเปรม'อย่าให้คนไม่ดีมาปล้นชาติ เตือนสติคนไทยต่อต้านโกง!

    
 

28 พ.ค.62 - นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ- นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแสดงความเสียใจและน้อมรำลึกถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ถึงแก่อสัญกรรมสำคัญของชาติไทย ซึ่งท่านเป็นต้นแบบของคนดี มีความซื่อสัตย์ และปลุกจิตสำนึกคนไทยให้รังเกียจและยับยั้งการโกงเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน จะเห็นได้จากการที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวตอนหนึ่งในงานปาฐกถาพิเศษ “ประเทศไทย…โปร่งใสได้อย่างไร” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศว่า การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตนเกลียดที่สุด เพราะเป็นการปล้นชาติ ดังนั้น หากจะขจัดปัญหานี้ให้หมดไป ต้องไม่ยอมให้คนไม่ดีมานั่งปล้นชาติทุกวัน ต้องหาทางกำจัด ตัวเวร ตัวน่ารังเกียจให้หมดจากประเทศ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ส่วนวิธีการทำให้ประเทศไทยโปร่งใส คนไทยต้องร่วมมือกันอย่างจริงใจและจริงจัง มีการแสดงออกชัดเจนตรงไปตรงมา มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ตั้งอยู่บนความสุจริต สามารถตรวจสอบและชี้แจงได้ ด้วย 10 วิธีสร้างความโปร่งใส ได้แก่ 1.ต้องเริ่มที่ตัวเรา ตัวเราต้องโปร่งใสก่อนถึงจะไปทำให้ประเทศโปร่งใสได้ ต้องประพฤติปฏิบัติตน ให้เป็นตัวอย่างที่ดี ผู้บังคับบัญชาต้องประพฤติปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมี ในตัวของเราที่จะไปทำหน้าที่ปราบการปล้นชาติคือ คุณธรรมและจริยธรรม สองคำนี้คนพูดกันบ่อย แต่ไม่ค่อยมั่นใจเลยว่า เข้าใจอย่างที่เราอยากให้เขาเข้าใจหรือไม่ ซึ่งถ้าเขาเข้าใจได้โดยมีคุณธรรมและจริยธรรมก็จะไม่โกง 2.ต้องหยุดและเลิกระบบอุปถัมภ์ นำระบบคุณธรรมมาใช้แทน ต้องไม่ช่วยเหลือคนโกง ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เป็นพ่อแม่ ลูก เมีย ญาติ คงจะยากแต่คิดว่าจำเป็นและสำคัญ ต้องไม่ช่วยเหลือคนโกง

เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า 7.ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกวิถีทางที่จะช่วยได้ สำนักงานป.ป.ช. เป็นองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรง แต่มีพลังน้อย ฉะนั้น ต้องช่วยเหลือ สนับสนุนให้กำลังใจ ถ้าทำได้การปราบก็ง่ายขึ้น มีความหวังว่าจะสำเร็จเร็วขึ้น 8.การแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นที่ผู้บริหารองค์กร ทำองค์กรตัวเองให้บริสุทธิ์ ใสสะอาด ตามด้วยการปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด รวมทั้งมีระบบตรวจสอบ 9.ควรจะพูดสิ่งเลวร้ายที่กัดกร่อนประเทศในขณะนี้คือ การปล้นชาติบ่อยๆ ให้คนได้ยิน และเข้าใจบ่อยๆ เพื่อที่เขาจะได้ไปปรับตัวเองได้ เขาจะได้เข้าใจว่าคอร์รัปชันทำให้ประเทศเกิดข้อเสียหายอย่างไรบ้าง และ10.กระบวนการในการจัดการกับคนปล้นชาติต้องรวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด ช้าไม่ได้ ยิ่งช้ายิ่งเหนื่อยเท่านั้น ไม่ทราบว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำได้รวดเร็วขนาดไหน แต่ต้องรวดเร็วตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กฎหมายระเบียบต่างๆ ต้องไม่เป็นอุปสรรค ต้องมีบทลงโทษรุนแรงและเด็ดขาด

“อย่าปล่อยให้หลักคิดและเจตนารมณ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการต่อต้าน การทุจริตดังกล่าวข้างต้นที่ท่านมักกล่าวย้ำในทุกเวทีในทุกโอกาสห่างหายไปตามกาลเวลา หากทุกคนรักแผ่นดินบ้านเกิดต้องรู้จัก ตอบแทนคุณแผ่นดิน น้อมนำมาปฏิบัติช่วยกันยับยั้งการทุจริต ทำให้ทุกคนรู้ว่าการโกงเป็นสิ่งที่น่าอับอาย การป้องกันไม่ให้มีการโกงควรเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน ยึดหลักจริยธรรมและคุณธรรม ควบคู่กับการปลูกฝังให้คงอยู่ไว้ในความรู้สึก ประเทศไทยก็จะหลุดพ้นจาก การทุจริตผิดกฎหมายคอร์รัปชันต่างๆ ได้อย่างแน่นอน”นายวรวิทย์ กล่าว.

เจ้าสาวยังเขินอยู่!ปชป.เสนอ 3 หลักการ ก่อนเคาะร่วมรัฐบาลเย็นนี้

    
 

28 พ.ค.62- นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงประเด็นพบปะพูดคุยระหว่างแกนนำพรรคพลังประชารัฐกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่มีประเด็นเรื่องร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล แต่เป็นการพูดคุยถึงหลักในการทำงาน ซึ่งประชาธิปัตย์แจ้งไปว่า 

1.พรรคจะยึดประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 2.จะยึดนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนที่ต้องมีการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางใด จะยึดชุดนโยบาย แก้จนสร้างคนสร้างชาติ 

และ 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีบางพรรคนำไปต่อยอดพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หากจำได้ในวันที่ลงประชามติรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์มีจุดยืนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยแม้จะยังไม่เต็มใบซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกพรรคการเมืองต้องดูว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญส่วนไหนที่ขาดตกบกพร่องและส่วนไหนที่ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนลดน้อยถอยลง รวมถึงไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาประเทศ นี่คือสาระสำคัญ ที่พรรคเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยอย่างเต็มใบ ไม่มีการนำประเด็นนี้ไปต่อรองในการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ซึ่งตนเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการพิจารณาแก้ไข ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีการต่อรองทางการเมือง ถ้ามีพรรคการเมืองใดทำเช่นนั้นก็สมควรจะถูกตำหนิ

นายราเมศ กล่าวต่อว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เสนอหลักการทำงานไปแล้วก็เป็นหน้าที่ของพรรคพลังประชารัฐจะไปพิจารณาข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ จากนั้นพรรคพลังประชารัฐต้องแจ้งกลับมา โดยนายเฉลิมชัย ในฐานะเลขาธิการพรรคได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้เป็นผู้ประสานงานทางการเมืองกับพรรคการเมืองต่างๆ ก็ต้องนำกลับมารายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมร่วมกันระหว่างสส.และกรรมการบริหารพรรคซึ่งผลจากการพูดคุยครั้งก่อนหน้า และเมื่อวานนี้จะเป็นข้อมูลที่พรรคจะใช้ประกอบในการตัดสินใจว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล 

โดยวันนี้เวลา 17:00 นจะเริ่มประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค จากนั้น 17:30 น.จะมีการเรียกประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและส.ส. ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกัน โดยวาระการประชุมระบุไว้แล้วในวาระที่ 3 เรื่องพิจารณาการประสานงานทางการเมือง ซึ่งหลังการประชุมจะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งว่าผลการประชุมรับทราบรายงานจากเลขาธิการพรรค ที่ประชุมมีความคิดเห็นอย่างไร 

ดังนั้นกรณีการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของคนหนึ่งคนเดียวแต่สมาชิกพรรคผู้เป็นเจ้าของพรรคมีสิทธิ์ มีเสียง อาจจะมีข่าวและเสียงสะท้อนจากสมาชิกพรรคหลายส่วนไลน์กลุ่มเกี่ยวกับการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล การบริหารพรรคกรรมการบริหารพรรคและส.สจะรับฟังความเห็นต่างๆอย่างละเอียดรอบคอบและเชื่อว่าคนที่มีสิทธิ์ในการลงมติไปชี้แจงในที่ประชุมก็จะนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปพูดคุยเพื่อถกเถียงให้ตกผลึกว่าจะเดินไปในทิศทางใด จึงขอให้ประชาชนวางใจในกระบวนการพิจารณาของพรรคประชาธิปัตย์ว่าการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจคนเดียวทั้งกรรมการบริหารพรรคและส.สจะเป็นผู้พิจารณาร่วมกันว่าจะให้เดินไปในทิศทางใดในวันข้างหน้าซึ่งจะประกอบไปด้วยเหตุและผลและเมื่อความชัดเจนออกมาแล้วมติเป็นอย่างไรก็จะมีเหตุผลรองรับแต่สาระสำคัญที่สุด พรรคจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง 

"คำประกาศของคุณอภิสิทธิ์  คือจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดเพราะในขณะนั้นเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นการหาเสียงระหว่างเลือกตั้งบทบาทหน้าที่ของท่านต้องแสดงจุดยืนในฐานะผู้นำองค์กรแต่กระบวนการประชุมร่วมกันสาระสำคัญที่ในผลิตและประกาศว่าทุกคนที่เป็นองค์ประชุมต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยเหตุผล โดยในการประชุมต้องพิจารณาก่อนว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลแต่การร่วมรัฐบาลก็จะต้องดูว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงคือใคร นี่คือกระบวนการที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ ทุกอย่างต้องเข้าสู่การประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.ทุกกรณี "

เขากล่าวว่านายเฉลิมชัยคนเดียวไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าพักจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล เงื่อนไขของพรรคพลังประชารัฐที่ระบุว่าถ้าร่วมรัฐบาลต้องสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่เงื่อนไขที่ผูกมัดพรรคประชาธิปัตย์เพราะขณะนี้พรรคยังไม่ได้ตอบรับว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยพรรคจะรับฟังเสียง 3.9 ล้านเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์มาแน่นอน การจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับประชาชน และเสื้อผ้าเมื่อมีมติแล้วทุกคนในพรรคจะยอมรับมตินั้น

ปชป.ร่อแร่!'วัชระ'ด่า'หมอวรงค์'ลั่น เชลียร์คสช. แขวะชูป้ายไม่เอา'บิ๊กตู่'หลังญาติผู้ใหญ่ขี้โกงกลับไปแล้ว

    
 


28 พ.ค.62- นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ถูกนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตสส.พิษณุโลก กล่าวหาเสียมารยาท ว่า ที่จริงไม่ต้องการต่อปากต่อคำกับนพ.วรงค์ เพราะคนในพรรครู้ดีว่านพ.วรงค์เป็นคนอย่างไร แพ้เลือกตั้งหัวหน้าพรรคและแพ้เลือกตั้งหลุดลุ่ยที่จังหวัดพิษณุโลก แต่ก็ยังไม่รู้จักตนเองอีกแต่เมื่อนพ.วรงค์พาดพิงหาว่าตนเสียมารยาท  ก็ชี้แจงให้เข้าใจว่า อย่าเอาใจคนที่อยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชารัฐเพียงอย่างเดียว

"ผมไปชูป้ายไม่เอาประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่หน้าพระแม่ธรณี  หลังจากที่ญาติผู้ใหญ่ของหมอกลับไปแล้ว เป็นการเสียมารยาทตรงไหน เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยในฐานะสมาชิกพรรค ถ้าญาติผู้ใหญ่ของหมอดีจริง  ทำไมท่านหัวหน้าพรรคไม่มาต้อนรับด้วยตนเองและแต่ละคนที่มาล้วนแต่มีคดีทุจริตติดตัวมาหรือไม่  หมอจำไม่ได้หรือ หมออยากเชลียร์คสช. หมอก็ว่าของหมอไป  หมออยากเป็นรัฐมนตรีหมอก็ทำตามจริตของตนไป แต่อย่ามาว่าผมเสียมารยาท  ถ้าว่าผมเสียมารยาท ผมก็ขอบอกว่าดีกว่าเสียชาติเกิดที่ไปยกยอเผด็จการทหาร ตลอดระยะเวลาที่คสช.ครองอำนาจ นพ.วรงค์ห้ามใครต่อใครในที่ประชุมไม่ให้ด่าเผด็จการทหารจริงหรือไม่  และก็ไม่เคยตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลคสช.เลยทั้งที่มีการทุจริตอย่างมโหฬาร " นายวัชระ กล่าว

นายวัชระ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งไปเยือนพิษณุโลก  ตนได้พบกับนพ.วรงค์ที่สนามบิน นพ.วรงค์บอกว่า ไปทำไมพิษณุโลกไม่มีที่เที่ยว ทำให้ตนสงสัยว่าคนที่มีมารยาทดีอย่างนพ.วรงค์ทำไมถึงพูดเช่นนี้ และไม่แปลกใจว่าทำไมชาวพิษณุโลกถึงไม่เลือกวีรบุรุษมารยาทงามอย่างนพ.วรงค์เป็นสส. ตนเตรียมกระจกส่องหน้าไว้ให้นพ.วรงค์เจอที่พรรคเมื่อไรจะยื่นให้นพ.วรงค์ทันที.

'เกศปรียา'ไม่เคยนึกเด็กวัย20อย่างตนต้องเรียกหาความเป็นธรรมจากคนรุ่นปู่ รุ่นพ่อ ในเรื่องความละอาย

    
 

เธอบอกว่า กรณีนี้เปรียบได้กับการที่เพื่อนบ้านเห็นประกายไฟปะทุอยู่กลางบ้านของเราแล้วปรารถนาดีมาบอก แต่คนในบ้านขณะนี้มองไม่เห็นเพราะตามืดบอดมุ่งมั่นจะแย่งชิงอำนาจ เอาเปรียบฝ่ายตรงข้ามเพื่อสืบทอดรัฐประหารให้สำเร็จ เมื่อกิเลสฝ่ายต่ำที่ประกอบด้วยความละโมบ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ ตนขอฝากถามว่า ไม่ทราบว่าฝ่ายสืบทอดรัฐประหารจะยอมละทิ้งประโยชน์ส่วนตนคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ฟังคำเตือนเพื่อนบ้านแล้วแก้ไขปัญหาความไม่ถูกต้องชอบธรรมให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม หรือเลือกจะยอมให้ประเทศถูกไฟไหม้ไปกับกองเพลิงเพื่อสืบทอดอำนาจ

“การเข้ามาในแวดวงการเมืองไม่ถึงปี ไม่เคยนึกว่าจะมาถึงวันที่เด็กในวัย 20 กว่าอย่างตนต้องลุกขึ้นมาเรียกหาความถูกต้องชอบธรรมจากคนรุ่นปู่ รุ่นลุง รุ่นพ่อ รุ่นอา รุ่นน้า ในเรื่อง ความละอาย ความซื่อสัตย์ ความไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เรามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง ที่ต้องให้เด็กรุ่นใหม่สอนจริยธรรมให้ผู้สูงอายุ” น.ส.เกศปรียา กล่าวทิ้งท้าย.

 

'ส้มหวานเพศที่สาม' ลั่น!ทำงานในสภาไม่ซื่อตรงกับตนเอง แล้วบอกว่าซื่อตรงกับประชาชน เป็นเรื่องตอแหล

    
 

28 พ.ค.62- ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์  ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tunyawaj Kamolwongwat  ว่ากระแสสังคมบางส่วนที่มองการแต่งกายของกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีความเหมาะสมในการเข้าสภา ถูกเอามาวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ที่หลายคนเข้าใจความหลากหลายดี แต่ก็มีคนมองว่าเป็นเรื่อง "ตลก" "ไม่เหมาะสม" "ไม่ถูกกาละเทศะ"

น่าแปลกใจมากที่เรายังเสียง "หัวเราะแห่งความเหยียดหยาม" ให้กับคนที่แสดงตัวตนอย่างตรงไปตรงมา

"การยืนยันความเป็นตัวตน
คือการซื่อตรง และจริงใจกับตนเอง
คือ จุดเริ่มในการเคารพตนเอง
เพื่อเรียนรู้และเข้าใจในการเคารพผู้อื่น

หากทำงานในสภายังไม่จริงใจ 
ไม่ซื่อตรงกับตนเอง
แล้วจะมาบอกว่า จะซื่อตรงต่อหน้าที่
และประชาชน ก็คงเป็นเรื่อง ตอแหล"

ถ้านี่คือความไม่คุ้นชินของสังคม เรายังหัวเราะกับคำว่า
อีกะเทย อีตุ๊ด อีดำ อีบ้านนอก อีชาวดอย อีเตี้ย อีอ้วน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทั้งที่เราเป็นประชาชนเหมือนกัน
มันคือความเกลียดชังไม่ใช่หรือ

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน