*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3766
  • จำนวนผู้ชม : 2393317
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 17 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 228 , 14:36:23 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         การเมืองไทยเดินมาถึงจุดที่ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านโอภาปราศรัยกันด้วยดี เห็นแล้วก็ชื่นชมอยู่เหมือนกัน ว่าแต่ว่า วิปทั้ง

สองฝ่ายจะคัดท้ายให้อยู่ในบริบทเช่นนี้ยืนยาวสักแค่ไหน วิปฝ่ายรัฐบาล คือ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประ

ชารัฐ และนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) 

ทั้งสองคงมีงานหนักพอควร

 

 

รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต

    
 

               นายสุวิทย์ เมษินทรีย์....

 

                รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

                เป็นกระทรวงใหม่ "แกะกล่อง"

                ส่วนรัฐมนตรี ไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็น "ผู้นำทางความคิดใหม่" คู่ควรกับกระทรวงใหม่นี้ยิ่งนัก

                อยากบอกว่า "เกือบ" สายไปแล้ว

                แต่โชคดีที่ "ตั้งต้นทัน" ก่อนสายนั้น "จะเกินแก้"!

                เพราะในภาวะ "โลกลอกคราบ" สู่ศตวรรษที่ ๒๑ ทุกการเริ่มใหม่ ถ้าไม่จับหลักที่ "ระบบศึกษา-งานวิจัย"

                "เก่าก็จะไม่ได้-ใหม่ก็จะไม่เกิด" ผลที่ได้จากการปฏิรูปแบบลิงแก้แห คือ

                ไทย "ตายซาก"!

                "กระทรวง อว." การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นี้ เหมือน "เข็มทิศ"

                เข็มทิศเฉยๆ ไม่ต่างเศษเหล็ก แต่ที่บอกทิศได้ นั่นเพราะ "เข็มแม่เหล็ก" ที่อยู่ข้างใน

                "รัฐมนตรีสุวิทย์" คือ "เข็มแม่เหล็ก" ของกระทรวง อว.ทำหน้าที่ตอบสนองแรงดูดจากขั้วแม่เหล็กโลก

                เพื่อไทยไม่ "หลงทิศ" การปฏิรูปประเทศสู่ศตวรรษใหม่

                ที่พูดถึงรัฐมนตรีสุวิทย์ ด้วยเหตุ ๒ ประการ

                ประการแรก.......

                วิสัยทัศน์ท่าน ตอนเปิดงาน "Wisdom Movement: ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น"

                สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดวานซืน (๑๔  ส.ค.๖๒)

                บอกได้ว่า...ใช่เลย!

                "เรียนรู้" ใครๆ ก็เรียนได้ แค่ "คิดตาม-พูดตาม-ทำตาม" แต่ผลที่ได้ คือ "ตามเขา"

                ในเมื่อเราหวัง "สร้างทางนำ" สังคมชาติ-สังคมโลก ก็ต้องเปลี่ยนการ "เรียนรู้"

                เป็นการ...."เรียนเป็น"

                "เรียนเป็น" คือการ "คิดแหก" ออกไป เพื่อสร้างทางนำใหม่ ในความหมาย "ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น"

                ประการที่สอง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑ ในงานสัมมนาเชิงวิชาการ "วันโหรจรัญ"

                "โหรจรัญ" คือ "อาจารย์จรัญ พิกุล" ปรมาจารย์โหราศาสตร์สากล สู่ยูเรเนียน ผู้ล่วงลับ

                ท่านดั้นด้นไปเรียนศาสตร์นี้ถึงอังกฤษในสมัยนั้น!

                ในงาน ลูกศิษย์-ลูกหา มีพูดถึงปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ ว่าด้วยดาวพลูโตด้วย

                พลูโตจะโคจรแต่ละราศีต้องใช้เวลามากกว่า ๑๐-๓๐ ปี รอบนี้-ขณะนี้ ย้ายจากราศีธนู ไปสู่มังกร

                จะอยู่ที่มังกร จาก พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๖๕ คือประมาณ ๑๔-๑๕ ปี

                พลูโตสำคัญอย่างไร?

                พลูโต เป็นพลังงานสร้างของอดีต ความหมายของมันคือ "การปฏิรูป" ในขั้นเปลี่ยนยุคสมัย

                แต่จะมองให้เห็น "จะไม่เห็น" เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน แบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

                มารู้ตัวอีกที....

                อ้าว...จากหน้ามือ-เป็นหลังมือไปแล้วหรือนี่?!

                การเปลี่ยนแปลงนั้น จะแบบไหน ขึ้นอยู่กับว่า พลูโตโคจรผ่านราศีอะไร สังคมโลกก็จะเปลี่ยนแปลงตามความหมายราศีนั้นๆ

                "Pallas" ได้เขียน "พลูโตในยุคสมัยต่างๆ" ไว้ในหนังสือประกอบการสัมมนา

                ผมอ่านก็เก็บไว้ ๑๐ กว่าปีแล้ว เพื่อพิสูจน์ว่า....

                เมื่อพลูโตโคจรมาอยู่มังกร ๑๔ ปี จาก ๒๕๕๑-๒๕๖๕ บ้านเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงตามความหมายราศีมังกรจริงหรือไม่?

                "ตรงกัน" เป๊ะ!

                จึงอยากยกเทียบให้ดูเป็นกรณีศึกษา เริ่มจากวิสัยทัศน์รัฐมนตรีสุวิทย์ก่อน ดังนี้

                "ประเทศไทยต้องกล้าคิดและก้าวต่อไป โดยการปรับเปลี่ยนประเทศด้วย 'ภูมิปัญญาของฐานราก'

                คือในทศวรรษที่ ๓ ของการวิจัยท้องถิ่น ถึงจุดจะต้องคิดถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่

                อดีต ไทยติดกับดักมากมาย ทั้งเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ รายได้ปานกลาง

                หัวใจสำคัญของปัญหาอยู่ที่ 'ความไม่สมดุล' ระหว่าง ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ, ความอยู่ดีกินดีทางสังคม, สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย และ การปิดกั้นภูมิปัญญามนุษย์

                เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมา ไทยจึงอยู่ในยุคที่พยายามทำให้ 'ประเทศทันสมัย'

                ซึ่งจากนี้..........

                กำลังเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เน้น 'ความทันสมัย' เป็นประเทศที่เน้น 'ความยั่งยืน' เป็นสำคัญ

                'สร้างความสมดุล' ในทุกภาคส่วน ทั้งระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์, มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับเทคโนโลยี

                โดยต้องมี 'กรอบความคิด' ที่จะทำให้นำพาประเทศและโลก ไปข้างหน้าได้ ซึ่งประเทศเรามีอยู่

                คือ 'ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง'

                ที่จะเชื่อมโยงกับการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติได้อย่างลงตัวและพอดี

                ดังนั้น หน้าที่สำคัญของ สกสว.คือ 'ถอดรหัส' เรื่องนี้ออกมาให้ได้

                เพื่อนำไปสู่เรื่องการบริหารจัดการและการปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์

                'เงื่อนไขจำเป็น' ที่จะทำให้เราไปสู่โลกที่ต้องการ คือ การ 'เปลี่ยนแนวคิดสังคมไทย'

                จาก ME Society ให้เป็น WE Society แทนที่จะมองแต่เรื่องของตัวเอง แต่จะต้องมองสังคมในองค์รวม

                สร้างบรรยากาศของการเติบโตเพื่อให้ปัญญาของมนุษย์เกิดขึ้นมา

                ระบบงานวิจัย 'ต้องเปลี่ยน' จากการให้ 'สิ่งจูงใจ' เป็นการให้ 'แรงบันดาลใจ'

                ให้คนคิดที่จะทำสิ่งที่ 'ใหญ่กว่าตัวเอง' ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ให้เป็นภูมิปัญญามหาชน เป็นภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม

                หากเปลี่ยนได้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เกิดโครงสร้าง 'สังคมทางปัญญา' อย่างแท้จริง

                เพราะการที่ท้องถิ่นจะเติบโตได้ หรือประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย 'พลังจากคน'

                แม้แต่มหาวิทยาลัย ก็จะต้องลงไปทำงานที่ตอบโจทย์สังคมประเทศ ไม่ใช่ตอบโจทย์ตัวเอง

                ดังนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

                โจทย์การวิจัยของทศวรรษจากนี้ไป คือการเปลี่ยนเป็น 'สังคมของเรา' ให้ได้

                ถ้าหากไม่สามารถเอาชนะเงื่อนไขนี้ได้ โอกาสที่จะทำงานวิจัยในท้องถิ่น ในลักษณะเป็นกลุ่มๆ  แบบเดิมก็มีพลัง

                แต่ไม่สามารถสร้าง 'ความเปลี่ยนแปลง' ในวงกว้างได้

                ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

                ความยากจน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ก็ยังคงอยู่

                ดังนั้น ต้องช่วยกันตอบโจทย์นี้........

                มีภาพอยู่ตรงกลางชัดเจนอยู่แล้ว ๔ รูปแบบ ที่สอดคล้องตอบโจทย์ประเทศและโลก

                -การวิจัยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน         

                -การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก

                -การวิจัยเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์"

                ครับ....รัฐมนตรีสุวิทย์ "ฟันธง"

                "กรอบคิด" ที่จะทำให้นำพาประเทศและโลกไปข้างหน้าได้

                คือ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

                ทีนี้ มาดูที่ Pallas นำสถิติโลกสู่ยุคพลูโตในราศีมังกรแต่ละครั้งในรอบ ๑,๒๐๐ ปี มาให้ดู แต่ผมจะคัดเฉพาะที่มีความหมายกับไทยเท่านั้น

                ราศีมังกร หมายถึง รัฐบาล ชนชั้นกลาง สถาบัน องค์กรขนาดใหญ่ และโครงสร้างอำนาจ

                เมื่อพลูโตโคจรถึง หมายถึง การเปลี่ยนแปลง การปฏิรูป การปฏิวัติ ในช่วง ๑๔ ปี จาก ๒๕๕๑-๒๕๖๕

                คาดว่า เราจะเห็นการปฏิรูปการปกครองเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

                สำหรับประเทศไทย ระบบการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินกำลังอยู่ในภาวะถูกท้าทายอย่างวิกฤติ

                คนไทยจะต้องร่วมกันคิดอ่านหาทางปฏิรูปการเมืองการปกครองของเราให้ทันยุคสมัยและเกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด

                มิฉะนั้น ความเป็นผู้นำของไทยในภูมิภาคจะเสื่อมถอย จนถูกประเทศอื่นแซงขึ้นไป

                อย่างไรก็ดี คนไทยเรามีแนวทางการปฏิรูปสำคัญที่ได้รับพระราชทานจาก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

                นั่นคือ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง"

                เพราะ "ความพอเพียง" คือ "ราศีมังกร" พลูโต คือการปฏิรูป รวมความกันคือ การปฏิรูปไปสู่ความพอเพียง

                หากรวมใจทำเช่นนั้นจริง ประเทศไทยก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน

...............................

                เห็นมั้ย..."ทุกศาสตร์" สรุป โลกสู่ยุคใหม่ นั้น "สูงสุด" สู่สามัญ ที่ "สูงสุด"

                คือ "เศรษฐกิจพอเพียง"!

 

ศาลฎีกาฯ พิพากษายืนริบทรัพย์สิน 49 ล้าน 'อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์'

    
 

17 ส.ค.62 - สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของ นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อายุ 72 ปี อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จำนวน 49 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ว่า เมื่อเร็วๆ นี้  ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ ริบทรัพย์สิน จำนวน 49 ล้านบาท ของนายนิพัทธ ให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว 

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค.49 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงมติชี้มูลความผิด นายนิพัทธ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังและทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัย รัฐบาลอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งการตรวจสอบ ป.ป.ช.พบหลักฐานว่า นายนิพัทธ ผู้ถูกกล่าวหา และภริยา มีเงินฝากและดอกผลในสถาบันการเงิน 49 ล้านบาท ซึ่งไม่อาจชี้แจง ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบ จึงส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากนายนิพัทธมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ

ต่อมาในช่วงเดือน ต.ค.2558 ศาลแพ่ง ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานจากการไต่สวนแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินตามคำร้องจำนวน 49 ล้านบาท ที่นายนิพัทธได้มา ขณะเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ โดยอ้างว่าได้มาจากการจำหน่ายวัตถุมงคลและการขายที่ดินของภรรยา แต่นายนิพัทธ กลับไม่นำพยานบุคคลผู้ซื้อวัตถุมงคล และที่มาของเงินมาสืบให้ศาลเห็น รวมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าภรรยาได้รับเงินค่าขายที่ดินมาอย่างไร

เมื่อนายนิพัทธ มีภาระการพิสูจน์ความจริงที่ต้องทำให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติตามที่ถูกกล่าวหา แต่พยานหลักฐานที่นายนิพัทธนำสืบมาก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานของอัยการผู้ร้องได้

ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินในชื่อ นางอุบล พุกกะณะสุต ภรรยา และบุตรสาว จำนวน 49 ล้านบาท มาจากทรัพย์สินที่นายนิพัทธ ผู้ถูกกล่าวหามีมากขึ้น หรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ ถือเป็นการร่ำรวยผิดปกติ

ศาลแพ่ง จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาทของนายนิพัทธตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 80(2)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา

    
 

17 ส.ค.62 - นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า การยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตาม มาตรา 152 เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งบัญญัติขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญจะให้สิทธิคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ในการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติเช่นนี้ ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จะใช้สิทธิ์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกฝ่ายกำลังใช้ช่องทางของสภาฯ แก้ปัญหาต่างๆของพี่น้องประชาชน รวมถึงปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วย ตนอยากเห็นการเมืองเข้าสู่ระบบ มากกว่าการเมืองนอกระบบ หรือการเมืองบนท้องถนน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ จะเกิดผลดีกับทั้ง2ฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายค้านก็จะใช้เวทีที่ประชุมสภาอภิปราย ซักถามข้อสงสัยให้จบสิ้นกระบวนความ ดีกว่าการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ เพราะเป็นการพูดฝ่ายเดียว พูดกันไปกันมาคนละครั้ง คนละเวลา ไม่สามารถหาข้อยุติอะไรได้  ส่วนฝ่ายของนายกรัฐมนตรี ก็จะได้ตอบคำถามค้างคาใจของฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อม และการพูดในที่ประชุมสภาฯยังมีเอกสิทธิ์คุ้มครองด้วย ซึ่งเป็นผลดีกับทุกฝ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดกับประชาชนทั้งประเทศ  ส่วนเพื่อนสส.ทุกคนก็สามารถรับฟังทั้งสองฝ่ายเพื่อสามารถใช้ดุลย์พินิจว่าฝ่ายใดมีเหตุมีผลที่ดีกว่ากัน ตนสนับสนุนการใช้กระบวนการทางรัฐสภาแก้ปัญหาในทุกด้าน จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญและเคารพกับการประชุมสภาฯเพราะสส.ทุกคนเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เคารพกติกาในระบอบประชาธิปไตยโดยการใช้เหตุผลแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อหาข้อยุติเพื่อให้บ้านเมืองของเราเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นอีก"นายเทพไท กล่าว.

ไม่ได้จ้องล้างผลาญ'หน่อย'อ้างหรูฝ่ายค้านหวังดับไฟที่'บิ๊กตู่'จุดเผาตัวเอง!

    
 

17 ส.ค. 62 -ที่วัดสุวรรณนาราม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ที่ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอเปิดอภิปรายทั่วไปนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 152 กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีการเรียกร้องให้นายกฯ มาชี้แจงในสภาฯ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ต้องเรียกร้องแต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ วันนี้สิ่งที่ต้องพูดคือเหตุใดเราต้องพูดถึงการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญนี้นายกฯ ผลักดันและร่างขึ้นมาเอง เพื่ออำนวยให้กลับมาเป็นนายกฯ ได้อีกครั้ง แต่กลับไม่ปฏิบัติตามในสิ่งที่ตนเองร่างเองเขียนเอง 

ทั้งนี้การทำผิดไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จากการใช้รัฐธรรมนูญมา 2-3 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ทำในสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่ในอดีตเป็นหัวหน้าคสช. มีมาตรา 44  ที่ใช้ยกเว้นมาตราต่างๆ ของรัฐธรรมนูญได้ เดินตามเส้นทางของประชาธิปไตย และไม่มี ม.44 แต่ยังทำผิดรัฐธรรมนูญได้  

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรทำในสิ่งที่ถูกต้องในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ การกระทำดังกล่าวเหมือนกลัดกระดุมถ้าเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ผิดหมด ซึ่งการเสนอครั้งนี้ให้เคลียร์ปัญหา เป็นความหวังดีของฝ่ายค้าน เพราะกลัวว่าการทำงานของรัฐบาลจะเป็นโมฆะ หากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมา เช่นการอนุมัติงบประมาณ 5 หมื่นล้าน ไปช่วยเกษตรกร หากเกิดมีคนไม่เห็นด้วย และมีการร้องเรียนว่าโครงการนี้ ถูกการอนุมัติจาก ครม.ไม่มีความสมบูรณ์ ตามกฎหมาย 

และหากในอนาคตศาลตัดสิน ว่าผิดรัฐธรรมนูญจริง เมื่อเงินแจกลงไปถึงพื้นที่แล้วจะไม่สามารถเอาคืนได้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านหวังดี เมื่อรู้ว่าตนเองทำผิดและสารภาพว่าตนเองทำผิดก็ควรจะแก้ไขด้วยตนเอง แต่กลับปล่อยเวลามาเป็นเดือนไม่ทำอะไรเลย และจะบริหารงานต่อทั้งที่กระดุมเม็ดอื่นยังผิดอยู่ ซึ่งการแก้ไขจะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา เสียโอกาสชาวบ้าน

“เราเปิดการอภิปรายทั่วไปไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายนายกฯ เพียงแต่คิดว่าเมื่อนายกฯ ไม่มีปัญญาแก้ไข ปัญหาด้วยตนเอง ก็เอาเข้าสภาฯ ให้ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ นายกฯคิดอย่างไร สภาฯ มีความเห็นอย่างไรก็ปรึกษากัน ให้ถูกต้องและจะได้แก้ในสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าพยายามพูดว่าเหมือนจะจองล้างจองผลาญไม่จบ ซึ่งไม่มีใครอยากจองล้างจองผลาญ แต่สิ่งที่ทำเป็นไฟที่ตัวนายกฯ จุดขึ้นมาเอง และก็เผาไหม้ตัวเอง พรรคฝ่ายค้านก็เพียงแค่จะไปช่วยดับให้ จะได้มาช่วยทำงานให้กับประชาชน ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นอย่ากลัวสภาฯ  นายกฯ ต้องไปทำความเข้าใจกับระบอบประชาธิปไตย และการทำงานในระบบรัฐสภาใหม่ นายกฯ จะกลัวการเข้าสภาฯ เหมือนเด็กกลัวเข้าบ้านผีสิงอย่างที่สื่อมวลชนเขียนไม่ได้” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว 

เมื่อถามว่านายกฯ ย้ำว่าจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีระบบอยู่แล้ว ทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็ทำไป ทางสภาฯ ก็ดำเนินการไป รัฐธรรมนูญที่นายกฯ คนนี้ ผลักดันให้ออกมาเองก็มีมาตรา 152 ให้มีการปรึกษาหารือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วทำไมจึงไม่ใช้สภาฯแก้ไขปัญหา ทั้งนี้นายกฯ มาจากวิถีประชาธิปไตย ต้องไม่กลัวสภาฯ

 

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 
 ........................................................
 
 

 

 

 

 .....................................................................

17 สิงหาคม 2562

 

 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน