*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395343
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 359 , 13:00:05 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ธรรมชาติตอบโต้มนุษย์เข้าบ้างหรืออย่างไร เราจึงเห็นข่าวภัยธรรมชาติทั่วโลก หลายแห่งร้ายแรงกว่าที่เกิดในประเทศของเรา

ซึ่งขนาดที่เราโดนเบาะๆแท้ๆ ยังมีทั้งเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วม จนทำให้ข้าวในนาเสียหาย แล้วราคาข้าวเหนียวก็แพงไปโลดไปเลย แต่ไอ้

ที่ราคาตกต่ำยังไม่ฟื้น ก็ได้แก่ยางพารา ปาล์ม ฯลฯ เป็นต้น เล่นเอาชาวไร่ชาวนาเดือดร้อนบักโกรกไปตามกัน

         ส่วนเรื่องแปลกๆก็มี เช่น พอรัฐมนตรีได้รับงบประมาณก้อนโตโครงการบริหารจัดการน้ำ ก็ยิ้มร่า แทนที่จะมีสีหน้าคร่ำเคร่ง

เพระงานหนัก ทำอย่างกับเด็กได้เห็นขนมหวานแล้วดีใจจนน้ำลายไหลนั้นเชียว ... ผ่าเถอะ 

 

อุตุฯเตือน 49 จว.รับมือพายุ 'โพดุล' ถล่มอีสานนำร่องเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

    
 

ภาพ :www.windy.com

29 ส.ค.62 - กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง "พายุระดับ 3 (โซนร้อน) “โพดุล” (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562)" ฉบับที่ 4 ระบุว่าเมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (29 สิงหาคม 2562) พายุระดับ 3 (โซนร้อน) “โพดุล” บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 17.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแนวโน้มเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำลงสู่อ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 30 สิงหาคม 2562

โดยจะมีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ เริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ในวันที่ 29 สิงหาคม 2562 หลังจากนั้นภาคเหนือและภาคอื่น ๆ จะมีผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขาและใกล้ทางน้ำไหล คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

ในช่วงวันที่ 30-31 สิงหาคม 2562 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคกลาง : จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 1 กันยายน 2562 บริเวณที่มีฝนตกหนัก ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร ภาคกลาง : จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุททัยธานี สุพรรณบุรี และชัยนาท ภาคตะวันออก : จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ระนอง พังงา และภูเก็ต

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนงดออกจากฝั่ง

 

ประชาชน 'ผู้ต่ำต้อย' ในปฐพี

   
 
 
 

    เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกฯ ผมก็มีความเห็นแบบ "ลุยป่าหาหน่อไม้" อยู่หลายวัน
    กระทั่งเมื่อวาน (๒๘ ส.ค.๖๒)
    "นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์" ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ท่านให้ความเห็นทางวิชาการ
    กรณีนายกฯ ประยุทธ์ นำคณะรัฐมนตรี กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑
    ในเมื่อระดับผู้พิพากษาอาวุโสพูด
    ทุกคน "ต้องฟัง" และยึดเป็นเข็มทิศนำทาง
    ท่านบอกว่า "กระบวนการยุติธรรม" มีหลายระดับ ได้แก่กระบวนการยุติธรรมของเอกชน 
    เช่น ประชาชนกับประชาชน มีข้อพิพาทในทางแพ่ง ในทางแรงงาน ในทางนิติกรรมสัญญา ในทางข้อขัดแย้งคดีผู้บริโภค คดีพาณิชย์ คดีภาษีอากร และคดีต่างๆ 
    ในทางแพ่ง ก็จะใช้กระบวนการพิจารณาที่มีเฉพาะ 
    ในส่วนคดีอาญา.....
    ก็เป็นเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา หรือที่เรียกว่ากฎหมายมหาชน 
    เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประกอบด้วยศีลธรรมอันดี การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อข้อบัญญัติข้อห้ามทางกฎหมาย ที่มีบทบัญญัติลงโทษในทางอาญา 
    ก็จะมีวิธีพิจารณาในทางอาญาเป็นบทกฎหมายที่ใช้ระงับข้อพิพาทในทางอาญา
    สำหรับข้อพิพาทในคดีที่ใช้กฎหมายมหาชน โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎกติกาที่ใช้บังคับในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 
    ที่ระบุถึงวิธีการใช้อำนาจ การแบ่งแยกอำนาจ และการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร  ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นต้น 
    หากมีความขัดแย้งความไม่เห็นตรงกัน หรือการตีความขัดกันในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 
    ก็ยังมีกลไกและวิธีระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ 
    โดยผ่านทางองค์กรต่างๆ ที่จะวินิจฉัยและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ 
    ซึ่งถือว่าเป็นศาลที่ตั้งขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด 
    และต้องยุติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น 
    เช่น การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่และมีผลอย่างไร เช่นนี้
    ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคดีดังกล่าว กรณีเช่นนี้ ก็ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในชั้นความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ 
    ซึ่งมีกฎกติกาและวิธีพิจารณาความเกี่ยวกับคดีรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง 
    กลไกต่างๆ ในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 
    ถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าถูกต้องและยุติธรรม 
    กระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ ก็เป็นไปตามมาตรฐานของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย 
    หรือที่มีระบบการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดข้อขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างกันในทางการเมือง เพื่อให้เรื่องที่ขัดแย้งนี้ยุติกันอย่างสันติวิธี 
    เรื่องเช่นนี้ มิใช่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด เพราะอารยประเทศและนานาประเทศ ก็ใช้กระบวนการยุติธรรมเช่นนี้อย่างเดียวกัน  
    สำหรับเรื่องการที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าเพื่อรับฟังพระราชดำรัสของในหลวง วันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา 
    ก็เป็นเรื่องที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการให้คำแนะนำฝ่ายบริหาร ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ในฐานะองค์พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศไทย 
    ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์ มิได้อยู่เหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ และทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว 
    ดังนั้น จึงไม่เป็นการบังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยต่อไป เพราะถือเป็นคนละเรื่องกัน 
    ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะเสนอข่าวในลักษณะคาดเดาหรือคิดเอาเองว่าเรื่องจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ 
    ไม่เป็นการบังควร ที่จะนำเรื่องการที่ พระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารมาปะปนกับเรื่องคดีเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  
    เพราะประเทศประชาธิปไตยทั่วไป ก็มีแนวทางและกระบวนการดำเนินไปตามการเมืองการปกครองประชาธิปไตยที่กระทำกันอยู่ทั่วโลก
    การที่หลังจาก ครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสให้กำลังใจ และแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารนั้น 
    นับว่าเป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ที่จะให้โอวาท ให้กำลังใจและแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร เพื่อเป็นประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน 
    ซึ่งถือเป็นพระราชประเพณีที่ทรงปฏิบัติเช่นนี้มาแทบทุกสมัย ทุกรัชกาล ในโอกาสที่ฝ่ายบริหาร หรือข้าราชการระดับสูง บางประเภทเช่น ศาล อัยการ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ 
    พระมหากษัตริย์ก็มีพระราชอำนาจในการอวยพรให้กำลังใจ และแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชน 
    รวมถึงการที่ ครม.ชุดนี้ เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานพระกระแสดำรัสไป 
    ครั้งนี้ ก็เป็นโบราณราชประเพณี ที่กระทำมาในหลายรัชกาลของพระมหากษัตริย์ไทยแทบทุกพระองค์ 
    รวมทั้งการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.ในหลายๆ คราวที่ผ่านมา ก็มีพระราชกระแสเช่นนี้ 
    ดังนั้น ฝ่ายการเมืองและประชาชน จึงไม่บังควรที่จะนำเรื่องนี้ไปยุ่งเกี่ยว หรือปะปนกับกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้น 
    เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน 
    และไม่ควรจะนำไปตีความว่า พระองค์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องวิธีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพราะพระองค์จะไม่ทรงเข้ายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้  
    ส่วนกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะต้องไปดำเนินการผ่านศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีองค์กรอิสระ หรือสภานิติบัญญัติเป็นผู้ส่งเรื่องไปนั้น 
    ก็เป็นกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีกฎกติกากำหนดไว้โดยชัดเจนและเรียบร้อย 
    เป็นไปตามระบอบการเมืองการปกครองประชาธิปไตยสากลที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศทั่วโลก 
    กระบวนการนี้เรียกว่าดูโปรเซส หรือการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม 
    ในประเทศที่ใช้กฎหมายปกครองหรือที่เรียกว่า นิติรัฐ คือประเทศที่ใช้กระบวนการยุติธรรม มีกฎหมายเป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองที่ชัดเจน และเป็นบรรทัดฐาน 
    ฝ่ายการเมืองก็ดี หรือประชาชน ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์และนำเรื่องดังกล่าวไปคาดการณ์คาดคะเนหรือพูดคุยเป็นข่าวลือในทางที่ไม่ดีหรือเสียหาย 
    เพราะสิ่งนี้ไม่มีทางจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญและกฎกติกาในลักษณะของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปยุ่งเกี่ยวปะปนกับเรื่องความถูกผิดของกระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.ชุดนี้ 
    และไม่ควรบังอาจไปถือเอาว่าพระมหากษัตริย์ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความถูกผิดของการถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ด้วย
    ครับ.....
    ที่ผ่านๆ มา ผมสะเปะ-สะปะ อาจหลุดกรอบกระบวนการยุติธรรม ตามนัยที่ท่านผู้พิพากษาอาวุโสแจกแจงทางวิชาการไปมากโข 
    โดยเฉพาะเรื่อง "พระบรมราชวินิจฉัย"
    เอาเป็นว่า ความเห็นผมก่อนหน้านี้ "ไม่ถูก" ตามกระบวนการยุติธรรม
    ความเห็นผู้พิพากษาอาวุโส "ถูกต้อง" ตามกระบวนการยุติธรรม และควรยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ
    นาฬิกาของเหตุการณ์บ้านเมือง "ทางการเมือง" เดินเป็นนาที/ชั่วโมง/วัน
    แต่นาฬิกาของกฎหมาย "ทางกระบวนการยุติธรรม" เดินเป็นสัปดาห์/เดือน/ปี/ปีปี
    ด้วยเหตุนี้......
    ในกระบวนการ "การเมือง" ขับเคลื่อน มักก่อให้เกิดสิ่งที่เรียก "บกพร่องโดยสุจริต" กับประชาชนและสื่อ ทางกระบวนการยุติธรรมอยู่เสมอ
    แต่เมื่อผู้พิพากษาอาวุโสกล่าวเตือนสติ "ฝ่ายการเมือง ประชาชน สื่อ" ว่าไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงก้าวล่วง
    ด้วยเคารพ ประชาชนและสื่อ..."หยุด"
    แต่ดูเหมือนฝ่ายการเมือง..."ไม่หยุด"
    นายปิยบุตร แสงกนกกุล บอกวานซืน ว่า....
    "พรรคอนาคตใหม่ยืนยัน แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว 
    แต่สภาผู้แทนราษฎรยังสามารถพิจารณาญัตติดังกล่าวได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาก่อน 
    เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ 
    รัฐสภากับศาลรัฐธรรมนูญมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร"
    ตกลง "ประชาชน" คนให้กำเนิดรัฐสภา 
    "ต่ำศักดิ์-ด้อยสิทธิ์" ที่สุด ในปฐพี!

กฟผ.อย่าดึงดันนำเข้าก๊าซ LNG 1.5ล้านตัน

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 - 11:05 น.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิต,กฝผ,ก๊าซธรรมชาติ LNG,ปตท,น้ำมัน

คอลัมน์...  รักแผ่นดิน  โดย... ฅนไท

          การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. มีโครงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG เพื่อมาผลิตกระแสไฟฟ้า และขายให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซ จำนวน 1.5 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่งเป็นความพยายามดิ้นรนของ กฟผ. ตั้งแต่สมัย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่องค์กรค้าก๊าซ หรือน้ำมัน

          เดิม กฟผ.จะซื้อก๊าซเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจาก ปตท. เพราะ ปตท.เป็นองค์กรบริหารการค้าขาย น้ำมันและก๊าซมาตลอด ดังนั้น กฟผ.ยังไม่มีความพร้อมใด ทั้งถังเก็บก๊าซ -ท่าเรือ ระบบท่อขนส่งก๊าซ จึงจะยืมใช้ของ ปตท.ที่มีอยู่แล้ว 

          ระหว่างการประชุม เพื่อทบทวนนโยบายนี้ของกระทรวงพลังงาน เมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้เอง ทั้ง กฟผ.และ ปตท.ต่างเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่า องค์กรใดจะบริหารการซื้อ-ค้าก๊าซ จำนวนดังกล่าว ต่อหน้า สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน จนหาข้อยุติไม่ได้ และจะมีการหารือกันใหม่ ในเร็วๆ นี้

          โครงการมูลค่ากว่าแสนล้านบาทใครๆ ก็อยากเอาไปบริหารเอง ปัญหาอยู่ที่ ความพร้อมและวัตถุประสงค์ขององค์กรของทั้งสอง ที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ควรนำไปเป็นปัจจัยในการตัดสินให้รอบคอบ กฟผ.ไม่ได้ตั้งมามีวัตถุประสงค์ในการค้าก๊าซหรือน้ำมัน 

          เมื่อไม่มีวัตถุประสงค์ดังนี้ จึงไม่มีการสร้างโครงสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ มีแต่โครงสร้างการผลิตและสายส่งไฟฟ้าไปให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

          หาก กฟผ.ต้องค้าก๊าซ ปีละ 1.5 ล้านตัน เป็นเวลา 8 ปี กฟผ.ต้องใช้เงินอีกนับหมื่นล้านบาท ในการสร้างถังเก็บ-ท่อขนส่ง และท่าเรือ ที่สำคัญการสร้างดังกล่าว จำเป็นต้องรุกล้ำลงไปในทะเล ที่หนีไม่พ้น “การทำลายระบบนิเวศน์ทางทะเล” ที่เรากำลังหวงแหนหนักหนาในขณะนี้

          จงคิดให้รอบคอบ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน มากกว่าผลประโยชน์ที่จะเข้ากระเป๋าใคร!

 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 ........................................................
 

หนาวทั้งพรรค!ศาลรธน.รับคำร้อง'ธนาธร-ปิยบุตร-กก.บห.'ล้มล้างการปกครอง

    
 

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เห็นว่าผู้ร้องได้ใช้สิทธิร้องต่อัยการสูงสุด เพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสองแล้ว  แต่อัยการสูงสุดมิได้ดำเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสาม ผู้ร้องจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้  จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แจ้งให้ผู้ร้องทราบ ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องทั้งสี่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง.

'ชวน' แจ้งรัฐบาลตอบญัตติฝ่ายค้าน เชื่อนายกฯไม่หนีสภา

    
 

29 ส.ค.62 - ที่โรงแรมแชงกรี-ลา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ทำหนังสือไปยังรัฐบาล เพื่อให้ทราบถึงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ซึ่งคิดว่าต้องมีการเปิดประชุมก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิดประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในสมัยวิสามัญ

นายชวน กล่าวว่า หากนับจากวันนี้ไปถึงวันปิดสมัยประชุมก็จะมีเวลาอีกประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งคิดว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอในการประสานงานร่วมกัน ส่วนการกำหนดวันอภิปรายนั้นปกติแล้วเวลานัดประชุมจะกำหนดไว้เบื้องต้น 1 วัน แต่ถ้าการอภิปรายไม่จบถึงจะขยายเวลาเพิ่มเติมออกไป ทั้งนี้ ส่วนตัวได้หารือกับรองประธานสภาฯทั้งสองคนแล้ว ก็ควรจะต้องบรรจุวาระเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ส่วนการประชุมสภาฯจะเป็นวันใดก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของสภาฯก็มีความพร้อม แต่รัฐบาลในฐานะที่มีหน้าที่ต้องมาชี้แจง สภาฯก็จะให้เกียรติกัน โดยขอให้รัฐบาลแจ้งวันมา

นายชวน กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะมาตอบญัตติดังกล่าว ซึ่งทุกเรื่องต่อจากนี้ไปรัฐบาลจะต้องมาตอบ เพราะหลายเรื่องที่ผ่านมาเราอาจจะไม่เข้าใจกัน เช่น เรื่องกระทู้ถาม เมื่อมีการประสานงานไปแล้วไม่มีคนมาตอบ เราก็ตัดกระทู้นั้นไปและเอากระทู้ใหม่เข้ามา เพื่อไม่ให้เสียเวลา แต่ต่อจากไปนี้สภาฯจะใช้วิธีการประสานงานไป และรัฐบาลต้องส่งตัวแทนมาตอบกระทู้ของสภา หากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ไม่สามารถมาตอบด้วยตัวเอง 

"แต่ส่วนตัวเชื่อว่านายกฯจะต้องมาเพราะนี่เป็นวิถีทางประชาธิปไตย ทุกคนต้องมาทำหน้าที่ของตัวเอง แต่จะให้ใครตอบก็เป็นสิทธิของรัฐบาล ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายที่นายกฯจะมอบหมายรัฐมนตรีคนใดให้มาตอบ ผมเชื่อว่าในอนาคตทุกคนจะต้องมาทำหน้าที่ของตัวเองตามภาระหน้าที่" นายชวน กล่าว


หน้าแรก / ข่าวทั่วไป 'วิษณุ' ชี้ 'เซ็นทรัลวิลเลจ' เปิดชั่วคราวก่อนได้

'วิษณุ' ชี้ 'เซ็นทรัลวิลเลจ' เปิดชั่วคราวก่อนได้

29 Aug 2019
 

"วิษณุ" ชี้ "เซ็นทรัล วิลเลจ" เปิดให้บริการชั่วคราวไปก่อนได้ แม้ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่ง ส่วนปัญหาที่ดินว่าไปตามกฎหมาย ผิดว่าไปตามผิด 

วันนี้(29ส.ค.62) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ทีมีปัญหากับบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)ว่า ตอนนี้ผู้เกี่ยวข้องกำลังไปดูกันอยู่ และได้ทราบว่า ทางบริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ได้ไปร้องศาลปกครองให้คุ้มครอง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ เพราะไปเกี่ยวพันกับ 3 - 4 กระทรวง ทั้งกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่กำกับดูแลบริษัท การท่าอากาศยานไทยฯ  กระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลเรื่องกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงการคลัง ซึ่งดูแลเกี่ยวกับที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ให้หน่วยงานเหล่านี้ไปดู โดย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้แจ้งกับนายกฯ ไปแล้วว่าจะลงไปดู ว่าจะหาทางทำอย่างไรได้บ้าง ส่วนศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งออกมาว่าคุ้มครองหรือไม่ ทางบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จะเปิดให้บริการเซ็นทรัล วิลเลจ ได้หรือไม่ก็แล้วแต่เขา ถ้าจะเปิดก็เปิดได้ ถือเป็นการเปิดชั่วคราว ขณะที่ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดูแลกันไปก่อน

เมื่อถามว่า เรื่องนี้นายกฯ ได้ให้ความสนใจและกำชับในที่ประชุม ควรต้องมีการดำเนินการให้ชัดเจนโดยเร็วหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ความรวดเร็วคงไม่ต้องพูดและบอกกัน เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าเขาจะเปิดอยู่แล้ว ปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้เป็นเรื่องที่เขาจะเปิดแล้วมากกว่า ซึ่งเขาก็เชิญแขกรวมถึงทูตานุทูตมากมายในพิธีเปิด ซึ่งจะเปิดไปก่อนแล้วทีหลังจะว่าอย่างไร มันก็สามารถทำได้ ผิดก็ว่าไปตามผิด และถ้าเขาผิดเราก็ต้องดูว่าเขาผิดตรงไหน เพราะเขาอ้างว่าเขาได้รับอนุญาตก่อสร้างถูกต้อง และอ้างว่ากรมทางหลวงได้เคยอนุญาตให้กิจการต่างๆ ได้เชื่อมต่อเส้นทางแบบนี้มา 30 - 40 รายแล้ว ส่วนทางการทางฯ ก็อ้างว่าจะไปกระทบกับการจราจรทางอากาศ มีการคับคั่งของถนน และกระทบกับการขยายเทอร์มินอลต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องนำมาพิจารณาชั่งตวงวัดกันให้ดี และสุดท้ายก็ดูว่าความสมเหตุสมผลอยู่ที่อะไร

"วันนี้เรื่องใหญ่ที่ต้องดูกันคือใครเป็นเจ้าของที่มากกว่า ใครเป็นคนมีสิทธิ์มากกว่าในถนนสายนั้น ซึ่งผมเคยเชิญกรมทางมากหารือเรื่องนี้เมื่อ 1 - 2 เดือนมาแล้ว ซึ่งกรมทางฯ ก็บอกว่าเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะเขาก็เคยอนุญาตคนอื่นมาแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาว่าที่ซึ่งเป็นถนนทุกสายนั้น มันเป็นที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งกรมธนารักษ์ที่ถือว่าเป็นเจ้าของ ก็ต้องไปค้นดูว่าเขามอบอำนาจเรื่องนี้ให้กับการท่าอากาศยาน หรือมอบให้กับกรมทางหลวง ซึ่งผมไม่ได้ตามเรื่องนี้มานานแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เขาไปว่ากันเอง" นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยมาหารือด้วยเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เคยหารือกันเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ได้ให้เขาคุยและหาทางออกกันเอง ตนไม่ได้แนะนำอะไร เมื่อถามว่า เรื่องนี้หากไม่ชัดเจนจะทำให้มีผลกระทบอะไรหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบและไม่ควรพูด

 

 
หน้าแรก / Columnist / ข้าพระบาท ทาสประชาชน / ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน จึงจะแก้ไขปัญหาชาติได้จริงหรือ?
 

ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน จึงจะแก้ไขปัญหาชาติได้จริงหรือ?

29 Aug 2019
 
คอลัมน์ข้าพระบาททาสประชาชน ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3500 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 29-31 ส.ค.2562 โดย... ประพันธุ์ คูณมี

ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน

จึงจะแก้ไขปัญหาชาติได้
จริงหรือ?

          ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทย ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลก อันเนื่องจากสงครามทางการค้า ระหว่างประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกากับจีน และเหตุการณ์ทางการเมืองในฮ่องกง ผสมกับความผันผวนทางการเมืองและทางเศรษจกิจอื่นๆ ของโลก ทำให้ไทยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการค้า การส่งออกและการท่องเที่ยว ที่เป็นรายได้หลักเข้าประเทศ
          นอกจากนี้ ภายในประเทศยังอาจต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ ราคาพืชผลเกษตรตกตํ่า รายได้และเศรษฐกิจของประชาชน คนหาเช้ากินคํ่า มีความฝืดเคืองและมีรายได้ตกตํ่าไปด้วยนั้น รัฐบาลและหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่างประชุมเคร่งเครียดช่วยกันหาทางคลี่คลายปัญหา เพราะนี่คือปัญหาสำคัญเร่งด่วนของชาติ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลยามนี้ต้องเผชิญปัญหานี้ทั้งสิ้น รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ทุ่มเทแก้ไข
          แต่ก็ดูเหมือนฝ่ายค้านและพรรคร่วม 7 พรรค กลับมิได้ให้ความสำคัญหรือสนใจในปัญหาดังกล่าวเลย ไม่มีการเสนอแนวทางแก้ไขที่ดีกว่า ที่สร้างสรรค์และเป็นไปได้ดีมากกว่าที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพื่อเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นว่า หากฝ่ายค้านได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร พวกเขากลับสนใจแต่จะหาทางล้มรัฐบาลและชูนโยบายว่า “ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้เป็นประชาธิปไตยเสียก่อน ต้องปฏิรูปกองทัพก่อน จึงจะแก้ไขปัญหาความยากจน และทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้” เสียงป่าวร้องและการชูธงผืนนี้พร้อมเรียกร้องให้คนไทยให้ความร่วมมือนั้น มิได้มีเพียงแต่พรรคส้มหวาน พรรคแกนนำฝ่ายค้านต่างก็ขานรับ ถึงขนาดจะยื่นญัตติขอตั้งกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างกระแสเดินสายออกรณรงค์ทั่วประเทศเท่านั้น
          พวกแกนนำเสื้อแดงบางคนก็กระโดดออกมาร่วมวงกับเขาด้วย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน จึงจะแก้ไขความยากจนและความเหลื่อมลํ้าในสังคมได้” ท่องเป็นคาถาพูดจาเป็นแผ่นเสียงตกร่องประหนึ่งว่าปัญหาชาติและความยากจนของประชาชนทั้งหลายเกิดจากรัฐธรรมนูญ เป็นต้นเหตุ คำถามถึงฝ่ายค้านคือตรรกะและวิธีคิดนี้มันถูกต้องหรือไม่ ประเทศไทยต้องเดินตามแนวทางที่พวกเขาป่าวประกาศนี้หรือไม่ จึงจะแก้ปัญหาชาติได้

          หากย้อนอดีตและหันมาดูความจริงของประเทศไทย นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลา 87 ปี ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 20 ฉบับ ซึ่งมีทั้งที่อ้างว่าเป็นประชาธิป ไตยที่สุด แบบเต็มใบ ครึ่งใบ จนถึงฉบับที่เรียกว่า “ฉบับประชาชน ปี 2540”หรือฉบับประชามติ 2550 ไม่ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะมาจากคณะราษฎร มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจ มาจากการรณรงค์ปฏิรูปการเมืองโดยประชาชน รวมถึงมาจากการแก้ไขโดยนักการเมืองจากการเลือกตั้ง เรียกว่ารัฐธรรมนูญไทยทั้ง 20 ฉบับ เป็นรัฐธรรมนูญที่มีที่มาครบจากทุกรูปแบบแล้ว ประเทศไทยก็ยังพัฒนาก้าวหน้าจนถึงปัจจุบัน
          ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศแต่อย่างใดไม่ ซึ่งหากพิจารณาสภาพบ้านเมืองตามข้อเท็จจริง กลับปรากฏว่ารัฐบาลและนักการเมือง ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนปี 2540 ที่เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยนี่แหละ เป็นช่วงเวลาที่มีรัฐบาลและนักการเมืองที่ “โคตรโกงและโกงกันทั้งโคตร” สร้างปัญหาและสร้างความเลวร้ายแก่สังคมไทย ประเทศไทยเป็นที่สุดกว่ายุคใดๆ เป็นยุคที่บ้านเมืองถูกปกครองแบบเผด็จการเผด็จโกงที่สุดอีกด้วย
          ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย และการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมลํ้าทางสังคม และการบริหารบ้านเมือง เพื่อให้ประชาชนคนในชาติ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อให้ประชาชนคนชั้นล่าง ที่มีชีวิตตํ่ากว่าระดับคนยากจน ได้หลุดพ้นจากความยากจนนั้น เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลทุกรัฐบาลร่วมกัน ไม่อาจโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่งได้ แต่การที่ประเทศไทยสังคมไทยเดินหน้ามาถึงยุคปัจจุบัน หากรัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงแล้ว สังคมไทยวันนี้จะก้าวเดินมาถึงปัจจุบันได้อย่างไร ถ้ายึดถือตรรกะอย่างที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านป่าวประกาศ ประเทศไทยจะเป็นอย่างทุกวันนี้ได้หรือไม่อย่างไร?
          87 ปี ของการเมืองไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (ข้อมูลปี 2560) มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 15.451 ล้านล้านบาท ปี 2561 มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในรูปตัวเงิน (ราคาตลาด;GDP Nominal) เป็นอันดับ 25 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่มีความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ(พีพีพี;GDP PPP) เป็นอันดับ 20 ของโลก และมีอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.1% ในปี 2560 ไทยมีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 21 ของโลก นำเข้าเป็นอันดับ 25 ของโลก และกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกครั้ง
          ธนาคารโลกรับรองไทยว่าเป็น “นิยายความสำเร็จในการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง (one of the great development success stories)” ประชากรที่อยู่ตํ่ากว่าเส้นความยากจนลดลงจาก 65.26% ในปี 2531 เหลือ 8.6% ในปี 2559 ตามเส้นความยากจนใหม่ของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

          ภาคอุตสาหกรรมและบริการเป็นภาคหลักในผลิตภัณฑ์มวลรวมภาในประเทศ (GDP) โดยภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วน 39.2% เกษตร 8.4% ภาคการขนส่งและการค้าตลอดจนการสื่อสาร 13.4% และ 9.8% การเงิน การศึกษา โรงแรมและร้านอาหาร 24.9% ซึ่งกล่าวโดยสรุปข้อมูลโดยธนาคารโลก เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2525-2539 ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยไม่ตํ่ากว่า 6-7% บางปี 10 กว่าๆ ด้วยซํ้าไป แม้จะตกตํ่าติดลบในปี 2540-2541 แต่ก็ฟื้นตัวกลับมาได้ในปี 2542-2551 มาตกตํ่าอีกครั้งก็ในช่วงวิกฤติทางการเมือง แต่ก็ฟื้นตัวมาได้ถึงปัจจุบัน
          หลังรัฐประหาร 2557 สำนักข่าวต่างชาติมองว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ “บนขอบภาวะเศรษฐกิจถดถอย” แต่เศรษฐกิจไทยก็เติบโตและขยายตัวมาได้ในอัตรา 1-4% ในปัจจุบัน ปี 2560 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สูงสุดในรอบ 24 ปี 20 วันปิดที่ 1838.96 จุด สูงที่สุดนับแต่ตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดทำการ และในปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ 209,911 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ มกราคม 2562 อยู่ที่อันดับ 12 ของโลก
          ที่ผู้เขียนได้ยกตัวเลขทางเศรษฐกิจ มาให้ผู้อ่านได้พิจารณาดังกล่าว มิใช่เพื่ออวยรัฐบาลนี้ หรือจะบอกว่าตนเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการนำเสนอมุมมองให้สังคมไทย ได้ร่วมคิดและพิจารณาโดยเคารพต่อสัจจะแห่งความเป็นจริงว่า จริงหรือที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน จึงจะแก้ปัญหาชาติทั้งปวงได้ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ มากยิ่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียและในระดับโลก ทั้งที่โดยสภาพกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยมีทุกประเภท และไม่ว่าสภาพการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร
          ทั้งนี้เพราะคนไทย ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย ต่างได้พัฒนาตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมไทยอย่างไร แต่ละภาคส่วนควรปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตนอย่างไร โดยทุกคนมิได้ยอมจำนนหรือมัวแต่ตีโพยตีพายโทษรัฐธรรมนูญ โทษการเมือง หรือเฝ้ารอให้แก้รัฐธรรมนูญเสียก่อน จึงจะแก้ปัญหาชาติและพัฒนาประเทศได้
          ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองทั้งหลายพึงสังวรและพึงปฏิบัติตนในยามนี้คือ อย่าอ้างการแก้รัฐธรรมนูญขึ้นบังหน้า เพื่อสนองตัณหาทางการเมืองของตน ผู้เขียนมิได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับโครงสร้างทางการเมืองให้ดีขึ้น ที่สำคัญคือปรับปรุงพัฒนาคุณภาพนักการเมือง ให้มีคุณธรรมก้าวหน้าดีขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ควรขยายผลใช้เรื่องนี้มาสร้างปัญหาชาติหรือทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาบ้านเมือง เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการที่สุดขณะนี้ คือความสามัคคีและการใส่ใจช่วยกันแก้ปัญหาชาติ แก้ปัญหาทุกข์สุขของประชาชน เป็นวาระเร่งด่วน มิใช่ก้มหน้าก้มตาสร้างแต่ปัญหาทางการเมือง จุดไฟเผาประเทศของตนไม่จบสิ้น

  • อีอีซีจับมือZAEZ  ปั้นอู่ตะเภา เป็นมหานครการบินภูมิภาค
  •  
  • “นฤมล” เผย เลื่อนครม.เศรษฐกิจศุกร์นี้ออกไปก่อน
  • กองทุนสื่อฯจับมือเครือข่ายอีสาน สร้างสื่อพลเมืองมีคุณภาพ
  •  
  • 'วิษณุ' ชี้ 'เซ็นทรัลวิลเลจ' เปิดชั่วคราวก่อนได้
     
  • ปันผล อสังหาอู้ฟู่ LH ควัก 3.6 พันล้าน
  •  
  • หุ้นกลุ่มนิคมรับอานิสงส์   ทุนจีนย้ายฐานผลิตปักหมุด‘อีอีซี’ 
  • ลุ้นคำสั่งศาลวันนี้“คุ้มครอง-ไม่คุ้มครอง”เซ็นทรัลวิลเลจ
  •  
  • ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น หลังน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯปรับลดมากกว่าคาด
     
     

ศาลฎีกาพิพากษายืน "ประหารชีวิต" 2หนุ่มเมียนมาข่มขืน-ฆ่านักท่องเที่ยวอังกฤษ

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 13:34 น.

ศาลฎีกาพิพากษายืน

"ศาลฎีกา" พิพากษายืน ประหารสถานเดียว 2 หนุ่มเมียนมา คดีข่มขืน-ฆ่า 2นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า ชี้พยานหลักฐานโจทก์ปราศจากข้อสงสัย ข้อฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

 เมื่อวันที่ 29 ส.ค.62 ศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ประหารชีวิตสถานเดียว "นายซอลิน หรือโซเรน" และ "นายเวพิว หรือ วิน" ทั้งสองอายุ 26 ปี สัญชาติพม่า จำเลยที่ 1-2 ในคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและฆ่า น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ ทั้งสองอายุ 24 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ ที่บริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.57

"ศาลฎีกา" พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีพยานหลักฐาน รวมทั้งผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ กรรตรวจสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ตรงกับจำเลย ขณะที่คดีเกี่ยวกับการกระทำต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระทบจ่อภาพลักษณ์ประเทศ ซึ่งมีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนเฉพาะกิจขึ้นมาโดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ควบคุมใกล้ชิด ในการตรวจเก็บสถานที่เกิดเหตุและพยานหลักฐานเพื่อจะติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศคืนมา ซึ่งมีการตรวจเก็บดีเอ็นเอทั้งคนไทยและต่างหลายชาติที่อาจจะเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการใส่ถุงมือป้องกันการปนเปื้อน ใช้น้ำยาตรวจที่มีคุณภาพ เครื่องตรวจอัตโนมัติมีมาตรฐานในการตรวจพิสูจน์ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาดูประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ทีละประเด็น โดยตัดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทีละคนทีละประเด็น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงจำเลย ซึ่งครั้งแรกจำเลยก็เป็น 1 ในนั้นที่ต้องสงสัยแต่เมื่อยังไม่ชัดเจนจึงยังไม่ถูกดำเนินคดี

กระทั่งตรวจดีเอ็นเอจากเยื่อบุกระพุ้งแก้มจำเลย ตรงกับการตรวจหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อปรักปรำจำเลย เพราะในการสอบสวนต้องใช้เวลา , บุคคลากรจำนวนมาก รวมทั้งงบประมาณ หากจะสร้างพยานหลักฐานคงไม่ต้องให้สิ้นเปลืองทั้งบุคคลากรและงบประมาณ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัย ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

สำหรับคดีนี้ อัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย ในพื้นที่ ซึ่งศาลจังหวัดสมุยและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนให้ประหารชีวิตทั้งสอง ซึ่งระหว่างพิจารณาตั้งแต่ปี 2557 จำเลยทั้งสองไม่ได้รับการประกันตัว โดยเมื่อทั้งสองศาลมีคำพิพากษาแล้วระหว่างฎีกา จำเลยทั้งสองก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง กระทั่งนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันนี้ ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ใกล้สถานที่คุมขัง ศาลจึงได้เบิกตัวจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษา

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงกระบวนการอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีนี้ว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ เป็นการอ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ที่มีการเผยแพร่ภาพและเสียง ผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรน มายัง "ศูนย์อำนวยความยุติธรรมอิเล็กทรอนิกส์" (E-Justice Conference Center) ชั้น 6 อาคารศาลอาญา ที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดให้มีล่ามแปลภาษาพม่า เพื่อแปลภาษาให้จำเลยได้ฟังอย่างเข้าใจถึงผลคำพิพากษา

ซึ่งการจัดหาล่ามแปลภาษานั้น ถือเป็นมาตรการของ "สำนักงานศาลยุติธรรม" ที่ให้ความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นชาวต่างชาติ โดยในวันนี้เป็นการแปลภาษาผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เราถือเป็นการอำนวยความยุติธรรมในยุคก้าวสู่ศาลดิจิทัล หรือ D-Court

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ "ศูนย์อำนวยความยุติธรรมฆำอิเล็คทรอนิกส์" ที่ตั้งอยู่ชั้น 6 อาคารศาลอาญานั้น ได้จัดให้ห้องถ่ายทอดภาพ-เสียงการแปลภาษาของล่าม เพื่ออำนวยความสะดวกในคดีผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นชาวต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 3 ห้อง

40 ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกเป็นใครบ้าง มาดูกันเลย

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆที่จะเลือกผู้หญิงสวยที่สุด 40 คนจากผู้หญิงหลายล้านทั่วโลก แต่ละคนก็มีรสนิยมแตกต่างกันทำให้เรื่องยิ่งยากขึ้นไปอีก ยังไงก็ตาม เราได้ลองรวบรวมรายชื่อที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ลองมาดูกันว่าคุณจะเห็นด้วยกับการจัดอันดับนี้หรือไม่

40. Aishwarya Rai Bachchan

เริ่มด้วยนักแสดงหญิงชาวอินเดีย Aishwarya Rai ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักกันดีในอุตสาหกรรมความงามเนื่องจากเธอได้รับตำแหน่งมิสเวิร์ลเมื่อปี 1994 ตั้งแต่นั้นมาในรายการ “ผู้หญิงที่สวยที่สุด” เกือบทุกคนในโลกก็มีชื่อของเธออยู่ กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงชาวอินเดียที่มีผลงานมากที่สุดด้วยผลงานภาพยนตร์สี่สิบเรื่อง

 

1 of 40

..........................................................
 
29 สิงหาคม 2562
 
 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน