*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2570419
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 362 , 13:39:59 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ไม่นึกว่า 'เจ๊หน่อย' ยังย่ำอยู่กับการเมืองแบบโบราณอยู่อีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็มีข้อเสนอแบบทันสมัยแท้ๆ อะไรหนอที่ดลใจ

ให้เจ๊แกถอยหลังอย่างนี้

หนักใจ 'เจ๊' แกจัง ..... !! 

 

 

เรื่องแค่คิดกับ 'รองฯ สมคิด'

    
 

                 "รัฐบาลประยุทธ์ ๒"

 

                นับจากนี้ .......

                เป็น "เรือใบออกท่า-ปลาฉนากออกอ่าว" กันซะที

                หลังผ่านพิธีกรรม "รับน้องใหม่" ในรัฐสภาจน "รู้หมู่-รู้จ่า" เป็นรัฐสภา "สามัคคีไทย" เรียบร้อยไปแล้ว

                ไม่มี "ฝ่ายเขา-ฝ่ายเรา" ต่อแต่นี้

                มีแต่ "สมาชิกรัฐสภา" ๗๐๐ คน แบกหามบ้านเมืองด้วยสำนึกภาวะ รับใช้เจ้านายใหญ่คนเดียวกัน คือ "ประชาชน"

                เพื่อ "อยู่เย็น-เป็นสุข" กัน ตามฐานานุรูป!

                ที่เรียก "รัฐบาลเรือใบ" หมายถึง ตอนนี้หลายประเทศเขาจะรบสร้างสรรค์กัน ก็ให้เขารบ

                ส่วนเรา "รบไม่ยุ่ง มุ่งแต่ค้า"

                วางตำแหน่งประเทศเป็นหน่วย "ส่งกำลังบำรุง" เพราะเมืองเราเป็นเมืองเกษตรกรรม คือเป็น "ครัวโลก"

                ดังนั้น ต้องทำตัวให้สมตำแหน่ง ฝ่ายไหน ต้องการกิน-ต้องการใช้สินค้าอะไร...บอกได้เลย

                ไทยยินดีบริการ "ราคามิตรภาพ" ไม่เลือกที่รัก-มักที่ชัง ขายให้ทุกฝ่าย ส่งให้ถึงที่ ไม่มีชาร์จ แต่อาจมีแชร์บ้าง!

                เราไม่เป็นฉลามไล่กินใคร แต่เป็น "ปลาฉนาก"

                รู้จักกันมั้ย..ปลาฉนากน่ะ!?

                น่าจะไม่มีใครเคยเห็น ผมก็ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ เห็นแต่จะงอยปากที่ยื่นยาวเป็นใบเลื่อย มีซี่เหมือนซี่ "ฟันเลื่อย" ทั้งสองข้าง ยาวเป็นศอก

                ตอนเด็กๆ ไปตลาดแม่กลองทีไร เดินเลาะเขื่อนแม่น้ำหน้าโรงพยาบาลสมุทรสงคราม ต้องผ่าน "ศาลหลักเมือง" ข้างโรงพักเก่า

                ที่ "ศาลหลักเมือง" มีฟันเลื่อยปลาฉนากอยู่ในศาลด้วย ตอนเห็นก็ ๗๐ กว่าปีมาแล้ว

                และตอนนี้ เขาย้ายศาลไปตั้งอยู่ตรงไหนผมก็ไม่ทราบ เห็นจะต้องไปเลาะหาเพื่อไหว้สักการะอีกสักครั้ง จะได้ดูด้วยว่า "ฟันเลื่อยปลาฉนาก" ยังอยู่ดี

                หรือใคร "สะแฮ้บบบ" ไปซะแล้ว!?

                จากฟันใบเลื่อย แสดงว่า ปลาฉนากตัวนั้น ต้องใหญ่ระดับ Super Big Brother เลยทีเดียว!

                ปลาฉนาก น่ากลัว-น่าเกรงขามขนาดนั้น อยู่ทั้งแม่น้ำและในทะเล แต่ไม่ทำร้ายใคร เป็น "สุภาพบุรุษปลา"

                แต่ถ้าใครทำร้ายมัน......

                มันจะใช้ฟันเลื่อย "ฟันฉับเดียว" ขาด ๒ ท่อน!

                เนี่ย...ไทยรูปลักษณ์ใหม่ จะเป็นแบบนี้ 

                ๕ ปีที่ผ่าน "ตู่-นายกฯ รัฏฐาธิปัตย์" ทั้งรื้อ ทั้งลงรากฐานใหม่ ทั้งบูรณะ-เสริมสร้าง และทั้งต่อยอดใหม่

                ๔ ปี "ตู่-นายกฯ เลือกตั้ง" นับจากนี้

                ต้องก่อร่างสร้างต่อจากรากฐาน ๕ ปี นั้น ให้เกิดมรรค-เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้

                คือสรุปว่า จากปี ๒๕๕๗ ไปจนถึงปี ๒๕๖๖ ถ้ากัปตันประยุทธ์ไม่สามารถนำ "เรือใบออกท่า-ปลาฉนากออกอ่าว" ได้

                ไม่แค่ประยุทธ์ตาย.........

                ทั้ง "ยอดยาง-ยอดหญ้า" ก็จะตายกันหมดทั้งประเทศ ด้วยเหตุ "รากฐานเศรษฐกิจ" ที่คิดว่าใช่ในระยะกลาง และระยะไกล

                มันจะกลายเป็นไม่ใช่ไปทันที!

                ที่พูดๆ กันในงานแถลงนโยบายวันก่อน หนักไปทาง "เอาฮา-เอาดรามา-เอามัน" และการเอาเรื่องส่วนตัวมาคิดบัญชีแค้นเป็นส่วนรวม

                แบบนั้น "ชาวบ้านชอบ" เพราะเคี้ยวง่าย-ถ่ายคล่อง

                แต่อะไรที่เป็นสาระ เป็นเนื้อหา ชาวบ้านไม่ค่อยสนใจ เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา หรือไม่ก็...ไม่สนใจฟังเลย

                ต้องชี้หน้า ขึ้นเสียง ด่าพ่อล่อแม่ ท้าตี ท้าต่อย สำนวน-ลีลาสำรากถ่อยเรื่องเท็จสาดใส่กัน อย่างนั้นละก็ แฟนๆ หน้าจอตะโกนเลย

                เฮ้ย..อย่าบัง เปิดเสียงอีกหน่อย!

                อย่าว่าแต่ชาวบ้านเลย แม้แต่สื่อ ยุคนี้เป็นยุคสื่อดิจิทัล อีก ๕-๖ เดือน ก็จะถึงยุค ๕ จี

                บอกได้เลย อุปกรณ์ทันสมัย แต่วิสัยทัศน์นำเสนอ ยังอยู่ในยุค "วิทยุแร่"

                ใครเคยเห็นบ้าง วิทยุแร่ จะฟังที ต้องเขี่ยเอา กรอดๆๆๆ แกรกกๆๆๆ กว่าจะได้ยินเหมือนเสียงผีนางตานีโหย

                ๒-๓ วันมานี่ ดูข่าวโทรทัศน์ ไม่ว่าช่องไหน เอาแต่ตรงที่ทะเลาะกัน ด่ากัน มาเวียนฉาย-เวียนพล่าม เป็นข่าวประจำชาติ วันละ ๓-๔ รอบ

                แล้วก็ทำโพลถามกัน ฝ่ายไหนชนะ ใครเป็นดาวสภา?

                ผมไม่เห็นมันจะได้อะไร เรื่องอย่างนี้ ทีเดียว ผ่านแล้ว ก็ให้มันผ่านเลย

                ไม่ควรเอามาจี้-มาย้ำ เป็นรายวัน รายชั่วโมง มันมีแต่จะตอกย้ำ ทำให้คนฝังเครียด-ฝังแค้น

                ที่ท่านรองนายกฯ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ลุกขึ้นพูดในรัฐสภา รอบบ่ายกับรอบดึก ถ้าจำไม่ผิด วันที่ ๒๖ ก.ค.

                นั่นแหละ....

                ที่ผมว่าสื่อและชาวบ้านควรจะฟังและนำเผยแพร่วันละ ๒ รอบ ๓ รอบ

                เพราะเป็น "สาระที่สุด" ในการประชุม ๒๕-๒๖ ก.ค.นั้น ซึ่งคุ้มค่าเช่าสถานที่วันละเป็นสิบล้าน

                แต่แทบไม่มีช่องไหน นำมาฉายสั้น-ฉายยาว เหมือนตอน "ตู่เล็ก-ตู่ใหญ่" ตัดสายสะดือ กับตอน "เลียรองเท้า VS รับใช้โจร" นั่นเลย

                ที่ท่านรองนายกฯ สมคิดพูดทั้ง ๒ วาระ ผมว่า "สมฐานะ-สมวุฒิ" ผมกำลังแกะเสียงตามเว็บข่าวอยู่  อยากได้ครบคำที่ท่านพูดทั้ง ๒ วาระ

                ตั้งใจว่า ครบแล้วจะนำมาให้อ่านกันทางตัวหนังสือ ฟังทางหูจากโทรทัศน์ มันจะเข้าขวา-ออกซ้ายไปหมด

                สู้อ่านทางตาไม่ได้.....
                มันจะได้ค่อยๆ ซึมเข้าใจ ทำให้เห็นอะไรๆ ในเรื่องสร้างบ้าน-สร้างเมือง ที่สุจริตและตั้งใจจริง

                ว่า มันคนละเรื่องกับการ "ขายบ้าน-ขายเมือง" ที่มันง่าย พูดวันนี้ พรุ่งนี้ ก็เห็นผลแล้ว........

                แค่สั่งหยุดราชการวันที่ ๓๑ ธันวา วันเดียวก็ได้แล้ว!

                ขึ้นชื่อว่าสัจจะด้วยจริงใจในทำ มันเจ็บปวดเสมอ

                บางที-บางครั้ง

                มันทำให้เจ็บทั้งคนพูดและคนฟัง!

                แต่ "ทำที่เป็นธรรม" เท่านั้น เป็นยาขนานเดียวรักษาได้ และต้อง "เวลา" เท่านั้น "เป็นกระสาย" เพื่อให้ยานั้น "ออกฤทธิ์" เป็นประสิทธิผล

                ผมดูๆ แล้ว วันเดียวไม่หมด ใช้เนื้อที่บีบๆ แล้ว ก็น่าจะไม่หนี ๒ วัน

                ไม่ได้หวังให้ใครเชื่อที่ ดร.สมคิดพูด

                แต่ต้องการให้ "รับรู้อาการ" เศรษฐกิจประเทศ และการวินิจฉัยโรคแล้วให้ยารักษาอาการในช่วง ๕  ปีก่อน

                กับสภาพประเทศตอนต่อจากนี้........

                ว่าทั้งที่ทำไปแล้ว และที่กำลังเดินหน้าต่อ วันนั้นกับวันนี้ บ่งบอกว่า

                "ให้ยาถูกอาการ" หรือไม่-อย่างไร?

                และสร้างความมั่นใจในทิศทางอนาคตประเทศได้ระดับไหน?

                แต่เออ....

                เห็นว่า ครม.วันนี้ (๓๐ ก.ค.๖๒) จะเคาะตัว "โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" กันมิใช่หรือ?

                "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์"

                ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ ข่าวว่า จะได้นั่งตำแหน่งนี้

                ก็ไม่น่าพลาด เพราะเจ้าตัวยื่นใบลาออกจาก ส.ส.เพื่อไปเป็น "ข้าราชการเมือง" ในตำแหน่งโฆษกรัฐบาลแล้ว

                เห็นชื่อจากข่าว ผมจำได้ทันที ต้องบอกว่า ตั้งได้ "ถูกตัว-ถูกคน" ที่สุด!

                เปล่า...ไม่เคยเห็น-ไม่เคยรู้จัก บังเอิญ วันอภิปรายกันในรัฐสภานั่นแหละ

                จะก่อนหรือหลังรองฯ สมคิดพูดตอนบ่ายก็จำไม่ถนัด ก็ถึงคิวคนอภิปรายต่อไป

                เป็นสุภาพสตรี ขึ้นอภิปราย ผมก็ฟัง..ฟัง เอ๊ะ สะดุดหู-สะดุดใจ ในเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ การคลังที่เธอพูด ก็เลยตั้งใจจ้องดูว่า เธอเป็นใคร

                สักพัก หน้าจอเขาขึ้นชื่อว่า.....

                "ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ

                ฟังจบ ก็ค้นดูปูมประวัติ อ้อ...มิน่าเล่า ถึงได้สามารถ แปลงทฤษฎีเป็นปฏิบัติให้ชาวบ้านเข้าใจ-พอใจได้ในเรื่องยากๆ

                จบสถิติศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

      Master of Science (คณิตศาสตร์ประยุกต์) Georgia State University ประเทศสหรัฐอเมริกา

      Master of Business Administration (Applied Economics) University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา

      Doctor of Philosophy (Finance) University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา     

                เคยรับราชการ            และเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

                เขาว่า "บัตรสวัสดิการประชารัฐ" ศาสตราจารย์ท่านนี้แหละเป็น "แกนคิด-แกนทำ"

                ความเป็นศาสตราจารย์ไม่ใช่คำตอบในตำแหน่งโฆษกรัฐบาล

                แต่ความสามารถในการแปลงค่าความสับสนด้วยความไม่เข้าใจของคนต่างระดับให้เป็นความพอใจ "ด้วยเข้าใจ" ผ่านคำพูดง่ายๆ ของคนคนนี้

                ทำให้ "เหมาะสม" ที่สุด!

                ครับ...หมดเวลาคุย พรุ่งนี้ ๓๑ ก.ค.ส่งท้ายเดือน ด้วยศาลฎีกา นัดตัดสินคดี นปช.ล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" เมื่อปี ๕๐

                ซื้อข้าวผัด ก็อย่าลืมโอเลี้ยงด้วยล่ะ ถ้าจะเยี่ยม!

 

ไม่จบ!เพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรธน.ตีความร่างนโยบายรัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    
 

30 ก.ค.62 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกระแสข่าวส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน ไม่พอใจในการแบ่งเวลาในการอภิปราย ระหว่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร มีการแบ่งเวลากันแล้ว แต่เข้าใจระหว่างการอภิปราย ก็มีการประท้วงขึ้น อาจจะเกินเวลา จึงทำให้เวลาเกินไป และทำให้คนถัดไปได้เวลาน้อยลง เป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่เชื่อว่าจะทำความเข้าใจกันได้ พรรคเพื่อไทยอยากให้ ส.ส.ทุกคนได้อภิปราย ยืนยันว่า ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน ไม่มีใครเป็นเด็กใคร หรือไม่มีการจะให้ใครอภิปรายหรือมีสิทธิ์มากกว่าใคร แต่ขึ้นอยู่ที่หัวข้อมากกว่า ปัญหาอยู่ที่เวลาอภิปราย ที่จัดขึ้นนั้นน้อยเกินไป ไม่ใช่เพียงส.ส. แต่ผู้บริหารพรรคยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้พูด ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะครั้งนี้เป็นการอภิปรายครั้งแรก

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ2560 กำหนดไว้ชัดเจน ต้องกำหนดที่มางบประมาณ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ  จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม หากรัฐบาลนี้ได้กลับมาเป็นฝ่ายค้านคงต้องถูกเล่นงานทางกฎหมาย นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลยังเป็นเหมือนการเขียนคำนำ เพราะเนื้อหาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาของประชาชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรมนุษย์ และการรองรับเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเห็นการเขียนนโยบายที่กว้างแบบนี้มาก่อน 

ส่วนบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ขอให้ประชาชนเป็นคนชี้ แต่ส่วนตัวมี 2 เรื่องที่มองเห็นคือ การไม่เข้าใจในระบบรัฐสภา แม้ที่ผ่านมาใช้สภาแต่เป็นสภาภายใต้ปีกของคสช. จึงสะท้อนว่า เป็นเพียงสภาตรายาง ที่นายกรัฐมนตรี สามารถลุกขึ้นมาชี้นำ ดุด่า ว่ากล่าวได้ ความจริงแล้วรัฐสภา มีหลักเกณฑ์มีข้อบังคับ ที่ต้องทำตามแต่นายกรัฐมนตรีไม่เคยทำ นายกรัฐมนตรีก็พูดว่า ต้องเรียนรู้ใหม่ ทั้งที่เป็นกฎเกณฑ์เดียวกันมาตลอด 5 ปี เพราะอาจจะเป็นการพูดกับคนที่ตัวเองตั้งขึ้นมา แต่ต่อไปถึงกล้าพูดกับประชาชนนายกรัฐมนตรีควรจะเคารพและให้เกียรติกันและกัน รวมไปถึงเรื่องอารมณ์ด้วย

สำหรับการวางส.ส.ในการอภิปรายงบประมาณ จะไม่มีปัญหาแต่ ยอมรับการว่า ผิดหวังที่เวลาอภิปรายน้อยเกินไป ประธานสภาฯ และฝ่ายรัฐบาล ควรเห็นใจฝ่ายค้าน เพราะเป็นคนรับเรื่องของประชาชนมาชี้แจงกับสภา ควรให้เวลาอย่างเต็มที่ แน่นอนว่า ในการอภิปรายงบประมาณ พรรเพื่อไทยจะให้โอกาสคนที่ไม่ได้พูดในครั้งที่แล้วได้อภิปรายส่วนการอภิปรายที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์มีการใส่ลูกเล่นเยอะเกินไป จนทำให้เนื้อหาไม่ครบถ้วนนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่เยอะเกินไป เป็นเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อถามว่าดาวสภาไปอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเพื่อไทย เป็นดาวสภาทุกครั้งการทำหน้าที่ก็ต้องแบ่งกันให้ครบถ้วน ฝ่ายค้านมีพรรคร่วมหลายพรรค ไม่อยากผูกขาดเพียงพรรคเดียว

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะคุยกับฝ่ายกฎหมายเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หลังพบว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลเข้าข่ายผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการเสนอต่อที่ประชุมทั้งหมด3ประเด็น ก่อนจะมีการแถลงข่าวในวันที่ 31 ก.ค.

 

ยังไม่จบ!'ธีระชัย'เขียนบทความโต้'แก้วสรร'คตส.กางร่มคุ้มอุตตมได้หรือไม่?

    
 

30 ก.ค.62- นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีตรมว.คลัง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala  กรณีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ประเด็นคดีปล่อยกู้กรุงไทย หลังนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบกระทำที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) เผยแพร่บทความเรื่อง "มลทินทุจริตเงินกู้กรุงไทยของรัฐมนตรีคลัง" ว่า

“คตส.กางร่มคุ้มคุณอุตตมได้หรือไม่?”

ผมโพสต์นี้ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะด้วยความเคารพต่อ อ.แก้วสรรนะครับ

*** อ.แก้วสรรบรรยายว่า คตส.เห็นว่าคุณอุตตมไม่ได้ร่วมกระทำผิด เพราะมีการหมกเม็ดข้อมูล ขอกู้ 9 พันล้าน สำหรับ refinance 8 พันล้าน แต่ลูกหนี้ได้ตกลงกับเจ้าหนี้เดิม ลดหนี้เหลือ 4.5 พันล้าน

ในข้อมูลการประชุมของคณะกรรมการบริหาร ไม่ปรากฏความจริงนี้ คุณอุตตมจึงไม่ผิดเพราะไม่ได้รู้เห็นด้วย

อ.แก้วสรรระบุด้วยว่า สิ่งบ่งชี้ว่ามีการสมคบกันภายในธนาคารกรุงไทย คือธนาคารไม่ส่งเงินรีไฟแนนซ์ให้ธนาคารกรุงเทพโดยตรง กลับออกเช็คให้ลูกหนี้เอาเงินไปให้ธนาคารกรุงเทพเอง จนลูกหนี้ได้เงินในมือเกินจริงไปกว่า 3 พันล้าน

เป็นจุดที่แสดงชัดเจนมาก ว่าต้องมีการสมคบกันของคนในธนาคารมาตั้งแต่ต้นจนจบ

••• ผมให้ข้อสังเกตว่า หลักกฎหมายเรื่องนี้มี 2 ด้าน

ด้านที่หนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ถ้าผู้กระทํามิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทําประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้นมิได้

ด้านที่สอง กรรมการบริษัทมหาชนมีหน้าที่ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

มาตรา 85 ในการดําเนินกิจการของบริษัท กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท

มาตรา 91 กรรมการต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายต่อบริษัท เว้นแต่ดำเนินการตามมาตรา 92 คือบันทึกคำคัดค้านในรายงานการประชุม หรือทำหนังสือยื่นต่อประธานภายใน 3 วัน

การที่รัฐแต่งตั้งคนอย่างคุณอุตตมเป็นกรรมการอิสระ ตัวแทนภาครัฐ ก็เพราะเป็นคนที่มีประสบการณ์สูง เคยเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารนครหลวงไทย และประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์

คนระดับนี้ ต้องรู้ทันอยู่แล้ว

และมีทั้งอำนาจ และหน้าที่ ที่จะตั้งคำถามแบบเจาะลึก ถึงก้นบึ้ง และถ้าเจ้าหน้าที่ตอบไม่ได้ ก็สามารถจะเบรกการให้ความเห็นชอบไว้ก่อนได้

ดังนั้น การที่คุณอุตตมมิได้ดำเนินการเบรกสินเชื่อรายนี้ตามมาตรา 92 โดยไม่บันทึกคัดค้าน หรือไม่ทำหนังสือคัดค้านภายหลัง จึงเข้าข่ายละเลยความรับผิดชอบของตน

*** อ.แก้วสรรบรรยายว่าคุณอุตตมเป็นเพียงกรรมการบริหารประเภทอิสระ มาประชุมตามนัดหมายเท่านั้น จึงไม่รับผิดเท่ากรรมการบริหาร 3 คน ที่เป็นพนักงานประจำ

••• ผมให้ข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ที่ศาลฯ อ้างในการลงโทษนั้น มาตรา 3 คำว่า "พนักงาน" หมายถึงกรรมการทุกคน

อีกทั้ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนก็มิได้ยกเว้นความผิดสำหรับกรรมการที่ไม่มีตำแหน่งพนักงานประจำ

กฎหมายทั้งสองฉบับถือว่า กรรมการทุกคนมีหน้าที่ fiduciary duty จะต้องรู้ทัน สืบค้น และใช้ประสบการณ์ที่มี เพื่อปกป้องประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย

ดังนั้น ที่อ้างหลักประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 ว่า “คุณอุตตมจะอนุมัติด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ” นั้น จึงไม่ถูกต้องสำหรับคนที่ทำงานในตำแหน่งสูง พิจารณาสินเชื่อระดับ 9 พันล้าน

นอกจากนี้ คุณอุตตมให้การไว้ว่า ถึงแม้ทราบว่าลูกหนี้ขอกู้ เพื่อไป refinance แต่ตนเองกลับไม่ได้ขอดูเอกสารข้อมูลดังกล่าว ทั้งที่เรื่องการ refinance ระดับ 9 พันล้าน เอกสาร refinance เป็นเอกสารสำคัญที่สุด

••• ผมให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การพิจารณาของอนุกรรมการไต่สวนฯ คตส. มีประเด็นที่ผมสงสัย หลายเรื่อง คือ

1. คุณอุตตมให้ถ้อยคำ ต่อผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ แบงก์ชาติ เมื่อปี 2547 และต่อตำรวจเมื่อปี 2548 และ ต่อ คตส.ในครั้งแรก 16 ก.พ. 2550 นั้น

มิได้กล่าวว่าตนเองคัดค้าน หรือไม่เห็นด้วย

2. คุณอุตตมเพิ่งอ้างเช่นนี้ในหนังสือถึงประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ คตส. ในหนังสือวันที่ 13 มิ.ย. 2550

โดยคุณอุตตมระบุว่า “ข้าพเจ้าจึงยังไม่อนุมัติคำขอสินเชื่อให้แก่ลูกรายนี้โดยเห็นว่าสายงานที่รับผิดชอบควรนำกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม และทำการวิเคราะห์โครงการใหม่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวก่อน”

3. แต่ในบันทึกที่อนุกรรมการไต่สวนฯ พิจารณาคำชี้แจง(สำนวน หน้า 139)กลับบันทึกว่า “ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจว่า ฝ่ายงานที่รับผิดชอบควรนำกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติม และทำการวิคราะห์โครงการใหม่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวก่อน”

จึงน่าสงสัยว่า ทำไมบันทึกแตกต่างไปจากข้อความในหนังสือของคุณอุตตมเอง

4. ในบันทึกข้อพิจารณาของอนุกรรมการไต่สวนฯ(สำนวน หน้า 213)ระบุว่า “ผู้ถูกกล่าวหาที่ 19 ไม่ได้ร่วมมีความเห็นอนุมัติ” โดยอ้างว่าสอดคล้องกับคำให้การตั้งแต่ในชั้นแบงก์ชาติ และชั้นตำรวจ “ให้การยืนยันเช่นนี้ตลอดมา เพียงแต่คำให้การยังไม่ชัดเจน”

แต่ในข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับบันทึกที่แบงก์ชาติ และที่ตำรวจ

5. อนุกรรมการไต่สวนฯ ระบุอีกว่าคุณอุตตมได้นำหลักฐานมาประกอบชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับสินเชื่อรายนี้

แต่ในข้อเท็จจริง ไม่เห็นว่ามีเอกสารใดที่ยืนยันเช่นนั้นได้ตามมาตรา 92

- - - -

ท้ายที่สุด ผมเห็นว่า ประเด็นที่ท่านนายกฯ ต้องพิจารณาคือ การกระทำของคุณอุตตม เป็นการแสดงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือไม่? เป็นการยึดหลักจริยธรรม good governance หรือไม่?

ประเด็นว่า คตส.เห็นสมควรเอาผิด หรือไม่? หรือขั้นตอนการทำงานใน คตส.นั้น ถูกต้อง หรือเหมาะสม น่าสงสัยหรือไม่? นั้น เป็นประเด็นรอง

แต่เนื่องจากคุณอุตตมไปร่วมลงนามอนุมัติสินเชื่อที่ศาลระบุว่ามิชอบ โดยไม่ซักไซ้ไล่เรียงให้ได้ความครบถ้วนสมบูรณ์ รวมไปถึงการละเลยไม่ขอดูเอกสารสำคัญ ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 85

ถามว่า เป็นการส่อถึงการขาดไปซึ่งดุลพินิจเยี่ยงบุคคลที่รัฐมอบความไว้วางใจ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือร่วมในขบวนการแต่เปลี่ยนใจภายหลัง เหล่านี้หรือไม่ นั้น ผมตอบไม่ได้

แต่ผมเห็นว่า เป็นการกระทำที่ต่ำกว่ามาตรฐานจริยธรรมสำหรับบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ซึ่งจะทำหน้าที่กำกับดูแลทั้ง ธปท. และธนาคารกรุงไทย

 

(คลิกที่รูป)

 
 

 

 

 

 .............................................................
 
 

อุ๊ต๊ะ! 'โรม' บอกอภิปรายในสภาฯได้ใกล้เคียง 'พิธา'

    
 

30 ก.ค.62 - นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ โพสต์รูปภาพพร้อมความระบุว่า  "ถ้าติดตามการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจะรู้สึกว่าสไตล์ของผมกับคุณทิม Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ต่างกัน 

 

แต่ผมคิดว่าจริงๆแล้ว มันใกล้เคียงกัน นั่นคือการทำให้พี่น้องประชาชนเห็นปัญหาในนโยบายของรัฐบาล คุณทิมใช้วิธีชำแหละนโยบายด้านเกษตรฯ พร้อมกับให้ข้อเสนอที่ไปไกลกว่าสิ่งที่รัฐบาลแถลง ทั้งยังยกตัวอย่างกรณีปัญหาชาวบ้านหลายพื้นที่ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาที่ตกค้างมาจากรัฐบาลคสช. และผมชอบประโยคที่คุณทิมอภิปรายว่า “ในน้ำมียาในนามีหนี้” มันทำให้เห็นภาพปัญหาที่รัฐบาลนี้ไม่ได้สนใจจะแก้ 

ส่วนผมใช้วิธีการวิจารณ์คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคน รวมทั้งกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ ไปจัดสัมนาในพื้นที่สปก. ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับนโยบายที่ใช้ในการเลือกตั้ง 


 

 

 

 

 

 
 ........................................................
 
30 กรกฎาคม 2562
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน