*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2566123
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 435 , 12:01:27 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ดังพาดหัวข่าว : ผีเจาะปาก'พิชัย'ด่าได้ทุกเรื่อง!รัฐบาลไร้ความสามารถแก้ปัญหาฝนไม่ตก นั้น อยากท้าว่า หากนายพิชัยเก่งขนาด

บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ไม่ท่วม - ไม่แล้ง ได้ทุกปี ในช่วง 5 ปี เท่าๆกับรัฐบาล 'บิ๊กตู' ที่ผ่านมา คนไทยจะยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ให้เลยทีเดียว แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องติดคุก จะเอาหรือเปล่า เพราะการพูดด่าคนเอามันไปเรื่อยก็น่าจะผิดกฎหมายกันบ้าง

 

'ประยุทธ์-ธนาธร' หวยออกที่ใคร?

   
 
 
 
 

    "พลเอกประยุทธ์" นี่.....
    ชะตาเข้าเกณฑ์ "พระรามเดินดง" จริงๆ!
    กว่าจะลุยป่าได้นั่ง "เก้าอี้นายกฯ" เรียกว่าบักโกรกเลือดโชกแสนสาหัส     
    ครั้นขึ้นนั่ง.......
    ฝรั่ง-จีน-ญี่ปุ่น มิตรประเทศเป็นสิบ-เป็นร้อย แสดงความยินดีกับ "นายกฯ ประชาธิปไตย" ที่ได้นั่งเมืองแล้วก็ตาม
    แต่ดวงก็ยังไม่พ้นวิบาก 
    ประยุทธ์คนนี้ เคยได้อะไรที่ไม่ต้องลุ้นและไม่รากเลือดเหมือนคนอื่นกับเขาซะที่ไหนล่ะ
    ดังนั้น เมื่อวาน (๑๙ ก.ค.๖๒) จึงมีใบบอกมาจากศาลรัฐธรรมนูญ ว่า
    บัดนี้.........
    ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กรณี ส.ส.ฝ่ายค้าน ๗ พรรค ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้พิจารณาวินิจฉัย ว่า 
    ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๖) และมาตรา ๙๘ (๑๕) 
    กรณีเป็นลูกจ้างหรือพนักงานหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่ นั้น
    การยื่นคำร้องดังกล่าว "ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"
    จึงสั่ง "รับคำร้อง" 
    ส่วนกรณีการพิจารณาให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง "หยุดการปฏิบัติหน้าที่" หรือไม่นั้น 
    ศาลฯ เห็นว่า.....
    รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสอง บัญญัติเงื่อนไขว่า จะต้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า "ผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง" ซึ่งตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า มีกรณีตามที่ถูกร้องจะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด 
    ประกอบกับผู้ร้อง "ไม่ได้มีคำขอ" ส่วนนี้ 
    จึงยังไม่เข้าเงื่อนไข ที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสอง
    ขั้นตอนต่อจากนี้......... 
    นายกฯ ต้องยื่นคำชี้แจงส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน ก็ตกประมาณวันที่ ๔ ที่ ๕ สิงหานั่นแหละ
    ในเอกสารเผยแพร่ของศาลฯ ฉบับเดียวกัน ยังมีเป็นมติออกมาน่าสนใจอีกคดี
    คือกรณี "นายณฐพร โตประยูร" ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 
    "พรรคอนาคตใหม่" ผู้ถูกร้องที่ ๑, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องที่ ๒, นายปิยบุตร แสงกนกกุล  ผู้ถูกร้องที่ ๓ และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ ๔
     มีการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙
    ปรากฏว่า........
    ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยเสียงข้างมาก ๕ ต่อ ๔ เห็นว่า 
    ผู้ร้องได้ใช้สิทธิร้องต่ออัยการสูงสุด เพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา ๔๙ วรรคสอง แล้ว 
    แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ 
    กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคสาม ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ 
    จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย 
    ผู้ถูกร้องทั้งสี่ ต้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน ๑๕ วัน เช่นกัน
    เป็นไงครับ.......
    เรียกว่า "ทั่วหน้า" ตามมาตรฐานกฎหมาย ใครยังค่อนแคะว่า ๒ มาตรฐาน อาจถูกคนข้างๆ ถีบหงายท้อง!
    คดีของธนาธร-ปิยบุตรและคณะพรรคอนาคตใหม่ ผมไม่ห่วงหรอก 
    มีปิยบุตรอยู่ทั้งคน เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งรัฐธรรมนูญไทยและรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ส.บ.ม.ย.ห.อยู่แล้ว
    กรณีพลเอกประยุทธ์ นั่นก็เหมือนกัน ทำเพื่อไทยตากแดดมาแล้ว ๕ ปี 
    จะให้กินแต่มังสวิรัติต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ อย่าว่าอีก ๕ ปีเลย แค่อีกปี-ครึ่งปี
    "แห้งเป็นหนังควาย" เอาไปขึงกลองได้เลย!
    ฉะนั้น เตะสกัดประยุทธ์ได้ทางไหน ต้องเอาทุกทาง ขนาดวันก่อน "นายชัยเกษม นิติสิริ" อดีตอัยการสูงสุดทูนหัวทักษิณ ถึงกับโพสต์เฟซ ว่า.......
    "ผมขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนี้ครับ
    พลเอกประยุทธ์ได้รับการเสนอชื่อเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหนึ่ง ในระหว่างนั้นท่านได้สวมหมวกไว้สองใบ 
    ใบหนึ่งคือ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
    ส่วนอีกใบหนึ่งคือ ตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
    หมวกใบแรกไม่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ย่อมได้รับการยกเว้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(12)
    แต่หมวกใบที่สองในตำแหน่งหัวหน้า คสช. นั้น ผมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายในเรื่องนี้ ได้ความว่า แนวคำพิพากษาฎีกาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และคาดว่าจะยังคงเป็นแนวบรรทัดฐานของศาลในโอกาสต่อไปข้างหน้า ได้วางหลักไว้ว่า 
    'ผู้ทำการรัฐประหารสำเร็จ ย่อมถือเป็นผู้ได้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจในการสั่งการทุกประการ' 
    คือเป็นตำแหน่งพิเศษ จึงอยู่เหนือความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหตุที่มีการตัดสินในลักษณะนี้ คงมีเหตุผลว่า การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อทำโดยผู้ที่มีอำนาจสั่งการกองกำลังและมีอาวุธพร้อมย่อมไม่มีผู้ใดจะต่อสู้กับอำนาจดังกล่าวได้
    อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ย่อมสิ้นไปเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นฉบับชั่วคราวหรือฉบับถาวรประกาศใช้ 
    ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า 
    ตำแหน่งหัวหน้า คสช.เมื่อมิได้มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์แล้ว จะมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่
    ในประเด็นนี้ ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ตีความคำว่าเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ 
    1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
    2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ 
    3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
    4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย
    จะเห็นได้ว่าพลเอกประยุทธ์ในตำแหน่งหัวหน้า คสช.ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นในการออกคำสั่งต่างๆ มากมาย
    อาทิ คำสั่งโยกย้ายข้าราชการ คำสั่งเรียกให้นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มารายงานตัวดังที่ปรากฏในคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวถึงข้างต้น 
    อีกทั้งพลเอกประยุทธ์ ในตำแหน่งหัวหน้า คสช.ก็ได้รับเงินจากการดำรงตำแหน่งจากรัฐจำนวน  75,590 บาทต่อเดือนและเงินเพิ่มจำนวน 50,000 บาทต่อเดือน (รวมเป็นจำนวนเดือนละ 125,590 บาทต่อเดือน)
    ดังนั้น เมื่อดูจากการตีความคำว่าเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ของศาลฎีกาฯ 
    ผมจึงเห็นว่าการดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของพลเอกประยุทธ์ จะแปลความเป็นอื่นใดไม่ได้นอกจากเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ 
    ซึ่งมีผลทำให้พลเอกประยุทธ์ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ตามมาตรา  160 (6) ประกอบกับมาตรา 98 (15)
    ..............ฯลฯ.............."
    ความจริง กรณีนี้ มันจบไปแล้ว คือ "คุณศรีสุวรรณ" เคยร้อง "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ไปครั้งหนึ่ง เมื่อต้นปี
    และผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติ "ยุติการวินิจฉัยคำร้อง" ไปแล้ว โดยที่ประชุม มีมติเอกฉันท์ เมื่อ ๑๖  มี.ค.๖๒ ว่า
    ตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ "พล.อ.ประยุทธ์" มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
     เพราะไม่เข้าองค์ประกอบเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้ง ๔ ข้อ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัย ที่  ๕/๒๕๔๓ 
    ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" จะต้องเข้าองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ
    ๑.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
    ๒.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
    ๓.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
    ๔.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย
    กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าเงื่อนไขเพียง ๒ ข้อ 
    คือ ข้อ ๒ และข้อ ๔ 
    จึงถือว่า "ไม่ครบองค์ประกอบ" ในการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ 
    อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมาจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และยังใช้อำนาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ด้วย 
    ดังนั้น การที่ กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐ "ไม่ขัดกฎหมาย" 
    จึงให้ "ยุติการวินิจฉัย"
    และไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อ.
    ก็เอาล่ะ.........
    จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๔๓ ด้วยกัน เกิดกรณี "สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวแพรว" เช่นนี้
    ตามสำนวนท่านเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแรห์ ปราชญ์ภาษาไทยแห่งอัสสัมชัญ 
    ฉะนั้น จะเป็นโคลนตมหรือดาวพราวแพรว
    จะยุติที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ".

คนข่าวกับการปรับตัว ท่ามกลางความ 'ป่วน'

    
 

    คนข่าวทั่วเอเชียเผชิญกับปัญหาเดียวกัน...ความกลัวที่จะออกจากความคุ้นเคยเก่าๆ หรือ comfort  zone ของตัวเอง ไม่กล้าลอง ไม่กล้าทำอะไรใหม่ อยู่ใน "โซนแห่งความกลัว" ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่รู้ว่าสื่อดั้งเดิมไม่มีอนาคตอีกต่อไปแล้ว
    ผมบอกคนข่าวเอเชียทั้งหลายว่า จงฉีกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมในห้องข่าวที่กลัวความเปลี่ยนแปลง หรือพูดว่าจะเปลี่ยนแต่ยังทำงานและคิดในกรอบเดิม
    "พวกคุณที่กล้าเปลี่ยนอาจจะเป็นเพียง 5% ของคนในห้องข่าวเท่านั้น เพราะอีก 95% จะไม่ยอมเปลี่ยน...และ 5% ที่กล้ากระโจนออกจาก comfort zone นี่แหละที่จะรอดตาย...ที่เหลือจะกลายเป็นเหยื่อของพายุดิจิทัลที่ไม่ปรานีใคร ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าจะเคยสำเร็จหรือเก่งกาจเพียงใด" ผมบอกพวกเขาและเธอที่กำลังเรียนรู้วิธีใช้กล้องมือถือทำงานแทนกล้องใหญ่และอุปกรณ์เดิมๆ ทั้งหลาย
    หลังลงจากเวที คนข่าวเอเชียเหล่านั้นมาเล่าประสบการณ์และอุปสรรคในการปรับเปลี่ยนของตัวเอง เพราะคนส่วนใหญ่ในห้องข่าวยังไม่ตระหนักในความจำเป็นที่จะต้องลงมือทำ digital journalism  อย่างแท้จริง
    ยิ่งฝ่ายบริหารแล้วยิ่งไม่กล้านำการปฏิวัติองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม เพราะไม่กล้าปรับ ยุบ ทลายกำแพงและปรับ mindset ให้เป็นคนสื่อยุคดิจิทัล
    ผู้บริหารองค์กรไม่น้อยพูดเหมือนเข้าใจว่าต้องเปลี่ยน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ยังคิดและทำเหมือนเดิม เพราะกลัวผิด กลัวต้องเสี่ยง กลัวต้องรับผิดชอบถ้าทำไม่สำเร็จ
    ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วการอยู่ที่เดิมไม่กล้าเสี่ยงนั้นอันตรายกว่าการลองผิดลองถูกและแสวงหาคำตอบระหว่างการเดินทางที่เรียกว่า digital journey
    เป็นเรื่องราวที่ไม่ได้ต่างจากสถานการณ์ของบ้านเราเท่าไหร่นัก...ผมยืนยันกับพวกเขาว่าจงกล้าฉีกกรอบและทวนกระแส เพราะปลาที่ว่ายทวนน้ำและว่ายเร็วเท่านั้นที่จะรอดและเติบโต ปลาที่ว่ายตามน้ำรังแต่จะต้องเผชิญกับความเสื่อมสลายเท่านั้น
    ยุคนี้ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ปลาเร็วกินปลาช้าต่างหาก
    ไอน์สไตน์เคยประกาศเป็นสัจธรรมเอาไว้น่าฟังมากๆ ว่า
    If you always do what you always did, you will always get what you always got.
หรือ
    Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results.
    "ถ้าคุณทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำแล้ว และคาดหวังว่าผลที่ออกมาจะแตกต่างไปจากเดิม คุณก็บ้าแล้ว"!
    ผมเปิดคลิป Suthichai Live ที่คุยกับคนทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกสถานการณ์ และทุกแนวความคิดอ่านให้พวกเขาและเธอได้เห็นว่าถ้าไม่ลงมือทำเอง ก็อย่าได้บ่นว่าไม่รู้จะทำอย่างไร
    Just do it! ผมบอกกับคนข่าวทุกคนทั้งในไทยและทั่วโลก
    ลงมือทำเลย เพราะ "เดี๋ยวทำ" กับ "ทำเดี๋ยวนี้" เป็นคนละโลก
    และวลีที่ว่า "ค่อยทำค่อยไป" หรือ "ทำไปทีละขั้นละตอน" นั้นใช้ไม่ได้กับโลกวันนี้ที่ทุกอย่างผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง
    อีกทั้งยังไม่มีใครบอกได้ว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาในรูปไหน และสูตรสำเร็จในอดีตจะใช้กับวันนี้หรือพรุ่งนี้ได้หรือไม่
    ใครจะอยู่รอดจึงต้องพร้อมจะล้มเหลว...ล้มเหลวบ่อยๆ และล้มเหลวให้เร็วเพื่อจะได้ลุกขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด
    ที่สำคัญคือจะต้องล้มไปข้างหน้า ไม่ใช่ล้มไปข้างหลัง
    เพราะล้มไปข้างหลังคือการถอย แต่ล้มไปข้างหน้าคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะได้ไม่ทำความผิดพลาดเดิมๆ อีก.

 

 

(คลิก)

 

 

 

 

..............................................................

 

ผีเจาะปาก'พิชัย'ด่าได้ทุกเรื่อง!รัฐบาลไร้ความสามารถแก้ปัญหาฝนไม่ตก

    
 

20 ก.ค.62 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์ข้อความลงในทวีตเตอร์ ระบุว่า "ไม่เตรียมการ!! ภัยแล้งสามารถที่จะทำนายได้ล่วงหน้า เป็นรัฐบาลมา 5 ปีแต่ยังไม่รู้จักเตรียมการ ถ้าเตรียมเก็บกักน้ำไว้ล่วงหน้า ปัญหาภัยแล้งก็จะผ่อนคลายไม่หนักหนาสาหัสขนาดนี้ #รัฐบาลไร้ความสามารถ #ขาดทักษะการบริหาร #น่าเห็นใจประชาชนจากภัยแล้ง"

 

 

 
 

 
 

 

 

 

 ..................................................................
 
20 กรกฎาคม 2562
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน