*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3676
  • จำนวนผู้ชม : 2346994
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 180 , 22:41:05 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

    'บิ๊กตู่' มั่นใจที่มีประสพการณ์มาแล้ว 5 ปี จึงมั่นใจไม่ต้องมี ม. 44 ก็ได้

 

 

ลั่น5ปีผ่านมาเยอะ! 'บิ๊กตู่'มั่นใจสุดๆ ถ้าไม่มี'ม.44'ทำไมรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

ลั่น5ปีผ่านมาเยอะ! 'บิ๊กตู่'มั่นใจสุดๆ ถ้าไม่มี'ม.44'ทำไมรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 19.04 น.
  •  

18 มิ.ย.62 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)  ถึงข้อเสนอจากพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่ให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้พิจารณาแล้วหรือยังว่า "ผมก็ปรึกษาฝ่ายกฎหมายอยู่ ขอให้ใจเย็นๆกำลังให้ดูว่าเหมาะสมหรือไม่" พร้อมยืนยันว่า แม้ตนจะถูกมองว่าไม่สันทัดทางการเมือง แต่ตนก็ทำงานมาแล้ว 5 ปี เป็นงานการเมืองทั้งนั้น  อาจจะมีดีบ้างไม่ดีบ้าง ตนก็ยอมรับ แต่ก็ต้องดำเนินการต่อไป

"การที่ผมได้เป็นนายกฯ ครั้งที่สอง อยากเรียนว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องอาศัยการเรียนรู้การเอาใจใส่ ผมก็ไม่เคยเป็นนายกฯมาก่อน แต่วันนี้ก็พูดไม่ได้แล้วเพราะเป็นมา 5 ปีแล้วและไม่ใช่ว่ามาจากพลเรือนหรือทหารจะแก้ปัญหาทั้งหมดได้ วันนี้ผมถือว่าผมเองก็แก้ได้เยอะ ผมไม่เหนื่อยในการทำงาน แต่เหนื่อยในการทำความเข้าใจมากกว่า ผมรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกคน รวมถึงนักศึกษา แต่อยากให้มาร่วมมือกัน ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ทุกอย่างก็ไปได้หมด แต่ถ้ามัวแต่บ่อนทำลายกันคิดแต่ผลประโยชน์ทางการเมืองกันอย่างเดียวมันก็ไปไม่ได้”นายกฯกล่าว

 

นายกฯ กล่าวว่า การทำงานที่ผ่านมาก็ได้มีการหารือร่วมกับครม.และ คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจสั่งการอย่างเดียวแม้แต่คำสั่งมาตรา44 ก็ต้องเรียกประชุมคสช. และฟังความคิดเห็นจากรัฐบาลและฝ่ายปฏิบัติทุกอย่าง หลายคนวิจารณ์ว่าวันข้างหน้าไม่มีคำสั่งมาตรา44 แล้วรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ ขอถามกลับว่าแล้วทำไมรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่ด้วยความรักความสามัคคี มีความเข้าใจซึ่งกันและกันเคารพกฎหมาย ทุกอย่างทำเพื่อชาติบ้านเมือง  แต่เรื่องแบบนี้เราปิดกั้นใครไม่ได้เพราะทุกคนบอกว่าเป็นประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง แล้วเราจะไปทำอะไรเขาได้นอกจากมาตรการทางกฎหมายและตรวจสอบคุณสมบัติ

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนักการเมืองเฉพาะกิจหรือนักการเมืองอาชีพ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นักการเมืองเฉพาะกิจกับนักการเมืองอาชีพมันต่างกันตรงไหน ไม่ต่างกันเลย เพราะตนก็เป็นพล.อ.ประยุทธ์เหมือนเดิมแล้ว แต่ว่าจะมีหน้าที่และทำหน้าที่อย่างไร โอกาสที่จะให้ทำหน้าที่มีแค่ไหนอย่างไร อยากขอว่า อย่าไปพูดกันเลยว่าเอื้อตรงนั้นตรงนี้อยากจะอยู่ต่อหรืออะไรต่างๆ เป็นวาทกรรมที่พูดกันมาตลอด อยากจะขอร้องว่าในการประชุมสภาหรือการประชุมร่วมรัฐสภาควรจะลดเรื่องเหล่านี้ลงไปบ้าง ต้องมองว่าปัญหาประเทศชาติอยู่ตรงไหนประชาชนต้องการอะไร สิ่งที่ทำไปแล้วไม่ใช่ทั้งหมดไม่ดีเลยเพราะถ้าไม่ดีจะอยู่มาได้ถึง 5 ปีหรือ มันก็ดีบ้าง

“อย่ากังวลเรื่องการเป็นนายกฯ หรือการเป็นรัฐบาลของผม วันนี้ประเทศต้องการรัฐบาล ทุกประเทศเฝ้าคอยอยู่แต่เมื่อทำงานไปแล้วดีหรือไม่ดีมันก็มีวิธีการทางประชาธิปไตยในการตรวจสอบอยู่ ผมคิดว่านักการเมือง ส.ส. พรรคการเมืองต่างๆ เข้าใจตรงจุดนี้ ผลประโยชน์ของพรรคอะไรต่างๆในเรื่องคะแนนเสียงก็เป็นอีกเรื่อง แต่เมื่อเป็นรัฐบาล ก็ต้องเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง"นายกฯกล่าว

พร้อมขอร้องบรรดานักการเมืองทั้งหลายว่า ตนให้เกียรติทุกท่านเสมอเพราะถือว่าให้เกียรติประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามาดังนั้นทุกคนก็ต้องเคารพกฎเกณฑ์กติกาที่ตนพูดมาด้วย ต้องไว้วางใจกันพอสมควรแล้วค่อยดูกันต่อไป ถ้าเขาไม่ทำจะว่าอย่างไรกันต่อไป ก็ตรวจสอบกันแก้ปัญหากันไป ปรับครม.กันไป มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่ยืนยันว่าไม่ต้องมีการใช้จ่ายในการเป็นรัฐมนตรีกับตนเข้าใจไหม ไม่มีเรื่องนี้ เคยมีคนพูด แต่จริงไม่จริงผมไม่รู้ แต่เมื่อก่อนเห็นมีพูดกัน ใครอยากเป็นก็ว่าไปเขาพูดกันในสื่อ อย่ามาหาว่าตนนพูด ตนอ่านจากสื่อ

ทิ้งบอมบ์'บิ๊กตู่-คสช.'!! 'กษิต'ร่อนจม.เปิดผนึก ร่ายยาวเหตุ'ลาออก'ปชป.

ทิ้งบอมบ์'บิ๊กตู่-คสช.'!! 'กษิต'ร่อนจม.เปิดผนึก ร่ายยาวเหตุ'ลาออก'ปชป.

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.53 น.

18 มิ.ย.62 นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์จดหมายเปิดผนึก ผ่านทางเฟชบุ๊ก ถึงมิตรสหายที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า

ท่านมิตรสหาย 3.9 ล้านเสียงเนื่องด้วย ผมได้สดับตรับฟังและอ่านข่าวการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ของตัวผมเองในสื่อต่างๆ แล้ว พบว่า มีใจความที่ไม่ค่อยจะครบถ้วนตามความตั้งใจ อันอาจจะเนื่องมาจากการสื่อสารในเวลาอันสั้นระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ทำให้ผมอาจจะสื่อออกไปได้ไม่ชัดเจนเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดได้ ผมจึงขออนุญาตใช้จดหมายฉบับนี้ เพื่ออธิบายความให้ครบถ้วน

ตัวผมเองได้ตัดสินใจเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเหตุผลที่ว่า ตนเองนั้นยืนอยู่บนอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ซึ่งมีทิศทางเดียวกันกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่บุคคลใดๆ จะเลือกเข้าสังกัดพรรคใด ย่อมสมควรที่จะมีอุมการณ์เดียวกันมิใช่เดินเข้าไปร่วมพรรคเพียงเพื่ออำนาจ และผลประโยชน์

และที่ผ่านมา ผมเองได้รับโอกาสจากทางพรรคประชาธิปัตย์ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ทั้งทางด้านการเมือง และงานภายในพรรค และเมื่อไม่นานมานี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งผมไปดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งในระหว่างนั้นผมก็ได้พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มพละกำลังและความสามารถ เพื่อผลักดันอุดมการณ์เสรีนิยม ให้เข้าไปอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศ ภายใต้รัฐบาล ค.ส.ช. ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจ หรือแผนแม่บทการปฏิรูปวัฒนธรรมการเมือง เป็นต้น ซึ่งได้ปรากฏตามเอกสารรายงาน และบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองและการประชุมใหญ่ของ สปท.

ระหว่างการทำงานในตำแหน่งสมาชิก สปท. ผมได้พยายามนำเสนอแนวคิดของเสรีนิยม ส่งผลให้ผมตกอยู่ในกลุ่มเสียงกลุ่มน้อย กล่าวคือข้อเสนอมักจะไม่ได้รับการตอบสนองจากที่ประชุมส่วนใหญ่

ดังนั้นจึงมิได้แปลกใจที่ข้อเสนอข้อคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศต่างๆ ที่ได้นำเสนอไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศนั้น จะไม่ได้รับความสนใจ และไม่ได้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาล ค.ส.ช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น มิได้ต้องการปฏิรูปประเทศ และการเมืองไทยไปในทิศทางเสรีนิยม (อันได้แก่การกระจายอำนาจ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เป็นต้น) หากแต่มุ่งเน้นไปในทิศทางอำนาจนิยม ที่สนใจการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และสนับสนุนการเพิ่มอำนาจของภาครัฐ เป็นหลัก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์แห่งระบอบประชาธิปไตย ซึ่งย้อนแย้งกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมกับประชาชนชาวไทยเมื่อครั้งที่แรกเข้ามาทำการปฏิวัติรัฐประหารเอาไว้ว่า จะอาสานำเอาประชาธิปไตยที่เป็นแก่นสารกลับมาสู่สังคมไทย

นอกจากนั้นแล้ว ผลงานทางด้านการบริหารประเทศ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของรัฐบาล คสช. ก็เต็มไปด้วยข้อครหา ถึงการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุนใหญ่ ที่มีสายสัมพันธ์กับบรรดานายทหารที่ใกล้ชิด รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างสุรุ่ยสุร่ายผ่านทางนโยบายประชารัฐ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อประชานิยมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม แต่เป็นการกระทำเพื่อให้ดูดีเท่านั้น เพียงเพื่อหวังผลคะแนนนิยมจากสังคมเป็นหลัก

และเมื่อเวลาที่การครองอำนาจเพื่อการปฏิรูปประเทศใกล้งวดลง สังคมไทยก็เริ่มได้เห็นกระบวนการเตรียมการเพื่อกลับมากุมอำนาจรัฐต่อโดยกลุ่มรัฐบาลทหาร และพวกพ้อง โดยเริ่มจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้กองทัพและข้าราชการมีตำแหน่งทางการเมือง การจัดตั้งพรรคนิยมทหารขึ้นมาเพื่อรวบรวมอดีตนักการเมืองเอาไว้เป็นฐานเสียง การกำหนดให้วุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลทหารสามารถลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้ โดยสิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกิดเสียงครหาจากชาวไทยและนานาชาติว่า เป็นกติกาที่ไม่สะอาด ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาในการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลค.ส.ช. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำอย่างชัดเจน

จากข้างต้นจึงกล่าวได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือตัวแทนของฝ่ายทหารการเมือง ในการสืบทอดอำนาจ ภายใต้แนวคิดอำนาจนิยม ผ่านทางการเลือกตั้งที่มีกติกาแสนวุ่นวาย และไม่โปร่งใส ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย อันเป็นผลงานของพรรคพวก พวกพ้อง ของรัฐบาลทหารเอง จึงถือได้ว่าเป็นผู้มีพฤติกรรมของผู้ฝักใฝ่ลัทธิเผด็จการโดยปริยาย

และเมื่อกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทราษฎรของพรรค ได้มีมติออกมาว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องจากการที่บุคคลของพรรคไปดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็แปลว่า พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ ได้กระทำตนเป็นผู้สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหารโดยปริยาย อันเป็นการขัดต่อ อุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ ข้อ 4. ที่ว่า “ พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการนำพาพรรคประชาธิปัตย์ไปยังทิศทางแห่งเสรีประชาธิปไตย ตามอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องให้ถูกถอดถอนจากการเป็นนักการเมืองและเสี่ยงต่อการคงอยู่ของพรรค

อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ของพรรคนั้นเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของพรรค หากยอมให้มติพรรคอยู่เหนืออุมการณ์พรรคได้แล้ว ก็ไม่แตกต่างอะไรกับ รัฐบาลที่อ้างเสียงข้างมากเป็นใหญ่ แล้วไม่สนใจกฎ กติกา หลักการประชาธิปไตยอื่นๆ โดยมุ่งแต่จะใช้จำนวนการยกมือในสภามาบริหารประเทศตามใจตน ไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน จนนำมาซึ่งวิกฤติการณ์ทางการเมืองนั่นเอง

และในวันนี้ ที่ทิศทางการบริหารของพรรค ได้เดินไปคนละทางกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และอุมการณ์ของตนเอง ทำให้ผมเองไม่สามารถอ้างคำว่า ขอยอมรับในมติพรรค เพื่อที่จะได้ทำเฉยๆ แล้วเดินร่วมกันต่อไป

ดังนั้น จึงถึงเวลาอันสมควร ที่ผมจะได้ทำการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ได้ปรากฏในแฟ้มข่าวสาธารณะต่างๆ
ผมขอเรียนด้วยว่า ที่ผ่านมา ผมเองได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า มิได้ต้องการตำแหน่งทางการเมืองใดๆ อีกแล้ว เนื่องด้วยได้ปฏิบัติหน้าที่ในดำแหน่งต่างๆ มาพอสมควร และประสงค์ทำงานด้านบริหารให้พรรค โดยเฉพาะการปฏิรูปพรรค ผมจึงมิได้ลงรับสมัครเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา

อีกทั้งก็มีความเห็นว่า ผู้อาวุโสที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว ก็น่าจะต้องถอยออกมายืนในตำแหน่งที่ปรึกษา แล้วสนับสนุนคนรุ่นใหม่ๆ ให้ไปทำหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องสนับสนุนคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีความรู้ตรงสาย ไปทำงานในตำแหน่งการเมืองต่างๆ เพื่อที่จะได้มีการเติบโตของคนรุ่นใหม่ในแวดวงการเมือง ซึ่งเขาเหล่านี้ ย่อมมีความสามารถผลักดันประเทศได้เข้ายุคเข้าสมัย ก็ขอส่งกำลังใจให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ ให้ได้อดทน รอเวลาที่จะได้แสดงฝีมือเมื่อมีโอกาสแล้ว ผมก็ถือโอกาสนี้ให้กำลังใจและอวยพรให้ประสพความสำเร็จในการนำพาพรรคและในความก้าวหน้าของประเทศ

นอกจากนั้น ผมขอเรียนย้ำว่า ผมมิได้มีความทะเยอทะยานและมิได้มีแนวคิดใดๆ ที่จะไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือไปเข้าร่วมกับพรรคการเมืองพรรคใดๆ นอกจากจะมุ่งหน้าไปดำเนินการในภาคประชาชนเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย ตามกรอบแห่งธรรมาภิบาล ซึ่งสนับสนุนแนวคิดการกระจายอำนาจ และการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน ซึ่งหากมิตรสหายใดๆ สนใจที่จะให้ความร่วมมือ ผมก็ยินดีที่จะน้อมรับเพื่อจักได้ก่อให้เกิดพลังการเมืองภาคประชาชน เป็นพลังการเมืองขั้วที่สามระหว่างกลุ่มทหารการเมือง กับกลุ่มการเมืองอาชีพสามานย์ โดยเป้าหมายหลัก คือการคานอำนาจ และตรวจสอบการดำเนินการบริหารประเทศของฝ่ายการเมืองต่างๆ

การจากลาจากพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ มิได้เป็นการเดินออกมา เพราะความไม่พอใจ หรือความโกรธ เกลียด หรือเป็นศัตรูกับผู้หนึ่งผู้ใดแต่อย่างใด ด้วยที่ผ่านๆ มา ผมเองได้มีการปรึกษาพูดคุยกับผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ สมาชิกพรรค ซึ่งก็ได้ให้ความกรุณา และมีเมตตากับผมมาโดยตลอด ซึ่งผมขอกราบขอบพระคุณยิ่งมา ณ ที่นี้

อนึ่ง ผมขอขอบคุณ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ สำหรับการให้โอกาสผมได้เข้ามาร่วมทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ และขอขอบคุณพี่บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ได้เมตตา เตือนสติ ให้ข้อคิด ข้อแนะนำ ที่สร้างสรรค์มาโดยตลอด 
สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณผู้ร่วมงาน มิตรสหาย ผู้ให้กำลังใจ ที่ช่วยให้ผมอยู่บนเส้นทางการเมืองกับอุดมการณ์และหลักการมาโดยตลอด และรอคอยที่จะได้ร่วมมือกันเพื่อสร้างการเมืองภาคประชาชนที่มีความเข้มแข็งเพียงพอจะช่วยคัดท้ายประชาธิปไตยไทย ให้เดินหน้าไปบนเส้นทางแห่งธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน

'เด็กปชป.'โพสต์เดือด! ออกไปแล้ว อย่าเอาอุจจาระห่อกระดาษจดหมายปาใส่หน้าพรรค

'เด็กปชป.'โพสต์เดือด! ออกไปแล้ว อย่าเอาอุจจาระห่อกระดาษจดหมายปาใส่หน้าพรรค

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 21.44 น.

18 มิ.ย.62 นายพายุ เนื่องจำนงค์ ผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์ ทวิตเตอร์ข้อความ ระบุอย่างดุเดือดว่า "ออกไปแล้ว ก็ควรออกไปอย่างสงบนะครับ ถ้ามีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่พอก็ไม่ควรจะมาฉวยโอกาสทิ้งทวน เอาอุจจาระห่อกระดาษจดหมายแล้วมาปาทิ้งใส่หน้าพรรคหลังจากออกไปแล้วอีก..เกรงใจพวกคนที่รักพรรคจริงๆที่ต้องมานั่งไล่เช็ดตามหลังหน่อยนะครับ"



 
'นายกฯ'ตุหรัดตุเหร่! 'ปิยบุตร'ขุดปมใหม่'บิ๊กตู่'นั่งหัวโต๊ะประชุมครม.ไม่ได้

'นายกฯ'ตุหรัดตุเหร่! 'ปิยบุตร'ขุดปมใหม่'บิ๊กตู่'นั่งหัวโต๊ะประชุมครม.ไม่ได้

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.29 น.

18 มิ.ย.62 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก "  Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล " เปิดประเด็นใหม่ว่า "พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีได้"โดยมีเนื้อหาดังนี้

รัฐธรรมนูญพิสดารพันลึกได้กำหนดกลไกที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจ คสช. ชนิดที่เรียกได้ว่า คนแบบ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถเป็นได้ทุกอย่าง ครองอำนาจอย่างต่อเนื่องแบบไร้รอยตะเข็บ

ก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ มีสองร่าง ได้แก่ หัวหน้า คสช. ซึ่งเกิดจากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และนายกรัฐมนตรีซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยามใดอยากมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็หันไปสวมร่างหัวหน้า คสช. เพื่อใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยามใดอยากเข้าเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร นั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรี ก็หันไปสวมร่างนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามกฎหมายตามระบบปกติ

วันที่ 9 มิถุนายน 2562 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญ 2560 นับแต่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีร่างใหม่ขึ้นมา

ณ ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ มีสองร่าง

ร่างแรก หัวหน้า คสช. ซึ่งร่างนี้จะดับสูญลงเมื่อมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 265

ร่างที่สอง นายกรัฐมนตรี ตามกระบวนการได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 มาตรา 159 และมาตรา 172

ส่วนร่างเดิม คือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2557 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ครองไว้ตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2557 นั้น ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562

พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถครองตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนเดิม และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้พร้อมๆ กัน

พระบรมราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ได้ทับแทนที่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนหน้านั้นไปแล้ว

หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และนั่งหัวโต๊ะในการประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ก็ต้องตั้งคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จ และนำรายชื่อ ครม. ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง แล้วนำ ครม. ทั้งชุดไปถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงจะปฏิบัติหน้าที่ได้

ในขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะไปนั่งหัวโต๊ะในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดที่มีนายวิษณุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายดอน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ฯลฯ อยู่เวลานี้ที่ครองอำนาจอยู่เพราะผลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ที่ให้เป็นต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่) ก็ไม่ได้อีก เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของ ครม. ชุดนี้แล้ว จะเป็นรักษาการนายกฯ ก็ไม่ได้ เพราะ ตอนนี้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2562

ณ เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นนายกรัฐมนตรีที่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ได้เลย จะเป็นนายกฯ คนใหม่ได้ ก็ต้องตั้ง ครม. และถวายสัตย์ จะไปเป็นนายกฯ คนเก่า ตำแหน่งนี้ก็หายไปแล้ว

แต่ปรากฏว่าในสัปดาห์ที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีอยู่ และในสัปดาห์นี้ก็ยังเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีอีก และดูทีท่าว่าจะเข้าร่วม ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 (34th ASEAN Summit) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอีกด้วย

การประชุมคณะรัฐมนตรีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าไปนั่งหัวโต๊ะ มติ ครม. จากการประชุม ตลอดจนการลงนามของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีในเอกสารคำสั่งต่างๆ ย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมาย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ปราศจากอำนาจอย่างชัดแจ้ง

ปัญหาการตั้งคณะรัฐมนตรีไม่ได้ แบ่งเค้กไม่เสร็จ จึงส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็น “นายกฯ ตุหรัดตุเหร่” เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทำงานไม่ได้

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ อยากทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องจัดการแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรีให้เสร็จโดยเร็ว

นี่คือสิ่งที่คนเขียนรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้คาดคิดไว้ ก็ใครจะไปรู้ว่า สุดท้ายรัฐบาลชุดใหม่ จะเป็นรัฐบาล “สหพรรค-เสียงปริ่มน้ำ”จนเกิดปัญหาการแบ่งเก้าอี้กันยากขนาดนี้"

 

ด่วน!!แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ขนาด 6.5 เตือนนทท.ไทยรีบอพยพ

ด่วน!!แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ขนาด 6.5 เตือนนทท.ไทยรีบอพยพ

วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 20.59 น.
 

เฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น - 在東京タイ王国大使館 รายงานว่า 18 มิ.ย.62 เวลา 22.22 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น เกิดแผ่นดินไหวระดับ 6 upper ที่ Niigata และ Yamagata และขณะนี้มี Tsunami ความสูง 1 เมตร. ถึงแล้วที่ อ. Tsuruoka จ. Yamagata และ เกาะ Awa ที่ จ. Niigata  และทางการญี่ปุ่นได้ประกาศเตือนภัยให้อพยพออกจากพื้นที่ชายฝั่งบริเวณดังกล่าวแล้ว (บริเวณสีเหลืองคือบริเวณที่มีการแจ้งเตือนระวังภัยสึนามิความสูง 0.2- 1 เมตร) ‼️ ขณะนี้ยังไม่มีข่าวว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดผลกระทบจากสึนามิในครั้งนี

ขอให้นักท่องเที่ยวและคนไทยในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก แต่ขอให้ติดตามสถานการณ์และการแจ้งเตือนของทางการท้องถิ่น เนื่องจากมีความเป็นไปได้ของการเกิด aftershock

 

 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน