*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3792
  • จำนวนผู้ชม : 2405893
  • จำนวนผู้โหวต : 522
  • ส่ง msg :
  • โหวต 522 คน
<< มิถุนายน 2019 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 486 , 18:56:21 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่นๆ จึงทรนงตัวเองว่าจะทำอะไรก็ไม่มีใครตามทัน เช่น ทักษิณ คนหนึ่งละ ครั้นแล้วก็มีธนาธรกับ

ปิยะบุตรคู่หูที่ตามรอยทักษิณอย่างกระชั้นชิด ซึ่งความเคลื่อนไหวของคนที่เอ่ยชื่อแล้ว ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมแรงมากทีเดียว

ไล่'ช่อ'ลาออกส.ส.-คืนปริญญา! 'ทยา'จัดหนัก ถ้าสำนึกจริง'ขอโทษคำเดียวไม่พอ'

ไล่'ช่อ'ลาออกส.ส.-คืนปริญญา! 'ทยา'จัดหนัก ถ้าสำนึกจริง'ขอโทษคำเดียวไม่พอ'

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 16.50 น.
 
 

20 มิ.ย.62 นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตกปปส.และ ภรรยานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Taya Teepsuwan" ระบุว่า “ขอโทษ” คำเดียวไม่พอนะ ช่อ...แล้วอย่าพยายามล้างความผิดตัวเองด้วยการสร้างวาทกรรม “นำสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง” “นำอดีตมาตัดสินปัจจุบัน” “มีการโจมตีเพื่อสกัดกั้นทางการเมือง”

ช่อค่ะ...ไม่มีใครโจมตีหรือสกัดกั้นคุณหรอก ถ้าคุณไม่แสดงทัศนคติ”ลบหลู่”สถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทยทั้งประเทศ คุณทำตัวเองทั้งหมด!! และสิ่งที่คุณถ่าย เขียน พิมพ์ในอดีตมันทำให้คนทั้งประเทศรู้จักตัวตนของคุณมากขึ้นเท่านั้นเอง พูดตรงๆนะ “คืนปริญญาแล้วลาออกเหอะ” ถ้าสำนึกได้จริงๆ!! #เสียชือสถาบัน #เสื่อมเกียรติสภา

ลือหึ่ง! 'อนาคตใหม่'ตัดหาง'ช่อ' หลังติดบ่วงโพสต์รูปมิบังควร

ลือหึ่ง! 'อนาคตใหม่'ตัดหาง'ช่อ' หลังติดบ่วงโพสต์รูปมิบังควร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 17.10 น.
 
 

หึ่ง! "อนาคตใหม่"ตัดหาง"ช่อ"หลังติดบ่วงโพสต์รูปมิบังควร หลังตั้งเพิ่ม2รองโฆษก ปูทางลดบทบาทโฆษกพรรค แถมไร้เงาแถลงร่วม7พรรคฝ่ายค้าน ก่อนไม่มีชื่อร่วมทัวร์ตจว.22-24 มิ.ย.กับ"ธนาธร" จับสังเกต"คนค่ายสีส้ม"โนคอมเมนต์ หวั่นพรรคถูกโยงไปด้วย ยกกรณี"ดีเจโต้"โพสต์เลือกพรรค แต่ไม่ชอบช่อ

20 มิ.ย.62 รายงานข่าวจากพรรคอนาคตใหม่ ระบุถึงกรณี น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการโพสต์ภาพถ่ายไม่เหมาะสมลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว จนมีกลุ่มประชาชนไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดย น.ส.พรรณิการ์ เพิ่งให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกผ่านสื่อมวลชน ในระหว่างการเข้าร่วมประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่รัฐสภาชั่วคราว อาคารทีโอทีสำนักงานใหญ่ ถนนแจ้งวัฒนะ  หลังเดินทางกลับจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (พม่า) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องในอดีต ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับสถาบันหรือการเมือง แต่จำไม่ได้ว่าบริบทขณะนั้นคิดอย่างไรอยู่ พร้อมเรียกร้องว่าไม่ควรนำประเด็นสถาบันเบื้องสูงมาโจมตีทางการเมือง

ซึ่งภายหลัง น.ส.พรรณิการ์ ให้สัมภาษณ์ก็ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคำชี้แจงที่ว่า จำไม่ได้ว่าคิดอะไรอยู่ ซึ่งมีการประเมินภายในพรรคอนาคตใหม่ว่ากรณีของ น.ส.พรรณิการ์ ถือว่าไม่เป็นผลดีกับพรรคอนาคตใหม่ในระยะยาว และทำให้ ส.ส.และสมาชิกพรรคหลายคนไม่สบายใจ ดังนั้น จึงมีการกำชับให้สมาชิกพรรคหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นใดๆ เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคถูกเพ่งเล็งเกี่ยวกับจุดยืนต่อระบอบการปกครองของประเทศมาตลอดอยู่แล้ว โดยยกตัวอย่าง นายสุหฤท สยามวาลา นักร้องและดีเจชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่แสดงตัวว่าสนับสนุนแนวทางของพรรคอนาคตใหม่ ก็ยังโพสต์ข้อความทำนองว่า "เลือกอนาคตใหม่ แต่ไม่ชอบคุณช่อที่ทำแบบนั้น"

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หลังเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น บทบาทในฐานะโฆษกพรรคอนาคตใหม่ของ น.ส.พรรณิการ์ ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกรณีที่มีการตั้งรองโฆษกพรรคเพิ่มเติม 2 ราย คือ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.และนายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย โดยอ้างว่าเพื่อเพิ่มความหลากหลายในการสื่อสาร แต่ในการเปิดตัว 2 โฆษกพรรคคนใหม่นั้น กลับให้ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เป็นผู้แถลงเปิดตัว โดยที่ น.ส.พรรณิการ์ ไม่ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่เป็นโฆษกพรรค รับผิดชอบงานด้านการประชาสัมพันธ์สื่อสารของพรรค ตลอดจนการแถลงข่าวของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เกี่ยวกับกรณีการยื่นญัตติด่วนต่อประธานสภาฯ เพื่อตรวจสอบที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ก็มีเพียง นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค พร้อมด้วย นายคารม พลพรกลาง และนายรังสิมันต์ โรม เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมการแถลงข่าวเท่านั้น จากเดิมที่ น.ส.พรรณิการ์ ต้องเข้าร่วมในทุกครั้ง ก่อนที่ น.ส.พรรณิการ์ จะแยกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีโพสต์ภาพไม่เหมาะสมในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยไม่มีเพื่อนร่วมพรรคเข้าสังเกตการณ์หรือร่วมให้กำลังใจแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า เดิมพรรคอนาคตใหม่ได้เสนอชื่อ น.ส.พรรณิการ์ เป็น 1 ใน 7 คณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่ได้นำชื่อออก และใส่ชื่อ นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย ในฐานะรองโฆษกพรรค แทน รวมไปถึงกำหนดการลงพื้นที่ของ นายธนาธร และนายปิยุบตร ระหว่างวันที่ 22 - 24 มิ.ย.ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ก็ไม่ปรากฏชื่อ น.ส.พรรณิการ์ ร่วมคณะไปแต่อย่างใดด้วย

......................................................

ดิ้นเฮือกสุดท้าย!'ธนาธร'เล่นแง่ ส่งทีมกม.ยืดแจงถือหุ้นสื่อออกไปอีก 15 วัน

ดิ้นเฮือกสุดท้าย!'ธนาธร'เล่นแง่ ส่งทีมกม.ยืดแจงถือหุ้นสื่อออกไปอีก 15 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.46 น.
 
 

"ธนาธร"เล่นแง่ส่งทีมกฎหมาย ยื่นขยายเวลาชี้แจงถือหุ้นสื่อออกไปอีก 15 วัน อ้างขอตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร พร้อมตรวจความคืบหน้าสำนวน

20 มิ.ย.62 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ได้ส่งทีมกฎหมายมายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอขยายเวลาในการส่งเอกสารคำชี้แจงกรณีถือหุ้นสื่อในบริษัทวี-ลัคมีเดีย จำกัด เข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติความเป็นสส.หรือไม่ นับจากวันที่ 8 กรกฎาคม ออกไปอีก 15 วัน จากเดิมกำหนด 30 วัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ขยายเวลายื่นคำชี้แจงครั้งที่ 1 ทั้งนี้ ทางทีมกฎหมายให้เหตุผลถึงการขอขยายเวลาครั้งนี้ว่า เป็นไปเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารไม่ได้มีปัญหาอะไร รวมถึงมาตรวจสำนวนด้วยว่ามีความคืบหน้าอย่างไร หรือไม่ ทั้งนี้เมมื่อยื่นคำร้องแล้วต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ขยายเวลาตามที่มีการขอหรือไม่

สำหรับการยื่นขอขยายเวลาครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยอนุญาตให้ขยายเวลามาแล้วครั้งหนึ่งเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 8 กรกฎาคม หากศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตจะเท่ากับว่านายธนาธรยืดเวลายื่นคำชี้แจงออกไป 45 วัน รวมกับ 15 วันที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ยื่นคำชี้แจงตามขั้นตอนก็จะทำให้นายธนาธร มีเวลาทำคำชี้แจงนานถึง 60 วัน สำหรับคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องของ กกต.ไว้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม และสั่งให้นายธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่สส.จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

 

ชาวโลกโซเชียลเรียกร้องโหดเหี้ยมแบบนี้ต้อง 'ประหารชีวิต'

ชาวโลกโซเชียลเรียกร้องโหดเหี้ยมแบบนี้ต้อง 'ประหารชีวิต'

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.48 น.
 
 
 

จากกรณีการเสียชีวิตของ ด.ช.ฐปกร ทรัพย์สิน หรือ "น้องชายแดน" อายุ 14 ปีที่ถูกทำร้ายขณะเข้าไปติวสอบเข้าเตรียมทหารที่สถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ  โดยแพทย์เผยสาเหตุการตายเกิดจากการบาดเจ็บของตับอ่อน ถูกกระแทกช่องท้องอย่างแรง ทำให้นายพิษณุ ทรัพย์สิน อายุ 47 ปี เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ เพราะสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย เนื่องจากได้รับบาดเจ็บหลังเข้าไปเรียนและอยู่อาศัยในสถาบันกวดวิชาเอกชนแห่งหนึ่งใน อ.เมืองนครสวรรค์ ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โดยผู้เป็นพ่อเชื่อว่าลูกชายอาจถูก "รุมทำร้าย" ขณะที่เจ้าของสถาบันกวดวิชาอ้างว่า น้องหมดสติหัวฟาดราวบันได

ล่าสุดวันนี้ (20 มิ.ย.) นายอรรถพร สิงหวิชัย ผวจ.นครสวรรค์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ดำรงษ์  เพ็ชรพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ , พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผกก.สภ.นครสวรรค์ , นิติกรชำนาญการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ , ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และตำรวจชุดสืบสวน ได้เดินทางมายังบ้านของนายณัฐพล ถาวรพิบูรณ์ อายุ 27 ปี ติวเตอร์คนดัง ที่บ้านเลขที่ 999/33 หมู่บ้านไอซ์แลนด์ 6 ต.วัดไทร อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านพักของที่ตั้งโรงเรียนกวดวิชา

พล.ต.ต.ดำรงษ์ เพ็ชรพงษ์ กล่าวว่า การตรวจวันนี้เป็นครั้งแรกที่ตำรวจร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อต้องการหาหลักฐานบางอย่างเพิ่มเติมอย่างละเอียด และที่ผ่านมา ผบ.ตร.กับ ผบช.ภาค6 ได้สั่งการกำชับมาโดยตรงให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบให้ครบทุกด้าน โดยการสอบปากคำพยานแวดล้อมนั้นประกอบด้วย เด็กและนักเรียนที่ลาออกไปก่อนหน้านี้นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวมาให้ปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพ ซึ่งมีทั้งอัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยานแวดล้อม

ภายหลังจากประชุมทีมสืบสวนได้นำหลักฐานไม้เบสบอล 8 อันที่ค้นพบใต้สะพานข้ามแม่น้ำปิง พื้นที่ ต.วัดไทร อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ส่งตรวจพิสูจน์ ซึ่งพนักงานสอบสวนนำมาประกอบสำนวนน่าจะเป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้ด้วย โดยไม้เบสบอลทั้งหมดนี้มีรายงานจากแหล่งข่าวว่า ได้นำไปทิ้งถึง 2 ครั้ง

 "ครั้งแรกหลังทำร้ายน้องชายแดนจนหัวแตก แขนหัก นายณัฐพลได้นำไม้ที่ใช้ทำร้ายไปทิ้งก่อน 4 อัน แต่ครั้งนี้รุนแรงจนน้องชายแดนเสียชีวิต นายณัฐพลจึงได้เด็กชายที่เป็นลูกสมุนนำไม้เบสบอลที่เหลือ ทั้งไม้ที่ใช้ตีและไม้ที่ยังใหม่ไม่ได้ใช้นำไปทำลายหลักฐาน โดยนายณัฐพล เป็นผู้ขับรถพาไปทิ้งบริเวณใต้สะพานแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิดและไม่มีบ้านคนพักอาศัย และการที่นายณัฐพล ต้องนำไม้เบสบอลที่มีอยู่ในบ้านทั้งหมดเอาไปทิ้ง เพราะกลัวจะเป็นหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการใช้ความรุนแรงในสถาบันได้ แต่สุดท้ายชุดค้นหา ติดตามหาวัตถุพยานสำคัญจนพบ พร้อมกับมีหลักฐานเป็นป้ายชื่อนายณัฐพล ติดไว้ที่ถุงห่อไม้เบสบอลด้วย"

ส่วนประเด็นร่องรอยอวัยวะที่มีรอยไหม้นั้น เป็นการสั่งการจากนายณัฐพล ไปยังเด็กชายลูกสมุนระดับหัวหน้า ให้ไปบังคับเพื่อนนักเรียนที่เรียนอยู่ด้วยกัน ร่วมกันจับขึงน้องชายแดนไม่ให้ดิ้นหนี จากนั้นจึงจุดไฟแช็กลนที่อวัยวะเพศ ต่อหน้าเพื่อนๆ ที่ร่วมกันทำทั้งที่ไม่เต็มใจ แต่เพราะโดนบังคับ หากไม่ร่วมมือจะถูกรุมทำร้าย ซึ่งสถาบันกวดวิชาเตรียมทหารแห่งนี้ ใช้ความรุนแรงกับเด็กนักเรียนที่มาเก็บตัวเพื่อศึกษาอยู่ตลอด และตัวน้องชายแดนนั้น ไม่ได้แค่ถูกทำร้ายอย่างรุนแรง 2 ครั้ง แต่ถูกกระทำหลายครั้ง

ขณะเดียวกันนายอรรถพร สีหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุม วางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ เช่นเดียวกับสถาบันกวดวิชาเตรียมทหาร "กวดวิชาบ้านพี่ณัฐ" ซึ่งในห้องประชุมกลุ่มโรงเรียนเอกชนนอกระบบ จ.นครสวรรค์ ได้ชี้แจงให้ข้อมูลว่าสถาบันที่เป็นข่าวนั้น ไม่ได้ขอจดทะเบียนจัดตั้งโรงเรียนอย่างถูกต้อง หรือเรียกว่าโรงเรียนเถื่อน จึงไม่มีระบบประกันคุณภาพการตรวจนิเทศจาก ศธจ.แต่อย่างใด ซึ่งได้เข้าแจ้งความดำเนินกับตำรวจที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ ไว้แล้ว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจเป็นอย่างมาก ดุเดือนแม้กระทั่งในโซเชียลที่เรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ "ประหารชีวิต" เพราะสิ่งที่นายณัฐพลได้กระทำกับน้องชายแดนมันรุนแรงเกินไป

 

'ปิยบุตร'เลคเชอร์ปลุกแก้รัฐธรรมนูญ 60 รื้อนั่งร้าน กำจัด'ระบอบรัฐประหาร'

'ปิยบุตร'เลคเชอร์ปลุกแก้รัฐธรรมนูญ 60 รื้อนั่งร้าน กำจัด'ระบอบรัฐประหาร'

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 15.03 น.
 
 

19 มิ.ย.62 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โพสต์ผ่านเฟชบุ๊กระบุว่า การแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีคือ ผลพวงของการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

 

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราพบเห็นข่าวการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีใน 19 พรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มพรรคที่มี ส.ส. 1 คนก็รวมกันเรียกร้องตำแหน่ง กลุ่มพรรคที่มี ส.ส. 2-3 คนก็รวมตัวกันเรียกร้องตำแหน่ง

กลุ่มพรรคขนาดกลาง ก็ต้องสู้รบปรบมือกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการดึงกระทรวงสำคัญไว้กับตนเอง ภายในกลุ่มพรรคขนาดกลางเอง ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งให้แต่ละก้อนในพรรค ก้อนไหนไม่ได้ ก็ปรากฏเป็นข่าวแสดงความไม่พอใจขึ้น และพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องปวดหัวกับการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรคตนเองที่มีอีกประมาณ 10 มุ้ง

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ สร้างความรู้สึกสิ้นหวัง ผิดหวัง อิดหนาระอาใจ ให้กับพี่น้องประชาชนมาก จนคนเริ่มคิดว่า นี่แหละการเมืองไทย นี่แหละเลือกตั้งมาแล้วก็มาแก่งแย่งตำแหน่งกัน เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับการเมืองไทยขึ้นอีก

แน่นอนว่าการแบ่งสรรปันส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคร่วมรัฐบาล และภายในของแต่ละพรรคเองนั้น อยู่คู่กับการเมืองไทยมาช้านาน เป็นรูปแบบการเมืองแบบเก่าดั้งเดิม เมื่อมีแค่ 35 เก้าอี้ แต่คนอยากเป็นมีหลักร้อย ก็ต้องเกิดปัญหาเป็นธรรมดา

พี่น้องประชาชนอาจรู้สึกเบื่อและไม่พอใจกับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่หากพิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้ว ปัญหาการแย่งเก้าอี้ครั้งนี้ที่หนักหนาสาหัสกว่าทุกครั้งในอดีต มิใช่เกิดจากนักการเมืองเท่านั้น แต่มันเป็นพิษร้ายโดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560

ในการเลือกตั้งครั้งหลังๆ เมื่อผลการเลือกตั้งออกพรรคการเมืองอันดับที่ 1 จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร โดยเกินมาสัก 30-50 ที่ (หากจำนวน ส.ส. มี 500 คน รวมเสียงได้สัก 280-300 ก็จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแล้ว)

แต่ครั้งนี้ พรรคการเมืองที่ได้อันดับสอง ชิงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคร่วม 19 พรรค และมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรมาเพียงเล็กน้อยที่ 254 เสียง กลายเป็น “รัฐบาลสหพรรค-ปริ่มน้ำ”

การก่อรัฐบาล “สหพรรค-ปริ่มน้ำ” แบบนี้ได้ มิใช่เรื่องปกติแน่ ปัจจัยอะไรที่เป็นแรงผลักดันให้พรรคอันดับสองต้องชิงตั้งรัฐบาลให้ได้?ปัจจัยอะไรที่ทำให้พรรคขนาดกลางยอมร่วมรัฐบาล “สหพรรค” และยอมผิดคำพูดกับประชาชน? ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดพรรคเล็กๆ เป็นสิบพรรค? ปัจจัยอะไรที่มีเสียงปริ่มน้ำ ชนิดที่เรียกว่า ส.ส. ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามไปเข้าห้องน้ำ ห้ามไปกินข้าว ในการลงมติสำคัญ กลับดึงดันกันไปจนตั้งรัฐบาลได้?

ปัจจัยนั้น คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. และมีอำนาจ เลือกหัวหน้า คสช. เลือก ส.ว. มา 250 คน แล้ว ส.ว. ทั้งหมดก็มาเลือกหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคการเมืองอันดับสองที่เสนอชื่อหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ มี ส.ว. 250 คนซุกในกระเป๋าเป็นทุนแบบนี้ ก็ต้องดึงดันเป็นแกนตั้งรัฐบาล

พรรคขนาดกลางที่ประกาศหาเสียงไว้ชัดเจนว่าไม่เอาการสืบทอดอำนาจ คสช. ยอม “พลิกลิ้น” กลับมาร่วมสืบทอดอำนาจ คสช. ก็เพราะทราบดีว่า หากไปร่วมกับอีกฝ่าย ก็ยากที่จะได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่มีเสียง ส.ว. ช่วย พรรคขนาด 1 ที่ ได้ที่นั่งเพราะผลพวงจากการคำนวณสูตรของ กกต. และเสียง 1 ที่ของแต่ละพรรคกลายเป็นสิ่ง “มีค่า” มากสำหรับการตั้งรัฐบาล

ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรา 272 หากไม่มี ส.ว. 250 คนที่หัวหน้า คสช. แต่งตั้ง หาก ส.ว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ พรรคการเมืองเหล่านี้จะตัดสินใจเช่นนี้หรือไม่?

พรรคอันดับสอง คงต้องยกธงขาวยอมแพ้ ไม่ตั้งรัฐบาล พรรคขนาดกลาง คงมาร่วมกันหยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. ไม่ต้องผิดคำพูดกับประชาชนแบบนี้ ส่วนพรรคขนาดเล็ก ก็อาจไม่มีที่นั่งในสภาก็ได้ หรือถ้ามี จำนวนเสียง 1-3 เสียงของแต่ละพรรค ก็ไม่ส่งผลนัยสำคัญในการตั้งรัฐบาล

ดังนั้น มาตรา 272 จึงเป็นบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดผลประหลาดต่อการจัดตั้งรัฐบาล บิดเบือนการตัดสินใจของแต่ละพรรค กำหนดพฤติกรรมและการตัดสินใจให้แต่ละพรรคเฉไฉไปจากที่ควรเป็น

เมื่อก่อรัฐบาลด้วยความผิดปกติ การแบ่งสันปันส่วนตำแหน่งก็ย่อมผิดปกติตามมา การต่อรองก็ตามมา การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีก็ล่าช้าผิดปกติตามมา

ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุด เป็นเจ้าของประเทศ และเป็นผู้จ่ายภาษี ต้องถูกบังคับให้พบเห็นการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีและการตั้งคณะรัฐมนตรีที่ล่าช้าแบบนี้

เราจำเป็นต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่า การเมืองที่ไม่ดีไม่ใช่เกิดจากนักการเมืองเท่านั้น เราถูกปลูกฝังมาโดยตลอดจนเชื่อว่าการเมืองห่วย เพราะนักการเมืองห่วย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตรงกันข้าม การเมืองที่ไม่ดี ประชาธิปไตยที่กระท่อนกระแท่น มลพิษของประชาธิปไตย เกิดขึ้นได้เพราะระบอบรัฐประหารต่างหาก

รัฐประหารทำลายพัฒนาการประชาธิปไตย และเมื่อคณะรัฐประหารต้องการสืบทอดอำนาจต่อ พวกเขาจึงจำเป็นต้องกำหนดโครงสร้างการเมืองบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนเข้าไปในรัฐธรรมนูญเพื่อประกันการสืบทอดอำนาจ การเมืองแบบอัปลักษณ์ก็เกิดขึ้นมา เสร็จแล้ว พวกเขาก็มาชี้หน้าตำหนินักการเมืองจากการเลือกตั้ง ตำหนิประชาชนว่า ไม่ได้เรื่อง ได้เลือกตั้งแล้ว ได้ประชาธิปไตยแล้ว ก็มัวแต่ทะเลาะขัดแย้งกัน แล้วก็เป็นพวกเขาอีกนั่นแหละที่เข้ามายึดอำนาจ พร้อมทวงบุญคุณต่อไปอีกว่า นี่ไง เห็นหรือไม่ ได้ประชาธิปไตยไปแล้วก็เกิดวิกฤตอีก ทำให้พวกเขาเหนื่อย ต้องมายึดอำนาจ และแก้ไขปัญหาให้ แล้วก็วนเวียนอยู่เช่นนี้ร่ำไป ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ต้นตอของปัญหานี้ คือ ระบอบรัฐประหาร

หากประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดต้องการไปให้พ้นจากสภาพการณ์นี้ หากนักการเมืองจากการเลือกตั้งต้องการไปให้พ้นจากการเป็น “นั่งร้าน” ให้กับระบอบรัฐประหาร (แถมยังถูกเขาด่า ถูกเขาทวงบุญคุณอีก)

เราต้องเริ่มต้นร่วมมือกันจัดการรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเอาสิ่งผิดปกติอย่าง “ระบอบรัฐประหาร” ออกไป และนำคืนความปกติให้กับการเมืองไทย #รัฐธรรมนูญ #เก้าอี้รัฐมนตรี #สืบทอดอำนาจ #นั่งร้าน #เลือกตั้ง62

 

การเมืองสงขลาเดือด! พปชร.เปิดศึกปชป. ส่ง'พ.อ.'ชน'อดีตนายพล'

การเมืองสงขลาเดือด! พปชร.เปิดศึกปชป. ส่ง'พ.อ.'ชน'อดีตนายพล'

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 14.29 น.
 
 

การเมืองท้องถิ่นสงขลาเดือดแน่ พรรค"พปชร."เปิดศึกเดินหน้าปะทะ"ปชป."ขายนโยบายเพิ่มคนเพิ่มเงิน

20 มิ.ย.62 รายงานข่าวจากแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จ.สงขลาว่า หลังจาก นายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตรียมจะลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ.เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย ทางพรรค พปชร.จึงมีผู้เปิดตัวเพื่อลงสมัครนายก อบจ.สงขลา คือ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ผู้อำนวยการพรรค พปชร.ภาคใต้ ลงแข่งขัน เนื่องจากมีผลงานที่สามารถบริหารจัดการการเลือกตั้ง ส.ส.ภาคใต้ ประสบความสำเร็จ

"มีผู้สมัครได้รับการเลือกตั้ง 13 เขต โดยเฉพาะใน จ.สงขลา ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด 4 เขต และอีก 4 เขตที่สอบไม่ผ่าน ผู้สมัครมีคะแนนมาอันดับสองทุกเขต จึงมีโอกาสจะได้รับการเลือกตั้ง นายก อบจ.สงขลาสูง" แหล่งข่าวระบุ

ด้าน พ.อ.สุชาติ กล่าวว่า ตนลงสมัครนายก อบจ.สงขลา ในนามพรรค พปชร.จริง เพื่อต้องการขับเคลื่อนนโยบายพรรคในระดับจังหวัด เพราะมีการแข่งขันระหว่างพรรค พปชร.กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จึงต้องการขับเคลื่อนนโยบาย "เพิ่มเงินและเพิ่มคน" ของพรรคมาสู่ท้องถิ่นให้เกิดรูปธรรม

พ.อ.สุชาติ ยังกล่าวว่า ส่วนนโยบายระดับ จ.สงขลา ต้องแบ่งออก 3 โซน โซนแรกคาบสมุทรสทิงพระ มีปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง โซน 5 อำเภอชายแดน ปัญหาเรื่องความมั่นคง และ อ.หาดใหญ่ อ.เมือง ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวซบเซา ทั้งหมดต้องได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลกลาง และการเมืองท้องถิ่น

ขณะที่แหล่งข่าวจากพรรค ปชป.เผยว่า พรรคมีมติให้ส่ง พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี อดีต ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว ที่จะลงสมัครนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ มาลงสมัครนายก อบจ.สงขลา เพื่อเปิดทางให้ นายไพร พัฒโน อดีตนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กลับมาสมัครในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ลาออกเพื่อไปลงสมัคร ส.ส.แต่ก็ไม่ได้ลง จึงต้องเว้นวรรคไปชั่วคราว

ผงะ! 'ชุดพญาเสือ' บุกตรวจไม้แปรรูปหวงห้ามพบตั้ง รง.ภายในวัดภูหมากพริก

ผงะ! 'ชุดพญาเสือ' บุกตรวจไม้แปรรูปหวงห้ามพบตั้ง รง.ภายในวัดภูหมากพริก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 19.19 น.
 
 

20 มิ.ย.62 นายพนัชกร โพธิบัณฑิต นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เปิดเผยว่า วันนี้ หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (หน่วยฯ พญาเสือ) ได้เข้าตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการครอบครองไม้แปรรูปหวงห้ามและการตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในวัดภูหมากพริก อ.กุดชุม จ.ยโสธร ตามนโยบายและคำสั่งการของนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายใต้การอำนวยการของ นายศักดิ์ชัย จงกิจวิวัฒน์ หัวหน้าหน่วยพญาเสือ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ที่ปรึกษาหน่วยพญาเสือ 



โดยคณะพนักงานเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย 1.เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (หน่วยพญาเสือ), 2.เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ยส.2 (โพนงาม-ดงปอ) กรมป่าไม้, 3.เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร, 4.เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 (ตอ/น) และ 5.เจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามฯ สายที่ 3 (ยโสธร-มุกดาหาร-อำนาจเจริญ) ร่วมกันเข้าตรวจสอบตามที่ได้รับร้องเรียน กรณีการครอบครองไม้หวงห้ามแปรรูปจำนวนมาก และการตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ภายในวัดภูหมากพริก ต.กุดชุม อ.กุดชุม จ.ยโสธร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าโพนงามและป่าดงปอ 

ขณะเข้าดำเนินการตรวจสอบได้พบกับพระอาจารย์ สุพลชโย เจ้าอาวาสวัดภูหมากพริก ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในวัดดังกล่าวด้วยตนเอง ผลการตรวจสอบปรากฏ ดังนี้ 1.​พบไม้สักแปรรูปจำนวนมาก กองกระจายอยู่หลายจุดภายในวัดภูหมากพริก ต.กุดชุม อ.กุดชุม จ.ยโสธร เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสารและหลักฐานที่มาของไม้ดังกล่าว ปรากฏว่าเป็นเอกสารที่แสดงถึงที่มาของไม้จำนวนทั้งหมด ซึ่งมีจำนวน ขนาด ปริมาตร ตรงกับไม้ที่กองภายในวัด และมีที่มาของไม้ถูกต้อง

 

2.​ตรวจสอบในโรงเก็บเครื่องมือพบเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการทำไม้ และแปรรูปไม้จำนวนหลายรายการ ตรวจสอบในโรงเก็บไม้ พบแท่นเลื่อยวงเดือนสำหรับแปรรูปไม้วางอยู่ รอบบริเวณมีขี้เลื่อยกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ในลักษณะใหม่ โดยมีไม้สักแปรรูปวางอยู่โดยรอบเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าสถานที่ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแปรรูปไม้โดยเฉพาะโดยเจ้าอาวาสได้ให้ถ้อยคำว่า มิได้ขออนุญาตแปรรูปไม้หรือขออนุญาตจัดตั้งโรงงานแปรรูปไม้ แต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว การกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ฐาน “แปรรูปไม้หวงห้าม จัดตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 48 ประกอบ มาตรา 73 จึงได้ร่วมกันจัดทำบันทึกการตรวจสอบ/ตรวจยึด มอบหมายให้ จนท.หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ยส.2 (โพนงาม-ดงปอ) กรมป่าไม้ ดำเนินคดีตามกฏหมาย ต่อไป
 

 
 
 
 
 

...................................................

20 มิถุนายน 2562



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน