*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395209
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 258 , 22:11:55 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ปัญหาหนี้นอกระบบเกิดเป็นข่าวร้ายอย่างไม่ขาดสาย ที่ฆ่าตัวตายก็เป็นข่าวบ่อยๆ สำหรับรัฐบาลที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สมัยคสช.ก็พยายามจะแก้ แต่ก็อาจพูดได้ว่าไม่สำเร็จ เนื่องจากการแก้ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก ไม่ได้ใช้อำนาจพิเศา แล้วที่สำคัญ คือ

ลูกหนี้ยังกู้แบบนอกระบบอยู่โดยตลอด ทั้งๆที่มีข่าวแพร่หลายทั่วบ้านทั่วเมืองแท้ๆ

 

สภาฯลงมติท่วมท้น 450 เสียง เห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ

สภาฯลงมติท่วมท้น 450 เสียง เห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.55 น.
 
 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากใช้เวลาพิจารณาวาระที่ 2-3 ยาวนานกว่า 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม
ที่ประชุมพิจารณาวาระที่ 2 เป็นรายมาตราแล้วเสร็จทั้งสิ้น 192 ข้อ จากนั้นจึงมีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 ด้วยคะแนน 450 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ก่อนประธานการประชุมจะสั่งปิดการประชุมโดยงดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า เนื่องจากมีการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งมี ส.ส.เข้าร่วมการประชุมด้วย
เสียใจ2ผัวเมียฆ่าตัวตายหนีหนี้! 'บิ๊กตู่'รู้ข่าวเศร้า ย้ำถ้าหาทางออกไม่ได้ ให้ติดต่อรัฐบาล

เสียใจ2ผัวเมียฆ่าตัวตายหนีหนี้! 'บิ๊กตู่'รู้ข่าวเศร้า ย้ำถ้าหาทางออกไม่ได้ ให้ติดต่อรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 20.22 น.
 
"นายกฯ"เสียใจกรณีประชาชนคิดสั้นฆ่าตัวตาย ย้ำรัฐบาลมีช่องทางช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้รับทราบข่าว กรณี 2 สามี ภรรยา  ที่จังหวัดชลบุรี ตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตาย จากการนำเสนอข่าวว่าที่คาดการณ์กันว่าอาจเป็นเพราะผู้เสียชีวิตค้ำประกันหนี้นอกระบบให้เพื่อน แล้วเพื่อนหนีหนี้ไป ซึ่งนายกฯ เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมานายกฯ สั่งการให้มีดำเนินการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนมาโดยตลอด และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นายกฯ ได้แจ้งหน่วยงานให้ประชาสัมพันธ์ช่องทางของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้ขอความช่วยเหลือ และปรึกษาหาทางออก เวลามีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ โดยมีสายด่วน เช่น สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สายด่วน 1599 ,ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงินโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรมของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สายด่วน 1155 ,ศูนย์ดํารงธรรม สายด่วน 1567 ,ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สายด่วน 1359 และศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.)โทร 0 2575 3344

"นายกฯ ขอให้ประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ได้ติดต่อรัฐบาลเพื่อได้ช่วยบรรเทาและแก้ปัญหา ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ และหาทางออกไม่ได้"โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

เปิดช่องรมต.ไม่ตอบก็ได้! สภาเห็นชอบตั้งกระทู้สดด้วยวาจาไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

เปิดช่องรมต.ไม่ตอบก็ได้! สภาเห็นชอบตั้งกระทู้สดด้วยวาจาไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.48 น.
 
 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรช่วงบ่าย มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งเป็นประธานประชุมเพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในข้อ 145 เกี่ยวกับประเภทของกระทู้ ทั้งกระทู้ถามสด กระทู้ถามทั่วไปและกระทู้สดถามด้วยวาจาและข้อ 156 ว่าด้วยกระทู้ถามสดด้วยวาจา    ซึ่งเป็นข้อบังคับใหม่ที่เขียนขึ้นมาให้สอดคล้องกับมาตรา 150 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ส.หรือส.ว.มีสิทธิ์ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีเกี่ยวกับงานในหน้าที่ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดให้ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจา โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าไว้ด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบกระทู้เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์ที่สำคัญของแผ่นดิน

ขณะที่ส.ส.หลายคนอภิปรายสนับสนุนการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจา โดยไม่แจ้งให้รัฐมนตรีทราบล่วงหน้า    เพราะเป็นการวัดประสิทธิภาพการทำงานของรัฐมนตรีที่ต้องรอบรู้ในงานที่ทำ โดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลชี้แจงให้ล่วงหน้า แต่บางส่วนก็เห็นว่าข้อบังคับนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐมนตรีที่จะต้องเกาะติดการชี้แจงกระทู้ถามสดด้วยวาจาโดยต้องทิ้งงานบริหาร

ด้านส.ส.ฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อบังคับนี้เป็นการเขียนเอาตัวรอด เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่การปฏิบัติอาจเป็นเรื่องยาก เพราะแม้แต่กระทู้ถามสดและกระทู้ถามทั่วไป นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียังไม่มาชี้แจง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ข้อบังคับ 156 ที่เกี่ยวข้องกระทู้ถามสดด้วยวาจาอาจไม่มีประโยชน์

ขณะที่นายนิกร จำนง กรรมาธิการฯ เห็นว่า ข้อบังคับนี้อาจเกิดปรากฏการณ์ มีแต่ผู้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา แต่ไม่มีรัฐมนตรีมาชี้แจง หรืออาจทำให้กระทู้ถามสดปัจจุบันหายไป แต่มีกระทู้นี้ขึ้นมาแทน

จากนั้น ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นด้วยกับกรรมาธิการฯ เสียงข้างมากตามร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯในข้อ 156 ที่ให้มีกระทู้ถามสดด้วยวาจา โดยไม่ต้องแจ้งให้รัฐมนตรีทราบล่วงหน้า ด้วยคะแนน 454 เสียง

'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม'สั่งบูรณาการแก้หนี้นอกระบบ5มิติคืบ ย้ำให้ความเป็นธรรมลูกหนี้

'บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม'สั่งบูรณาการแก้หนี้นอกระบบ5มิติคืบ ย้ำให้ความเป็นธรรมลูกหนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.40 น.
 
"บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม"สั่งบูรณาการแก้หนี้นอกระบบ5มิติคืบ ย้ำให้ความเป็นธรรมลูกหนี้ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่เป็นปัญหาหมักหมมในประเทศไทยมานาน โดยสั่งการให้มีการบูรณาการหน่วยงานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันแก้ปัญหาอย่างครอบคลุมทั้ง 5 มิติ มาตั้งแต่ปี 2559 โดยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา 5 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 การดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมาย จากข้อมูลเมื่อสิ้นเดือน ก.ค.2562 พบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จับกุมดำเนินคดีไปแล้ว 5,221 ราย ซึ่งเป็นยอดสะสมตั้งแต่ ต.ค.2559

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า มิติที่ 2 เพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ผ่านทาง "พิโกไฟแนนซ์" (Pico Finance) กิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับกิจการธนาคาร ถือเป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นับเป็นโครงการที่รัฐบาลจัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งตั้งแต่ ธ.ค.2559 - ก.ค.2562 รัฐบาลให้ใบอนุญาตไปแล้ว 667 ราย ใน 71 จังหวัด ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว 538 ราย ใน 67 จังหวัด และมีสินเชื่ออนุมัติสะสม 97,644 บัญชี รวม 2,511.42 ล้านบาท เฉลี่ย 25,72.23 บาท/บัญชี

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า มิติที่ 3 ลดภาระหนี้นอกระบบโดยไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2560 - มี.ค.2562 คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจำจังหวัด มีเรื่องรับเข้า 5,590 เรื่อง/ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 2,374 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 42.47 ของเรื่องรับเข้า รวมทั้งคืนโฉนดที่ดินให้ประชาชน 11,596 ฉบับ 30,000 ไร่ มูลค่า 15,100 ล้านบาท มิติที่ 4 เพิ่มศักยภาพของลูกหนี้นอกระบบ โดยให้ความรู้ทางการเงิน ฝึกอาชีพตามบริบทของพื้นที่ และสร้างโอกาสมีงานทำ และ
มิติที่ 5 สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรการเงินชุมชนที่เกี่ยวข้อง โดยตรวจชุมชน สร้างโมเดลการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบโดยใช้กลไกชุมชน ซึ่งขยายผลกับชุมชนกว่า 180 แห่ง

นางนฤมล กล่าวอีกว่า ผลการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบสำหรับผู้มีรายได้น้อย จากฐานข้อมูลลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 มีจำนวน 1.26 ล้านราย รวมหนี้นอกระบบ 68,000 ล้านบาท สามารถติดตามตัวได้ 68 % คิดเป็น 853,696 ราย รวม 47,089.97 ล้านบาท แบ่งเป็น ประสงค์ให้ช่วยเหลือ 66 % คิดเป็น 565,587 ราย ส่วนไม่ประสงค์ให้ช่วยเหลือ 34 % คิดเป็น 285,138 ราย ทั้งนี้ 84 % ได้รับการช่วยเหลือแล้ว คิดเป็น 474,849 ราย ด้วยการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ ช่วยเหลือด้านสินเชื่อ ฟื้นฟูศักยภาพการหารายได้ พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

"อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้ครบทั้ง 5 มิติ ต่อไป เพื่อดูแลช่วยเหลือ และให้ความเป็นธรรมกับลูกหนี้ที่ถูกเอาเปรียบด้วยดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นส่วนสำคัญของการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน" โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

 

 

หน้าแรก / Politics "บิ๊กตู่"ย้ำมหาดไทยหาช่องใช้เงินอปท. แจงเหลือไม่ถึง6แสนล้าน 

"บิ๊กตู่"ย้ำมหาดไทยหาช่องใช้เงินอปท. แจงเหลือไม่ถึง6แสนล้าน 

22 Aug 2019

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.45 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ที่มีกว่า 6 แสนล้านบาทออกมาใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในว่า เรื่อง 6 แสนล้านบาทพูดกันมานานแล้วหลายปีมาแล้ว ไม่ใช่จำนวน 6 แสนล้านเพราะมีการใช้ไปจำนวนมากแล้ว ในช่วงที่ผ่านมามีการปลดล็อคให้ท้องถิ่นนำไปทำงานได้หลายอย่าง ดังนั้นเหลือไม่ถึง 6 แสนล้านบาท 

นายกฯ กล่าวอีกว่า เงินสะสมของท้องถิ่นไม่ใช่ของทุกท้องถิ่นจะมีเท่ากันหมด บางท้องถิ่นก็ไม่มีเงินสะสม เพราะไม่มีรายได้จากการเก็บภาษีในพื้นที่ ส่วนท้องที่ที่มีเงินมากถ้าทำตรงไหนไดก็ต้องทำ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็กำลังปรับตรงนี้อยู่ ทำอย่างไรจะนำเงินส่วนรวมมาเผื่อแผ่แบ่งปันได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่หลายคนพูดว่าเงินของใครของมันต้องใช้ตรงนั้น แล้วที่เหลือจะทำอย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจกับสังคม

"ก็ปลดล็อคไปเยอะแล้ว แต่ปัญหาคือเขาต้องทำแผนงานโครงการให้ได้ บางอันไม่ได้เพราะทำแผนงานไม่สมบูรณ์ก็อนุมัติไม่ได้ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆแล้วต่างคนต่างทำเพื่อนำเงินออกให้ได้อย่างเดียวก็ไม่้ได้ เพราะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของท้องถิ่นเราให้ได้ ต้องช่วยกันตรงนี้"พลเอกประยุทธ์ กล่าวนายกฯ กล่าวขอบคุณท้องถิ่นที่พัฒนาทำแผนงานสำเร็จ ท้องถิ่นส่วนที่ดีีก็มี แต่ส่วนที่ยังไม่มีความพร้อมยังมีอีกจำนวนมาก ก็เข้าใจว่าทุกคนหวังดีทั้งหมด อยากจะใช้เงิน แต่ขอให้ทำให้ถูกต้องจะดีกว่า ถ้ารัฐบาลสั่งไปแล้วทำถูกต้องบ้างไม่ถูกต้องบ้างก็จะมีปัญหา ก็ไม่อยากให้มีผลกระทบตรงนี้ีอีก 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค อุตสาหกรรม “สมคิด”สั่งBOI ทำแพ็คเกจดึงลงทุนใหม่ เจาะรายประเทศ ประเดิมทัพเกาหลีใต้ 200 ราย

“สมคิด”สั่งBOI ทำแพ็คเกจดึงลงทุนใหม่ เจาะรายประเทศ ประเดิมทัพเกาหลีใต้ 200 ราย

22 Aug 2019
 
“สมคิด" มอบนโยบาย "บีโอไอ" สั่งทำงานเชิงรุก พลิกวิกฤติสงครามการค้า เป็นโอกาสของไทยดึงการลงทุน จากการย้ายฐานการผลิตของต่างชาติ พร้อมจัดทำแพ็คเกจส่งเสริมฯ เป็นรายประเทศ แบบจัดหนัก ประเดิมรับลงทุนเกาหลีใต้ ที่จะมาดูลู่ทางการลงทุน 2 ก.ย.นี้ ด้านบีโอไอเร่ง ตั้งทีมเฉพาะกิจรองรับ ชงมาตรการส่งเสริมใหม่ให้ครม.เศรษฐกิจ พิจารณา 30 ส.ค.นี้ ขณะที่ประธานใหญ่หัวเว่ยจ่อเยื่อนไทยพ.ย.นี้ ลงทุน 5 G

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มาตรวจเยี่ยมและมอบหมายนโยบายให้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พร้อมหัวหน้าสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศ 16 แห่ง (วันที่ 22 ส.ค.62) เพื่อให้ทำงานเชิงรุกมากขึ้นในการชักจูงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยจะต้องใช้โอกาสของสถานการณ์สงครามการค้าที่เกิดขึ้น ที่นักลงทุนมีความจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไม่เพียงแต่นักลงทุนจีน สหรัฐอเมริกา เท่านั้น แต่ยัง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ที่จะขยายฐานการผลิต โดยมีไทยเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญ ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการใช้ไทยเป็นฐานการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคหรือกลถ่ม CLMV

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
 
ดังนั้น บีโอไอจะต้องเร่งจัดทำมาตรการหรือแพ็คเกจด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนให้ครอบคลุมทุกด้าน ไม่เพียงแต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่ยังมีมาตรการจูงใจอื่นๆ ที่จะต้องจัดทำแบบบูณณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อรองรับการย้ายการผลิตของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะเป็นรายประเทศ  และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในการประชุมวันที่ 30 สิงหาคม 2562 นี้ ก่อนที่จะเสนอไปยังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบอร์ดบีโอไอต่อไป

“ในการหารือกับนักลงทุนที่ผ่านมา มองว่าไทยมีปัญหาด้านบุคคลากรที่จะมารองรับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาคบริการ ดังนั้น บีโอไอ จะต้องไปเร่งดำเนินการในส่วนนี้ว่า จะมีมาตรการอะไรเข้าไปส่งเสริมให้เกิดการสร้างบุคลากรได้เพิ่มขึ้น”



ขณะที่นักลงทุนจากจีนที่จะมาลงทุนนั้น ล่าสุดได้หารือกับผู้บริหารของหัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ได้แจ้งว่าในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ ประธานใหญ่ของหัวเว่ยจะเดินทางมาไทย ซึ่งจะเป็นบริษัทแรกๆที่จะมาลงทุนด้าน 5G ที่ไทยมีแผนที่จะส่งเสริมให้เกิดระบบ 5G ในปี 2563 หัวเว่ยจึงขอให้ช่วยเร่งศึกษาโครงสร้างต่างๆ รองรับไว้ และจะเข้ามาลงทุนในปีหน้าเป็นต้นไป รวมถึงนักลงทุนจากสิงคโปร์มีความสนใจที่จะลงทุนในพื้นที่อีอีซี เพื่อขยายฐานการผลิต ซึ่งต้องการให้ฝ่ายไทยจัดเวทีประชุมในการความร่วมมมือด้วย

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์
 
นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ กล่าวว่า ในการดำเนินงานเชิงรุกบีโอไอจะต้องดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1. การจัดทำแพ็คเกจมาสนับสนุนดึงการลงทุนเพิ่มขึ้น 2. การจัดทีมงานเฉพาะกิจ เพื่อมาดูแลนักลงทุนที่จะย้ายฐานมากลงทุนโดยเฉพาะ 3. กิจการทางการตลาดที่จะต้องทำการโรด์โชว์ต่างประเทศให้มากขึ้น และ 4.ลดขั้นตอนการอนุมัติและอนุญาต ซึ่งแพ็คเกจส่งเสริมฯที่จะจัดทำขึ้นครั้งนี้จะเอื้อในการดึงการลงทุนเข้าอีอีซีเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้บีโอไอมีรายชื่อนักลงทุนเป้าหมายที่จะย้ายฐานการลงทุนมาไทยกว่า 100 บริษัทแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีน

เปิดบิ๊กโปรเจ็กต์ แสนล้าน เสิร์ฟเข้าครม.

22 Aug 2019

คมนาคม ดันบิ๊กโปรเจ็กต์กระตุ้นลงทุนเข้าครม. แสนล้าน ทางหลวงยันดัน 2 มอเตอร์เวย์ ขอไฟเขียวงบเวนคืนเพิ่มกว่า 7,000 ล้าน บางใหญ่ลุยเวนคืนเส้นนครปฐม-ชะอำ ทำอีไอเอ ด้านรถไฟ 3 สนามบิน รฟท. ยํ้าเซ็นสัญญาไม่เกิน ก.ย.นี้ เคลียร์ปตท. ย้ายท่อพ้นเขตทาง

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อนำเข้าสู่การพิจาณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตั้งแต่ จัดซื้อฝูงบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) จำนวน 38 ลำ เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ขยาย ทางหลวงแผ่นดินจาก 2 ช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจร เพิ่มความปลอดภัยอำนวยความสะดวกในการสัญจร การขนส่งสินค้า เช่นเดียวกับการขยายระบบรางต้องเร่งสานต่อโยงเป็นโครงข่าย มูลค่านับแสนล้านบาท เช่นเดียวกับแผนลงทุนในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ต้องมีความต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการจ้างงานในอนาคต

ทั้งนี้ นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการเร่งด่วน นอกจาก การเพิ่มควมเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนเขตทางหลวงตั้งแต่ 4 เลนขึ้นไป แล้วยังมีโครงการมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี ขออนุมัติเพิ่ม วงเงินชดเชยประชาชนกว่า 7,000 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ วงเงิน 7.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วนแบ่งเบาจราจรบนถนนเพชรเกษมลงสู่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างจัดทำการรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และทำความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ด้าน ระบบราง นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สินรักษาการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า เตรียมนำโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 จำนวน 7 สายทาง มูลค่า 256,000 ล้านบาท โดยซึ่งต้องเพิ่มเติมข้อมูลให้กับ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ก่อนเสนอครม.ประกอบด้วย ช่วงปากนํ้าโพ-เด่นชัย วงเงิน 5.9 หมื่นล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี 3.6 หมื่นล้านบาท, ช่วงขอนแก่น-หนองคาย 2.5 หมื่นล้านบาท , ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 2.3 หมื่นล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ฯ-หาดใหญ่-สงขลา 5.6 หมื่นล้านบาทและช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ 5.7 หมื่นล้านบาทนอกจากนี้มีโครงการบริหารไอซีดี ลาดกระบัง 647 ไร่ เกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ มูลค่า 4หมื่นล้านล้านบาท หลัง กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ชนะประมูลได้รับสัมปทาน 20 ปี และวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม นี้จะหารือ ข้อกฎหมาย ก่อนเสนอเข้าครม.รวมถึง โครงการลงทุนเคเบิลใยแก้วนำแสงควบคุมการเดินรถ กว่า 2,000 ล้านบาท ขณะรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ -อู่ตะเภา) รฟท.พร้อมลงนามกับกลุ่มซีพี ภายในเดือนกันยายน ขณะนี้ได้เจรจา รื้อย้ายเสาไฟฟ้า ท่อประปา รวมทั้ง ท่อส่งนํ้ามัน กับกลุ่มปตท., บริษัทขนส่งนํ้ามันทางท่อ จำกัด ฯลฯ ตอม่อ 300 ต้น ส่วนผู้บุกรุกใช้เวลา2ปี

ด้านแหล่งข่าวจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ยังไม่มีโครงการเข้าครม. ระยะนี้เนื่องจากมูลค่าแต่ละโครงการไม่ถึง 1,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับ
นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยอมรับว่า ช่วงนี้ไม่มีรถไฟฟ้าเสนอเข้าครม. โดยเฉพาะสายสีส้ม ตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ลงทุนรูปแบบพีพีพี มีขั้นตอนค่อนข้างมาก ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณาไม่ทันและเลื่อนไป งบประมาณ 2564 คาดว่ากระทรวงการคลังน่าจะเสนอครม.อนุมัติอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ติดตาม โครงการ สำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอครม. ได้แก่ มอเตรอ์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ล่าสุดสำนักงบประมาณเห็นควรมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณากรณีคู่มือการกำหนดเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ของกระทรวงคมนาคม สอดคล้องตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 หรือไม่ ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะเร่งหารือกับ สคก. เพื่อให้ได้ข้อสรุป รวมทั้งประมวลความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วต่อไป 

เช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ ได้มอบให้ ทล. พิจารณาข้อคัดค้านของประชาชน ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ และดำเนินการเรื่องที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อยก่อนนำเสนอ ครม. โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ (ระยะที่ 2) จำนวน 7 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงปากนํ้าโพ-เด่นชัย เด่นชัย-เชียงใหม่ ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ขอนแก่น-หนองคาย ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และหาดใหญ่ -ปาดังเบซาร์ ได้สั่งการให้ รฟท. จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาโดยเร็ว เพื่อนำเสนอ ครม. ต่อไปเป็นต้น

หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3498 วันที่ 22-24 สิงหาคม 2562

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค อุตสาหกรรม นิด้า ผนึก ส.อ.ท. สำรวจความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมต่อรัฐบาลใหม่

นิด้า ผนึก ส.อ.ท. สำรวจความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมต่อรัฐบาลใหม่

22 Aug 2019
 
นิด้าร่วมมือกับ ส.อ.ท.สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมประเด็นความคาดหวังต่อรัฐบบาล  ระบุต้องการเห็นประเทศสงบสุขและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นรายงานข่าวระบุว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม  เรื่อง ความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมต่อรัฐบาลใหม่ ว่า ด้านเศรษฐกิจในประเทศ ผู้ประกอบการมีความคาดหวังต่อรัฐบาล โดยส่วนใหญ่ 68.86% ระบุว่า เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รองลงมา 58.61%ระบุว่า แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เพิ่มรายได้ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ,43.22% ระบุว่า สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ ,42.12% ระบุว่า มีมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ SMEs  

,33.70% ระบุว่า เร่งผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และEEC  ,27.11% ระบุว่า ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว  ,23.44% ระบุว่า เร่งรัดการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 และ1.83% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เพิ่มการจัดซื้อของภาครัฐในกุล่มการผลิตภายในประเทศเนื่องจากมีผลต่อการจ้างงาน และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ วางแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทยในระยะยาว ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (LSP) สามารถเป็นอุตสหกรรมหลักในการสร้างรายได้เข้าประเทศเหมือนกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม หรือ Spa ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่คาดหวังอะไร 

ด้านการส่งออก พบว่า ส่วนใหญ่ 49.45% ระบุว่า ขยายการส่งออกสู่กลุ่มตลาดใหม่ รักษาส่วนแบ่งการตลาดในตลาดหลักและตลาดรอง รองลงมา44.32% ระบุว่า ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ,37.36%ระบุว่า เจรจาลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTB)  ,37.00% ระบุว่า ใช้ประโยชน์จากสงครามการค้าในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ  ,34.07 ระบุว่า มีมาตรการลดผลกระทบจากสงครามการค้า ,32.97% ระบุว่า เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับกลุ่มประเทศที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้า และ 11.72% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีมาตรการควบคุมค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่า มีกลยุทธ์ทางการค้าที่ชัดเจน ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่คาดหวังอะไร 

ขณะที่ทางด้านอุตสาหกรรม พบว่า โดยส่วนใหญ่ 60.07% ระบุว่า สร้างโอกาส สร้างตลาดให้กับสินค้าอุตสาหกรรมไทยมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รองลงมา 47.62% ระบุว่า ยกระดับสินค้าและบริการของอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล ,46.15% ระบุว่า สนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงงานวิจัยและสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ,45.42% ระบุว่า มีมาตรการด้านการเงินเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาใช้  

,45.05% ระบุว่า เสริมสร้างขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ ,34.43% ระบุว่า ส่งเสริมจัดตั้งกองทุนผู้เชี่ยวชาญช่วย SMEs ,32.60% ระบุว่า ปรับปรุงผังเมืองเพื่อรองรับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม  ,28.57% ระบุว่า ส่งเสริมการค้าชายแดน ผ่านแดน ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น และ 1.10% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Logistics Hubอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับกับการยกระดับอุตสาหกรรม และปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนในเมืองรอง ระหว่างเมือง ระหว่างชุมชนกับแหล่งอุตสาหกรรม

ส่วนทางด้านเกษตรกรรม พบว่า ส่วนใหญ่ 58.97% ระบุว่า แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ รองลงมา 52.75% ระบุว่า มีแหล่งหรือตลาดที่แน่นอนในการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร ,51.65% ระบุว่า ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ  39.56% ระบุว่า เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ,38.10% ระบุว่า เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และ1.83% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี เลิกการใช้ยาฆ่าแมลง และแก้ปัญหาเรื่องคนกลางที่มีอำนาจเหนือเกษตรกร ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่คาดหวังอะไร 

ทั้งนี้  ด้านกฎหมาย พบว่า ส่วนใหญ่ 73.63% ระบุว่า ปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันยุคทันสมัยเพื่ออำนวยสะดวกและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ  (Regulatory Guillotine) รองลงมา 63.37% ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ  ,52.01% ระบุว่า มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จริงจัง  ,38.10% ระบุว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายมากขึ้น และ 1.10% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ลดกฎหมายที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น แก้ไขกฎหมายแรงงาน แรงงาน   ต่างด้าวให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ของ SMEs และส่งเสริมการลงทุน BOI

สำหรับสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันมากที่สุด พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 51.65% ระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้นผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) รองลงมา50.18% ระบุว่า ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม ,42.49% ระบุว่า ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมในภาคการเกษตร (Smart Agro)  ,39.56% ระบุว่าสนับสนุนโครงการ Made In Thailand เป็นวาระแห่งชาติ  ,38.83% ระบุว่า ผลักดันระบบการจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill) ,33.33% ระบุว่า เร่งดำเนินการความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ Ease of Doing Business

,32.60% ระบุว่า ส่งเสริมการตลาดยุคออนไลน์ และ 7.69% ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ ผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนการตลาด การส่งออก ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมด้านเงินทุนให้ธุรกิจ SMEs กระตุ้นธุรกิจยานยนต์และมีการดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนในประเทศมากขึ้น การเจรจาติดต่อกับต่างประเทศ เร่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ลดอัตราภาษีเกี่ยวกับการส่งออก และสนับสนุนเกษตรอุตสาหกรรม

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นประเทศไทยเป็นมากที่สุด พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 58.61% ระบุว่า ประเทศสงบสุขและประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รองลงมา 57.51% ระบุว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ  ,56.41% ระบุว่า ประเทศที่ปราศจากการคอร์รัปชัน/เส้นสาย/ระบบอุปถัมภ์  ,46.89% ระบุว่า ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม  ,42.12%ระบุว่า ประเทศกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของอาเซียน  ,39.56% ระบุว่า การบริการด้านสาธารณสุขที่เท่าเทียมกัน (ค่ารักษาพยาบาล การบริการด้านสาธารณสุข) และ 35.90% ระบุว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย
                การสำรวจครั้งนี้เป็นการสอบถามความคิดเห็นจากตัวแทนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กระจายทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งสิ้นจำนวน  273 ราย เกี่ยวกับความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมต่อรัฐบาลใหม่ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5 – 15 สิงหาคม 2562 อาศัยการสุ่มตัวอย่างจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามภูมิภาค เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การส่งแฟกซ์ และการส่งแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ 95.0%

.....................................................................

22 สิงหาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน