*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395202
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 303 , 15:08:29 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ระบบราชการของไทย แบ่งเป็น บริหาร นิติบัญญัติ และยุติธรรม เพราะฉะนั้น ข้าราชการทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่

ให้อยู่ในกรอบของตน ไม่บังควรที่จะก้าวก่่ายไปยังฝ่ายอื่น แม้แต่ในฝ่ายเดียวกันก็ยังจะต้องไม่ก้าวก่ายส่วนราชการอื่นอีกด้วย ซึ่งหาก

มีกรณีที่จะต้องพิจารณาหรือเพื่อปฏิบัติด้วยกัน ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจที่จะประสานระหว่างกันเพียงเท่านั้น

         ดังนั้น ด้วยหลักปฎิบัติดังกล่าว จึงทำให้เห็นกันว่า การที่ส.ส.ไปว่ากล่าวตำรวจท่ามกลางสาธารณะชนจึงไม่สมควรอย่างยิ่ง

ซึ่งหากส.ส.พบว่าตำรวจบกพร่องอย่างไรแล้ว ส.ส.ก็น่าจะแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของตำรวจมากกว่า

 

ไทยโพสต์

เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน

    
 

               ไม่ใช่ครั้งแรก....

 

                ที่นายกฯ "ลุงตู่" ไปอีสาน โดยเฉพาะที่สุรินทร์-บุรีรัมย์

                แต่ที่ไปเมื่อวาน (๑๙ ส.ค.๖๒)

                จับสัญญาณได้ว่า ใจพี่น้องอีสาน เปิดประตูให้นายกฯ เข้าไปนั่งอยู่ในชานเรือนใจเขาแล้ว!

                คนเรา.........

                เมื่อผ่านด่านทดสอบความจริงใจ จนได้รับรู้ถึง "น้ำใส-ใจจริง" ต่อกันแล้ว

                ที่เหลือต่อจากนั้น ก็คือความผูกพันสนิทใจ เหมือนพ่อ เหมือนแม่ เหมือนพี่ เหมือนน้อง เหมือนญาติพี่น้องและมิตรสหาย

                มีแต่ความรักใคร่ ความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจต่อกัน

                เมื่อนายกฯ กับพี่น้องอีสานเป็นใจเดียวกัน

                ทุกปัญหาก็ไม่ยากแก้.....

                เพราะทุกข์อีสาน คือทุกข์ของนายกฯ ด้วย เมื่อทุกข์ในเรื่องเดียวกัน ก็ย่อมเข้าใจกัน

                เมื่อเข้าใจ........

                การจะลงมือทำอะไรในทาง "แก้ทุกข์" มันก็เป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้ง ไม่แบ่งฝ่ายกัน

                มีแต่ "รัฐ-ราษฎร์-ส.ส." ร่วมแรง-ร่วมใจ ผลักดันปัญหาให้มันไปอยู่ใต้ตีนเรา

                แล้วเอาความสำเร็จสู่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรา...ชาวอีสานทั้งมวลให้งอกงาม-งอกเงย

                ปัญหา "บริหารน้ำ" ในอีสาน เป็นปัญหาท้าทายศักยภาพรัฐบาลและประเทศมาตลอด

                เมื่อนายกฯ ลุงตู่มาแล้ว ได้เห็นแล้ว ได้รับฟังปัญหาจากปากชาวบ้านแล้ว

                ที่นายกฯ รับปาก อย่ากองทิ้งไว้ตรงนั้น

                นายกฯ ต้องเร่ง-ต้องจี้ ต้องเอาบ่าแบกล้อ แล้วเฆี่ยนควายให้เดิน

                ให้ที่รับปาก ได้รับการแก้ไข เห็นผลเป็นเค้าโครงรูปธรรมภายในรัฐบาลนี้ให้จงได้

                คือภายใน ๔ ปีนี้........

                ปัญหาหลักในอีสาน "เรื่องน้ำ" ต้องให้ได้เห็นโครงการจับต้องได้สักอย่าง ในความเป็น "วาระแห่งชาติ"

                จะทำรูปแบบไหน เกินปัญญาผมจะรู้ แต่ระดับมันสมองทรัพยากรบุคคลประเทศ และปราชญ์ท้องถิ่น เขามีปัญญารู้

                เชิญเขามาระดมมันสมอง

                แล้วสรุปเป็น "บทสร้าง" สักอย่างเถิด!

                รัฐบาลทำพิมพ์เขียวขยายใหญ่ๆ เป็นป้ายปักไปในทุกจังหวัดอีสาน เป็นสัญญาจากรัฐบาลเลยว่า

                ปีนี้..ปีนั้น....

                โครงการนี้ เพื่อความอยู่ดี-มีสุขของพี่น้องอีสาน ได้เห็นแน่นอน!

                ต้องมีสัญญาใจอย่างนี้ เท่ากับพี่น้องอีสานทุกคน "มีส่วนร่วม" จะได้ช่วยกันตรวจสอบ ช่วยกันผลักดัน ให้ใจพี่น้องทุกคนผนึกว่า

                นี่คือโครงการของเรา เพื่อเรา โดยเราร่วมกันทำ-ร่วมกันสร้าง

                อย่าง ๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ยังเริ่มโครงการเป็นทางอนาคตไว้ได้ตั้งหลายอย่าง

                เช่น อีอีซี สนามบินอู่ตะเภา รถไฟฟ้าเชื่อม ๓ สนามบิน รถไฟฟ้าสีต่างๆ ในกรุงเทพฯ ไม่รู้กี่สายต่อกี่สาย

                ศูนย์คมนาคมพหลโยธิน "สถานีกลางบางซื่อ" ปี ๖๔ สถานีหัวลำโพงก็ย้ายมาอยู่นี่

                อีกทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายแห่ง ตลอดถึงระบบขนส่งทางราง-ทางน้ำ ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก-อีสาน

                เหล่านี้ เพียง ๔ ปีกว่า...

                รัฐบาล คสช.ยังลงหลัก-ปักฐานเป็นสัญญาณ "ไทย..สู่ศตวรรษใหม่" ที่มองเห็นทางสดใสในอนาคตได้

                แล้วทำไม อีก ๔ ปี ต่อจากนี้ นายกฯ ลุงตู่ที่ประชาชนเป็นใจ จะวางรากฐานซักโครงการ เพื่อความงอกเงยในชีวิตเป็นอยู่ที่ยั่งยืนของพี่น้องอีสานไม่ได้?

                มันต้องได้!

                ยิ่งตอนนี้ ใจคนอีสานเปิดรับ อย่างไปเที่ยวนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี

                นายกฯ ไปสุรินทร์.........

                ส.ส.สุรินทร์ มี ๗ คน "หลากพรรค" ทั้ง เพื่อไทย พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย

                ปรากฏว่า ส.ส.ไปร่วมกับคณะนายกฯ เพื่อรับฟัง-เสนอแนะปัญหาชาวบ้านพร้อมหน้า

                เป็นเรื่องงดงามมาก.....

                บ่งบอกความสูงส่งทางจิตใจของ ส.ส.สุรินทร์ โดยเฉพาะ ส.ส.ครูมานิตย์ ส.ส.ตี๋ใหญ่ ส.ส.คุณากร  ซึ่งสังกัดพรรคเพื่อไทย ยังมาร่วมต้อนรับนายกฯ

                คนมีวุฒิภาวะ ต้องเช่นนี้ แยกแยะได้ ระหว่างงานเพื่อชาวบ้าน กับงานเพื่อพรรค

                ไม่ใช่เป็นคนละพรรค ต้องเป็นศัตรู ต้องขัดขวางอยู่ร่ำไป ถือว่า ๓ ส.ส.สุรินทร์ "เพื่อไทย" ทำหน้าที่เข้าถึงเจตนารมณ์การเป็น ส.ส. "เพื่อประชาชน" ได้ถูกต้อง

                แต่ดูเหมือน "เพื่อไทย" หายไปคน...

                คือ ส.ส.เขต ๗ "ชูศักดิ์ แอกทอง" ท่านอาจติดภารกิจก็ได้

                ทางการเมือง "ในสภา" ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล จะหักล้างกัน นั่นถือว่า ตามบทบาท-หน้าที่ ในระบบ "ตรวจสอบถ่วงดุล"

                แต่นอกสภา อะไรที่เป็นไปเพื่อขจัดทุกข์ สร้างประโยชน์สุขชาวบ้าน ต้องช่วยกัน

                อย่าคับแคบแค่ว่าได้คะแนน-เสียคะแนนทางการเมือง เพราะคิดกันอย่างนี้นั่นแหละ

                ชาวบ้านจึงต้องรับมรดกบาปจากความคับแคบของนักการเมืองมาตลอด

                พูดถึงนักการเมือง....

                มีคนบ่นให้ได้ยินว่า เสียดายรัฐสภา "สัปปายะสภาสถาน" ที่สร้างใหม่ ราคาหลายหมื่นล้าน        

                "คนใช้" กับ "สถานที่" ไม่คู่ควรกันเลย!

                เขาพูด หลังเห็นบทบาท ลีลา ส.ส. "รุ่นใหม่-รุ่นเก่า" จากการประชุมแต่ละครั้ง

                สรุปว่า "ชาวบ้านรับไม่ได้" กับ ส.ส.รุ่นนี้ หลายต่อหลายคน ราคาต่ำ

                หรือ "ไม่มีราคา" คู่ควรกับ "สัปปายะสภาสถาน" เลย

                โดยเฉพาะ ส.ส. "พรรคเกิดใหม่" บางพรรค

                แสดงพฤติกรรมทั้งผิดแผกแปลกมนุษย์ ทั้งคิด-ทั้งทำ วิปริตผิดผู้-ผิดคน

                ยุคใหม่ เลือกตั้งใหม่ รัฐสภาใหม่ ประชาชนคาดหมายว่า จะได้คนวิสัยทัศน์ใหม่ "สมยุค" เข้ามาทำหน้าที่ในสภา

                แต่ที่ไหนได้.........

                กลับเข้าลักษณะ "กบเลือกนาย" ได้สัตว์ประหลาดเข้ามาฝูงหนึ่ง

                วันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากจ้องก่อความฉิบหายให้สังคมบ้านเมือง กับ "ตะกายตึก" อวดสีสันกวนตา-กวนตีนชาวบ้านไปเรื่อยๆ

                สภาคาบนี้ ไม่ต่างเอาเสื้อผ้าไปแลกไข่

                "เลือกตั้ง" หมดไปพันล้าน-หมื่นล้าน ก็เพื่อแลกคำว่า "รัฐบาลเลือกตั้ง" คำเดียว

                ส่วน ส.ส. "ติดตีนแห" ขึ้นมาด้วยเท่านั้น!

                จากบาง ส.ส.-บางพรรค ทำให้ ส.ส.ส่วนใหญ่และรัฐสภา พลอยถูก "เหมาเข่ง" ไปหมดแบบนี้

                ยิ่งฝ่ายค้านจับผิด-จับถูกรัฐบาลแต่วินาทีแรก "หาเรื่อง-จ้องล้ม" กะให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จมน้ำไปเลย อย่างที่ทำ

                แทนที่รัฐบาลจะจม.........

                กลับเป็น "ฝ่ายค้าน" จะจมแทน!

                เพราะชาวบ้านเห็นว่า ทำเพราะแค้น ไม่ใช่ทำตามครรลองตรวจสอบ-ถ่วงดุล

                ใช้เวทีสภา โค่นล้มรัฐบาลเพื่อประโยชน์ตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประชาชน

                และสังเกตว่า พรรคฝ่ายค้านด้วยกัน ก็ชักจะไปคนละทาง เช่นพรรคเพื่อไทยกับอนาคตใหม่

                นายคนเดียวกัน คือ "ทักษิณ"

                แต่ตอนนี้ เพื่อไทย "เมียหลวง" เหมือนรถเก่าในอู่

                เอาไว้ดู แต่หมดความจูงใจให้ขับขี่

                ส่วนอนาคตใหม่ "เมียน้อย" ใหม่ๆ ก็หน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประหลาดๆ อีกตะหาก

                เหมือนรถใหม่ เพิ่งถอยจากอู่ จึงขับขี่อวดโฉมบ่อย

                แรกๆ พูดกันว่า เพื่อไทย-อนาคตใหม่ "รวมกันอยู่-แยกกันตี"

                แต่ที่เป็นตอนนี้ ใกล้จะ "แยกกันแตก" รอมร่อ เพราะอนาคตใหม่ "ตกปลาในบ่อเดียวกัน" จนแดงกลายเป็นส้มไปมากต่อมาก

                สรุปแล้ว การรุมตีนายกฯ แทนที่นายกฯ จะตาย นายกฯ กลับมีฤทธิ์ มากศรัทธาจากประชาชนยิ่งขึ้น

                ในขณะที่ เพื่อไทย ค่อยๆ ซีดลงไป

                อนาคตใหม่ ก็เหมือนคนบ้า เที่ยวตะโกนไปคนเดียวเหนือ-ใต้-อีสาน "แก้รัฐธรรมนูญ-ล้มประยุทธ์"

                บางพรรค-บางคนในซีกค้าน ก็เป็น "ตลิ่งพัง" ไปขึ้นฝั่งรัฐบาลทีละคน-สองคน

                สรุป เป็นอย่างที่ ส.ส.เพื่อไทย บอกนายกฯ ที่สุรินทร์วานนี้ นั่นแหละ

                "อย่ายุบสภา ๔ ปียาวไปเลยครับ..ท่านนายกฯ"! 

ลุ้นระทึก!ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเผย 27 ส.ค.นี้พิจารณาคำร้อง'บิ๊กตู่'ถวายสัตย์ไม่ครบ

    
 

20 ส.ค.62- พล.อ.วิทวัส  รชตะนันทน์  ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน  กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย  ขอให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง วินิจฉัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  นำคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่   ว่า  สำนักงานอยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริง และรอการชี้แจงกลับมาของพล.อ.ประยุทธ์ หลังจากที่ผู้ตรวจได้ส่งหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไป รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

เขากล่าวว่าตามปกติจะต้องส่งหนังสือชี้แจงกลับมาภายใน 30 วัน แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อนก็จะให้เวลา  15 วัน  ทั้งนี้ในวันอังคารที่  27 ส.ค.นี้ ผู้ตรวจฯจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมของผู้ตรวจการแผ่นดิน  โดยหลักการพิจารณาเราจะมาดูเรื่องของข้อเท็จจริง  ว่าถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 อย่างไร  รวมทั้งมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย  

"ยืนยันว่าจะนำเข้าที่พิจารณาในวันที่ 27 สิงหาคม  และเป็นไปไม่ได้ที่จะนำเข้าพิจารณาก่อนหน้านั้น"พล.อ.วิทวัสกล่าว.

อภิปรายทั่วไป ไม่ลงมติ ปมถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ รอบนี้ “บิ๊กตู่” เลี่ยงไม่ได้

    

 

             เป็นอันว่า ปมปัญหา-ข้อคลางแคลงใจของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เรื่อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ สุดท้ายพรรคฝ่ายค้านไม่รอผลการพิจารณาของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่จะพิจารณาชี้ขาดปมปัญหาดังกล่าวว่าสุดท้ายจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีคิวพิจารณากันวันที่ 27 ส.ค.นี้ แต่ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเลือกที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญทวงถามความชัดเจนจากพลเอกประยุทธ์กลางสภาฯ ผ่านช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่บัญญัติว่า

 

“สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้”

          โดยทางพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้แสดงเจตจำนงว่าต้องการอภิปรายในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

          สาเหตุหนึ่งที่พอวิเคราะห์ได้ว่า การที่ฝ่ายค้านใช้ช่องทางดังกล่าว เพราะมองว่าหากจะเอาประเด็นดังกล่าวมาเป็นประเด็นหลักขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี อาจจะยังเร็วเกินไป เพราะหากยื่นแล้วขอเปิดอภิปรายช่วงกันยายนก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ เท่ากับนายกฯ และรัฐบาลทำงานมาได้ไม่ถึง 3 เดือน แล้วฝ่ายค้านมาขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยที่ก็เป็นประเด็นละเอียดอ่อนทางการเมือง และยังไม่รู้ว่าสุดท้ายผลประชุมผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 27 ส.ค. ทางที่ประชุมจะเอาอย่างไร จะยื่นศาล รธน.หรือไม่ และหากยื่นไปแล้ว ทางศาล รธน.จะว่าอย่างไร จะรับหรือไม่รับคำร้อง

เพราะมองในทางหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง ก็อาจทำให้การยื่นญัตติไม่ไว้วางใจอาจมีผลทางเทคนิคและเนื้อหาการอภิปราย คืออภิปรายได้ไม่เต็มที่ ต้องอภิปรายกันแบบยั้งๆ เพราะเป็นไปได้ว่า หากแตะลงรายละเอียด ซักถามจี้มาก พลเอกประยุทธ์ก็ย่อมตีกรรเชียงได้ว่า ฝ่ายค้านไม่ควรถามมาก เพราะเรื่องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว

ดังนั้นเมื่อไม่มีความชัวร์มากนัก ไม่รู้ว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะว่าอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญจะมาทางไหน แต่ฝ่ายค้านเห็นว่าประเด็นปมถวายสัตย์ฯ ยังสามารถกดดันพลเอกประยุทธ์ได้ เลยไม่อยากเสียของ เพราะรัฐธรรมนูญให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แค่ปีละหนึ่งครั้ง ก็เลยจะรอยื่นซักฟอกไปช่วงปลายปี หลังเปิดสภาฯ เดือน พ.ย.ก็ยังได้

ประมวลจากสมมุติฐานการเมือง การวางหมากของฝ่ายค้านข้างต้น จุดดังกล่าวจึงน่าจะเป็นที่มาของการใช้ช่องทาง รธน.มาตรา 152 ของฝ่ายค้าน เพื่อเตรียมไล่บี้บิ๊กตู่กลางสภาฯ

ท่าทีของฝ่ายค้านต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าว สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยภายหลังนำรายชื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน 214 ชื่อ จาก 7 พรรคฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือต่อชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปซักถามข้อเท็จจริง และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในกรณีข้างต้น โดยระบุพฤติการณ์ของพลเอกประยุทธ์ไว้ดังนี้

“กรณีดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัดต่อประชาชนทั่วไปและ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยอมรับ แต่ก็ยังไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง กลับเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดิน

จึงเกิดเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารับหน้าที่จนส่งผลต่อเนื่องไปถึงความถูกต้องสมบูรณ์ของการแถลงนโยบายของ ครม.ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25-26 กรกฎาคมที่ผ่านมา

อีกทั้งการแถลงนโยบายในครั้งนั้นก็ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายไม่ละเอียดครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 อีกด้วย จึงขอเสนอเปิดอภิปรายทั่วไป เพราะหากปล่อยเนิ่นช้าไปอาจส่งผลกระทบเสียหายร้ายแรงต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้”

ประธานวิปฝ่ายค้าน บอกไว้ว่า ก่อนที่สภาฯ จะเปิดประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไป หาก พล.อ.ประยุทธ์แก้ไขกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนตามที่เคยระบุไว้ให้ลุล่วง และคลายกังวล พรรคฝ่ายค้านพร้อมถอนญัตติดังกล่าว แต่หากนายกฯ ไม่ดำเนินการแก้ไข และปฏิเสธที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสภาฯ ตามญัตติดังกล่าว จะถือว่านายกฯ จงใจเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการต่อไป พรรคฝ่ายค้านอาจจะพิจารณาช่องทางเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งกระบวนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ-ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือใช้ช่องทางของสภาผู้แทนรษฎร ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อไม่ไว้วางใจนายกฯ

ส่วนอีกหนึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้เหตุผลว่า ฝ่ายค้านไม่จำเป็นใดๆ ที่จะใช้เรื่องถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีนายกฯ และรัฐบาลตามที่นายกฯ กล่าวหา แต่เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องตรวจสอบ หากไม่ดำเนินการฝ่ายค้านเองก็ต้องถูกดำเนินการในข้อหาละเว้นเช่นกัน ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจอำนาจหน้าที่และให้เกียรติการทำงานของแต่ละฝ่ายด้วย และจากนี้ไปหวังว่าฝ่ายค้านจะไม่ได้ยินนายกฯ ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสภาเช่นนี้อีก

ส่วนปฏิกิริยาการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อกรณีดังกล่าว เห็นลีลาออกหมัดแล้ว พบว่า อยู่ในอาการตั้งหลัก พร้อมสู้ กับการยืนยันไม่กลัวฝ่ายค้าน แต่ก็ย้ำคำเดิมว่า ได้ทำทุกอย่างครบถ้วนตามกระบวนการแล้ว

“เป็นเรื่องของกลไกรัฐสภา ก็เคารพ ขอให้เป็นขั้นตอนตรงนั้นไป ผมจะกลัวเขาทำไม ผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

ผมเชื่อมั่นว่าผมทำครบถ้วนกระบวนการอยู่แล้ว เรื่องอื่นๆ ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ผมมีขั้นตอนของผมอยู่แล้วในการแก้ปัญหาของผม ซึ่งผมมีฝ่ายกฎหมายของผม อะไรที่จะมีผลกระทบไปอื่นๆ ต้องระวังให้มากที่สุด เพราะเรื่องนี้ผมกระทำต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้เข้าใจให้ตรงกัน”

ก็เอาเป็นว่า หากไม่เกิดจุดเปลี่ยน หรือมีเหตุอะไรพลิกผัน ยังไงญัตติดังกล่าวของฝ่ายค้านได้เกิดขึ้นในสภาฯ ปลายเดือนสิงหาคมนี้แน่นอน ไม่ว่าสุดท้ายผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดินจะออกมาอย่างไร ก็ยากที่จะไปทำให้การขยับรุกของฝ่ายค้านในรอบนี้ เปลี่ยนแปลงได้ เพราะดูทรงการเคลื่อนไปข้างหน้าทางการเมือง ฝ่ายค้านคงไม่เลิกราเรื่องนี้ง่ายๆ

ในช่วงต่อจากนี้ ฝ่ายพลเอกประยุทธ์และทีมงานการเมืองก็คงต้องเตรียมพร้อม ทำการบ้านกันให้หนัก โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือกับการอภิปรายแบบไม่ลงมติของฝ่ายค้าน ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเสียงโหวตในสภาฯ แต่เรื่องน่าห่วงกว่าก็คือ แนวการตอบคำถาม-คำชี้แจงของพลเอกประยุทธ์จะออกมาแบบไหน กับเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวเช่นนี้

แต่ระหว่างนี้ก็พบว่า แม้พลเอกประยุทธ์-รัฐบาลจะต้องเตรียมรับมือกับปัญหาการเมืองสารพัด มีเรื่องชวนให้ปวด Head ทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ ตลอดเวลา ขณะเดียวกันปัญหาเสียง ส.ส.ปริ่มน้ำของรัฐบาลก็ยังแก้ปัญหาไม่ตก เรื่องปัญหา องค์ประชุม-การโหวตเสียง ส.ส.ในสภาฯ พบว่า ฝ่ายรัฐบาลเจอปัญหาเสียงหาย-เสียงไม่ครบ กันให้เห็นแล้วหลายนัด แม้วิปรัฐบาลจะพยายามหาทางแก้ไข พยายามขันนอตกันหลายรอบ แต่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลยังทำตัวชิวๆ เลยทำให้เชื่อได้ว่า การวางแผนรับมือทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล อาจต้องมีการปรับทัพ-จูนเครื่องครั้งใหญ่กันอีกรอบ

แต่ระหว่างนี้รัฐบาลก็ต้องพยายามทำงานแก้ปัญหาต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยต้องพยายามเข็นมาตรการต่างๆ มาแก้ปัญหาและเรียกคะแนนนิยม

อย่างเช่น ผลการประชุม คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นัดแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็พบว่า มีการเสนอและเตรียมผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน เพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ประเทศ และสร้างความมั่นใจและให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากที่สุด โดยมีวงเงินรวมของมาตรการ อยู่ที่ 3.16 แสนล้านบาท โดยฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่า หาก ครม.เห็นชอบก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% มีช่วงคาดการณ์ 2.7-3.2%

ทั้งนี้ มีรายงานว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบ่งเป็น 3 ด้าน เช่น 1.ด้านภัยแล้ง ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งใน 13 จังหวัด คิดเป็น 9.9 แสนราย และสินเชื่อเพื่อลดต้นทุนการผลิตสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต 2562/63 จำนวน 3  ล้านราย

ด้านที่ 2 การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ประกอบด้วยหลายมาตรการ เช่น มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว “ชิม ช็อป ใช้” โดยจะแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเลต) 1,000 บาท ให้กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เพื่อไปใช้จ่ายในการท่องเที่ยว เป็นค่าอาหาร ค่าซื้อสินค้าในท้องถิ่น และค่าที่พักอาศัยในจังหวัดที่ตัวเองไม่ได้อยู่ ตั้งเป้าหมาย 10 ล้านคน ซึ่งจะมีการเปิดให้มาขึ้นทะเบียนรับสิทธิ์ หากลงทะเบียนแล้วไม่ใช้สิทธิ์ จะถูกตัดสิทธิ์ในการให้ความช่วยเหลือจากรัฐครั้งต่อไป

ขณะที่ในส่วนของการกระตุ้นการลงทุน จะมีมาตรการภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในปีนี้ ให้สามารถนำรายจ่ายจากการซื้อเครื่องจักรมาหักภาษีได้ 1.5 เท่า และรัฐบาลจะมีการเติมเงินให้กับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลากู้ 7 ปี เป็นต้น

เรียกได้ว่า ศึกหนักการเมืองในสภาฯ ที่รออยู่ กับปมปัญหาเรื่องการถวายสัตย์ฯ “พลเอกประยุทธ์” ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือ จะพลาดไม่ได้ในการชี้แจง ขณะที่การทำงานเพื่อสร้างผลงาน แก้ปัญหาประเทศ เรียกคะแนนเสียงประชาชน ก็ต้องทำและเร่งให้เกิดผลงาน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 1 ถูกวิจารณ์ว่าสอบไม่ผ่าน มารอบนี้ก็ต้องทำให้ดีขึ้น หากคิดจะอยู่ยาวและหวังกลับมาอีกรอบ!!!.

                  ทีมข่าวการเมือง 

ประธานป.ป.ช.เผยคดี'ยิ่งลักษณ์'เยียวยาแดงเถื่อนสรุปสำนวนสิ้นปี

    
 

20 ส.ค.62-  พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการเร่งรัดคดีค้างเก่า รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ มีคดีค้างเก่าอยู่ประมาณ 2,700-2,800 เรื่อง แต่ไม่ใช่เร่งรัดเฉพาะคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจาก ป.ป.ช. ดำเนินคดีตามลำดับความสำคัญที่ได้จัดเรียงเอาไว้ เช่น ประสิทธิภาพของคณะทำงานในแต่ละคดี คดีไหนเร่ง คดีไหนไม่เร่ง และข้อมูลในคดีว่าคืบหน้าไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้เมื่อไร เป็นต้น 

“เพราะทุกเรื่องไม่ได้ไปเริ่มที่ 0% แต่หลายเรื่องอยู่ที่ 60-70% ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเข้าไปตรวจสอบว่าแต่ละเรื่องมีความคืบหน้าถึงไหน เพียงใด โดยเรียงตามลำดับความสำคัญของคดี ดูจากคดีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องก่อน แล้วไต่สวนไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนที่จะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่าเรื่องนี้มีมูลหรือไม่ หากไม่มีมูลให้คำร้องตกไป หากมีมูลจะชี้มูล ไม่ใช่ดึงเรื่องเอาไว้ ย้ำว่า ป.ป.ช. ทำงานยึดขั้นตอนกฎหมาย ตามพยานหลักฐานที่มี ก่อนที่จะมีความเห็นในคดีด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม”พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในคดีคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งคณะ อนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองระหว่างปี 2548-2553 วงเงินประมาณ 1.9 พันล้านบาท โดยถูกกล่าวหาว่าไม่มีกฎหมายรองรับ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก คาดว่าจะสรุปสำนวนได้ภายในสิ้นปี 2562

ถามถึงความคืบหน้า คดีกองทัพและหน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจวัตถุระเบิด (GT 200)  พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ป.ป.ช. ได้เอกสารคำพิพากษาอย่างเป็นทางการจากศาลประเทศอังกฤษแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการแปลเอกสาร เพื่อนำมาประกอบการไต่สวน ส่วนแนวทางคำพิพากษาของศาลในไทยที่มีหน่วยงานรัฐฟ้องเอกชนผู้นำเข้ามาจำหน่ายนั้น เป็นเรื่องทางแพ่ง คนละส่วนกัน เพราะที่ ป.ป.ช. ไต่สวนเป็นเรื่องทางอาญา พิจารณากรณีฉ้อโกงเป็นหลัก.

 ใช้กรรม!ฎีกายืนจำคุก 7 ปี'ศุภชัย' โกงสหกรณ์คลองจั่น

    
 

20 ส.ค.62- ที่ห้องพิจารณา 711 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1739/2558 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 62 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ 

สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 และที่ประชุมมีมติเลือกนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่าการเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย นายทะเบียนจึงมีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย. 2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการจากการประชุมดังกล่าว

ต่อมาสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ ได้ประชุมใหญ่วิสามัญและมีมติให้การรับรองนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2556 และมีมติแต่งตั้งนายศุภชัย จำเลย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯ อีกตำแหน่งด้วย กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. - 8 ต.ค. 2556 จำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ได้กระทำการทุจริต โดยให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ ผู้เสียหาย หลายครั้งหลายหนรวม 8 ครั้งๆ ละระหว่าง 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000 บาทเข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต เหตุเกิดที่ทำการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. โดยจำเลยให้การปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2559 จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละระหว่าง 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วนับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา 

จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 8 กระทง กระทงละ 1-2 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 7 ปี

วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายศุภชัย จำเลยซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาคัดค้านของจำเลยมีเหตุตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลย 7 ปี.

แก้กฎ ก.ตร.แต่งตั้งยึดหลักอาวุโส บทพิสูจน์ “ลุงตู่” กุมหัวโต๊ะ สตช.

    
 

               ปลุกขวัญและกำลังใจข้าราชการตำรวจที่ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้ามากำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยตัวเอง หลังจากที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มาช่วยดูแล ผลงานก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ขับเคลื่อนองค์กรสีกากีสนองนโยบายรัฐบาล ผลงานที่จับต้องได้คือ ปราบปรามผู้มีอิทธิพลแก๊งเงินกู้นอกระบบ ปลดแอกซับน้ำตาให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวงจร

                แต่ “ในมุ้ง” เป็นที่ค่อนขอดของตำรวจน้อยใหญ่ โดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ 3-4 ปีให้หลังมานี้ การแต่งตั้งกระจุกอยู่ในมือของผู้มากบารมีเพียงไม่กี่คน เกณฑ์การแต่งตั้งระบุยึดหลักอาวุโส 33 เปอร์เซ็นต์ ความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสม 67 เปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ 67 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นการบ่อนทำลายเหล่าสีกากีด้วยกัน “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” โยกย้ายข้ามหน่วย เหยียบหัวข้ามรุ่น ซื้อขายเก้าอี้เป็นธุรกิจที่ไร้ใบเสร็จ ผลทำให้ “ปลาผิดน้ำ” คนที่มีความรู้ ความสามารถ ไร้เส้นสายถูกเตะโด่งออกไปโรงพักทุ่งหมาเมิน คนทำงานไร้นายเหลียวแล

                การแต่งตั้งจึงเป็น “จุดอ่อน” ที่ต้องเยียวยาอย่างเร่งด่วน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ก็ทราบดี เพราะตามกฎคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. “นายกรัฐมนตรี” เป็นประธาน ก.ตร.โดยตำแหน่ง หลังรัฐบาลตั้งไข่ “นายกฯ ลุงตู่” ได้แถลงนโยบายรัฐบาลจะเข้ามาดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มส่องประกาย อย่างน้อยการแต่งตั้งต้องดีกว่าเดิม และก่อนหน้า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้คืนอำนาจให้ผู้บัญชาการหน่วยให้สิทธิ์แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ไม่เหมือนที่ผ่านมากระจุกอยู่ส่วนกลาง

                โดยเฉพาะการแต่งตั้งระดับ “ผบ.หมู่-รอง สว.” ที่ผ่านมา แต่ละกองบังคับการมีการคัดสรรคัดเลือกตัวบุคคลให้เหมาะสมกับงานกันเอง หรือถ้ามีการโยกย้ายข้ามหน่วยก็มีหนังสือชี้แจงตามขั้นตอนถึงเหตุและผลการโยกย้าย ก่อนให้ผู้บัญชาการหรือตำแหน่งเทียบเท่าที่ดำรงตำแหน่งหรือหัวหน้าหน่วยแต่งตั้ง ทำให้การแต่งตั้ง ผบ.หมู่-รอง สว.ที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาเหมือนทุกๆ ครั้ง ทั้งการร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรม แก้โผสอดไส้รายชื่อ วิ่งเต้นกันฝุ่นตลบ ตำแหน่งซ้ำซ้อน บางคนเสียชีวิตไปแล้วยังมีรายชื่อได้รับการแต่งตั้ง แต่ตำรวจบางนายเลือกจบชีวิตตำรวจ จึงกลายเป็นมะเร็งร้าย

                ตลอด 5 ปี รัฐบาล คสช.หลายฝ่ายคาดหวัง “ปฏิรูปตำรวจ” โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูป “งานสอบสวนและการแต่งตั้งโยกย้าย” มีการตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมกรรมการ ขึ้นมาหลายฝ่ายศึกษาข้อมูลเพื่อเสนอร่างเป็นกฎหมาย แต่จนป่านนี้ยังถูกซุกอยู่ในลิ้นชัก แต่พลันที่ “นายกฯ ลุงตู่” เข้ามากำกับ สตช.ด้วยตัวเอง ก็มีกระแสข่าวแก้กฎ ก.ตร.แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 คืนความชอบธรรมให้ข้าราชการตำรวจ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด วันที่ 2 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 7/2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นายกฯ เป็นประธาน ก.ตร. วาระแก้กฎการแต่งตั้งจึงเป็นวาระแรกที่นายกฯ เสนอที่ประชุมพูดคุยหารือกับคณะ ก.ตร.

                “รุก รบ จบเร็ว” ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน ก.ตร. ออกกฎว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ยืนยันยึดลำดับอาวุโส ให้ยกเลิกความในข้อ 4 แห่งกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 ข้อ 9/1 เพื่อประโยชน์ในการคัดเลือกหรือแต่งตั้ง ให้จัดลำดับอาวุโส ดังต่อไปนี้ (1) ผู้มียศสูงกว่า (ไม่รวมถึงยศที่ได้รับจากการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ) เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า (2) ถ้ามียศเท่ากัน ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับนั้นในกรมตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาตินานกว่า เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า (3) ถ้าดำรงตำแหน่งตาม (2) นานเท่ากัน ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับถัดลงไปนานกว่าตามลำดับจนถึงตำแหน่งระดับรองสารวัตร เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า

                (4) ถ้าดำรงตำแหน่งระดับถัดลงไปตาม (3) นานเท่ากัน ให้ผู้ที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรนานกว่า เป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า (5) ถ้ามีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งชั้นสัญญาบัตรนานเท่ากัน ให้ผู้ที่มีอายุมากกว่าเป็นผู้มีลำดับอาวุโสสูงกว่า สำหรับข้าราชการตำรวจที่ถูกประจำหรือสำรองราชการในระดับตำแหน่งใด ให้ถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งระดับนั้นตลอดระยะเวลาที่ประจำหรือสำรองราชการ

                ก่อนสิ้นเดือน ส.ค.นี้ วาระการแต่งตั้ง “นายพล” ปี 62 ระดับรอง ผบก.ถึง จชต.และรอง ผบ.ตร. ยศ “พล.ต.ต.-พล.ต.อ.” ในปีนี้มีข้าราชการระดับนายพลเกษียนอายุราชการ 102 นาย “พล.ต.อ.” ระดับรอง ผบ.ตร. 7 นาย ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีก็ “บิ๊กอวบ” พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล “บิ๊กจุก” พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม “พล.ต.ท.” ระดับ ผช.ผบ.ตร. 1 นาย ระดับ ผบช. 13 นาย ระดับ รอง ผบช.34 นาย “พล.ต.ต.” จำนวน 47 นาย

                หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. ได้ลงนามในบันทึกข้อความ ประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งระดับรอง ผบก.ถึงผู้ช่วย ผบ.ตร. ใจความว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจ ดำรงตำแหน่งระดับ ผบก. ถึง จตช. และรอง ผบ.ตร. วาระประจำปี 2562 เพื่อให้การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ ตร. จึงประกาศลำดับความอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก. ถึงผู้ช่วย ผบ.ตร.มาเพื่อทราบ และแจ้งให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีลำดับอาวุโสดังกล่าว

                ทั้งนี้ หากเห็นว่าข้อมูลในการจัดลำดับอาวุโสไม่ถูกต้อง สามารถยื่นเรื่องต่อ ตร. (ผ่าน ทพ.) พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาทบทวนได้ ภายใน 7 วัน นับแต่วันประกาศลำดับอาวุโส” ซึ่งพบว่าระดับอาวุโสระดับ รอง ผบก.ถึง จชต. และรอง ผบ.ตร.มีจำนวน 708 นาย

                การแต่งตั้งวาระ “นายพล” ประจำปี 62 ที่จะถึงจะเป็นบทพิสูจน์ “บิ๊กตู่” ประธาน ก.ตร.คนใหม่ จะคืนความชอบธรรมการแต่งตั้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามที่นายกฯ ลั่นในที่ประชุม ก.ตร. “การแต่งตั้งต้องยึดหลักอาวุโสเหมือนกับทหาร จะไม่ยอมให้มีการซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาด ต้องเป็นไปด้วยความสุจริต ซื่อสัตย์ ยุติธรรม ไม่ให้ถูกกล่าวหาให้เสียชื่อ”

                 โจทย์ที่นายกฯ ลุงตู่ได้มอบให้จะได้เป็นรูปธรรมแค่ไหนต้องวัดใจ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะสามารถทำให้เป็นบรรทัดฐานการแต่งตั้งครั้งต่อๆ ไปได้หรือไม่ ให้สมกับเป็นผู้นำองค์กรสีกากีนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลยุคนี้ นามเรียกขาน "พิทักษ์ 1" จะอยู่จนเกษียณปลายปี 63 จะได้ใจผู้ใต้บังคับบัญชา 2 แสนกว่านายไปครอง. 

เข้าโหมดปรับทัพ 'สีกากี' ฝุ่นตลบเก้าอี้ 'นครบาล'!

    
 

               ระฆังสัญญาณการแต่งตั้งตำรวจระดับ "นายพล" ตำแหน่ง ผู้บังคับการ (ผบก.) ถึง จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) วาระประจำปี 2562 ดังขึ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา           

                หลังจาก "บิ๊กแป๊ะ" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา แม่ทัพใหญ่สีกากี เซ็นประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจ ระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ถึงผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เพื่อให้การคัดเลือกแต่งตั้งตำรวจดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

                โดยให้ข้าราชการตำรวจทุกนายต่างตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีลำดับอาวุโส หากเห็นว่าข้อมูลในการจัดลำดับอาวุโสไม่ถูกต้อง สามารถยื่นเรื่องพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาทบทวนภายใน 7 วัน นับจากวันประกาศลำดับอาวุโส หรือวันที่ 14 ส.ค.นี้

                ถือเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่โหมดการแต่งตั้ง "สีกากี" อย่างเป็นทางการ

                เพราะตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2561 หมวด 1 บททั่วไป ข้อ 7 ให้มีการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็น 2 วาระ คือ วาระที่ 1 เรียกว่าวาระประจำปี ให้ดำเนินการคัดเลือกหรือแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตำแหน่งระดับ ผบก.-จเรตำรวจแห่งชาติและรอง ผบ.ตร.ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค.ของทุกปี ตำแหน่งระดับ สารวัตร (สว.) - รอง ผบก. ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ย.ของทุกปี และตำแหน่งระดับ รอง สว.ลงมา ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ม.ค.ของทุกปี

                ปีนี้การแต่งตั้งตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.-ผบก.ทั่วประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีตำแหน่งว่างจากเกษียณอายุราชการทั้งสิ้น 102 ตำแหน่ง รวมกับที่ขยับตำแหน่งสูงขึ้นอีก 55 ตำแหน่ง และการโยกระนาบเดียวกันอีกจำนวนหนึ่ง การแต่งตั้ง "นายพล" ครั้งนี้ก็น่าจะมีเฉียดๆ

       200 ตำแหน่ง!!!

                ระดับ "รอง ผบ.ตร." ว่าง 3 ตำแหน่ง จากที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม และ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการ หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นพล.ต.ท.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ประจำ (สบ 9) ตร. พล.ต.ท.ศักดิ์ดา ชื่นภักดี ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. น่าจะพาเหรดเรียงตามลำดับอาวุโสขึ้นรอง ผบ.ตร.แทน

                อย่างไรก็ดี ก็ต้องไม่มองข้าม พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด"นายกฯ ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่มาคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเป็นทางการแทน "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก เช่นเดียวกับ "บิ๊กหิน" พล.ต.ท.วิษณุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็พร้อมเสียบเข้าสู่ตำแหน่งหลัก

                ระดับ "ผู้ช่วย ผบ.ตร." เกษียณอายุราชการ 1 ราย คือ พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และขึ้นแทนผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ขยับขึ้นรอง ผบ.ตร. อีก 3 รวมเป็น 4 ตำแหน่ง พล.ต.ท.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ หัวหน้าจเรตำรวจ และ พล.ต.ท.เพิ่มพูล ชิดชอบ จเรตำรวจ อาวุโสลำดับ 1 และ 2 ถูกดันขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.แน่นอน ส่วนอีก 2 ตำแหน่ง ต้องจับตา "บิ๊กแหม๋ว" พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 เกษียณปี 2564 และเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ของ ผบ.แป๊ะ น่าจะถึงเวลาขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปติดยศ พล.ต.อ.ก่อนเกษียณอายุราชการ อีก 1 เก้าอี้ พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผบช.สยศ.ตร. ทุ่มเททำงานใหญ่ๆ สนองนโยบายรัฐบาลมาตลอด เกษียณอายุราชการปี 2568 น่าจะตีตราจองเอาไว้เพื่อวางอนาคตเบอร์ 1 กรมปทุมวัน ในโอกาสข้างหน้า

                ที่น่าลุ้นที่น่าสนใจคงเป็นระดับ "ผู้บัญชาการ" เพราะครั้งนี้มีเก้าอี้ใหญ่ว่างหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล" หรือ "ผบช.น." ที่ "บิ๊กบัว" พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. นรต.36 เกษียณอายุราชการ คงต้องช่วงชิงกันฝุ่นตลบ เพราะแคนดิเดตหลายคนดูจะสูสี ไม่ชัดเจนเหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา ทั้ง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม จตร. พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. อดีตนายเวร พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ก็ต่างเบียดกันอย่างสูสี

                ใครจะเข้าวินคุม "นครบาล" คงต้องลุ้นกันฝุ่นตลบ!!!.

'สิระ'เน่า!โพลเกือบเอกฉันท์ไม่เอา จี้ผู้ใหญ่ในพลังประชารัฐขอโทษประชาชน

    
 

20 ส.ค.62-  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง พฤติกรรม ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ กับ ตำรวจภูเก็ต กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพในโลกโซเชียล จำนวนทั้งสิ้น 10,401 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมการวิจัยเชิงสำรวจในโลกออนไลน์แบบ Real-time Poll ระหว่างวันที่ 19 – 20 สิงหาคม 2562 พบว่า

เมื่อถามถึง ความเห็นของประชาชนในสังคมออนไลน์หลังทราบข่าว ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ที่พูดจาตำหนิ ตำรวจภูเก็ตที่ไม่มาดูแล ส.ส. พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.65 ไม่เห็นด้วยกับ ส.ส. ในขณะที่ เพียงร้อยละ 1.35 เห็นด้วย ในทางตรงกันข้าม ประชาชนในโลกโซเชียลส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.84 ชื่นชมตำรวจ มีเพียงร้อยละ 2.16 ที่ไม่ชื่นชมตำรวจ

ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.50 ระบุ มีปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมของ ส.ส. ในขณะที่ร้อยละ 1.50 ระบุไม่มีปัญหา และที่น่าพิจารณาคือ เกินครึ่งหรือร้อยละ 50.27 ระบุ ความรับผิดชอบของ ส.ส. คือ ควรขอโทษตำรวจภูเก็ต แบบไทย ๆ ที่ ส.ส.ขอให้ตำรวจขอโทษ ส.ส. แบบไทย ๆ เช่นกัน ในขณะที่ร้อยละ 48.53 ระบุควรลาออก และร้อยละ 1.20 ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.74 ระบุ ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐคือ ควรขอโทษประชาชนและสังคม ในขณะที่เพียงร้อยละ 4.26 ระบุไม่ควร.

อุตุฯเตือน 20-23 ส.ค.มีฝนเพิ่ม เหนือ-อีสาน กลางตอนบน ตกกระจาย

    
 

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20 - 23 ส.ค. 62 ร่องมรสุมพาดจะผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง 

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่.

 ...........................................................

20 สิงหาคม 2562



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน