*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395209
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 310 , 20:33:59 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน พุธทรัพย์ , wullopp และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

link @: ส.ว.สหรัฐ พบ บิ๊กตู่ ชื่นชมพัฒนาการไทยดีขึ้น // ปรับกลยุทธ์ปชป. มองข้ามอดีต วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม 2562

สวัสดีครับ

         สนามสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยสนุกจังครับ ไม่ใช่สนุกเพราะการเตะฟุตบอลในสนามหรอกครับ แต่ย้ายมาสนุกกันที่

สมาคมฟุตบอลมากกว่า เพราะถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินแก่บริษัทสยามสปอร์ต 50 ล้าน กรณีพิพาทลิขสิทธิ์ไทยลีค ยุคนายกสมาคม

ที่ชื่อ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ช่างมีเรื่องสนุกๆอยู่เรื่อยเลย พับผ่าเถอะ เอ้า .....

         จากพาดหัวข่าว : ศาลปกครองกลาง ตีตก!ไม่รับคำขอไร้หลักฐานใหม่ ฟื้นคดี'โฮปเวลล์' ก็พอจะเห็นความ

หายนะที่รัฐต้องจ่ายค่าโง่โฮปเวล 12,000 ล้านบาทแน่แล้ว

 

 

'พัชรวาท'น้องบิ๊กป้อมเจ็บ! รถตู้เสียหลักชนแบริเออร์ หามส่งโรงพยาบาล

'พัชรวาท'น้องบิ๊กป้อมเจ็บ! รถตู้เสียหลักชนแบริเออร์ หามส่งโรงพยาบาล

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.24 น.
 
มีรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 สิงหาคม 2562 รถยนต์ตู้โดยสารของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนแทงแบริเออร์ริมขอบทาง ช่วงลงทางด่วนพิเศษศรีรัช หลักกิโลเมตรที่ 0 มุ่งหน้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เบื้องต้นมีผู้โดยสารอยู่ภายในหลายราย แต่ไม่ถึงขั้นบาดเจ็บรุนแรงและไม่มีผู้เสียชีวิต
 
ทั้งนี้ หลังประสบอุบัติเหตุ พล.ต.อ.พัชรวาท ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ขณะนี้ยังคงพักรักษาตัวเพื่อรอดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาล หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ศาลสั่งสมาคมฟุตบอลฯชดใช้50ล้าน ฉีกสัญญา'สยามสปอร์ต'

ศาลสั่งสมาคมฟุตบอลฯชดใช้50ล้าน ฉีกสัญญา'สยามสปอร์ต'

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.04 น.
 
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯพิพากษาให้บริษัทสยามสปอร์ต ชดใช้เงินแก่บริษัทซินิเพล็ก 240 ล้าน และให้สมาคมฟุตบอลชดใช้เงินแก่ บริษัทสยามสปอร์ต 50 ล้าน พิพาทผลประโยชน์ ลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทยลีก

วันที่ 23​ สิงหาคม 2562​ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง  ศูนย์ราชการ ฯ ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีแพ่ง หมายเลขดำ ทป 79/2560 และ 32 /2560 ที่บริษัทสยามสปอร์ต ชินดิเคท จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ ฟ้องสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประทศไทยฯจำเลยที่ 1, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมคมฟุตบอลฯ จำเลยที่ 2,นายทรงธรรม เพียรพัฒนาวิทย์ จำเลยที่ 3, นายศุภสิน ลีลาฤทธิ์ จำเลยที่ 4 ,นายธนศักดิ์ สุระประเสริฐ จำเลยที่ 5 ,นายวิทยา เลาหกุล จำเลยที่ 6,นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ จำเลยที่ 7,นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ จำเลยที่ 8,นายทรงเกียรติ ลิ้มอนุสรณ์ จำเลยที่ 9 ,นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล จำเลยที่ 10 ,นายสมเกียรติ กิตติธรกุล จำเลยที่ 11,นายทรงยศ เทียนทอง จำเลยที่ 12,พล.ร.อ.นาวิน รนเนตรจำเลยที่ 13 ,นายธวัช อุยสุย จำเลยที่ 14 ,น.ส.นันทนี วงศ์อำนิษฐกุล จำเลยที่ 15, นายวิชิต คนึงสุขเกษม จำเลยที่ 16 ,นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล จำเลยที่ 17 ,นายธนวัชร์ นิติกาญจนา จำเลยที่ 18 ,นายณัฐ ชยุติมันต์ จำเลยที่ 19 และบริษัทซินิเพล็กซ์ จำกัด (บริษัทในกลุ่มทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป TVG) จำเลยที่ 20 ตามลำดับ เรื่อง ผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ลิขสิทธิ์สยามสปอร์ต 1เรียกค่าเสียหายจำนวน1 ,400 ล้าน​บาท

จากกรณีที่ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ผู้ดูแลสิทธิประโยชน์สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในสมัยที่ นายวรวีร์ มะกูดี​ เป็นนายกสมาคมฯ​ ได้ยื่นฟ้อง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และสภากรรมการชุดใหม่​ ที่มี​ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง​ เป็นนายกสมาคมฯ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ในคดีแพ่ง หมายเลขคดีดำที่ ทป 79/2560 ฐานผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย จำนวน 1,400 ล้านบาท

โดยภายหลังรับฟ้องคดีแล้ว ศาลเห็นว่า คดีทั้ง 2 สำนวน มีประเด็นเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกัน พยานหลักฐานหลักหลายชิ้น เป็นพยานหลักฐานเดียวกันคู่ความหลักบางรายอยู่ในคดีทั้ง2 สำนวน หากรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน จะเป็นการสะดวกรวดเร็วและก่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมยิ่งกว่าการแยกพิจารณา จึงมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ทป 32/2560 และ 79/2560 เข้าด้วยกันโดยให้เรียกชื่อคู่ความตามที่ปรากฏในคดีหมายเลขดำที่ ทป 79/2560

ในวันนี้ทนายความบริษัท สยามสปอร์ตฯ และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วจึงพิพากษาว่า ให้บริษัท สยามสปอร์ตฯ โจทก์ ชำระเงิน 240 ล้านบาท แก่บริษัทซินีเพล็กซ์ จำกัด จำเลยที่ 20 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ก.พ. 2559 คำขออื่นของจำเลยที่ 20 ให้ยก นอกจากนี้ให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จำเลยที่ 1  ชำระเงินให้แก่บริษัทสยามสปอร์ตฯ จำนวน 50 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรร้อยละ 75 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ( 27 มิ.ย. 2560) คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2- 20 ให้ยกฟ้อง สำหรับค่าธรรมเนียมศาลทั้ง 2 สำนวน ให้ผู้แพ้ชำระแทนผู้ชนะ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าอย่างไรก็ตามคำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หากคู่ความยังมีประเด็นโต้แย้งก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ศาลอ่านคำพิพากษานี้ 

สำหรับคดีดังกล่าวนี้ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฯ เคยแถลงชี้แจงว่า “สืบเนื่องจาก คณะผู้บริหารสมาคมฯ เห็นว่า สัญญามีต่อ หรือ มีกับ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับสมาคมฯ เพราะตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2556 เป็นเวลา 5 ปี สัญญานั้นได้กำหนดค่าตอบแทนสิทธิประโยน์ให้กับสมาคมฯ ร้อยละ 5 จากรายได้สิทธิประโยชน์ทั้งหมด แต่ทางบริษัท สยามสปอร์ต มิได้จ่ายเงินค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ให้แก่สมาคมฯ คือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา”
“ทั้งนี้​ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์แล้ว จำนวน 240 ล้านบาท แต่กลับไม่ยอมส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้สมาคมฯ ทำให้สมาคมฯ​ ขาดสภาพคล่องอย่างมาก และสภากรรมการสมาคมฯพิจารณาแล้ว จึงมีมติบอกเลิกสัญญากับ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2559”

"นอกจากนี้ยังมีกรณีที่บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ฟ้องต่อศาลนั้น กลับนำสัญญาแต่งตั้งผู้บริหารสิทธิประโยชน์ ลงวันที่ 8 ก.พ. 2556 ซึ่งมีอัตราค่าตอบแทนร้อยละ 50 มาฟ้องสมาคมฯ และเรียกค่าเสียหาย 1,400 ล้านบาท จะเห็นว่าสัญญามีสองสัญญา สัญญาหนึ่ง บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จะต้องจ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ แต่อีกสัญญาจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ตั้งแต่ปี 2556 ไม่มีหลักฐานทางบัญชีปรากฏ หรือไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏว่า บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ได้มอบเงินค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามสัญญาให้กับสมาคมฯ จึงเป็นเหตุที่สมาคมฯ บอกเลิกสัญญาดังกล่าว"

"แต่เมื่อบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ฟ้องเรียกค่าเสียหายกับสมาคมฯ ในการบอกเลิกสัญญา สมาคมฯ ก็ต่อสู้ในประเด็นที่ว่า บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ไม่ได้จ่ายเงินค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ ตามเงื่อนไขของสมาคมฯ แต่อย่างใด เป็นระยะเวลา 5 ปี”

ขณะที่ทางบริษัท สยามสปอร์ต จำกัด (มหาชน) โดยนายสรายุทธ มหวลีรัตน์ กรรมการผู้จัดการ และ นายทวยเทพ ไวทยานนท์ กรรมการ ของบริษัท ก็ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อมูลในเรื่องดังกล่าวกับกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยสรุปใจความข้อพิพาทว่า กรณีที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กับบริษัท ซีนิเพล็กซ์ จำกัด (บริษัทในกลุ่มทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป TVG) ได้ร่วมกันกระทำผิดสัญญาบริหารสิทธิประโยชน์ ฉบับที่ 1 ฤดูกาลแข่งขัน 2556-2560,  สัญญาบริหารสิทธิประโยชน์ ฉบับที่ 2 ฤดูการแข่งขัน 2561-2565  และ สัญญาถ่ายทอดเสียงและภาพการแข่งขันฟุตบอลฯ ฤดูกาลแข่งขัน 2557-2559 (วงเงินสัญญา 1,800,000,000 บาท), ฤดูกาลแข่งขัน 2560-2563 (วงเงินสัญญา 4,200,000,000 บาท) ซึ่งทำให้บริษัทสยามสปอร์ต ได้รับความเสียหาย บริษัทฯจึงได้ให้การต่อสู้ในคดี และได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสมาคมฟุตบอล และบริษัท ซีนิเพล็กซ์ จำกัด รวมเป็นเงิน 1,401,220,807.15 บาท  พร้อมให้ปฏิบัติตามสัญญาถ่ายทอดเสียงและภาพฯ ในฤดูกาลแข่งขัน 2560-2563 โดยให้ชำระเงินตามสัญญา จำนวน 3,900 ล้านบาท ให้กับบริษัท สยามสปอร์ต ซึ่งทั้ง 2 คดีศาลทรัพย์สินฯได้มีคำพิพากษาแล้วในวันนี้

 

'ธนาธร'ไหว้ศพชาวบ้านเส้นเลือดสมองแตก  เหตุเครียดข้อพิพาทที่ดินแสมสาร

'ธนาธร'ไหว้ศพชาวบ้านเส้นเลือดสมองแตก เหตุเครียดข้อพิพาทที่ดินแสมสาร

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.30 น.
 
วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  พร้อมแกนนำและทีมงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่  จังหวัดชลบุรี  ได้เดินทางมารับฟังปัญหาจากประชาชนและนักวิชาการในพื้นที่และร่วมพิธีสวดอภิธรรม นางวันเพ็ญ แก้วใส ผู้เสียชีวิต อายุ 53 ปี ที่วัดช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี  หนึ่งในผู้เดินทาง มาร่วมยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่  ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ขอความเป็นธรรมข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างฐานทัพเรือสัตหีบกับชาวชุมชนบ้านช่องแสมสาร จนเกิดอาการเครียด เส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น 
 

ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความกังวล ที่ คสช.ประกาศ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะกระทบกับปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย ของประชาชน ตำบลแสมสารเต็มพื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ มีประชากร ประมาณ 6,700 คน มีบ้านพักอาศัยประมาณ 2,500 ครัวเรือน  ซึ่งปัญหาที่ดินนั้น เกิดจากกองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือสัตหีบ แสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ ขอขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ อ้างคลุมพื้นที่แบบเหมารวมเต็มพื้นที่ทั้งตำบล ยกเว้นที่มีโฉนด ทราบว่ามีเพียง 2 แห่ง คือ วัดช่องแสมสาร และ วิหารหลวงพ่อดำ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาเจดีย์ ที่เป็น โบราณสถานสำคัญ ของตำบลแสมสารเท่านั้น โดยรัฐได้จัดที่ราชพัสดุบางส่วนให้ชาวบ้านได้เช่าเพื่อเป็นอาศัย ประกอบอาชีพและเป็นที่ส่วนราชการใช้ประโยชน์  เมื่อนโยบาย โครงการอีอีซี จะประกาศผังเมืองที่ครอบคลุมพื้นที่นี้ด้วย จะมีผลให้นักลงทุน และนายทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ สามารถใช้พื้นที่ลงทุน ที่แต่เดิมประชาชนเช่าที่ดินราชพัสดุ ครั้งละ 3 ปี และสามารถเช่าต่อได้ เมื่อประกาศเป็นเขตอีอีซี ที่ให้สิทธิคนต่างชาติสามารถเช่าได้ 50 ปี และสามารถต่อได้อีก 49 ปี รวมเป็นเวลา 99 ปี  

ซึ่งทหารเรือโดยฐานทัพเรือสัตหีบ เหมาคลุมขึ้นทะเบียนที่ดินทั้งตำบลแสมสารเป็นที่ราชพัสดุ ชาวบ้านและนักวิชาการหลายๆท่านเห็นว่า อาจขึ้นทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ขึ้นทะเบียนต้องเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่ความจริงสภาพที่ดินไม่ได้รกร้างว่างเปล่า เพราะมีหมู่บ้าน ได้กลายเป็นตำบล วัด โรงเรียน ตลาด ที่มีผู้อาศัยอยู่หลายพันคน การขึ้นทะเบียนอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 4 พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518  โดยทางชุมชนได้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมานานกว่า 100 ปี ว่าแสมสารเป็นชุมชนเก่าแก่ มีหลักฐานทางจดหมายเหตุ  ทะเบียนนักเรียน เอกสาร สค.1 โบราณวัตถุ โบราณสถาน ซึ่งปัจจุบันที่เป็นหลักฐานสำคัญว่าเป็นที่ดินของชุมชน ไม่ใช่ฐานทัพเรือสัตหีบ ทั้งนี้ ทรัพยากรที่ดินถือเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งสมบัติของชาติต้องเป็นสมบัติของประชาชน ไม่ใช่สมบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐบาลจะต้องตระหนักว่า  ประชาชนไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อรัฐบาล แต่รัฐบาลต่างหากที่ดำรงอยู่เพื่อประชาชน

สำหรับทีมงานนักวิชาการ ทีมงานพรรคอนาคตใหม่ ได้ลงมาในพื้นที่วันนี้ เพื่อรับรู้สภาพปัญหา  สภาพพื้นที่ ในตำบลแสมสารเพื่อร่วมกัน บูรณาการ แก้ไขปัญหาพิพาทที่ดิน แสมสาร ที่ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของจังหวัด ชลบุรี ถึง 2 ท่าน ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่ได้ให้ความสำคัญ นำเรื่องปัญหาที่ดินแสมสารเข้าสู่สภาไปก่อนหน้านี้ พร้อมลงไปดูสะพานปลาเพื่อดูปัญหาเรื่องประมง ต่อจากนั้น เดินทางไปวัดช่องแสมสาร เพื่อร่วมงานสวดพระอภิธรรม นางวันเพ็ญ แก้วใส ผู้เสียชีวิต  พร้อมเปิดพื้นที่ พูดคุย รับรู้ รับเรื่อง ปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชน ที่เป็นปัญหาที่ดิน ปัญหาระดับชาติ มีความซับซ้อนและการต่อสู้ ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดัน วางแนวทาง เร่งแก้ไขข้อพิพาท การริดรอนสิทธิ ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต่อพี่น้องประชาชน และเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องแสมสารทุกคน ซึ่งจะได้รวบรวมปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไปสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

 
 

 

ศาลปกครองกลาง ตีตก!ไม่รับคำขอไร้หลักฐานใหม่ ฟื้นคดี'โฮปเวลล์'

ศาลปกครองกลาง ตีตก!ไม่รับคำขอไร้หลักฐานใหม่ ฟื้นคดี'โฮปเวลล์'

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.06 น.
 
วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำขอของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ที่ขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท.จ่าย 12,000 ล้านบาท แก่บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทบ) จำกัด เพื่อชดเชยการบอกเลิกสัญญาตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ

โดยในการยื่นร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ดังกล่าว กระทรวงคมนาคมและ รฟท. อ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด และมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน “กรณีโฮปเวลล์” ซึ่งหากได้พยานหลักฐานใหม่จะนำเสนอศาลปกครองสูงสุดต่อไป ทั้งโต้แย้งเรื่องความสามารถในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญาพิพาท รวมทั้งอ้างว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดมิได้ย้อนสำนวนให้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาแห่งคดี ถือว่า เป็นข้อบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม

ศาลปกครองปกครองให้เหตุผลไม่รับคำขอว่า คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้วว่า คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาพิพากษาชี้ขาดคดีต่อไปได้ เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดี จึงไม่ถือว่ามีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องความสามารถของผู้คัดค้านในขณะเข้าทำสัญญาว่าเป็นการดำเนินการของคนต่างด้าวนั้น เอกสารหลักฐานดังกล่าวมิได้เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้นใหม่ อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

ทั้งในขณะที่ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่นี้ผู้ร้องทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานที่จะนำเสนอต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่อันมีผลทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติแล้วเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ คำขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณา

 

หน้าแรก / Columnist อยู่บนภู ระวัง! ค่าโง่ก๊าซกฟผ. ดันประชาชนแบกค่าไฟแพง

ระวัง! ค่าโง่ก๊าซกฟผ. ดันประชาชนแบกค่าไฟแพง

23 Aug 2019
อ่าน 723 ครั้ง
 
คอลัมน์อยู่บนภู ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3499 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค.2562 โดย... กระบี่เดียวดาย

ระวัง! ค่าโง่ก๊าซกฟผ.

ดันประชาชนแบกค่าไฟแพง

                  พาดหัวไว้อย่างนี้ไม่ได้ประสงค์ให้ประชาชนคนไทยตกอกตกใจแต่อย่างใด แต่ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจ่ายค่าโง่กันเต็มไปหมด อันเกิดจากการทำสัญญาของรัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่หละหลวม เปิดช่องให้เอกชนฟ้องร้องและเป็นสัญญาที่เสียเปรียบ เรียกว่าสู้คดีไปแพ้ตั้งแต่มุ้ง แพ้ไปทุกที่ที่ถูกฟ้อง

                  ขอนำท่านไปยังกระทรวงพลังงานอีกสักวัน ดังที่ได้เขียนเตือนมาโดยตลอดว่ากระทรวงนี้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ผลประโยชน์ผูกพันมหาศาล และเกี่ยวพันกับผู้บริโภคมากเหลือเกิน  

                  เรื่องของเรื่องต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ และได้มีมติเห็นชอบมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อม ทำหน้าที่เป็น Shipper รายใหม่ ในปริมาณการจัดหา LNG ไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี เพื่อนำ LNG ไปใช้กับโรงไฟฟ้าของตนเองที่กำหนด

                  เมื่อรับมติดังกล่าวมาแล้ว ก็ไปเร่งดำเนินการเปิดประมูลจัดหาผู้ส่งก๊าซ ก็ได้มีผู้ยื่นเสนอตัวกันเข้ามา 12 ราย ทางบริษัทปิโตรนาสของมาเลเซียเป็นผู้เสนอราคาตํ่าสุด ว่ากันตามกระบวนการก็ต้องเดินหน้าไปสู่การเซ็นสัญญา ตามแผนที่เล็งกันไว้เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็ต้องเซ็นกันแล้วและส่งมอบล็อตแรกกันในเดือนกันยายน 2563

 

 

                  ลืมไปสัญญาที่ว่านี้มีมูลค่าไม่ตํ่ากว่าแสนล้านบาท ระยะเวลาตามสัญญา 8 ปี (2562-2569)

                  ดูกันแค่นี้เหมือนจะไม่วุ่น ก็แค่ให้กฟผ.นำเข้า LNG มาใช้เองตามธรรมดา ไม่เห็นจะเป็นอะไรไป ประมูลก็เลือกผู้เสนอราคาตํ่า

                  ถ้าเป็นเช่นนั้นกระบี่เดียวดาย ก็คงไม่ต้องงัดกระบี่ออกมาฟาดฟันให้วุ่นวาย...

                  แต่เรื่องหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อการนำเข้าก๊าซโดยปกติมีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจีรายเดิมที่มีสัญญาอยู่แล้ว กับกฟผ. เรียกว่ามีข้อผูกพันในสัญญาการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ คราวนี้จึงมีภาระที่เรียกกันว่าภาระค่า Take or Pay ซึ่งเกิดขึ้นจากปตท.ต้องไปลดปริมาณการนำเข้าแอลเอ็นจีจากสัญญาซื้อขายเดิมที่มีอยู่แล้ว 5.2 ล้านตันต่อปี

                  “เมื่อมีสัญญาผูกพันระยะยาวอยู่แล้ว ทางปตท.ต้องลดเพราะกฟผ.ไปหาจากทางอื่นเพิ่มจึงเกิดภาระ Take or Pay ก็เถียงกันอยู่ว่าใครจะรับภาระ ซึ่งไม่มีใครรับภาระ เมื่อไม่มีใครรับภาระก็ต้องผลักภาระไปที่ค่าไฟฟ้าของประชาชนแทน”

                  นี่ไง...เรื่องวุ่นจึงบังเกิดขึ้น 

                  ถ้าเข้าปี 2563 สมมติเซ็นกันเสร็จสรรพ กฟผ.นำเข้าแอลเอ็นจีเต็มปริมาณที่ 1.5 ล้านตัน จะทำให้ปตท.ต้องไปลดปริมาณซื้อก๊าซแอลเอ็นจีจากสัญญาเดิมที่มีอยู่ 20-30 % ซึ่งจะต้องจ่ายค่า  Take or Pay ให้กับคู่สัญญาแม้ว่าจะไม่ได้รับก๊าซฯมาก็ตาม เพราะไปสัญญาไว้แล้ว ใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องโยนให้ประชาชนแบกรับแทน

                  คราวนี้ไปดูความจำเป็นนำเข้า 1.5 ล้านตันนี้ ถ้าดูจากความต้องการใช้ไฟฟ้าก็ไม่ได้สูงขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องนำเข้า แต่หาก(โง่) ต้องนำเข้ามาจริงค่าใช้จ่ายที่เกิดจาก Take or Pay จะส่งผ่านมายังภาคประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น จากการส่งผ่านค่าไฟฟ้าโรงไฟฟ้า LNG ไปเฉลี่ยในโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าได้ 

                  ต้องยอมรับว่ากฟผ.เองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญ ชำนาญในการนำเข้าก๊าซสักเท่าไร เพราะตัวเองทำถนัดคือโรงไฟฟ้า ไม่ได้เตรียมการทำอะไรพวกนี้ไว้ ทั้งท่าเรือ ทั้งคลังก๊าซลอยนํ้าว่าแล้วก็ต้องไปเช่าไปหาจากเอกชนหรือปตท.ทั้งสิ้น แล้วจะดันทุรัง ทำไปหาพระแสงอะไรไม่ทราบ

                  เรื่องนี้ยังไม่ทันจะโง่ โดย กฟผ.เองยังไม่เซ็นสัญญากับปิโตรนาส เพียงแต่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพลังงาน ต้องหยิบขึ้นมาใคร่ครวญให้ดี แล้วเสนอคณะกรรมการบริหารพลังงาน(กบง.) เสนอกพช.ยกเลิกเสีย

                  แล้วก็ไปเจรจากับปตท.ในการจัดหา นำเข้า บริหารก๊าซในราคาที่เป็นธรรมขอให้ เรกูเลเตอร์ เข้าไปดูให้ใกล้ชิด ปตท.ฟันคนอื่นมากไปหรือไม่ ถ้าเห็นว่ามากไปก็ให้ ลดลงมาแล้วจ่ายคืนให้กับประชาชนในรูปของรายได้รัฐวิสาหกิจใหญ่ที่เพิ่มขึ้นบ้าง

                  ทั้งหมดทั้งมวลจึงอยู่ที่สนธิรัตน์ จะตัดสินใจอย่างไร ให้กฟผ.ไปต่อ ประชาชนแบกค่าไฟแพงขึ้น  หรือเลือกยืนข้างประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าตาดำๆ


หน้าแรก / Columnist ข่าวห้ามเขียน ถมทะเล3พันไร่ เติมเชื้อไฟ หรือใครหาเงิน

ถมทะเล3พันไร่ เติมเชื้อไฟ หรือใครหาเงิน

23 Aug 2019
อ่าน 610 ครั้ง
 

คอลัมน์ข่าวห้ามเขียน ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3499 หน้า 20 ระหว่างวันที่ 25-28 ส.ค.2562 โดย...พรานบุญ

ถมทะเล3พันไร่

เติมเชื้อไฟ

หรือใครหาเงิน!

                  อื้ออึงไปทั้งป่าเขาลำเนาไพร เมื่อ ส.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรมว.อุตสาหกรรม ออกมาจุดพลุทางนโยบาย “ถมทะเล 3,000 ไร่ ที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี” ภายหลัง “ปีเตอร์ เฮย์มอนด์” อุปทูตรักษาการแทน เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าพบและหารือความร่วมมือในการลงทุน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562

                  ไม่เฉพาะพรานฯ นังบ่าง อีเห็น นังชะมดเช็ด ยันแม่นางนกเป็ดนํ้า เท่านั้นที่อ้าปากค้าง แม้แต่เสือ สิงห์ กระทิง แรด ยังอ้าปากค้างตะโกนก้อน ร้องกันระงม..

                  ร้องระงมเพราะอะไร? เพราะเสนาบดีกระทรวงอุตสาหกรรม สุริยะ ออกมาระบุว่า “อุปทูต” ขอให้รัฐบาลไทยสนับสนุนแผนการลงทุนของบริษัท เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่นฯ ที่สนใจจะตั้งโรงงานปิโตรเคมีส่วนต่อขยาย จากโรงกลั่นเอสโซ่ในพื้นที่อีอีซีใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง โดยได้ขอให้รัฐบาลไทยหาที่ดินให้ 1,000 ไร่ และจะมีการถมทะเลมูลค่าลงทุน 3 แสนล้านบาท สหรัฐฯจึงต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งกำกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนโครงการนี้”

                  อีเห็นแปลให้ทุกคนฟังว่า....ยักษ์ใหญ่นํ้ามันสหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ทูตมาล็อบบี้รัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการไม่มีอ้อมค้อม และเป็นการขอกันตรงๆ อย่างเป็นทางการกับเจ้ากระทรวง..เชียวนะเธอ!

                  นังบ่างได้ทีสาธยายความให้เห็นว่า ในวันนั้นเสนาบดีสุริยะบอกชัดว่า “ผมยังไม่ทราบรายละเอียด ความคืบหน้าของโครงการนี้มากนัก จึงขอให้ เอ็กซอน โมบิลส่งตัวแทน ในไทยเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ และจะให้ กนอ.ส่งตัวแทนเข้ามาให้ข้อมูลด้วย ทั้งผลศึกษา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เกณฑ์การส่งเสริมการลงทุน” ดูดี มีสาระสมกับบทบาทของเสนาบดีที่มาจากการเลือกตั้ง..

                  บ่าง...นิ่งพักนึงก่อนทุบโต๊ะเปรี้ยงเข้าให้ว่า แต่ในตอนท้ายที่รัฐมนตรีส่งสัญญาณออกมานั้นชัดเจนแน่นอนยิ่งกว่าแช่แป้งว่า “เสนาบดีสุริยะ”รับไม้ถมทะเลไปเดินเครื่องทางนโยบายแน่นอน

                  คำพูดที่ระบุว่า “ทั้งหมดจะเร่งดำเนินการ เพราะจากการหารือ พบว่าทางสหรัฐฯมีความสนใจโครงการนี้อย่างมาก”เท่ากับรัฐมนตรีสุริยะ บอกว่าจะทำ

                  นังบ่างพูดไม่ใช่ยุยงแต่อย่างใด วันที่ 20 สิงหาคม 2562 ผ่านมาไม่ถึงสัปดาห์ รัฐมนตรีสุริยะบุกไปมอบนโยบายให้กับผู้บริหาร การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และออกมาบอกกับนักข่าวว่า...

                  ได้สั่งการมอบหมายให้ กนอ.ว่าจ้างสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ไปศึกษาถึงความเหมาะสมในการถมทะเล บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง รวม 3,000 ไร่ เพื่อพัฒนา จากเดิมที่บริษัท เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่นฯ มีการขอโครงการเข้ามาเพื่อขยายการลงทุนโครงการปิโตรเคมี 1,000 ไร่ มูลค่า 3.3 แสนล้านบาท เพราะเห็นถึงแนวทางที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรม โดยให้นำเสนอผลศึกษาต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนและประสานการลงทุนพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากนี้ไป

                  ชัดเจน ไร้ข้อกังขาใดๆ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของไทย รับไม้ทางการสหรัฐฯมาทำงานแล้ว...พ่อแม่พี่น้องจ๋า

                  แม้รัฐมนตรีสุริยะ จะให้ความสำคัญกับเสียงคัดค้านผ่านการยืนยันว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอดูผลการศึกษาที่ชี้ชัดก่อน ถ้าผลการศึกษาพบว่า ทำแล้วคุ้มทุน มีประโยชน์กับประเทศ ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมก็พร้อมเดินหน้า แต่ถ้าไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศ และมีผลกระทบมากเกินไป ก็จะไม่ทำ!

                  อีเห็นว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ ในทางกลเกมทางการเมือง การผลักดันนโยบายและโปรเจ็กต์นั้น ถือว่า รัฐมนตรีสุริยะ “Kick Off” แล้ว

                  นโยบายนี้ต้องบอกว่าในทางธุรกิจและการทำมาหากินแล้วต้องบอกว่า ระเบิดเถิดเทิงมากกว่านโยบายปิดผับตี 4 ในเมืองท่องเที่ยวของ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.ท่องเที่ยวและการกีฬาจากพรรคภูมิใจไทยเสียอีก

                  ทุกวง ทุกโต๊ะ ถามกันดังๆ ว่า ทำไมต้องถมทะเล ถมเพื่อใคร ใครได้ ใครเสีย! ขนาดบรรดาเอ็นจีโอ กระทรวงทรัพย์บอกว่ากระทบกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และกระแสนํ้าแน่

                  พรานฯพามาดูให้หูตาแจ้งกันเถอะป้อแม่ปี้น้อง...ประเทศไทยมีพื้นที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร

                  ข้อเสนอถมทะเล 3,000 ไร่ นั้นทำเพื่อใคร คำตอบไม่น่าจะเกินจากกลุ่มนี้  1.เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่น ปี 2561 เสนอ 600-700 ไร่ ปี 2562 เพิ่มเป็น 1,000-1,500 ไร่ เพื่อนำมาขยายกิจการต่อเนื่องจากโรงกลั่นเอสโซ่และเพื่อสร้างปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์วงเงินลงทุน 2.5-3 แสนล้านบาท

                  2.กลุ่มเชลล์ 3.ไทยออยล์ 4.อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) 5.นักลงทุนรายใหญ่ที่จะมาสร้างฐานด้านพลังงานเหลว

                  คำถามต่อมาคือ ถมทะเล 3,000 ไร่ ใช้เงินเท่าใด

                  พรานฯไปท่องป่าติดตามสอบถามบรรดานักขุด มือระเบิดหิน ดิน ทราย ทำให้ทราบว่า ปัจจุบันราคาและต้นทุนในการหาหิน ทราย ดิน มาถมทะเลนั้นจะมีต้นทุนเฉลี่ย 16,500-18,000 บาทต่อตารางวา

                  พื้นที่ 1 ไร่ มี 400 ตารางวา ค่าถมจะตกไร่ละ 6.5-7.2 ล้านบาท ถ้ารัฐมนตรีสุริยะสั่งให้ถมพื้นที่ทะเลเนื้อที่ รวม3,000 ไร่ เท่ากับ 1,200,000 ตารางวา ต้นทุนค่าใช้จ่ายการถมทะเลจะอยู่ในช่วง 19,800-21,600 ล้านบาท

                  อะแฮ่ม...วงการถมดิน ระเบิดหิน ขุดทราย แถวพนัสนิคม เมืองชล เขาบอกว่า ในการดำเนินการทางนโยบายสำหรับการดำเนินโครงการแบบนี้ ปกติแล้วเป็นที่รับรู้กันว่าจะต้องมีค่านํ้าร้อนนํ้าชา ค่าหัวคิว หรือค่าพิเศษให้กับคนพิเศษตั้งแต่ 5-8-10% เพราะเป็นคนเปิดประตูออกมา ส่วนเจ้าของดิน ทราย หินนั้น มีต้นทุนธรรมชาติอยู่ในมือขอเพียงให้มีผู้สั่งซื้อก็พอเลี้ยงตัวไหว

                  ไอ้ค่าดำเนินการ ค่าหัวคิว 5-8-10% ของโครงการถมทะเล 3,000 ไร่นั้น จะมีเบี้ยบ้ายรายทางตกหล่นให้กับคนที่พอใจร่วม 1,000-2,000 ล้านบาท นี่ไม่นับเงินพิเศษสำหรับคนพิเศษ...นักถมตัวฉกาจรายหนึ่งอรรถาธิบายความจริงให้พรานไพรฯได้หูผึ่งอ้าปากค้าง ว่าทำแค่ 1 โครงการถมดินมีกลิ่นประโยชน์มากโขขนาดนี้

                  แค่อุตสาหกรรมตั้งต้นถมดินขนาดนี้ ไม่นับการจัดการโครงการนี้ที่จะต้องมีขั้นตอนจิปาถะในโครงการถมทะเล ซึ่งหากทางเอ็กซอนโมบิลลงทุน 1,000-1,500 ไร่ ต้องใช้เงินร่วม 300,000 ล้านบาท แล้วส่วนที่เหลือจะมีการลงทุนอีกเท่าใด เขาว่ากันว่าทำโครงการแบบนี้เอกชน นักลงทุนเขาพร้อมจ่ายอย่างน้อย 5-10% ไปหาลูกคิดมาดีดนับตัวเลขก็แล้วกัน ใครไม่มีลูกคิดก็เอามือถือมากดคูณดูก็แล้วกันว่าเท่าใด

                  พรานไพรฯ นั่งสมาธินึกย้อนกลับไปสมัยปี 2554 ตอนนั้นทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ สร้างฝันมหึมาบิ๊กโปรเจ็กต์ถมทะเล อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เสนอนโยบายให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถมทะเลบริเวณปากนํ้า - จ.สมุทรสาคร พื้นที่ 3 แสนไร่ ต้นทุนถม 1.25 หมื่นบาทต่อตารางวา

                  จัดสรรเป็นพื้นที่สาธารณะ 2 แสนไร่ ที่เหลือ 1 แสนไร่ ขายให้เอกชนในราคาไร่ละ 25-28 ล้านบาท ต้นทุนไร่ละ 5-6 ล้านบาท ได้กำไรไร่ละ 20 ล้านบาท

                  คุณทักษิณบอกว่าได้เงินเข้าประเทศ 2 ล้านล้านบาท แล้วจะนำเงินไปพัฒนาประเทศแหล่งนํ้า วางผังเมืองกรุงเทพมหานครใหม่ได้สบายๆ

                  เวลา เนื้อหาในสาระอาจแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันเป๊ะ คือถมทะเลก็หาเงินได้

..............................................

23 สิงหาคม 2562



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน