*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3733
  • จำนวนผู้ชม : 2374924
  • จำนวนผู้โหวต : 520
  • ส่ง msg :
  • โหวต 520 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 303 , 13:18:33 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         การเอาแต่พูดถึงการปฏิวัติ รัฐประหาร ที่นักการเมือง นักเคลื่อนไหว พร่ำพูดไปเรื่อย ประชาชนฟังจนคุ้นหู ก็เลยกลาย

เป็นความชินชา จึงเมื่อมีคนมาชวนให้ต่อต้านรัฐประหารก็ได้ฟังไปเรื่อยๆ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาครับ

 

 

 

 

'เลี้ยงลูกสไตล์อิสราเอล'

  
 
  
 

      วันนี้ไม่คุย...... 

      อ่านเรื่องที่ "เจ้าหญิง ราพันเซล" นำจากห้องสมุดฟลิ้นท์ ปี 2018 มาโพสต์ เรื่อง #การสอนลูกแบบยิวให้เป็นเศรษฐี

 

      ต้องอ่าน เพื่ออยู่ในรอยต่อศตวรรษอย่างผู้ชนะ

      #การสอนลูกแบบยิวให้เป็นเศรษฐี

      เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของหญิงชาวจีนเชื้อสายยิวท่านหนึ่ง

      ในปี 1992 ตอนที่ฉันตัดสินใจย้ายจากเมืองจีนไปปักฐานใหม่ยังอิสราเอล ลูกชายคนโตอายุ 13 ลูกชายคนที่สองอายุ 12 ส่วนลูกสาวคนเล็ก 10 ขวบ

      ฉันให้ลูกๆ อยู่เมืองจีนไปก่อน ที่ตัดสินใจย้ายไปอิสราเอลตอนนั้น ก็เพราะทนอยู่สภาพเดิมๆ ไม่ได้แล้ว พ่อของฉันเป็นชาวยิวขนานแท้.......

      ย้ายหนีสงครามโลกครั้งที่ 2 มาอยู่เมืองจีน แต่งงานกับแม่ฉันซึ่งเป็นหญิงจีน

      หลังฉันเกิดไม่นาน แม่ก็ทิ้งพวกเราสองพ่อลูกไป พ่อฉันเสียตอนฉันอายุ 12 ฉันกลายเป็นเด็กกำพร้าเต็มตัว

      พอโตขึ้น ฉันได้ทำงานในโรงงานถลุงเหล็ก หลังแต่งงานก็มีลูก 3 คน แต่แล้วสามีก็ทิ้งพวกเราไป

      มันเป็นความทรงจำที่เต็มไปด้วยความขมขื่น พอดีเป็นช่วงเวลาที่จีนกับอิสราเอลเปิดสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศขึ้นมา

      ด้วยจิตใจที่อยากหนีให้พ้นๆ จากดินแดนแห่งความทุกข์ใจ ฉันเลยกลายเป็นพวกอพยพกลุ่มแรกที่ขอย้ายจากจีนไปอยู่อิสราเอล

      ตอนถึงอิสราเอลใหม่ๆ ความเป็นอยู่ยากลำบากกว่าอยู่ในเมืองจีนเสียอีก ฉันเข้าใจภาษาอิสราเอลเพียงเล็กน้อย ฉันไม่รู้จักใคร บ้านเมืองก็ไม่คุ้นเคย เลยไม่ทราบว่าจะเริ่มทำมาหากินอะไร เงินที่พกติดตัวไปจากเซี่ยงไฮ้คงพอยาไส้ได้สักสามเดือน

      แต่ฉันมุ่งมั่นว่าต้องหาวิธีอยู่ให้รอด และจะต้องรับลูกๆ มาอยู่กับฉันให้ได้ ฉันเริ่มเรียนภาษาเพื่อสื่อสารให้รู้เรื่อง

      แล้วฉันก็ตัดสินใจตั้งแผงริมถนนขายเปาะเปี๊ยะทอดยึดเป็นอาชีพไว้ก่อน วันๆ จะมีกำไรสิบกว่าซิเกิล (หนึ่งซิเกิลเท่ากับเก้าบาทไทยโดยประมาณ)

      พอการค้าเล็กๆ น้อยๆ ของฉันพอจะพึ่งพาได้ เดือนพฤษภาคมปี 1993 ฉันรับลูกทั้งสามคนมาอยู่ด้วยกันที่อิสราเอล

      ตอนอยู่ที่เมืองจีน แม้จะลำบากแค่ไหนก็ตาม แต่ฉันไม่เคยให้ลูกๆ ต้องลำบากด้วย พอมาอยู่ที่นี่ ฉันก็ยังคงเลี้ยงลูกในแบบเดิมๆ ซึ่งมันก็คงไม่ต่างจากคนจีนทั่วไป

      พอวันหลัง หลังจากลูกๆ ไปโรงเรียน ฉันก็จะขายเปาะเปี๊ยะทอดของฉันไป พอตกบ่ายเลิกเรียน พวกเขาก็จะมาหาฉันที่แผง ฉันก็จะเก็บร้านเลิกขาย แล้วเริ่มหุงหาอาหารมื้อเย็นให้ลูกๆ ได้กินกัน

      มีอยู่วันหนึ่ง ตอนที่กำลังเตรียมปรุงบะหมี่ให้ลูกๆ เพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินมาหาพวกเรา แล้วก็ชี้หน้าลูกชายคนโตพร้อมตำหนิว่า

      "แกเป็นเด็กโตแล้ว ทำไมไม่ช่วยแม่ทำงานทำการบ้าง อย่าทำตัวเหมือนขยะไร้ค่า" แล้วเธอก็หันมาต่อว่าฉัน

      "อย่าเอารูปแบบผิดๆ ที่พกพาจากเมืองจีนมาเผยแพร่ที่นี่ อย่าคิดว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เป็นความรักที่ถูกต้อง"

      คำพูดของเธอทำพวกเราตกใจมาก เป็นการทำร้ายจิตใจที่ดูโหดร้าย พวกเรารู้สึกแย่เอามากๆ

      เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันได้แต่ปลอบลูกชายคนโตว่า

      "ไม่เป็นไรนะลูก แม่ทนได้ แม่รับไหว แม่มีความสุขที่ได้ดูแลลูกๆ ทุกคน ขอให้ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

      "แต่ว่า...." ลูกชายคนโตพูดอย่างครุ่นคิด

      "คุณน้าคนนั้นอาจจะพูดถูก ผมคิดว่า ผมน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่ได้บ้าง"

      วันถัดมาเป็นวันที่ชาวบ้านไปโบสถ์กัน โรงเรียนเลิกเรียนตอนเที่ยง พอพวกเขามาถึงแผงขายของ  ลูกชายคนโตมายืนข้างฉัน แล้วหยิบเอาแผ่นแป้งห่อเปาะเปี๊ยะใส่ไส้แล้วม้วนให้เรียบร้อย นำลงทอดในกระทะจนสุก แม้จะยังดูไม่คล่องแคล่วนัก แต่ความชำนาญก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในชิ้นต่อๆ ไป

      การเปลี่ยนแปลงของลูกชายคนโตเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อน นอกจากจะช่วยงานที่แผงขายของแล้ว เขายังเสนอว่าให้พวกเขาเอาเปาะเปี๊ยะทอดไปขายให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียน พวกเขาเอาไปคนละ  20 ชิ้น พอเลิกเรียนกลับมา ทุกคนเอาเงิน 10 ซิเกิลมาให้ฉัน

      บอกตรงๆ ฉันรู้สึกสะเทือนใจมาก ปล่อยให้ลูกๆ ที่อายุยังน้อยต้องมาช่วยแบกภาระเรื่องทำมาหากิน

      แต่ว่าการแสดงออกของพวกเขาไม่ได้บ่งบอกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจเลย พวกเขากลับบอกว่ารู้สึกมีความสุขและความภูมิใจกับการรู้จักหาเงินหาทองได้ตั้งแต่ตอนนี้

      เพื่อนบ้านมักจะแวะมาคุยกับฉันบ่อยๆ บอกเล่าถึงวิธีที่ #ชาวยิวเลี้ยงลูกหลานกันอย่างไร ต้องให้การศึกษาแก่พวกเขาอย่างไร

      ชาวยิวจะคิดว่า การหาเงินไม่จำเป็นต้องรอตอนอายุโตแล้ว

      มันช่างแตกต่างจากคนจีนที่มักคิดว่า "ตอนเป็นเด็กมีหน้าที่ศึกษาหาความรู้อย่างเดียว"

      แต่ชาวยิวคิดว่า "ตอนเป็นเด็กก็ต้องเริ่มศึกษาวิธีหาเงินหาทองกันแล้ว"

      เพื่อนบ้านบอกฉันว่า ในครอบครัวชาวยิว ไม่มีอาหารฟรี ไม่มีบริการฟรี ทุกอย่างต้องตีค่าเป็นเงิน  เด็กทุกคนต้องศึกษาวิธีการหาเงิน เพื่อจะให้ได้มาในสิ่งที่ตนอยากได้

      ฉันรู้สึกว่าวิธีการนี้ดูโหดร้ายเกินไป ยอมรับไม่ค่อยได้ แต่ว่าจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวพวกเรา  เด็กๆ ถูกซึมซาบให้ยอมรับความคิดแบบนี้ได้ง่ายกว่าฉันมากมาย

      ในที่สุด ฉันตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่ฉันเคยดูแลพวกเขา ลองให้พวกเขาปรับเปลี่ยนไปในลักษณะชาวยิวเต็มตัว

      เราเริ่มจากทุกอย่างในบ้านก่อน ของทุกอย่างในบ้านตีเป็นมูลค่าหมด รวมค่าอาหารและบริการต่างๆ ที่แม่คนนี้ทำให้ลูกๆ ทุกคนต้องจ่ายค่าอาหาร 100 อาโกรอทต่อมื้อ (100 อาโกรอทเท่ากับ 1 ซิเกิล) ซักเสื้อผ้าครั้งละ 50 อาโกรอท

      ....แต่ฉันก็หาโอกาสให้พวกเขามีทางทำมาหากิน ฉันขายเปาะเปี๊ยะทอดให้พวกเขาในราคาขายส่ง ชิ้นละ 30 อาโกรอท แล้วให้พวกเขาไปตั้งราคาขายกันเอง กำไรเป็นของพวกเขา

      วันแรกที่กลับจากโรงเรียน ถึงได้รู้ว่าทั้งสามคนล้วนมีวิธีการขายที่ไม่เหมือนกันเลย

      ลูกสาวคนเล็กซื่อหน่อย ขายให้เพื่อนๆ ในราคา 50 อาโกรอทต่อชิ้น ได้กำไรมาทั้งสิ้น 400 อาโกรอท

      คนที่สองใช้วิธีขายส่ง เขาขายทั้งหมดให้โรงอาหารของโรงเรียน ราคา 40 อาโกรอทต่อชิ้น ได้กำไรมาแค่ 200 อาโกรอท แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ โรงอาหารสั่งให้เขาไปส่งทุกวัน วันละ 100 ชิ้น

      ส่วนลูกคนโตคิดนอกกรอบกว่าคนอื่น เขาจัดรายการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง "มารู้จักประเทศจีนกันหน่อย" เขาเป็นผู้ดำเนินรายการเอง

      จุดดึงดูดอีกอย่างของงานก็คือ ทุกๆ คนที่เข้าร่วมจะได้ลิ้มรสเปาะเปี๊ยะทอดแบบจีน โดยเขาเก็บค่าผ่านประตูคนละ 10 อาโกรอท เปาะเปี๊ยะทอดทุกชิ้นถูกหั่นเป็นสิบชิ้นเล็ก มีผู้เข้าร่วม 200 คนเต็มความจุ เก็บค่าผ่านประตูได้ 2,000 อาโกรอท

      หลังหักค่าสถานที่ให้โรงเรียนไป 500 อาโกรอท เขายังเหลือกำไรสุทธิ 1,500 อาโกรอท

      นอกจากวิธีการของลูกสาวที่อยู่ในความคาดคะเนของฉันแล้ว ต้องยอมรับว่าลีลาของลูกชายทั้งสองอยู่เหนือจินตนาการของฉันจริงๆ

      ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น พวกเขาเปลี่ยนแปลงจากเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น กลายเป็นเด็กที่มีความคิดในลักษณะพ่อค้าเต็มตัว รู้คุณค่าของเงิน และมุ่งมั่นจะหาเงินให้มากยิ่งขึ้นในรูปแบบที่ถูกต้อง

      แต่การเรียนของพวกเขาก็ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนเลย

      ลูกชายคนโตได้มีโอกาสเรียนเกี่ยวกับกฎหมายของพวกผู้อพยพเข้าเมือง เขาบอกฉันว่า ครอบครัวที่อพยพเข้ามาในอิสราเอลอย่างบ้านเรา มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล

      ฉันไม่แน่ใจว่ามันจะเท็จหรือมันจะจริง แต่ก็ลองไปติดต่อทางการดู

      สุดท้ายก็ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นเงิน 6,000 ซิเกิล นี่เป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับครอบครัวเรา ลูกชายคนโตบอกฉันว่า เงินจำนวนนี้ได้มาเพราะคำแนะนำของเขาแท้ๆ เขาควรได้รับส่วนแบ่ง  10%

      ฉันตรึกตรองอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจแบ่งให้เขาไป 600 ซิเกิล หลังได้รับเงิน เขาซื้อของขวัญชิ้นงามให้ฉันและน้องๆ คนละชิ้น เงินที่เหลือ เขาบอกว่าจะเอาไปต่อทุนเพื่อหาเงินให้ได้มากยิ่งๆ ขึ้น

      เขาใช้เงินจำนวนนั้นไปสั่งซื้อเครื่องเขียนจากเมืองจีนส่งผ่านมาให้ทางไปรษณีย์ ราคาเครื่องเขียนที่จีนถูกกว่าของอิสราเอลมากมาย

      เขานำมาขายให้เพื่อนๆ ในโรงเรียน พอได้กำไร เขาก็ยังเดินหน้าค้าขายต่อไป หนึ่งปีผ่านไป ตัวเลขบัญชีในธนาคารของเขาเพิ่มเป็น 2,000 ซิเกิล

      ส่วนลูกชายคนที่สอง มีหัวการค้าแบบชาวยิวไม่แพ้พี่เขา ชาวยิวทั้งหลายมีหลักการง่ายๆ ว่า "ค้าขายอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องลงทุน จะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด ทำอะไรก็ได้ที่คนอื่นยังไม่ได้เริ่มทำ จะมีโอกาสที่ดีที่สุด"

      ในขณะที่ลูกคนโตกำลังทำเงินกับเครื่องเขียนจากจีน

      ลูกคนที่สองก็ทำเงินของเขาไปอย่างเงียบๆ เขาใช้หัวคิดจากมันสมองของเขาเขียนบทความต่างๆ เกี่ยวกับเมืองเซี่ยงไฮ้จากมุมมองของเด็กอายุ 14 คนหนึ่ง เขามีคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์ เขียนอาทิตย์ละ 2 บท บทละประมาณ 1,000 ตัวอักษร รายได้ตกเดือนละ 8,000 อาโกรอท

      ส่วนลูกสาวคนเล็กนั้น จะเก็บตัวหน่อยตามภาษาเด็กผู้หญิง ไม่ได้แสดงบทบาทเรื่องหาเงินหาทองมากมายนัก แต่จากตัวเธอ ฉันสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายของชาวยิวที่ชอบมองชีวิตความเป็นอยู่แบบสวยงาม

      เธอหัดชงชาและทำขนม ทุกๆ เย็นเธอจะเตรียมชาไว้กาหนึ่ง แล้วก็มีขนมจากฝีมือเธอเองไม่ซ้ำแบบ พวกเราจะได้นั่งล้อมวง ดื่มชา ทานขนมและพูดคุยกัน ขนมของเธอก็มักจะมีกลิ่นอายจากจีนปะปนอยู่ด้วย ทุกคนที่บ้านชอบกันทั้งนั้น

      แน่นอน มันไม่ใช่ของฟรี พี่ๆ ต้องจ่ายค่าขนมให้เธอ หักค่าวัตถุดิบแล้ว น้องสาวสุดท้องก็มีรายได้ที่น่าพอใจ

      ตอนนี้บ้านเราไม่จนแล้ว เรามีเงินเก็บพอประมาณ เลยตกลงกันว่า จะเปิดร้านอาหารจีนขึ้นมาร้านหนึ่ง ฉันถือหุ้น 40% ลูกคนโต 30% คนรอง 20% และคนเล็ก 10%

      ร้านของเราประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นที่นิยมของเหล่านักชิมทั้งหลาย ผู้หญิงจากประเทศจีนคนนี้ก็เลยกลายเป็นคนที่ถูกสังคมจับตามองโดยไม่รู้ตัว

      จนกระทั่งฉันได้มีโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรี "ยิตซัค ราบิน" ของอิสราเอล ฉันกลายเป็นคนโด่งดังในชั่วข้ามคืน ตอนนี้ฉันสามารถใช้ภาษาอิสราเอลได้อย่างคล่องแคล่ว บวกกับฉันมีภาษาจีนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ทำให้ฉันถูกทาบทามโดยบริษัทค้าเพชรของรัฐบาลอิสราเอล ให้ไปเป็นตัวแทนคนแรกของบริษัทประจำประเทศจีน

      พอฉันย้ายกลับไปอยู่ประเทศจีนอีกครั้ง ลูกๆ ทั้งสามก็ตามฉันไปด้วย พอเอาลูกๆ ไปเปรียบเทียบกับเด็กทั่วๆ ไปในจีน ฉันรู้สึกว่าลูกฉันจะดูโดดเด่นกว่าพวกเขาพอสมควร

      ก่อนจะกลับไปที่จีนเที่ยวนี้ พวกเขาทั้งสามไปกว้านซื้อสิ่งของต่างๆ จากอิสราเอลไว้มากมาย พอพวกเขาเข้าเรียนได้ไม่นาน ครูของโรงเรียนแวะมาคุยกับฉัน บอกว่าเด็กๆ นำเอาของมากมายจากอิสราเอลไปขายที่โรงเรียน มีตั้งแต่เครื่องประดับ เสื้อผ้า ของเล่น หรือแม้กระทั่งปลอกกระสุนเปล่าก็ไม่เว้น

      ครูอยากให้ฉันช่วยดูแลเด็กๆ ให้อยู่ในกรอบหน่อย ฉันบอกครูว่า ฉันไม่สามารถห้ามการกระทำของพวกเขา นี่เป็นวิธีหาเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนของพวกเขาเอง เพราะฉันไม่ได้รับผิดชอบค่าเล่าเรียนของเขานานมาแล้ว

      ครูทั้งตกใจและแปลกใจ เขาไม่เข้าใจว่าคนมีเงินเดือนสูงในบริษัทข้ามชาติอย่างฉัน จะไม่รับผิดชอบค่าเล่าเรียนของลูกๆ

      ฉันเชิญครูทานขนมที่ลูกสาวคนเล็กทำไว้ขายในบ้าน ชิ้นละ 2 หยวน ฉันบอกครูด้วยรอยยิ้มว่า

      "นี่คือผลพลอยได้ของการได้อยู่อิสราเอลในหลายปีนี้ สอนให้เด็กๆ ได้เรียนรู้วิธีการดำเนินชีวิตของชาวยิว และฉันก็เชื่อว่าพวกเขาทุกคนจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพแน่นอน......."

      ในที่สุด ลูกคนโตตัดสินใจเข้าเรียนวิทยาลัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เขาตั้งใจจะไปเปิดบริษัทบริการท่องเที่ยวที่อิสราเอล เน้นตลาดการเที่ยวประเทศจีน

      ลูกชายคนที่สองเข้าเรียนวิทยาลัยเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ เขาตั้งใจจะเป็นคอลัมนิสต์ เขาชอบมีรายได้โดยไม่ต้องลงทุนจากเงินตัวเขาเอง

      ส่วนลูกสาวคนเล็กอยากเรียนทำครัวเกี่ยวกับอาหารจีน เพื่อเป็นเชฟระดับแนวหน้าให้ได้ โดยเฉพาะเป็นมือโปรด้านขนม ตั้งใจจะกลับไปเปิดร้านขนมที่อร่อยที่สุดในอิสราเอล

      กลับมาประเทศจีนเที่ยวนี้ ฉันรู้สึกว่าพ่อแม่ชาวจีนทั้งหลายมีจิตใจโลเลเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรหลานของตน พวกเขาล้วนหวังอยากเห็นลูกร่ำรวยเป็นเศรษฐี

      แต่กลับไม่กล้าบอกลูกตรงๆ กลัวลูกจะเป็นพวกบูชาเงินตั้งแต่เด็ก

      ลองศึกษาการเลี้ยงลูกแบบยิว แล้วพูดกับลูกตรงๆ ว่า "ฉันอยากมีลูกเป็นมหาเศรษฐี" คงไม่เสียหายกระมัง

      "ขจรศักดิ์" แปลและเรียบเรียง

      www.facebook.com/Flintlibrary

        ครับ...ของเราก็สอนให้หาเงิน แต่ขายของรวยช้า อาม้าสอนให้ขายชาติกันเลย.

 

ระบอบธนาธร

    
 


    ยิ่งดูยิ่งคล้าย
    ยิ่งนานวันก็ยิ่งเหมือน!
    "ธนาธร" กับ "ทักษิณ" นิสัยคล้ายกันอย่างกะแกะจากบล็อกเดียวกัน
    กล้าได้กล้าเสีย ฉิบหายช่างมัน 
    เมื่อครั้งทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี มีคนเตือน "ทักษิณ" ว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องเสี่ยงโชค จะใช้นิสัยกล้าได้กล้าเสียเหมือนยักไฮโลเพื่อนไม่ได้ 
    แต่ "ทักษิณ" ไม่สนใจ
    "ทักษิณ" กล้าที่จะออกนโยบายที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทในเครือธุรกิจของตัวเอง 
    เกิดคำถามต่อการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการรอดจากคดีซุกหุ้น เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนในยุคนั้น อ้างว่า
    "ผมก็ตัดสินของผมโดยยึดหลักประชาธิปไตยและหลักรัฐศาสตร์ว่านายกฯ ทักษิณไม่ได้มีความผิด  สาเหตุที่ผมตัดสินแบบนี้ก็เพราะผมเห็นแล้วว่า ประชาชนเขาพร้อมใจกันเทคะแนนเสียงให้ไทยรักไทย ๑๑ ล้านเสียง นี่คือเสียงสวรรค์ของประชาชนที่พร้อมใจกันเลือก พ.ต.ท.ทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสิบกว่าคนจะมาไล่เขาลงจากตำแหน่งได้อย่างไร"
    มีการใช้เงินทำลายกระบวนการยุติธรรม คือ "คดีถุงขนม ๒ ล้าน" อันเกรียวกราว 
    ทนายทักษิณหิ้วไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง!
    ใช้ความเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร สร้างเผด็จการรัฐสภา หักดิบทุกเรื่องที่อยากได้ โดยไม่สนใจข้อท้วงติงจากฝ่ายค้าน และเสียงเตือนรอบข้าง สถาปนาระบอบทักษิณขึ้นมา
    วุฒิสภากลายเป็นสภาผัวเมีย ส.ว.หลายคนรับเงินเดือนจากพรรคการเมือง
    ทั้งหมดนี้ "ทักษิณ" เรียกว่า "ประชาธิปไตย" 
    มาวันนี้ฝ่ายที่สนับสนุน "ทักษิณ" และฝ่ายที่ "ทักษิณ" สนับสนุน เรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตย อย่างเต็มปาก เพราะการเมืองฝ่ายตรงข้ามมาจากการทำรัฐประหารเมื่อ ปี ๒๕๕๗ 
    ถูกต้องตามทฤษฎี!
    แต่ในทางปฏิบัติ คือประชาธิปไตยปูเสฉวน
    นักการเมืองสมุนโจร นักเคลื่อนไหวทาสคนขี้โกง นักประชาธิปไตยไร้เดียงสา เข้าไปอยู่ในกระดองเดียวกัน แล้วเรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตย 
    "ธนาธร" เดินตามรอย "ทักษิณ" แม้จะไม่ทุกก้าว แต่ย่างที่สำคัญลงล็อกเดียวกันเป๊ะ!
    เสี่ยง-ท้าทาย-บิดเบือน คือสิ่งที่ "ธนาธร" ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
    วานนี้ ๒๑ กรกฎาคม "ธนาธร" พูดถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าพรรคอนาคตใหม่ และคณะกรรมการบริหารพรรค ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ ว่า 
    "คำร้องนี้เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเข้าใจไปว่าคำร้องนี้อาจนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่ นั่นหมายความว่าประชาชนไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และเห็นว่าเอะอะอะไรก็มีการยุบพรรค เอะอะก็ใช้กระบวนการยุติธรรมมาเล่นงานพรรคการเมืองที่มีจุดยืนต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ 
    ผมจึงอยากตั้งคำถามไปว่าเหตุใดประชาชนจำนวนมากจึงคิดอย่างนี้ และศาลยุติธรรมต่างๆ มีความยุติธรรมจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามผมยังไม่เห็นคำร้อง ซึ่งหากมีการพิจารณานอกเหนือจากมาตรา  ๔๙ ก็คือเป็นการพิจารณาเกินเลยอำนาจไปแล้ว เพราะการร้องในมาตรา ๔๙ ให้อำนาจศาลในการพิจารณา แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการยุบพรรค"
    นี่คือทัศนคติของคนที่บอกว่า พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมบริหารประเทศ แต่น่าเสียดาย "ธนาธร" ไม่เคยพร้อมยอมรับความจริงเลย
    พยายามปั่นกระแสให้คนเข้าใจผิดในกระบวนการยุติธรรมทุกครั้งที่มีโอกาส สร้างความเกลียดชังต่อฝ่ายตุลาการ ด้วยข้ออ้างนกแก้วนกขุนทอง ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ   
    ที่สำคัญอ้างประชาชนไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม!
    คนที่แนะให้ "ธนาธร" พูดแบบนี้อาจเป็น "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ให้กลับไปดูด้วยว่าโทษของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเป็นเหตุยุบพรรค เพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคนั้นยังกำหนดในกฎหมายอื่นด้วย
    พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๙๒ หากศาลดำเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองมีการกระทำการที่มีการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    ก็สามารถพิจารณาสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้!    
    พรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบหรือไม่ อยู่ที่พยานหลักฐานซึ่งก็คือ "ความคิด" ของคนในอนาคตใหม่ที่กลั่นออกมาเป็นตัวอักษรนั่นเอง 
    แต่การที่ "ธนาธร" ใช้วิธีเก่าๆ ยกประชาชนมาข่มขู่ศาล
    แสดงให้เห็นแล้วว่า "ธนาธร" ถอดแบบทักษิณ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่สนใจถึงผลกระทบในระยะยาว
    ก็ไม่แน่ ประเทศไทยวันข้างหน้า อาจต้องต่อสู้กับ "ระบอบธนาธร" ไปอีกเป็นสิบๆ ปี.

'ส.ว.สมชาย'ฮาลั่นนายกฯโซเชียลเชื่อข้อมูล'เหวง'กุข่าวรัฐประหาร!

    
 

22 ก.ค.62 - นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

อ่านข่าวนี้แล้วขอบอกว่าเพ้อเจ้อมากครับเพราะ,,,

1)ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคการเมืองที่กระะทำผิดแน่นอน มีตัวอย่างที่ถูกยุบพรรคมาแล้วเช่นพรรคพลังประชาชน ชาติไทยฯลฯ

2)เชื่อเหวงกุข่าวรัฐประหารได้ยังไง ไม่มีข้อมูลและไม่มีเหตุปัจจัยใดๆเลย

3)เริ่มใช้วิธีอันธพาลแบบพวกนักปลุกม๊อบเดิมๆอีกแล้ว ปลุกระดมให้มวลชนไปสภาเหมือนปลุกระดมให้มวลชนไปศาลากลางแล้วเกิดการเผาศาลากลางและเผาห้างสรรพสินค้าใช่มั้ย

ชาวบ้านเขารู้ทันแล้ว 

เขาไม่ไปเสี่ยงเป็นผนังทองแดงและเป็นหนังหน้าไฟ เจ็บตายติดคุกแทนนักปลุกม็อบแน่นอนครับ.....

สมชาย แสวงการ
5 ชั่วโมงที่แล้ว

อ่านข่าวนี้แล้วขอบอกว่าเพ้อเจ้อมากครับเพราะ,,,

1)ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคการเมืองที่กระะทำผิดแน่นอน มีตัวอย่างที่ถูกยุบพรรคมาแล้วเช่นพรรคพลังประชาชน ชาติไทยฯลฯ
2)เชื่อเหวงกุข่่าวรัฐประหารได้ยังไง ไม่มีข้อมูลและไม่มีเหตุปัจจัยใดๆเลย
3)เริ่มใช้วิธีอันธพาลแบบพวกนักปลุกม๊อบเดิมๆอีกแล้ว ปลุกระดมให้มวลชนไปสภาเหมือนปลุกระดมให้มวลชนไปศาลากลางแล้วเกิดการเผาศาลากลางและเผาห้างสรรพสินค้าใช่มั้ย

...ดูเพิ่มเติม
 
KHAOSOD.CO.TH
 
ธนาธร - วันที่ 21 ก.ค. ที่ รร.แลงคาสเตอร์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรีย.....
 
(คลิก)
 

 

 

 

...............................................................
 

'7 พรรคฝ่ายค้าน'ซ้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาลลั่น2วันคุ้มค่าแน่

    
 

22 ก.ค.62-  นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)  กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายการแถลงของนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ว่า ระยะเวลาในการอภิปรายจากเดิมที่ยื่นขอไว้ 3 วัน แต่ลดลงมาเหลือเพียงแค่  2 วัน โดยฝ่ายค้านจะมีเวลาในการอภิปรายเพียงแค่ 13 ชั่วโมง รัฐบาลระบุเหตุผลว่า หากใช้เวลาอภิปราย 3 วัน จะชนกับช่วงบรรยากาศวันสำคัญของประเทศ  พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ยินดีให้ความร่วมมือ 

นายสุทินกล่าว การลดวันลงทำให้การทำงานลำบาก เพราะมีส.ส.ที่แสดงความจำนงจะอภิปรายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจะต้องมีการบริหารให้สามารถ อภิปรายได้ครบภายในวันเวลาที่จำกัด  ซึ่งวันที่ 22ก.ค. เพื่อไทยจะต้องมีการซักซ้อมความพร้อม ทั้งในส่วนของประเด็นใครที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อน หรือใครที่จะเหมาะสมที่จะขึ้นอภิปรายในครั้งนี้ และใครที่ควรจะรออภิปรายในครั้งหน้าที่ต้องมีการทำความเข้าใจกัน  ส่วนกรณีการอภิปรายถึงคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ที่ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว จะสามารถอภิปรายได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคเตรียมความพร้อมในการให้ความรู้ หากเราไม่ไปชี้นำสารก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา มั่นใจหากทำความเข้าใจกันทั้งหมด จะรู้ว่ากรอบในการอภิปรายสามารถทำได้เพียงใด เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก 

"ในวันที่23ก.ค. จะมีการประชุมร่วมวิปฝ่ายค้านของทั้ง 7 พรรค ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนพรรคอนาคตใหม่ยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเข้าร่วม แต่เบื้องต้นเรามีสูตรในการคิดคำนวณด้วยกันมาตลอด  ที่จะแบ่งเวลา ในการขึ้นอภิปรายของแต่ละพรรคให้ลงตัวเหมาะสม"

ถามถึงกรณีของ พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะมาลงเล่นการเมือง ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ นายสุทิน กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นสิ่งที่สังคมรับรู้มาตามลำดับ เราเองก็รับรู้มาว่าพล.อ.ประวิตร คือ ตัวจริง เจ้าของตัวจริง หรือคนก่อตั้งตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐ เพียงแต่จะใช้จังหวะเวลาใดในการเปิดตัว ดังนั้นเป็นเรื่องน่ายินดีด้วยซ้ำที่จะลงมาเล่นการเมืองแบบเปิดหน้าเปิดตาชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบผ่านพรรคนั้นได้อย่างชัดเจน

 

                                                                                 (คลิก)

  หมวดหมู่ : X-CITE 
 

 

 

 

..............................................................
 
 (คลิก)
 
 

 

 

 

 ...........................................................
 
22 กรกฎาคม 2562
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน