*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3687
  • จำนวนผู้ชม : 2349974
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 242 , 14:24:30 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         อันที่จริงแล้ว สถ่นภาพของรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 น่าเป็นห่วงมืใช่น้อย เพราะมีปัญหาคุณสมบัติรัฐมนตรีบ้าง นโยบายที่ล่อแหลม

ต่อการยอมรับของประชาชนบ้าง เช่น นโยบายกัญชาเสรีที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะต้องทำให้สำเร็จ เป็นต้น ซึ่งก็จะต้องลากถูลู่ถู

กังให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆต้องพลอยยอมรับไปด้วย ซึ่งทั้งหมดก็เป็นปัญหารออยู่ข้างหน้าแล้ว

         ผมนำส่วนหนึ่งในรายงานข่าวที่น่าสนใจมานำเสนอดังท้ายนี้

ส่วนกัญชาเสรีในมิติทางเศรษฐกิจนั้น “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ยืนยันว่า การสนับสนุนให้แต่ละบ้านปลูกกัญชาตามโควตา 6 ต้น

ต้องการให้ชาวบ้านสามารถนำไปใช้รักษาตนเอง ใช้ในการสันทนาการ และนำออกขายเป็นรายได้เสริม เชื่อว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินให้

แก่ประเทศในระยะยาว เรื่องนี้ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป

         ทั้งนี้ นายอนุทินมองเห็นแต่ด้านดีของกัญชาเสรี แต่หมกพิษร้ายการระบาดของกัญชาโดยไม่กล่าวถึงแต่อย่างไร ซึ่งสรุปแล้ว

ความไม่น่ายอมรับต่างๆ หลายเรื่องราวของรัฐบาล อาจเป็นสาเหตุให้กลายเป็นความเสื่อมศรัทธาของประชาชนก็ได้

 

 

เศรษฐกิจ 'ชี้ขาด' รัฐบาลลุงตู่

    
 

             "คสช." และ "รัฐบาล คสช." เป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้ว!

 

                ในทันทีที่.....

                เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่

                                                                    ประกาศ

                                                                แต่งตั้งรัฐมนตรี

                                                ------------------------------

                พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ แล้ว นั้น

                บัดนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

                พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

                นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

                นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี

                นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

                นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง

                พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

                นายอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

                นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

                นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายประภัตร โพธสุธน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

                นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

                นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

                นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

                นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

                พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

                หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

                นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

                นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

                ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

                ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

                ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

                พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

                                นายกรัฐมนตรี

                ครับ....

                จบยุค "รัฐบาลทหาร" เพียงเท่านี้

                ประเทศไทยเข้าสู่ยุครัฐบาล "ประชาธิปไตยเลือกตั้ง" นับจากวันนี้เป็นต้นไป

                ๕ ปี ๑ เดือน ๑๙ วัน ที่ "พลเอกประยุทธ์" สู่ความเป็นนายกฯ "องค์รัฏฐาธิปัตย์" เมื่อ ๒๒ พ.ค.๕๗

                แต่วันนี้ "พลเอกประยุทธ์" เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาสมบูรณ์ ณ ๑๐ ก.ค.๖๒

                ก็ต้องลุ้นกันต่อว่า ระหว่างบท "นายกฯ รัฏฐาธิปัตย์" กับบท "นายกฯ เลือกตั้ง"

                บทไหนที่พลเอกประยุทธ์จะเล่นได้ประทับใจแฟนๆ มากกว่ากัน?         

                เห็นรายชื่อ ครม.แล้ว ที่ผม "ดีใจด้วย" มีอยู่คนเดียว คือ

                "พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ"

                พูดกันตรงๆ รัฐบาลประยุทธ์ไม่มีท่าน ก็เหมือนแกงที่ขาดเกลือ

                ครั้นมีท่าน ก็จะมีคนติง "อย่ากินเค็มให้มากนักนะ" เดี๋ยวไตจะวาย!

                ฉะนั้น ที่รัฐบาลนี้วางพลเอกประวิตรไว้ในตำแหน่ง "รองนายกฯ" ตำแหน่งเดียว

                ถือว่า "ลงตัว"

                "พี่ใหญ่-พี่กลาง-น้องเล็ก" ไม่ทิ้งกัน มันก็สร้างแง่คิดแห่งความเป็นมิตรสหาย เมื่อได้ใจซึ่งกันและกัน เป็นตายอย่างไร ก็ไม่ทิ้งกัน

                อันคนเรานั้น เกิดมาครั้งหนึ่ง ได้มีมิตรสหายร่วมเป็น-ร่วมตาย ถือเป็นวาสนายิ่งนัก!

                ๕ ปี ในรัฐบาล คสช. "พลเอกประวิตร" บาดเจ็บสาหัสที่สุด

                ส่วนหนึ่งก็เพราะบิ๊กป้อมเอง

                แต่ส่วนใหญ่ มองให้ดีจะเห็นว่า ที่สาหัสนั่น เพราะพี่แอ่นอกเป็นโล่ให้น้องเล็ก!

                ที่ผมดีใจที่เห็นบิ๊กป้อมยังอยู่ ก็ด้วยเหตุผลส่วนตัวเรื่องเดียว คือเรื่อง "เรือดำน้ำ" ที่สั่งซื้อจากจีนนั่นแหละ

                ผมเชียร์สุดใจขาดดิ้นแต่ต้น.......

                ถึงตอนนี้ ผ่านไป ๒-๓ ปีแล้ว เข้าใจว่าภายในรัฐบาลนี้ น่าจะได้เห็นเรือดำน้ำตัวเป็นๆ

                บอกตรงๆ อยากเห็นให้เป็นผลงานบิ๊กป้อม เพราะถึงตอนนี้ คงเข้าใจกันแล้วว่า

                ด้วยยุทธศาสตร์อาณาเขตทางทะเลด้านทรัพยากร มันจำเป็นและสำคัญขนาดไหน!

                สำหรับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ผมว่าก็เป็นไปตามที่คาดหมายกันไว้ จะมีเซอร์ไพรส์นิดหน่อย ก็ตรงร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า

                เดิม "โผสื่อ" เก็งกันว่าเป็น รมว.แรงงาน แต่ "โผจริง" เป็น รมช.เกษตรฯ

                อีกคนก็คือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล

                แรกๆ ว่า เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แต่ปรากฏว่าเป็น รมว.กระทรวงแรงงาน

                ใครจะยี้หรือเยส ครม.ประยุทธ์ ก็สุดแต่มุมมอง-ทัศนะแต่ละคน

                ส่วนความเห็นผม รัฐบาลเลือกตั้ง ก็เหมือน "สลากกินแบ่ง" คือต้องแบ่งๆ กันไปกับพรรคร่วม เพราะต้องพึ่งมือเขา

                ลงตัวได้ก็ "บุญโข" แล้ว

                ต่างกับรัฐบาลเผด็จการ ที่เหมือน "สลากกินรวบ" นายกฯ คนเดียว ชี้ได้ทุกหัว จะเอาใคร-ตำแหน่งไหน

                แต่สังเกตดู พลเอกประยุทธ์จะอารมณ์ดี เป็นนายกฯ เลือกตั้งที่ "พูดหวาน-ขานเพราะ" ยิ้มแก้มน่าหยิก

                แสดงว่า "มั่นใจ" รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ.......

                ใครหือ ให้ "ธรรมนัส" ขึ้นธรรมาสน์เทศน์บรรลุไปเลย!

                ในเรื่องหลายพรรค-หลายนโยบายนั้น ผมว่าไม่ต้องห่วง เพราะรัฐธรรมนูญตีกรอบไว้แล้วว่า "นโยบายรัฐบาล" นั้น ต่างคน-ต่างทำไม่ได้

                เรื่องเฉพาะหน้า ก็เรื่องเศรษฐกิจนั่นแหละ เรื่องอื่นๆ อยู่อันดับที่ร้อย-ที่พันทั้งนั้น

                เงินบาทแข็ง ส่งออกทรุด ท่องเที่ยวหด หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งสูง

                RCEP "พันธมิตรเศรษฐกิจระดับภูมิภาค" อาเซียน ๑๐ ประเทศ กับคู่เจรจา ๖ ประเทศ "จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์"

                ไทยในฐานะ "ประธานอาเซียน" ต้องทำให้จบเร็วที่สุด ถ้าจบ เท่ากับ RCEP จะเป็นตลาดใหญ่สุด ด้วยประชากรกว่า ครึ่งโลก

                FTA ไทย-ยุโรป เมื่อเงื่อนไขด้านประชาธิปไตยหมดไป ต้องเดินหน้าเจรจากันให้ตกลง หลังจากที่ล่าช้ามากว่า ๑๐ ปีแล้ว

                ยิ่งตอนนี้ ยุโรปตกลง FTA กับเวียดนามไปแล้ว เริ่มมีผลแล้ว ไทยจะลำบาก ด้วยสินค้าหลายตัวเหมือนๆ กัน

                ฉะนั้น ไม่มีเวลาฮันนีมูน ประชาธิปัตย์ "เจ้ากระทรวงพาณิชย์" อย่ามัวคลั่งแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเร่งเรื่องนี้ก่อน

                ไอ้ "สถุลขายชาติ" มันดอดไปใส่ไฟเรื่องประชาธิปไตยกับสหภาพยุโรป ที่กรุงบรัสเซลส์แล้วเห็นมั้ย!?

                เอาเท่านี้ละมัง.........

                 พอได้รู้หน้า-รู้ตา ครม.ประยุทธ์ ๑/๒ ไว้วันพรุ่ง ค่อยมาสัพเพเหระกันต่อนะ. 

 

อนาคตใหม่ฉีกทุกกฎ

    
 

                ไม่มีเซอร์ไพรส์!

 

                โฉมหน้า ครม.ลุงตู่สมัย ๒ ออกมาแล้ว

                ครบทุกรส 

                ถ้าเป็นอาหารก็ "แกงโฮะ" ส่วนจะอร่อยเหาะหรือไม่ แล้วแต่ชอบ

                ด้วยข้อจำกัดของจำนวนเสียง ส.ส.ปริ่มน้ำ มันก็ได้แค่นี้

                ในแง่ความมั่นคงของรัฐบาล น่าจะสูงเอาเรื่องอยู่ เพราะมาครบทุกมุ้ง

                ในแง่ศักยภาพการบริหารประเทศ คงจะเป็นอีกเรื่อง

                แต่ทั้งหมดอยู่ที่ "ลุงตู่" ว่าจะเป็นนายกฯ แบบไหน

                หากการบริหารประเทศต้องเอาใจมุ้งการเมือง ก็จำคำพูด "ป๋าเปรม" ไว้ "กองหนุนใกล้หมด"

                เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐมนตรีในรัฐบาล มีข่าวอื้อฉาว มีข่าวคอร์รัปชัน ซึ่งบางคนมีประวัติเลื่องชื่อในด้านนี้ เมื่อนั้นหนีไม่พ้นการถูกตรวจสอบ

ฉะนั้นภาวะผู้นำในภาวะที่องค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีเป็นเช่นนี้ จึงสำคัญกว่าสิ่งใด

                ที่สภาฯ วานนี้ (๑๐ กรกฎาคม) เขาเถียงกันเรื่อง "การแต่งกาย"

                มีคำพูดของ "ชวน หลีกภัย" บอกว่า

                "๘๐ กว่าปีที่ผ่านมาสภาฯ ไม่เคยมีปัญหาเรื่องนี้ เพิ่งจะมีก็คราวนี้"

                พบว่าปัญหาเกิดจาก ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แหกกฎเดิมที่ปฏิบัติกันมานาน จนเรียกได้ว่าเป็น  "จารีต" เพื่อสร้างบรรทัดฐานของตนเองในสภาฯ

                ให้แต่งกายหลากหลาย

                ให้ใช้ภาษาที่หลากหลาย

                เพื่อตอบสนองความหลากหลายของสังคม

                ถึงขั้นที่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" บอกว่า

                "การแต่งตัวถือเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ดังนั้น ควรจะให้สิทธิ ส.ส.ในการตีความเอง โดยไม่ควรไปยึดติดกับรูปแบบ เพราะการแต่งกายตามแบบนิยมเหมาะสมก็มีพัฒนาการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย

                หากจะมี ส.ส.คนใดใส่เสื้อยืด กางเกงบอล มาประชุมสภาฯ ก็เป็นสิทธิที่จะทำได้ หากเขาโดนด่าก็เป็นเรื่องของเขาที่จะต้องรับผิดชอบ และรับผลที่จะตามมา ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนเสียงและความนิยมเช่นเดียวกัน หากที่ประชุมสภาฯ จะมีการหยิบยกเรื่องการใช้ภาษาถิ่นมาโจมตี ผมก็จะชี้แจงว่าในต่างประเทศอนุญาตให้ใช้ภาษาถิ่นในการอภิปรายในสภาฯ ได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ควรจะนำมาเป็นสาระสำคัญ”

                เห็นด้วยว่าไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเป็นสาระสำคัญ

                แต่ "ปิยบุตร" ดันทำให้มันเป็นเรื่องไร้สาระขึ้นมา

                เป็นเรื่องน่าเศร้าในการตีความประเด็นสิทธิเสรีภาพว่าจะต้องมีในทุกที่ทุกเวลา

                โดยไม่คำนึงว่าเมื่อพูดถึงสิทธิเสรีภาพ มักจะมีคำว่า "ไม่ละเมิดผู้อื่น" ตามมาด้วยเสมอ

                "ใส่เสื้อยืด กางเกงบอล" แค่ "ปิยบุตร" ใส่ไปสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยก็น่าเกลียดเกินทนแล้ว

                การบอกว่าใครใส่เดี๋ยวก็โดนด่าเอง เป็นทัศนคติที่ไร้รากอย่างสิ้นเชิง

                เพราะนั่นคือภาวะไร้กติกา

                และหากในประเทศนี้ใครทำอะไรก็ได้ ตามใจ ถ้าไม่ถูกใจใครเดี๋ยวจะโดนด่าเอง แล้วมันจะอยู่ร่วมกันได้หรือ

                แต่ก็ไม่แปลกอะไรที่ "ปิยบุตรแอนด์เดอะแก๊ง" มักถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เสมอๆ. 

(คลิกที่รูป)

 

 

 

 

 .........................................................
 

เพจรวมพลคนรักชินวัตรปั้นข่าวเท็จด่า'บิ๊กตู่'ใช้รูป'มจ.อุทัยกัญญา'อ้างเป็นแม่นายกฯตีเสมอเจ้า

    
 

10 ก.ค.62- เพจรวมพลคนรักตระกูลชินวัตร ของกลุ่มคนเสื้อแดง ได้โพสต์รูปและข้อความโดยลูกเพจ โดยระบุว่า  ป้าแกเป็นแม่ พล.อ ประยุทธ์ แบบนี้ก็ได้เหรอค่ะ ป้าแกนับถือศาสนาอะไร? หรือว่าไม่มีศาสนาค่ะ นี่ขนาดอยู่ในหอประชุมใหญ่พุทธมณฑล ไม่มีใครสะกิดป้าแกเลยเหรอค่ะ

มีสมาชิกในเพจซึ่งเป็นสมาชิกคนเสื้อแดงเข้าไปแสดงความเห็นกันจำนวนมาก และส่วนใหญ่ด่าพล.อ.ประยุทธ์อย่างสาดเสียเทเสีย แม้จะมีบางคนท้วงติงว่าไม่ใช่มาราดาพล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่มีผู้ใดสนใจแต่อย่างใด ยังคงมีการโพสต์ด่ากันอย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบรูปดังกล่าว คือรูปของ หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีประทานรางวัลเกียรติคุณนานาชาติ รางวัลคชจักร (Cajajakra Award) ครั้งที่ 1 ที่หอประชุมใหญ่ พุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม  ที่ผ่านมา 

ทั้งนี้มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้ารับรางวัลจำนวนมาก อาทิ  พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ,นายแผน วรรณเมธี , แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ , นายชาญวิทย์ ผลชีวิน , นายสมบัติ เมทะนี, อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี , นายเก่งกาจ จงใจพระ , ศิริพร อำไพพงษ์, ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เป็นต้น

สำหรับมารดาของพล.อ.ประยุทธ์  คือนางเข็มเพชร จันทร์โอชา เสียชีวิตไปตั้งแต่ช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งผบ.ทบ.
 

 

กัญชาเพื่อผู้ป่วย...เดิมพันอนาคตภท. "อนุทิน" ลั่น "ต้องสำเร็จ"

    
 

 นับแต่การปราศรัยใหญ่ของ "พรรคภูมิใจไทย" สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 ซึ่งถือเป็นเวทีแรกที่มีการประกาศ "นโยบายกัญชาเสรี" พร้อมกับคำมั่นของหัวหน้าพรรค "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" ที่ลั่นวาจาเบื้องหน้าประชาชนราวสามหมื่นคนว่าหากพรรคมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะทำนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง

กระทั่งวันนี้ผ่านเวลาเกือบ 6 เดือน เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และหากไม่มีอะไรผิดพลาด “อนุทิน”จะขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อันเป็นตำแหน่งที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีได้

แม้รัฐนาวาลำใหม่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ไม่ได้รอให้วันคืนสูญเปล่า ด้วยตระหนักดีว่านโยบายกัญชาเสรีมีความท้าทาย เขาจึงลงพื้นที่ทำการบ้านล่วงหน้า 

โดยเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายอนุทินพร้อมบุคคลสำคัญของพรรค อาทิ นายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.ปราจีนบุรีหลายสมัย, นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ ส.ส.ปราจีนบุรี, นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุขของพรรค ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นสถานพยาบาลต้นแบบในการนำกัญชามารักษาผู้ป่วย ภายใต้ชื่อ “กัญชา อภัยภูเบศร โมเดล” เพื่อรับฟังความรู้และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ จากคณะแพทย์และเภสัชกร นำโดย นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม, นพ.มกร ลิ้มอุดมพร อายุรแพทย์ ด้านประสาทวิทยา 

นอกจากนี้ ทีมภูมิใจไทยยังได้เยี่ยมชมแปลงปลูกกัญชาระบบรากลอยในตู้คอนเทนเนอร์ และบริเวณโดยรอบที่เตรียมสำหรับการปลูกระบบบนดิน (Green House)  พร้อมทั้งดูการสกัดกัญชาโดยใช้เครื่อง Super critical CO2 extraction และเยี่ยมชมตึก GMP ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้สำหรับผลิตสมุนไพรและกัญชา

“ผมมาที่นี่เพื่อหาองค์ความรู้” นายอนุทินเริ่มต้นในวงประชุม ก่อนกล่าวต่อว่า การผลักดันเรื่องนี้โดยอาศัยเพียงภาคการเมืองฝ่ายเดียวอาจไม่สำเร็จ แต่ต้องพึ่งพาความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค พร้อมทั้งย้ำว่า “กัญชาเสรี” ที่พรรคภูมิใจไทยจะผลักดัน คือ เสรีเพื่อการแพทย์ และจะไม่มีการเอื้อทุนธุรกิจใดๆ เด็ดขาด

“ผมจะเป็นผู้ผลักดันในส่วนนโยบาย แต่ในภาคปฏิบัติ ต้องขอให้โรงพยาบาลเป็นผู้ช่วย ทั้งนี้ ยืนยันว่านโยบายนี้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของใคร เราทำทุกอย่างให้เกิดความผาสุกกับส่วนรวม หากสามารถทำได้ คนไข้ก็จะเข้าถึงกัญชาได้ง่าย พกพาได้โดยที่ตำรวจไม่จับ และเวลาเจ็บป่วยก็ไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาล ทำให้ประหยัดค่าจ่าย ต้นทุนเรื่องการรักษาพยาบาลทุกอย่างจะลดลง” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยระบุ

ส่วนกัญชาเสรีในมิติทางเศรษฐกิจนั้น “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ยืนยันว่า การสนับสนุนให้แต่ละบ้านปลูกกัญชาตามโควตา 6 ต้น ต้องการให้ชาวบ้านสามารถนำไปใช้รักษาตนเอง ใช้ในการสันทนาการ และนำออกขายเป็นรายได้เสริม เชื่อว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศในระยะยาว เรื่องนี้ต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป

“เรื่องปลูกบ้านละ 6 ต้น ในใจคิดว่ารัฐจะแจกเมล็ด คนจะปลูกต้องขึ้นทะเบียน ไม่ใช่ให้ชาวบ้านปลูกตามใจชอบ ต่างคนต่างปลูก อย่างนั้นก็มั่วสายพันธุ์ไปหมด แต่วันนี้เมื่อข่าวมันออกไป หลายคนเตรียมพื้นที่ที่บ้านไว้แล้ว มันเครียดนะ เพราะความคาดหวังของคนมันไปไกล" นายอนุทินเผย   ขณะที่ด้านการวิจัยและพัฒนาหัวเรือใหญ่แห่งภูมิใจไทย มั่นใจว่าในอนาคตจะมีคนอีกมากแย่งเข้ามาทำ หากสามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์กัญชา โดยเฉพาะกัญชาสายพันธุ์ไทยให้เป็นที่ยอมรับ มีการศึกษาวิจัยเพื่อให้มีสาร THC (Tetrahydrocannabinol) และสาร CBD (Cannabidiol) ในระดับที่เหมาะสม พร้อมออกตัวว่าเชื่อมือโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการผลักดันนโยบาย โดยยืนยันว่า “ผมรอเซ็นอนุมัติอย่างเดียว ยืนรอหน้าห้องได้เลย ไม่มีดอง”

สำหรับที่มาที่ไปของโครงการ “กัญชา อภัยภูเบศร โมเดล” นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า โรงพยาบาลได้ขออนุญาตจำหน่ายกัญชาทางการแพทย์และการรักษาผู้ป่วย โดยร่วมมือกับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อให้สามารถยืมใช้สถานที่ในการปลูกกัญชา และยืมใช้เครื่องมือตลอดจนบุคลากรในการสกัดสารสำคัญของกัญชา และปรุงตำรับยาแผนไทย โดยวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเกษตรอินทรีย์บ้านดงบัง เป็นผู้ปลูกกัญชาภายใต้การควบคุมของโรงพยาบาล ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาสมุนไพรกัญชาที่ปลอดภัยในการรักษาโรคอย่างต่อเนื่องและถูกกฎหมาย ภายหลังจากครบกำหนดแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 

ด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม ได้กล่าวถึงการปลูกกัญชาสายพันธุ์ไทยว่า จำเป็นต้องมีการรวบรวมและพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถขยายพันธุ์ได้ โดยการปลูกลงแปลงนั้น จะใช้ต้นทุนต่ำที่สุด เหมาะสมกับสายพันธุ์ Sativa เพราะเป็นพันธุ์ที่ชอบแสงและต้นสูงใหญ่ ส่วนการปลูกในโรงเรือนมีข้อดีที่สามารถป้องกันแมลงและลมที่มีผลต่อการทำช่อดอก

ขณะที่ นพ.มกร ลิ้มอุดมพร อายุรแพทย์ ด้านประสาทวิทยา ได้นำเสนออีกมุมหนึ่งของสารสกัดกัญชาที่จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้ โดยระบุว่า ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของผู้ใช้ เช่น ปากแห้ง ตาแดง มึนงง มีการวิตกจริต  อย่างไรก็ตาม การใช้กัญชาเกินกำหนดจะไม่ทำให้เสียชีวิต เนื่องจากกัญชาไม่มีฤทธิ์กดการหายใจ นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มโรคหรือภาวะที่สารสกัดจากกัญชาน่าจะมีประโยชน์ในการควบคุมอาการ อาทิ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ ในขณะที่โรคมะเร็งนั้น ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานและข้อมูลเพียงพอที่จะสนับสนุนถึงประสิทธิผลของสารสกัดกัญชาในการรักษา ดังนั้น จึงเห็นได้ว่ากัญชาไม่ใช่ “ยาวิเศษ” เช่นที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นพืชที่ต้องได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อหยิบฉวยใช้ประโยชน์ และหลีกเลี่ยงโทษที่อาจเกิดขึ้น

ท้ายสุดคงต้องรอดูว่านโยบาย “กัญชาเสรี” ภายใต้การนำของนายอนุทิน จะสำเร็จเป็นรูปธรรมหรือไม่  ท่ามกลางเดิมพันอนาคตของพรรคภูมิใจไทย...


 

 

 

 


 .....................................................

11 กรกฎาคม 252

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน