*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395204
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 282 , 15:25:11 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน wullopp , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในพรรคปชป.อุดมไปด้วยคนทรนง หยิ่งในความเก่งกาจของตน หรือมั่นใจในฐานเสียงที่ตนมีอยู่ หรือสมัครสมานเป็นกลุ่มเป็น

ก้อนน้อยใหญ่ต่างกันไป และในกิจกรรมความเป็นประชาธิปไตย เช่น การเลือกหัวหน้าพรรค กรรมการพรรคตามวาระ ก็มีการรณรงค์

แบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว จึงอาจเป็นตะกอนตกค้างของบางคนจนแทบไม่มองหน้ากันทีเดียว

         ดังนั้น เมื่อมีข่าวพรรคปชป.จะมีการปรับกลยุทธ์เสียใหม่ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ดังรายงานข่าว;

          ผลการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจำเป็นต้องถอดบทเรียนศึกษา ว่าเหตุใดพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจึงได้รับความนิยมน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งพรรคก็ได้มีการประชุมยุทธศาสตร์ภาคต่างๆ มาโดยตลอด เพื่อปรับกลยุทธ์เรียกศรัทธาจากประชาชนคืนมา แต่ไม่เคยเปิดเผยว่ามีวิธีการอย่างไร

                ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์จัดสัมมนา “รวมพลังประชาธิปัตย์ ภาคเหนือ” ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และ “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ของพรรคอย่างเปิดเผยว่าจะมีวิธีอย่างไรเป็นครั้งแรก

 

 

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน

    
 

                 เห็นแล้วตาร้อน!

                วานนี้ (๒๒ สิงหาคม) ป.ป.ช.เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง จำนวน ๔๑๔ ราย

                ใครบอกว่าเล่นการเมืองแล้วจน!

                เพราะท่าน ส.ส.ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นผู้มีอันจะกิน ไปถึงร่ำรวยมหาศาลกันทั้งนั้น

                เอาเฉพาะที่น่าสนใจ     

                ส.ส.ที่แจ้งทรัพย์สินเกินหนึ่งพันล้านบาท มีทั้งสิ้น ๑๑ คน

                แบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลถึง ๑๐ คน และฝ่ายค้านเพียงคนเดียว

                ส.ส.ที่แจงว่ามีทรัพย์สินของตนเองและคู่สมรสมากที่สุด คือ "นาที รัชกิจประการ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย คู่สมรสของ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ - โกเกี๊ยะ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น ๔,๖๗๔,๖๓๑,๘๓๕ บาท

                คือ....๔.๖๗ พันล้านบาท

                "นาที" ทำงานทำการอะไร?                            

                ตามข้อมูลที่แจ้งไว้ บอกว่า ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร และรีสอร์ต ที่จังหวัดสระบุรี

                แต่...อย่าเพิ่งตกใจ เพราะทรัพย์สินที่แจ้งส่วนใหญ่อยู่ในชื่อของ "โกเกี๊ยะ" เจ้าของอาณาจักรปั๊มน้ำมันรายใหญ่ระดับชาติเครือ "พีที"

                หนึ่งในนายทุนใหญ่พรรคภูมิใจไทย

                รองลงมาคือ "อนุทิน ชาญวีรกูล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข    

                มีทรัพย์สิน ๔,๒๔๘,๘๒๘,๘๑๒ บาท

                มีเครื่องบิน ๒ ลำ มูลค่า ๑๖๐ ล้านบาท เรือยนต์ ๒ ลำ มูลค่า ๓๒.๕ ล้านบาท พระเครื่อง ๒๔ องค์ มูลค่า ๑๒๑ ล้านบาท ฯลฯ

                อันดับสามคือ "พิบูลย์ รัชกิจประการ" ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสตูล น้องชายโกเกี๊ยะ

                มีทรัพย์สิน ๒,๓๔๒,๔๑๙,๘๒๖ บาท

                สรุปแล้วท็อปทรีมาจากพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด

                และอย่าตกใจ!

                นับรายได้เฉพาะธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ของตระกูล "รัชกิจประการ" หลักแสนล้านบาท!

                อีก ๗ คนที่ทรัพย์สินเกินพันล้าน      

                ๑."สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ รมว.อุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน ๒,๑๙๘,๓๒๘,๙๘๐ บาท

                ๒."อภิชัย เตชะอุบล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สิน ๒,๐๔๘,๗๙๙,๗๓๔ บาท

                ๓."ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ รมว.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน ๑,๙๘๔,๙๕๗,๖๕๖ บาท

                ๔."คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ รมช.ศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน ๑,๗๘๔,๙๖๑,๒๒๕ บาท

                ๕."ศุภมาส อิศรภักดี" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สิน ๑,๖๐๙,๔๓๐,๙๒๖ บาท

                ๖."กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์" ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย มีทรัพย์สิน ๑,๕๒๙,๙๗๕,๑๙๖ บาท

                 ๗."กรณ์ จาติกวณิช" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ มีทรัพย์สิน ๑,๐๙๗,๓๐๕,๓๙๔ บาท

                และ ๘ "เทวัญ ลิปตพัลลภ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา และ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สิน ๑,๐๓๐,๑๑๕,๘๒๗ บาท

                ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านจน เพราะปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทยสอบตกทั้งหมด และกลุ่มนี้แตะพันล้านมีให้เห็นเหมือนกัน

                แต่ทีเด็ดการแสดงบัญชีทรัพย์สินคราวนี้คงหนีไม่พ้น "ธรรมนัส พรหมเผ่า"

                เพราะสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง

                ผู้กองธรรมนัสแจกแจงเอาไว้แบบนี้

                คู่สมรส ๒ คน คือ นางอริสรา พรหมเผ่า และ น.ส.ธนพร ศรีวิราช รวมถึงบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ๗ คน (เสียชีวิต ๒ คน)

                แจ้งว่า มีทรัพย์สิน ๘๕๙,๓๑๖,๑๘๒ บาท หนี้สิน ๗๙,๒๖๑,๙๓๖ บาท

                เป็นทรัพย์สินผู้ยื่น ๖๔๔,๙๒๑,๑๘๔ บาท ของนางอริสรา คู่สมรส ๑๘๙,๙๕๒,๗๗๖ บาท ของ น.ส.ธนพร คู่สมรส (อยู่กินฉันสามีภรรยา) ๖๓,๖๘๔,๒๙๑ บาท

                ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินรวมกัน ๓๑,๑๔๘,๑๔๙ บาท

                ที่เหลือเป็นรายละเอียด เช่น รถ ๒๖ คัน มูลค่าราว ๖๓ ล้านบาท

                พระเครื่องประเมินค่าไม่ได้

                ไฮไลต์อยู่ที่ "อริสรา พรหมเผ่า" ตำแหน่งหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ซึ่งรับโอนมาจาก "ธรรมนัส"

                ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดีคือ ๑ ใน ๕ เสือกองสลาก

                ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจในบทบาทผู้จัดการรัฐบาลของ "ธรรมนัส" กับนโยบายหวยรัฐบาลลุงตู่ ๒ ที่ค่อยๆ เงียบหายไป

                ที่เหลือก็เป็นน้ำจิ้ม

                "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มีทรัพย์สิน ๑๓๕,๔๗๖,๒๑๒ บาท

                "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ มีทรัพย์สิน ๑๙๕,๙๙๕,๒๐๓ บาท

                "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และ รมว.คมนาคม มีทรัพย์สิน ๑๑๕,๗๖๐,๐๓๐ บาท

                "สมศักดิ์ เทพสุทิน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ รมว.ยุติธรรม มีทรัพย์สิน ๗๙,๔๖๗,๑๙๒ บาท

                "สุชาติ ชมกลิ่น" ส.ส.ชลบุรี และประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มีทรัพย์สิน ๘๖๑,๑๐๕,๘๑๘ บาท

                "เทพไท เสนพงศ์" ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งบัญชีตัวเอง ลูกเมีย รวม ๙๒๓,๑๓๓,๓๑๑ บาท

                ที่น่าประหลาดใจก็มีให้เห็น

                สันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ รมช.คลัง มีทรัพย์สิน ๑๕,๔๐๒,๗๗๑ บาท

                จาก ๔๐๐ ล้าน เมื่อปี ๒๕๔๐ ค่อยๆ ลดลง วันนี้เหลือแค่ ๑๕ ล้าน 

                ช่องทางที่นักการเมืองชอบใช้กันคือ เปลี่ยนชื่อทรัพย์สินเป็นชื่อคนอื่น

                เช่นเดียวกับ สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่ามีทรัพย์สิน ๑๐,๔๒๒,๑๔๑ บาท

                แค่บ้านริมน้ำก็เอาไม่อยู่แล้ว!

                ส่วน ส.ส.ตลาดเดียวกัน เช่น "วัน อยู่บำรุง" ส.ส.เพื่อไทย แจ้งว่ามีทรัพย์สิน ๑๘๑,๗๐๘,๑๕๒ บาท

                "การุณ โหสกุล" ส.ส.กทม. พรรคเดียวกัน แจ้ง ป.ป.ช.ว่ามีทรัพย์สิน ๒๘๗,๖๙๖,๗๓๖ บาท

                อย่าถามว่าประกอบอาชีพอะไรถึงมีทรัพย์สินเป็นร้อยล้าน

                "รังสิมันต์ โรม" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ มีทรัพย์สิน ๒๒๒,๖๒๓ บาท หนี้สิน ๒๐๒,๓๖๐ บาท

                เป็นหนี้สินเป็นเงินกู้ กยศ.

                รายนี้น่าสนใจทีเดียว

                พลิกไปดูข่าวเก่าๆ "รังสิมันต์" ให้สัมภาษณ์คมชัดลึกก่อนเลือกตั้งว่า

                 "ผมมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง ผมได้โอกาสจากสังคมพอสมควร ผมก็อยากตอบแทน ซึ่งคิดว่าการเป็นอาจารย์ ได้ทำงานอยู่กับเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักในการพัฒนาอนาคตของชาติ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี"

                ทีแรกคิดว่านักศึกษาที่ยืมเงิน กยศ.เรียนมาจากครอบครัวคนจน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว ครอบครัวชนชั้นกลางก็กู้เหมือนกัน

                "รังสิมันต์" เป็น ส.ส.มาแล้ว ๓ เดือน

                รับเงินเดือนกับเงินประจำตำแหน่งเดือนละ ๑๑๓,๕๖๐ บาท

                มิถุนายน-กรกฎาคม ๒ เดือนนี้ "รังสิมันต์" น่าจะได้รับเงินเดือนเต็มๆ

                รวมแล้ว ๒๒๗,๑๒๐ บาท

                แต่ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สิน "รังสิมันต์" ระบุเอาไว้ว่า ยอดจ่ายหนี้ กยศ.รวมทุกปีถึงปัจจุบัน ๑๔,๑๖๕ บาท

                "รังสิมันต์" จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี ๒๕๕๘ ผ่านไป ๔ ปีแล้ว

                ก่อนจะสู้เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย... 

                เอาแบบนี้มั้ย "รังสิมันต์" แค่ไปจ่ายหนี้ กยศ.ให้หมดเร็วๆ ตามกำลังทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นตัวอย่างให้เด็กรุ่นหลังได้เห็นถึงความรับผิดชอบในเรื่องพื้นฐานนี้ให้ได้ก่อน

                ดีกว่ามาบอกว่าเอาเงินไปบริจาคพรรคหมดแล้ว

                ชาติต้องมาก่อนพรรคไม่ใช่หรือ?

                ไม่รู้ว่า "รังสิมันต์" จะรู้หรือเปล่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๘

                สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย

                ทีนี้มาดูทรัพย์สินของ "ชวน หลีกภัย" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และประธานสภาผู้แทนราษฎร กันหน่อย

                แจ้งเอาไว้ว่ามีทรัพย์สิน ๘,๑๘๙,๑๑๔ บาท

                คงเส้นคงวา

                เล่นการเมืองมาชั่วชีวิต แต่ทรัพย์สินไม่เคยเกิน ๑๐ ล้านบาท

                การเห็นทรัพย์สินได้รู้จักนักการเมืองคนนั้นๆ มากขึ้น

                แต่ละคนมีพื้นฐานความร่ำรวยที่ต่างกัน ตั้งแต่ขาว เทา ยันดำ

                ที่น่าประหลาดใจ กลุ่ม ส.ส.ที่เคยโฆษณาว่าจะยกระดับการจัดการทรัพย์สิน เพื่อสร้างมาตรฐานจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใหม่ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น...ยังไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินสักแดงเดียว

                วันนี้ ส.ส.ยื่นกันไปแล้ว ๔๑๔ คน

                แต่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, พรรณิการ์ วานิช, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, ปิยบุตร แสงกนกกุล, เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ฯลฯ ชาวคณะอนาคตใหม่ทั้งนั้น...ยังไม่ยื่น

                ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ควรจะยื่นก่อนใคร.                                                                                                                                                                         

ผักกาดหอม

ส.ว.สหรัฐ พบ 'บิ๊กตู่' ชื่นชมพัฒนาการทางการเมือง-เศรษฐกิจไทยดีขึ้น

    
 

โดยนายกฯกล่าวต้อนรับในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ยินดีที่ทราบว่าท่านได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษ ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์เก่า ชื่นชมและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบสตรีอเมริกันเชื้อสายไทยคนแรก ที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ อีกทั้งเป็นผู้ที่เคยรับราชการทหารสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเพื่อนร่วมอาชีพ และเป็นตัวอย่างของทหารที่เข้มแข็ง เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนจำนวนมาก

ด้าน นางแทมมี ดักเวิร์ธ กล่าวว่า ยินดีที่การเดินทางมาไทยในครั้งนี้ ได้เห็นถึงพัฒนาการที่สำคัญของไทย ชื่นชมต่อพัฒนาการทางการเมือง และเศรษฐกิจของไทย ยินดีที่ไทยและสหรัฐดำเนินความสัมพันธ์ได้เต็มรูปแบบ เชื่อมั่นว่าไทยและสหรัฐในฐานะมิตรประเทศที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันมายาวนานจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดต่อกันในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนการอบรม ไทยในฐานะประธานอาเซียน พร้อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ในภูมิภาค และพร้อมช่วยแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาคอื่นๆ อาทิ สถานการณ์ในรัฐยะไข่ สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี ทะเลจีนใต้

ทั้งนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค เพื่อสร้างสรรค์เสถียรภาพ ความมั่นคง ซึ่งจากยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ อาเซียนมี ASEAN Outlook on the Indo-Pacific เป็นกรอบแนวทาง นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเชิญชวนสหรัฐฯ ดำเนินความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับอาเซียน รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค อาทิ ACMECS เป็นต้น.

ปรับกลยุทธ์ประชาธิปัตย์ มองข้ามอดีต-เร่งโปรโมต

    
 

          ผลการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มี.ค.62 เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจำเป็นต้องถอดบทเรียนศึกษา ว่าเหตุใดพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจึงได้รับความนิยมน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งพรรคก็ได้มีการประชุมยุทธศาสตร์ภาคต่างๆ มาโดยตลอด เพื่อปรับกลยุทธ์เรียกศรัทธาจากประชาชนคืนมา แต่ไม่เคยเปิดเผยว่ามีวิธีการอย่างไร

                ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์จัดสัมมนา “รวมพลังประชาธิปัตย์ ภาคเหนือ” ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และ “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ของพรรคอย่างเปิดเผยว่าจะมีวิธีอย่างไรเป็นครั้งแรก

                เริ่มจากแนวคิด คือ “ติดอาวุธความคิด ใกล้ชิดมวลชน เปิดพรรคกว้าง สร้างเครือข่าย ขยายฐานพรรค ประจักษ์ผลงาน สื่อสารฉับไว อุดมการณ์ทันสมัย สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ชนะใจประชาชน”

                ที่สำคัญ จะมีการสร้างนักรบในการทำงานเพื่อประชาชนของพรรค เขตละ 5 คน เป็นทีมอเวนเจอร์ของเขต เพื่อทำงานร่วมกับ ส.ส. และอดีต ส.ส. โดยมีเวลาทำงาน 350 เขต ในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับเมื่อตอนเปิดตัวทีมอเวนเจอร์เศรษฐกิจ ที่มี “ปริญญ์ ภานิชภักดิ์” เป็นหัวหน้าทีม โดยเคยระบุว่าจะนำทีมลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือปากท้องของประชาชน

                ซึ่งผลงานที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้จริงเป็นรูปธรรมแบบสดๆ ร้อนๆ คือ ช่วยแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำของภาคใต้ได้ โดยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ผู้บริโภคซื้อผลไม้ได้โดยตรงจากเกษตรกร และอำนวยความสะดวกในการขนส่งทั้งทางไปรษณีย์ไทยและสายการบินต่างๆ

                นอกจากนี้ การจัดสัมมนาเมื่อวันอาทิตย์ “จุติ ไกรฤกษ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พูดไว้ในหัวข้อ “การขับเคลื่อน 3 กลไก (รัฐบาล-สภา-พรรค) สู่ชัยชนะการเลือกตั้ง” ไว้อย่างตรงประเด็นว่า การสู้ครั้งหน้าต้องทิ้งกรอบความคิดเดิมๆ ทั้งหมด เพราะเป็นโลกการสื่อสาร เราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ความจริงคือเราต้องสู้บนเวทีของโลกการสื่อสาร การเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เตรียมรับมือแล้ว แต่ยังสู้ไม่ได้ เพราะคู่ต่อสู้เข้มข้นกว่า มีการทำงานเชิงรุกกว่า พรรคอนาคตใหม่ชนะ เพราะเตรียมการล่วงหน้ามา 2 ปี ก่อนเลือกตั้งมีการสำรวจ และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงได้คะแนนที่เอื้อมาจากกรณีพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบด้วย แต่พรรคอนาคตใหม่ชัดเจนเรื่องกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มคนลงคะแนนครั้งแรก และกลุ่มคนพิการ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำเรื่องนี้ก่อนเขา แต่พรรคอนาคตใหม่ลงมือทำ เอาผู้สมัครที่เป็นคนพิการจริงๆ มาเป็นผู้สมัคร และเป็นกรรมการบริหารพรรค ให้เห็นว่าเปิดกว้างอย่างแท้จริง ไม่ได้พูดเฉยๆ ฉะนั้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหนีไม่พ้นเรื่องการสื่อสาร วันนี้จึงต้องล้างความคิดเดิมให้หมด

                “วันนี้จุดขายของพรรคอนาคตใหม่เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2538 มีเสน่ห์มีแรงจูงใจว่าจะเป็นอนาคตของประเทศได้ มาวันนี้จุดขายไปอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ เขาไม่ได้ต้องการคนทุกกลุ่มในประเทศ แต่ต้องการเฉพาะบางกลุ่ม ขอแค่เพียงพอให้เขาชนะการเลือกตั้ง ทั้งนี้ คนรุ่นใหม่มองประวัติศาสตร์แค่ 5 ปีย้อนหลัง เขาจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมาคืออะไร สิ่งที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำร้ายประเทศมีอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า สิ่งที่เราพยายามสื่อถึงเขาว่านายทักษิณทำอะไรไว้บ้าง คนแทบไม่สนใจเลย เพราะคนในโซเชียลสนใจเรื่องตัวเอง สนใจเรื่องของอนาคตในวันข้างหน้า ไม่มีเรื่องอื่นเลย จึงเป็นโจทย์ว่าวันนี้โลกเป็นแบบนี้ ถ้าเราขายของต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการซื้ออะไร รวมถึงการทำงานในพื้นที่ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขอฝากพรรคหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านไอทีเข้ามาช่วยงานพรรค ในขณะที่กรอบความคิดแบบเดิมก็ให้ทิ้งไป สิ่งใดที่เราไม่ชอบ ไม่อยากทำ เราก็ต้องทำเพื่อชัยชนะในอนาคต”

                นี่ถือว่าเป็นการวิเคราะห์อย่างตรงจุดที่สุด คนของพรรคหลายคนยังคงพูดถึงการเมืองในอดีต ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องที่ต้องพูด แต่คนในสังคมรู้สึกเบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง ฉะนั้น อดีต ส.ส.หรือ ส.ส.คนใดที่ยังติดอยู่กับความคิดเก่าๆ พูดอยู่แต่กับเรื่องเดิมๆ ประชาชนก็จะเบื่อ เพราะมองว่าไม่ได้ช่วยให้ปากท้องและอนาคตของเขาดีขึ้น จนนำไปสู่การมองหาพรรคใหม่ที่เขาคิดว่าฝากอนาคตได้

                ซึ่งนั่นก็คือ “พรรคอนาคตใหม่”

                อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนที่ประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ได้คือ ความล้มเหลวในการประชาสัมพันธ์โปรโมตผลงานของตนเองสู่สาธารณะ ตรงกันข้ามกับพรรคอนาคตใหม่ที่จริงจังกับเรื่องดังกล่าว ทั้งที่ประชาธิปัตย์มีผลงานมากมาย แต่ประชาชนกลับไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่พรรคทำให้กับประชาชน ดังนั้นพรรคจึงต้องทำงานด้านการสื่อสารองค์กรอย่างเป็นระบบ ไม่สะเปะสะปะ แต่ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะสื่อสารกับใคร ช่องทางสื่อสารใดบ้าง

หากยังอ่อนกับการตีปี๊บ

                ฟันธงได้เลยว่านอกจากโดนพรรคอื่นเคลมผลงานแล้ว ที่ตั้งเป้าว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ ส.ส. 155 เขต คงเป็นได้แค่ “ฝัน”.

 

ใกล้ช่วงเขย่าบอร์ดรัฐวิสาหกิจ คลังเสนอ ครม.ย้ำยึดกฎเหล็ก

   
 

              การเมืองช่วงนี้ พรรคร่วมรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เช่น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี-ที่ปรึกษารัฐมนตรี-เลขานุการรัฐมนตรี-รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี-รองโฆษกรัฐบาล เพื่อให้ไปทำงานที่ทำเนียบรัฐมนตรี และกระทรวงต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขคือ คนที่จะรับตำแหน่งต้องไม่เป็น ส.ส. แต่หากต้องการเป็นก็ต้องลาออก

                โดยหลังจากนี้ พรรคร่วมรัฐบาลเมื่อจัดสรรเก้าอี้กันลงตัว ก็จะมีการทยอยนำรายชื่อเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปเรื่อยๆ หลังทำมาได้สองสัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่หมด ยังเหลืออีกหลายตำแหน่งที่ยังคุยกันอยู่โดยเฉพาะการจัดสรรเก้าอี้ให้กลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็ก

                อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งแผงอำนาจที่มากด้วยผลประโยชน์ เพราะเป็นกรรมการที่มีอำนาจตัดสินใจในการทำนโยบาย-ทำโครงการต่างๆ ที่มีผลประโยชน์มากมายมหาศาลกันเป็นพันล้านหมื่นล้านบาท นั่นก็คือ บอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องจับตาดูกันต่อจากนี้ ว่าจากเดิมยุครัฐบาล คสช.ที่คุมกระทรวง-บอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ จนมีการส่ง ท็อปบูต-บิ๊กทหาร ไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจจำนวนมากทั้งเกรดเอ-เกรดบี-เกรดซี ในช่วงห้าปียุค คสช.

                 แต่มาวันนี้ แม้จะยังเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ แต่ยามนี้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเข้าไปรับผิดชอบหน่วยงานต่างๆ แทนที่ ซึ่งแน่นอนว่าพรรคการเมือง-นักการเมือง-รัฐมนตรี ที่ดูแลกระทรวงต่างๆ และมีบอร์ดรัฐวิสาหกิจอยู่ในสังกัด ก็ย่อมต้องการส่งคนของตัวเอง–คนใกล้ชิด-นายทุนพรรค ไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เพื่อคอยเป็นมือเป็นไม้ เป็นหูเป็นตาให้ ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมที่ว่า พอการเมืองเปลี่ยนขั้ว บอร์ดรัฐวิสาหกิจที่เข้าไปเป็นกรรมการ ในรัฐบาลชุดหนึ่ง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรี

                โดยธรรมเนียม บอร์ดรัฐวิสาหกิจก็มักจะรู้ตัวดีว่าเวลาหมดลงแล้ว โดยบางคนก็เลือกที่จะลาออกเอง ไม่ต้องให้ฝ่ายการเมืองกดดันหรือส่งสัญญาณให้ลาออก ซึ่งรัฐวิสาหกิจแห่งไหนมีผลประโยชน์มาก เป็นรัฐวิสาหกิจเกรดเอ มีการต้องตัดสินใจอนุมัติโครงการใหญ่ๆ อีกทั้งตัวบอร์ดก็มี ค่าตอบแทนเช่นเบี้ยประชุมสูง-สวัสดิการต่างๆ ดี เช่น มีงบพาไปดูงานต่างประเทศเยอะ ฝ่ายการเมืองก็มักส่งคนของตัวเองไปนั่งกันยกแผง แต่ก็มีบางแห่งบอร์ดไม่ยอมลาออกง่ายๆ จนมีการงัดข้อกับฝ่ายการเมืองให้เห็นกันมาแล้ว

                อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีข่าวว่ากำลังมีการงัดข้อกันระหว่างฝ่ายการเมืองในกระทรวงคมนาคม กับฝ่ายกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่การบินไทย ในเรื่องการเปลี่ยนตัวประธานบอร์ดการบินไทย เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม พบว่าหลังรัฐบาลประยุทธ์ 2 เข้ามา เวลานี้ ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจกันจนเป็นที่ฮือฮา อาจเพราะรัฐมนตรีแต่ละคนเพิ่งเข้าไปทำงาน ตอนนี้รอให้จัดตัวทีมงานหน้าห้อง ทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี-ที่ปรึกษา-เลขานุการรัฐมนตรี รวมถึงทีมงานที่มาช่วยงานแบบไม่เป็นทางการให้ลงตัวเสียก่อน

                จากนั้นก็คาดว่าบรรดารัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่มีบอร์ดรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงและเป็นหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบ คงได้เริ่มเตรียมจัดทัพบอร์ดรัฐวิสาหกิจตามมาหลังจากนี้ โดยคาดว่าช่วงกันยายน–ตุลาคม น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบอร์ดรัฐวิสาหกิจกันหลายแห่ง

                ทั้งนี้มีข้อมูลว่า ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจในทุกกระทรวงรวมกันแล้วทั้งสิ้น 56 แห่ง โดยมีข้อมูลทางวิชาการอ้างว่า รัฐวิสาหกิจของประเทศไทย รวมกันแล้วมีสินทรัพย์ร่วม 14 ล้านล้านบาท สร้างรายได้ต่อปีถึง 4.3 ล้านล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิ 1.9 แสนล้านบาท

                ก็ให้รอติดตามกันให้ดีว่า หลังจากนี้ฝ่ายการเมืองจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงบอร์ดรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งกันอย่างไรบ้าง หรือจะปล่อยไว้แบบเดิม ไม่ไปแตะ เว้นแต่อาจมีบ้างที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

                อย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เมื่อพบว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม.ได้รับทราบ “แนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ” โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการตามแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญบางส่วนเช่น

                1.คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 มีมติรับทราบแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจตามที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเสนอ และให้กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ดังนี้

                (1) ให้นำสมรรถนะหลักและความรู้ที่จำเป็น (Skill Matrix) มาใช้ในการพิจารณาสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจได้กรรมการตรงกับความต้องการที่แท้จริงในการขับเคลื่อนและพัฒนารัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ กรณีกฎหมายจัดตั้งของรัฐวิสาหกิจได้กำหนดความเชี่ยวชาญไว้เป็นการเฉพาะการกำหนด Skill Matrix ต้องเป็นไปตามความเชี่ยวชาญดังกล่าวด้วย

                (2) กำหนดสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิในภาคธุรกิจเอกชนไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการอื่น/ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ จากภาคธุรกิจต่างๆ มากยิ่งขึ้น

                (3) ไม่แต่งตั้งผู้บริหารสูงสุดหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งแห่งใดเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจอื่น เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายกำหนด หรือกรณีการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการของบริษัทที่รัฐวิสาหกิจนั้นถือหุ้นอยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องของการปฏิบัติงานของผู้บริหารสูงสุดและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

                (4) ไม่แต่งตั้งอัยการและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

                (5) ให้มีผู้แทนกระทรวงการคลังที่เป็นข้าราชการประจำในกระทรวงการคลังเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบัญชีและการเงินของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2548 เป็นต้น

                2.คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจในคราวประชุมครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 ได้มีมติเห็นชอบรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินตามแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การกำหนด Skill Matrix

                ให้ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณากำหนด Skill Matrix ของกรรมการรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับภารกิจและยุทธศาสตร์ของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจใช้ในการพิจารณาสรรหาบุคคลที่จะเสนอแต่งตั้งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับ Skill Matrix ทั้งนี้ จำนวน Skill Matrix ต้องไม่เกินกว่าจำนวนกรรมการทั้งคณะ

                ขั้นตอนที่ 2 การสรรหาและการเสนอชื่อ

                ในกรณีที่ต้องมีการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณารายชื่อบุคคลที่ได้มาจากการสรรหาหรือการเสนอชื่อจากกระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าสองเท่าของจำนวนตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่จะต้องแต่งตั้งเสนอต่อฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณา โดยกรณีที่มีกรรมการครบวาระให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนำเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน

                ทั้งนี้ ในการแต่งตั้งกรรมการที่มิใช่กรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งหมายความรวมถึงประธานกรรมการและรองประธานกรรมการที่มิใช่โดยตำแหน่ง บุคคลที่ได้รับการสรรหาและเสนอชื่อต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และมีความรู้ความเชี่ยวชาญสอดคล้องกับ Skill Matrix และเป็นไปตามแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ

                โดยให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณาเสนอชื่อจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจ ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดที่มิใช่กรรมการโดยตำแหน่งของรัฐวิสาหกิจนั้น ให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณารายชื่อบุคคลที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเสนอรวมกับรายชื่อบุคคลจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ สคร.เสนอ และรายชื่อบุคคลที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจเสนอ

                ขั้นตอนที่ 3 การพิจารณาคัดเลือก

                ให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อนำเสนอประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจพิจารณาให้ความเห็นชอบ

                ขั้นตอนที่ 4 การเห็นชอบรายชื่อ

                เมื่อประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ความเห็นชอบรายชื่อบุคคลที่จะเสนอแต่งตั้งแล้วให้กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจดำเนินการนำเสนอคณะรัฐมนตรีหรือดำเนินการเพื่อแต่งตั้งตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับของรัฐวิสาหกิจต่อไป

                กรณีกรรมการผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดว่างลงให้กระทรวงเจ้าสังกัดเสนอแต่งตั้งผู้แทนเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยการแต่งตั้งกรรมการผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดให้แต่งตั้งข้าราชการประจำในกระทรวงเจ้าสังกัดซึ่งไม่อยู่ในหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น (Regulator) ได้แก่ หน่วยงานที่ให้สิทธิหรือพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการ หรือกำหนดโครงสร้างราคาสินค้าและบริการ และค่าธรรมเนียม หรือกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์ในการประกอบกิจการ

                สำหรับการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจลูก ให้รัฐวิสาหกิจลูกดำเนินการกำหนด Skill Matrix และดำเนินการสรรหาและเสนอชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจโดยความเห็นชอบของรัฐวิสาหกิจแม่ และเสนอฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนดต่อไปด้วย ทั้งนี้ กรณีรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัด และรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจเท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง.

 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 .......................................................................

 

 

 

 

 ...........................................................................
 
 
 
อย่าเถียงหมอ กัญชาทางการแพทย์ต้องสกัด สายเขียวดูดตรง มีแต่โทษ
ไทยรัฐออนไลน์23 ส.ค. 2562 11:45 น.
SHARE
 

"หมอแล็บแพนด้า" โพสต์ภาพพ่อจับลูกมาสูดกัญชา เตือนดูดตรงมีแต่ให้โทษในระยะยาว ส่วนที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ต้องนำไปสกัดก่อน

นอกจากนี้ ยังได้เผยโทษของการเสพกัญชาในระยะยาว ทั้งทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม แรงไม่มี คิดอะไรไม่ออก, ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมลง ติดเชื้อง่าย คล้ายคนเป็นเอดส์, ทำลายสมอง เสียความทรงจำ เป็นโรคซึมเศร้า, ทำให้เกิดมะเร็งปอด โดยบุหรี่ยัดไส้กัญชา 4 มวน จะเท่ากับการสูบบุหรี่ 1 ซอง

ถ้าแม่เสพกัญชา กัญชาจะทำลายโครโมโซมเด็กในครรภ์ เกิดมาอาจพิการได้ ส่วนคุณผู้ชาย กัญชาจะทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง อสุจิน้อยลง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ 

พร้อมย้ำว่า อย่าเอาเรื่องกัญชาทางการแพทย์มาอ้างอีก ถ้าเอามาสกัดเป็นยา มีประโยชน์ แต่ถ้าเอามาเสพ มีแต่โทษ.

 


หน้าแรก / Tech ไอที 7 กลุ่มโทรคมตกลงร่วมเช่าท่อร้อยสาย กทม. 88 เส้นทาง

7 กลุ่มโทรคมตกลงร่วมเช่าท่อร้อยสาย กทม. 88 เส้นทาง

23 Aug 2019
อ่าน 264 ครั้ง
 

       เปิดศึกกันไม่เลิกสำหรับโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน โดยแบ่งขั้วกันชัดเจนระหว่าง บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ เคที วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร หลังเปิดให้ยื่นข้อเสนอใช้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมโดยเลือกบริษัท ทรู อินเตอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด เนื่องจากยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวและขอเช่าใช้ท่อจำนวน 80%  
    

       ขณะที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ต้องออกมาสกัดโครงการดังกล่าวด้วยเหตุที่ว่าทำไมต้องลงทุนซ้ำซ้อน โดยบรรดาผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้ง 7 ราย ยกเว้นกลุ่มทรู ผนึกกำลังยืนยันจะเช่าท่อร้อยสายของ "ทีโอที" เหมือนเดิม

 

         "ตอนนี้กลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้ง 7 ราย คือ เอดับบลิวเอ็น เครือเอไอเอส ,3บีบี,เอแอลที,ดีแทค,อินเตอร์ลิ้งค์,ซิมโฟนี่ และ ยูไอเอช ได้ตกลงร่างบันทึกความเข้าใจร่วมกันขอใช้ท่อร้อยสายสื่อสารลงใต้ดินของ ทีโอที เพื่อร้อยสายเคเบิลใยแก้วยนำแสง/ทองแดงลงในท่อร้อยสาย จำนวน 88 เส้นทาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเนื่องจาก ทีโอที มีแผนปรับลดราคาค่าเช่าท่อร้อยสาย" แหล่งข่าววงการโทรคมนาคม เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"


     อย่างไรก็ตามหลังจากทั้งสองฝ่ายตกลงร่างบันทึกความเข้าใจร่วมกันแล้วจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันโดยขณะนี้สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกโอเปอเรเตอร์เพื่อนำส่งปริมาณรวมให้กับทีโอที 

          เหตุผลที่ 7 ผู้ประกอบการโทรคมนาคมต้องออกมาเคลื่อนไหวเพราะโครงการนี้ผูกขาดทางธุรกิจ ถ้าเอกชนขอเช่าใช้ท่อร้อสายและในอนาคตมีความเสี่ยงถ้าหากมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นต้องแบกรับภาระต้นทุน
    

       "กินรวบอยู่รายเดียว ไม่ยอมแบ่งให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม แม้ตอนนี้ เคที  เดินหน้าโครงการนี้ต่อเพราะเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีฯเพื่อให้กรุงเทพมหานครเกิดความสวยงาม แต่ปัญหาคือราคาค่าเช่าท่อต้องสมเหตุสมผลและไม่ควรให้เอกชนผูกขาดแต่เพียงรายเดียว" 

        ขณะที่ นายกิติศักดิ์ อร่ามเรือง ประธานกรรมการ ของ เคที กล่าวว่า ภายในต้นเดือนกันยายนนี้ เคที ทำโครงการนำร่องนำสายสื่อสารลงดินระยะทาง 6 กิโลเมตร เช่น พลหโยธิน และ สุขุมวิท เป็นต้น โดยทำร่วมกับการไฟฟ้านครโครงการท่อร้อยสายสื่อสารลงดิน ไม่มีการผูกขาดหรือให้สัมปทานกับเอกชนรายใดรายหนึ่งการสรรหาผู้ใช้บริการได้ดำเนินตามขั้นตอนด้วยความโปร่งใสไม่ได้มีลักษณะการปกปิดหรือจงใจไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
    

     การกำหนดอัตราค่าบริการของโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารฯ เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการกำกับดูแลและกำหนดราคาโดยตรง ทั้งนี้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด อยู่ในระหว่างการดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และทำโครงการนำร่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดราคาตามหลักเกณฑ์ที่กสทช.กำหนด จากนั้น บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด จะนำส่งข้อเสนออ้างอิงการใช้ท่อร้อยสายสื่อสารเพื่อให้ กสทช.พิจารณาอัตราค่าตอบแทนการใช้ท่อร้อยสายสื่อสาร ตามประกาศ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเรื่อง แนวทางปฏิบัติในการใช้การลงทุนและการสร้างท่อร้อยสายสื่อสารใต้ดินหรือกับโครงสร้างพื้นฐานหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้บริการโทรคมนาคมต่อไป 

 .........................................................

23 สิงหาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน