*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395343
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< สิงหาคม 2019 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 31 สิงหาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 449 , 15:45:10 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         อจ.วันชัย สอนศิริ มองในแง่ดีว่า ถึงแม้รัฐบาลจะปริ่มน้ำ แต่ก็สามารถอยู่ยาวได้ โดยชี้ว่าฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพพอที่จะโค่น

รัฐบาลได้นั่นเอง แต่ที่จริงแล้วเราก็ยังต้องทำใจเผื่อเอาไว้ด้วยเช่นกันว่า ในครม.เองก็มีสายล่อฟ้าเยอะแยะ การทำงานในแบบที่อ้าง

ว่าจะต้องทำตามแนวทางที่หาเสียงเอาไว้ แม้จะต้องแก้กฎหมายให้อบายมุขต่างๆให้กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายก็ตาม

         นอกจากนั้น สมมุตว่ารัฐบาลถอยไปตั้งหลักเลือกตั้งกันใหม่ ก็ยังต้องเสี่ยงแบบ 50 : 50 ด้วยเหมือนกัน เพราะบางพรรคก็

สามารถเรียกศรัทธาจากคนรุ่นใหม่ได้อย่างล้นหลาม เพราะคนวัยรุ่นนั้น หากจะชอบพอเสียอย่างก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ แม้จะร้ายจะดี

อย่างไรก็ไม่ต้องคำนึงถึง แล้วที่ร้ายยิ่งขึ้นไปอีก คือ คนที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์วัยรุ่นแท้ๆ แต่ทำเหมือนต้องการบ่งหนามในใจ ด้วยการฝาก

ความหวังสมทบไปกับพรรคที่ว่าอีกด้วย


 

 

ใช้กฎหมาย 'สื่อความ' ครึ่งเดียว

    
 

    เก่งใหญ่แล้วนะ..ปิยบุตร!
    พูดจาแต่ละคำ ใหญ่เกินตัวขึ้นทุกวัน
    อายุ-อานามก็เพิ่งจะ ๔๐ ไม่ใช่หรือ?
    เรียกว่าไม่หนุ่ม-ไม่แก่ พอดีๆ "กำลังแกง" ฉะนั้น อย่าเพิ่งห้าวให้มันเกินลิมิตไปนัก
    ไม่ได้รัก-ไม่ได้เกลียดอะไรคุณหรอก ก็เข้าใจในความที่คุณเป็น "ตัวที่ถูกเลือก" ของขบวนการ ที่เขาให้ออกเล่นบทนี้ ในเกมโยกคลอนสถาบัน
    ปูทาง "ถอน" หรือพูดอีกที "โค่นล้ม" ในวันข้างหน้า!
    แต่ด้วยมีมหาลัยและแก๊งเป็นกระดอง ยิ่งตอนนี้มีสภาคุ้มกะลาหัวอีกใบ จึงหลงว่าตัวเอง
    ทึกทักโลกจินตนาการเด็กวานซืน เป็นโลกและสังคมจริงที่กำลังจะเป็น 
    อุปโลกน์ตัวเองเป็นพระเอก........
    ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาถีบหลังออกมาตายแทน ยังไปหลงหอมกลิ่นเกือก 
    ไม่ลองเหลียวหลังไปมองบ้างล่ะ
    ทั้งตายซาก กำลังตายซาก และเซซัดเป็นผีไม่มีญาติกลาดเกลื่อนอยู่ตอนนี้ 
    พระเอกประชาธิปไตย "แดงทั้งแผ่นดิน" ทักษิณสถาปนาทั้งนั้น
    เจ้าจะเป็น "ไอ้ตี๋หน้าอ่อน" ตายซากตัวต่อไป 
    ถ้ายังขืนผยองว่า..... 
    ข้า..."รองศาสตราจารย์" ทางกฎหมาย สาวกแซ็ง-ฌุสต์แล้วตีโวหารรานรุกทุกสถาบัน ตะบัน-ตะแบงกฎหมายแบบครึ่งๆ กลางๆ ชนิดไม่เห็นหัวใคร
    ดูเจ้าพูดเมื่อวาน (๓๐ ส.ค.๖๒) นี้ซิ....
    "....กรณีวันนี้ ที่นายโกวิทถูกเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญเรียกตัวไป ผมก็นั่งสงสัยอยู่ว่า หนังสือเรียกตัวนายโกวิทนั้น สถานะทางกฎหมายคืออะไร 
    สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญอาศัยอำนาจตามกฎหมายข้อไหนเรียกคนไปชี้แจง 
    เราอยู่ในหลักนิติรัฐ องค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐจะมีอำนาจรัฐต้องมีกฎหมายให้อำนาจ 
    ตำรวจเรียกเราไป ก็ต้องมีหมายเรียก กกต.ก็ปฏิบัติตามกฎหมายของ กกต. 
    ปัญหาคือ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ทำจดหมายเรียกนายโกวิทไปชี้แจงวันนี้ อาศัยอำนาจตามกฎหมายอะไร 
    ผมดูกฎหมายฉบับนั้น ก็ไม่เห็นอ้างกฎหมายอะไรเลย 
    ส่วนอีกคดีที่กำลังจะเปิดกระบวนการพิจารณาคดีในวันที่ ๙ กันยายน คือ 
    กรณีของนางสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการ เป็นการดำเนินคดีในศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยใช้เรื่องละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิฯ แพ่ง 
    แต่ใช้มาตรา ๓๒  ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในระหว่างที่การพิจารณาคดียังไม่จบ  แต่กรณีนางสฤณีเป็นการวิจารณ์คำพิพากษาที่จบไปแล้ว 
    ดังนั้น จึงอยากฝากว่า ศาลเป็นองค์กรตุลาการ เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเคียงคู่ไปกับรัฐสภา
    และรัฐมนตรี ทั้ง ๓ องค์กรนี้ อยู่ในระนาบเดียวกัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร 
    เมื่อคุณใช้อำนาจอธิปไตยผ่านกระบวนการตุลาการ ก็จำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีโอกาสตรวจสอบ 
    การตรวจสอบที่ดีที่สุดคือการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกัน ท่านต้องระวังเรื่องการใช้กรณีละเมิดอำนาจศาลมาดำเนินคดี 
    เพราะต่อไปในอนาคต จะทำให้เข้าใจว่า ศาลเป็นองค์กรที่แตะต้องไม่ได้เลยหรือเปล่า"
    การวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันตามข้อกฎหมายและวิชาการ ไม่มีใครว่า และศาลก็ไม่ได้ห้าม 
    แต่การวิพากษ์วิจารณ์หรือทำไปในทางดูหมิ่น จ้วงจาบหยาบช้า ไม่ต้องมีการศึกษาหรอก แค่คนที่มีความเป็นคน ก็ต้องรู้ว่า ศาลนั้นตัดสินในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
    กรณี "นายโกวิท วงศ์สุรวัฒน์" ทวีตเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง ๓๒  ส.ส. ปมหุ้นสื่อ แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ด้วยการใช้คำว่า
    น่าจะเกินคำว่า "ด้าน" เสียแล้ว อย่างนั้น
    มันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยแง่กฎหมายทางวิชาการ หรือว่าเป็นการใช้ "อารมณ์ดิบ" บ่งบอกถึงการดูหมิ่นศาล?
    ปิยบุตรพูดว่า......
    "สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญอาศัยอำนาจตามกฎหมายข้อไหนเรียกคนไปชี้แจง"
    ศาลไม่ได้เรียกไปชี้แจง ควรพูดให้ตรง เพื่อสื่อความให้คนฟังเข้าใจตรงตามเป็นจริง
    เลขาธิการศาลเพียง "เชิญตัว" นายโกวิทไปพบ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและเจตนาตามที่โพสต์ด้วยคำว่า "ด้าน" กับศาลเท่านั้น
    ย้ำ...แค่เชิญไปสอบถามเยี่ยงวิญญูชน
    ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดี และยังไม่มีข้อหาใดๆ ทั้งสิ้น ในตอนนี้
    การที่ปิยบุตรถือหลัก "ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร" แล้วออกมาเบ่งกล้ามนั้น ทางที่ดี ปิยบุตรน่าสอบถามนายโกวิทย์ก่อนว่า
    คุยกับเลขาฯ ศาลเป็นที่สรุปด้วยทัศนคติไหน?
    ได้ความแล้วค่อยออกมาพูด บางที "ทัศนคติปฏิปักษ์" ในการแสดงออกของปิยบุตร เมื่อเข้าใจ อาจคลายสู่ความเป็นผู้เป็นคนได้มากกว่านี้ก็ได้
    นายโกวิทย์ ศึกษาสูง เป็นอาจารย์ เป็นสมาชิกบัณฑิตยสภา และวัยก็ไม่ใช่เด็ก
    ดังนั้น ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี คำไหนควร-ไม่ควรใช้กับศาล ต้องรู้ "ด้วยภาวะแห่งวิญญูชน" อยู่แล้ว
    แต่ถ้าไม่รู้ ก็อย่าตำหนิ "โกวิท-วิญญูชน" เลย
    ต้องตำหนิ ข้าวและน้ำข้าวไทย ที่ยางไม่สามารถสร้างสำนึกให้ "ไทย" คนหนึ่งได้!
    สำหรับกรณีนางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอะไรนั่น ปิยบุตรสำแดงบทพระเอกปกป้องเฟอะฟะ กว้างขวาง ผิดวิสัยคนเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่ควรรู้ ควรเข้าใจ
    ก็นางสาวคนนั้น เธอเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เรื่อง "อันตรายนิติศาสตร์ล้นเกิน(อีกที)กรณีหุ้นสื่อของผู้สมัครสส." มีข้อความที่ศาลเห็นแล้วเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล
    เลขานุการแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา จึงเป็นผู้กล่าวหา มีหมายเรียกบรรณาธิการและผู้เขียน ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ไปให้การเท่านั้นเอง
    เข้าใจหรือเปล่าท่านรองศาสตราจารย์ทางกฎหมาย? ระหว่างคำว่า "ผู้กล่าวหา" กับ "ผู้ถูกกล่าวหา" และคำว่า "โจทก์-จำเลย" ว่าอยู่ในขั้นไหน
    ยังไม่ต้องรีบตีโพย-ตีพายเป็นนางเอกอ้อนแฟนคลับหรอก แค่เรียกไปให้การก่อนเท่านั้น
    ทำคนไขว้เขวว่าทำไมใช้มาตราเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ ก็เพราะเขียนลงหนังสือพิมพ์ เขาจึงใช้มาตรานี้
    และไม่ใช่นางสาวสฤณีคนเดียว บ.ก.เขาก็โดนด้วย ทำไมไม่พูดถึงบ้างล่ะ ชงแต่บทส่ง "นางเอก" คนเดียว?
    แล้วดูนะ พ่อแม่พี่น้อง คุณผักกาดหอม เขียนเมื่อวานว่านางสาวสฤณี เรียนสูงระดับฮาร์วาร์ด
    และด้วยทัศนคติฮาร์วาร์ด ใช้ถ้อยคำว่า "มักง่ายและตะพึดตะพือ" ต่อศาล ตามมีบันทึกศาล ดังนี้..........
    "ตัวอย่างหนึ่งของอันตรายจากทวิภาวะนี้ที่ผู้เขียนยกมาสาธิตในตอนที่แล้ว 
    คือกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งถอนชื่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.สกลนคร จากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ 
    โดยตีความอย่างน่าตกใจว่าลำพังการมีคำที่เกี่ยวกับกิจการสื่อสารมวลชน เช่น 'กิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์' อยู่ในรายการวัตถุประสงค์ของกิจการ (แบบฟอร์มมาตรฐานในการยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัทซึ่งระบุกิจการหลายสิบประเภทเอาไว้ทั้งที่ไม่ได้ทำจริงๆ)
    แปลว่าผู้สมัคร ส.ส.'เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ' ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๖๐ ผู้เขียนเห็นว่าการตีความเช่นนี้มักง่ายและอันตรายอย่างยิ่ง 
    เนื่องจากตีขลุมเหมารวมว่า 'วัตถุประสงค์' เท่ากับ 'การประกอบกิจการจริงๆ' โดยไม่ดูทั้งข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมาย
    ถ้าตีความมักง่ายเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรเลยที่จะป้องกันไม่ให้เลยเถิดไปตัดสิทธิผู้สมัครที่ซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนในบริษัทตลาดหลักทรัพย์หรือลงทุนในทุนรวมที่ซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 
    เพราะบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากก็ระบุเรื่องกิจการสื่อไว้ในรายการวัตถุประสงค์ของบริษัทเช่นกัน ทั้งที่บริษัททำแต่ธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวกับสื่อ อาทิ ซุปเปอร์มาเก็ต
    ถ้าตีความมักง่ายเช่นนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาก็จะผิดกฎหมายไปโดยอัตโนมัติ 
    ยกตัวอย่างเช่น เราก็ตีความได้ว่าลำพังการมีมีดทำครัวอยู่ในบ้าน เท่ากับการเอามีดไปจ้วงแทงคนอื่น ดังนั้นการมีมีดในบ้านจึงผิดกฎหมาย
    คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในกรณีข้างต้น จึงนับเป็นตัวอย่างที่ดีของภาวะ 'นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน' คือใช้กฎหมายแบบตะพึดตะพือ 
    ตีความตัวบทอย่างเกินเลย โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง และไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย..."
    ครับ....
    น.ส.สฤณี เห็นเขาเรียก "ปัญญาชน" แต่การเขียนด้วยทัศนคติอย่างนี้ เป็นปัญญาชน หรือปัญญาสามานย์ชน ก็ช่วยกันพิจารณาดู?
    ความจริง ระดับสฤณีต้องรู้ ว่าจริงๆ แล้วการจดทะเบียนตั้งบริษัทนั้น ไม่ตีขลุมเหมารวม อย่างที่เขียน
    ที่บอกว่า "วัตถุประสงค์" เท่ากับ "การประกอบกิจการจริงๆ" โดยไม่ดูทั้งข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ของกฎหมาย นั่น ไม่จริงหรอก
    มีใบจดครอบจักรวาลมันใบหนึ่ง ยังต้องมีใบ "ประกอบกิจการใด" คือที่ทำจริงๆ ต้องเขียนอีกใบ ที่เรียก สสช.๑
    แล้วยังมีใบ ว.คือใบระบุวัตถุประสงค์อีกใบ
    แล้วยังใบนำส่งงบการเงิน ที่เรียก ส.บช.๓ อีกใบ ที่ต้องระบุว่าเป็นรายได้มาจากประเภทธุรกิจใด
    นั่นคือ ที่พูดว่าตีขลุมมักง่ายอะไรนั่น คนเขียนนั่นแหละมักง่าย ที่หยิบหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนต่างๆ สรุปแบบ "ความจริงครึ่งเดียว"
    จบดีกว่า...ไม่อยากพูดมาก เจ็บกึ๋น!

'วันชัย'ยก 3 ข้อรัฐบาลบิ๊กตู่เสียงปริ่มน้ำอยู่ยาว เย้ยฝ่ายค้านทำงานไม่ตอบโจทย์ประชาชน

    
 

31 ส.ค.62 - นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า มักจะมีการพูดจากันในทำนองว่า รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะไปไหวไหม มีสถานการณ์ทางการเมืองที่จะต้องอภิปรายในประเด็นที่สำคัญๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตัดสินคดีที่เกี่ยวกับพลเอกประยุทธ์หลายคดี อย่างน้อย 2 คดี เสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร วิตกกังวลกันไปต่างๆนานา ในฐานะที่อยู่ในแวดวงการเมืองและเป็นสมาชิกวุฒิสภา นายวันชัย สอนศิริ ได้ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า 

1. ต้องบอกว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถูกกาลถูกเวลา เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างยิ่ง ลองเปรียบเทียบดูก็ได้กับบุคคลที่อยู่ในแวดวงทางการเมืองในขณะนี้ พลเอกประยุทธ์เป็นตัวเลือกที่โดดเด่น ทั้งเป็นการผสมผสานกันระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายความมั่นคงได้อย่างลงตัว ไม่แข็งเกินไปและไม่อ่อนเกินไป สามารถบริหารจัดการในทางการเมืองได้ และเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนได้เป็นอย่างดี แม้เสียงจะปริ่มน้ำแต่ก็มีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ และยากที่พรรคการเมืองอื่นๆจะเป็นรัฐบาลได้ในสถานการณ์อย่างนี้ เรียกได้ว่าแน่นปึ้กแข็งปั้ก

2. ฝ่ายค้านก็กระจัดกระจายกันหลายพรรคหลายพวกหลายแนวทาง ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนพรรคฝ่ายค้านเช่นพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต จึงไปกันคนละทิศคนละทาง บางครั้งก็กระแทกกันเอง รวมทั้งส.ส.บางคนบางพรรคก็ไม่อยากที่จะยืนแข็งตายเป็นฝ่ายค้านตลอดไป 4 ปี จึงมีลักษณะแทงกั๊กทางการเมือง พร้อมที่จะมาเป็นฝ่ายรัฐบาลเมื่อเหตุการณ์และสถานการณ์ลงตัว ปรากฏการณ์เหล่านี้จะเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ผ่านสมัยการประชุมนี้ไปได้ เชื่อว่าจะมีความชัดเจนให้ปรากฏอย่างแน่แท้ อันทำให้กำลังของฝ่ายค้านไม่เปรี้ยงปร้างตูมตาม เผด็จศึกได้อย่างรุนแรง จะเป็นไปในทางถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากขึ้น ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใหญ่ก็เปลี่ยนไปมาก ไม่แข็งแกร่งเหมือนก่อนเก่า รังแต่จะอ่อนกำลังไปเรื่อยๆ จึงสรุปได้ว่ากำลังของฝ่ายค้านไม่แรงพอที่จะโค่นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้

การที่ฝ่ายค้านมัวแต่เล่นประเด็นปัญหาหรือการอภิปรายที่ไม่ใช่เรื่องที่ตรงความรู้สึกหรือความต้องการของประชาชน เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องการทำมาหากินเสียแล้ว รังแต่จะทำให้ฝ่ายค้านเสียหาย ขาดความน่าเชื่อถือจากประชาชนเสียมากกว่า ในทำนองที่ว่าเรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ เรื่องที่ทำกลับเป็นเรื่องที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์โพดผลใดๆกับประชาชน ทำให้ฝ่ายค้านมีแต่เสียกับเสีย ไม่ได้อะไรเลย

(คลิกท่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 
 

 

 

 

 .................................................................
 

กองทัพส่งรถสะพานเครื่องหนุนมั่นเข้าพื้นที่ กู้วิกฤติอุทกภัยจากพายุโซนร้อนโพดุล

    
 

31 ส.ค.62 - พลตรีกฤษณ์  จันทรนิยม โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า  จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “โพดุล” ที่ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยบริเวณพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อให้เกิดฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรงบางแห่ง ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย ได้แก่ ที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ใกล้ทางน้ำไหล  

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกส่วน ในการประเมินสถานการณ์ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ทันที ในการบรรเทาภัยพิบัติและการช่วยเหลือประชาชน 

โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 สำนักงานพัฒนาภาค 5 ได้จัดยานพาหนะพร้อมชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว เข้าช่วยเหลือราษฎร ในพื้นที่อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด  ในการขนย้ายคนและทรัพย์สินไปยังที่ปลอดภัย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากอิทธิพลพายุโซนร้อนโพดุล ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมตัวเมืองร้อยเอ็ดเป็นวงกว้าง ระดับน้ำเฉลี่ย 60-90 เซนติเมตร พร้อมทั้งเข้าสำรวจและติดตามช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง 

พร้อมทั้งจัดชุดเข้าสำรวจและติดตามวางแผนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเบื้องต้นได้มีการนำรถสะพานเครื่องหนุนมั่นเข้าไปเตรียมความพร้อม โดยจะเข้าไปช่วยเชื่อมต่อสะพานเวลา 17.00 น. นี้โดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงถูกตัดขาดจากกระแสน้ำ ได้แก่ พื้นที่บ้านท่างาม บ้านท่าโพธิ์ บ้านท่าเยี่ยม และบ้านท่าทางเกวียน อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด  ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์กระแสน้ำหลากเข้ากัดเซาะจนถนนถูกตัดขาด ก็จะสามารถดำเนินการได้โดยทันที 

นอกจากนี้ ยังได้จัดชุดกำลังพลเคลื่อนที่เร็วเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อออกให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่โดยไม่ต้องรอการร้องขอ เพราะกองทัพตระหนักเสมอว่า ทหารพร้อมเป็นที่พึ่งและจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกสถานการณ์ตลอดไป ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนต้องการขอรับความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเหล่าทัพ ในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.


 
 

 

 

 

 .........................................................
 

 

 

 

เปิดวันแรกคึกคัก ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ลูกค้ารอเปิดประตูแน่นกว่า 2,000 คน

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 14:36 น.

เปิดวันแรกคึกคัก ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ลูกค้ารอเปิดประตูแน่นกว่า 2,000 คน

'ซีพีเอ็น' เคลียร์ทางเข้าออกโครงการฯโล่ง เปิดให้บริการวันแรกคนแห่รอช้อปเพียบ ร้านค้าเอาท์เล็ตจัดหนักลักชัวรี แบรนด์เนมนำสินค้าหมดซีซัน ลดราคา 35-70%

 

รายงานข่าวจาก บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เผยว่าในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้บริการโครงการ 'เซ็นทรัล วิลเลจ' ลักชัวรี เอาท์เล็ต นั้นมีลูกค้ารอเปิดประตูอย่างหนาแน่นกว่า 2,000 คน

สำหรับโครงการฯ พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ 'Bangkok Luxury Outlet' มีจุดเด่นสินค้าแบรนด์เนมในราคาย่อมเยาด้วยส่วนลดราคาพิเศษ 35-70% เปิดให้บริการทุกวัน ที่รวบรวมร้านค้าสินค้าลักชัวรีแบรนด์เนมร่วม 150 ร้านค้า ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็น First Time Outlet Shop ในประเทศไทย และอีกกว่า 60 แบรนด์ ได้เลือกเปิด Exclusive Outlet Store เฉพาะเซ็นทรัล วิลเลจที่เดียว

ขณะที่แบรนด์ไฮไลท์ต่างๆ อาทิ Club 21 (Outlet by Club 21), Calvin Klein, Carnival, Ducati, Etro, Kloset Etcetera, Victoria’s Secret, Ermenegildo Zegna, Lacoste, Max & Co., Michael Kors, Kenneth Cole, Keds, L’Oreal Luxe, Adidas, Under Armour, Puma, Skechers, Superdry, Samsonite, Toys R Us, Home & Living เป็นต้น โดยจะมีแบรนด์ดังๆ อาทิ Chloé, Salvatore Ferragamo, COACH, Polo Ralph Lauren, Tommy Hilfiger และ Kate Spade ทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ไทยที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ อย่าง Jim Thompson, Naraya และ โซนไทย พาวิลเลี่ยน และวิลเลจ สแควร์ ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ไทยพื้นบ้านร่วมสมัย ที่สลับสับเปลี่ยนให้เลือก จับจ่ายตลอดทั้งปี เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าไทยในระดับโลก ในบรรยากาศช้อปปิ้งสไตล์ไทยโมเดิร์น เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งใน World-Class Shopping Destinationสำหรับโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ถือเป็นลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการทุกวัน 10.00-22.00 น.

 
 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค EEC อีอีซีดึงเจิ้งโจว MOU ร่วมพัฒนาเมืองการบิน 2 แสนล.

อีอีซีดึงเจิ้งโจว MOU ร่วมพัฒนาเมืองการบิน 2 แสนล.

31 Aug 2019
 
อีอีซีดึงเขตเศรษฐกิจอากาศ ยานนครเจิ้งโจว เป็นต้นแบบ ร่วมพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 2 แสนล้าน ลงนามความร่วมมือ 2 ฉบับ 29 สิงหาคมนี้ ทั้งการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในและนอกสนามบิน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน พร้อมหลักสูตรอบรมบุคลากรการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี

นโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ใน โครงการที่สำคัญ เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกมูลค่าลงทุนราว แสนล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชนที่คาดว่าจะคัดเลือกผู้ชนะประมูลได้ในเดือนกันยายน 2562 นี้ และพัฒนาให้แล้วเสร็จเปิดใช้บริการได้ในปี2566 ซึ่งการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก ได้มีการศึกษาต้นแบบของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจอากาศยานนครเจิ้งโจวของจีน ในการเชื่อมต่อการขนส่งทางอากาศเข้ากับการขนส่งรูปแบบอื่น และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาพื้นที่โดยรอบสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 ได้เห็นชอบอนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU)ด้านความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) กับรัฐบาลมณฑลเหอหนาน และคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษอากาศยานเจิ้งโจว ตามที่สกพอ.เสนอ ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดจัดให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 2 ฉบับระหว่าง สกพอ.กับรัฐบาล มณฑลเหอหนาน และ Zhengzhou Airport Economy Zone : ZAEZ ช่วงวันที่ 8-11 เมษายน 2562 ณ เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน แต่เนื่องจากอยู่ช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาล ใหม่ จึงได้มีการเลื่อนลงนามไปก่อน

 

 

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะมีพิธีลงนามเอ็มโอยูดังกล่าว มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีเนื้อหาของร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง สกพอกับรัฐบาลมณฑลเหอหนาน จะประกอบด้วยการสนับสนุนการพัฒนาโครงการศูนย์การบินคู่ขนาน(Aviation Dual Hub Project) ระหว่างจีนตอนกลางและภูมิภาคอาเซียน เสริมสร้างความร่วมมือในการวางแผนพัฒนาพื้นที่สนามบิน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน เช่น โลจิสติกส์การบิน การซ่อมบำรุงอากาศยาน หลักสูตรอบรมบุคลากรการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้นตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันภายใต้กรอบข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative)ขณะที่อีกฉบับเป็นบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่าง สกพอ. กับ ZAEZ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลและประสานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจอากาศ ยานนครเจิ้งโจว มีสถานะเทียบเท่าเมือง ภายใต้รัฐบาลมณฑลเหอหนาน มีพื้นที่รับผิดชอบในการกํากับดูแล 415 ตารางกิโลเมตร มีท่าอากาศยานนานาชาติเจิ้งโจวซินเจิ้ง หรือ CGO เป็นศูนย์กลางการพัฒนา ว่าด้วยความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลการวาง แผนและการบริหารจัดการมหานครการบินระหว่างกัน โดยจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความร่วมมือในกิจกรรมการพัฒนาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เที่ยวบินการค้า และการลงทุน โดยเอ็มโอยู ทั้ง 2 ฉบับจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือบนพื้นฐานของบันทึก ความเข้าใจฯระหว่าง สกพอ. กับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามร่วมกันใน ช่วงการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 6 เมื่อ วันที่ 24 สิงหาคม 2561 ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งได้กำหนดแนวทางความร่วมมือในสาขาต่างๆ รวมถึงการคมนาคมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

อีกทั้งจะทำให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยในการพัฒนามหานครการบินอุตสาหกรรมอากาศยานและการบิน รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง


หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร ม็อบยางคืนชีพปิดถนน 2 จุด "ควนหนองหงษ์- ถ้ำพรรณรา”

ม็อบยางคืนชีพปิดถนน 2 จุด "ควนหนองหงษ์- ถ้ำพรรณรา”

31 Aug 2019
 
ปักษ์ใต้ปะทุ ลุกฮือประท้วงปิดถนน 2 จุด"ควนหนองหงษ์- ถ้ำพรรณรา” แบนประกันรายได้ชาวสวนยาง ยางแผ่น กิโลละ 60 บาทไม่เป็นธรรม ยันทุกคนต้องได้เป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาลไม่ใช่แทรกแซงราคา พ่วงเสนอตัวแทนคนกรีดยางร่วมวงบอร์ดฯ บริหาร กยท.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในที่ประชุมหารือโครงการชดเชยรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยมีตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมฟังกว่า 30 คน ผลสรุปให้จ่ายชดเชยประกันรายได้ยางแผ่นกิโลละ 60 บาท/กิโลกรัม เฉพาะบัตรเขียว (ผู้มีเอกสารสิทธิ์) เท่านั้น

นายทวีศิลป์ ประทีป เลขานุการภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ (คยป.) และกรรมการสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในสัปดาห์หน้าทางกลุ่มเกษตรกรที่ได้ประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่เห็นด้วยในการจ่ายโครงการชดเชยรายได้ชาวสวนยางเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ กำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ระยะเวลาประกันรายได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – เดือนมีนาคม 2563)

“ฝ่ายรัฐบาลเขาตั้งธงมา แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยเรื่องโครงการประกันรายได้ แต่เมื่อมีโครงการฯ บัตรสีชมพูควรจะต้องได้รับด้วยในการช่วยเหลือต้องเท่าเทียบกัน ในส่วนปัจจุบัน กยท. ขึ้นทะเบียนบัตรสีชมพู (กลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์/ ภทบ.5)  มีเกษตรกร จำนวน 2.82 แสนราย มีพื้นที่ปลูกยาง จำนวน 3.8 ล้านไร่  ส่วนของบัตรสีเขียว มีเกษตรกร จำวน 1.1 ล้านราย พื้นที่ปลูกยาง 13.3 ล้านไร่ คนกรีดยาง 2.99 แสนราย วิธีการดำเนินงาน ประกันรายได้ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม ประกันรายได้ราคาน้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาท/กิโลกรัม ประกันรายได้ราคายางก้อนถ้วย ราคา 50 บาท/กิโลกรัม เป็นการชดเชยรายได้เกษตรกรไม่ใช่ใช้เงินแทรกแซง เหมือนกับบัตรสวัสดิการของรัฐบาลจะต้องทำให้เร็วที่สุดต้องจ่ายก่อนปีใหม่”

นายทวีศิลป์ กล่าวว่า การชุมนุมในครั้งนี้จะรุนแรงระดับปานกลางขึ้นไปอาจจะถึงชั้นปิดถนน เพื่อกดดันให้รัฐบาลมีคำตอบว่าบัตรสีชมพูจะต้องได้ด้วย เพราะเวลาไปหาเสียงก็ไปหาคนกลุ่มนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้คนกรีดยางเข้าไปร่วมกับบอร์ด กยท.ในสัดส่วนของเกษตรกรเพิ่มอีก 1 โควตา ซึ่งจะมีการชุมนุม 2 จุด ก็คือ “ควนหนองหงษ์- ถ้ำพรรณรา” ประมาณสัปดาห์หน้าชาวสวนยางจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่

ด้านนายมนัส บุญพัฒน์ นายสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย (ส.ค.ย.) กล่าวว่า มาตรการชดเชยราคายาง "แปรไทยเป็นไทย"ไม่ต้องเอาไปคิดมาก! ไม่ต้องคาดเดาให้ฟุ้งซ่าน! กล่าวคือ ไม่มีการซื้อยางโดยรัฐฯ หรือรัฐฯซื้อโดยผ่านหน่วยงานใดๆในราคากิโลละ 60 บาท เพราะตัวเลขกิโลละ 60 บาท เป็นเพียงแค่เลขตัวตั้ง...? การชดเชยจะทำโดยโอนเงินเข้าสมุดบัญชี.ธกส.ของชาวสวนยางเท่านั้น และจำนวนเงินชดเชยที่ กยท.คิดโดยชี้แจงโดยรักษาการผู้ว่าฯจะประมาณไร่ละ40 บาทไม่เกิน 25  ไร่ ในที่เอกสารสิทธิ์ที่ขึ้นทะเบียน

โดยแบ่งเจ้าของสวนและลูกจ้างอัตรา 60 :40 จะใช้สูตรแบ่งจ่ายเงินโอนเป็น 3 งวดๆละ 2เดือน และจะชดเชยให้เพียง 20วัน ต่อ 2 เดือนเท่านั้น .แปลงที่ชดเชยสูงสุดจะได้ไม่เกิน 25ไร่ โดยคำนวณได้ดังนี้  40*20*25 =20,000 บาท แบ่งจ้าของสวน=12,000 บาท แบ่งลูกจ้าง/คนกรีดยาง = 8,000 บาท โอนจ่ายเงินงวดแรกผ่านธกส.เริ่มได้อย่างเร็วสุดวันที่ 20 ธันวาคม 62 ซึ่งการจ่ายโอนในงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จำนวนเท่าไหร่ และวันไหนนั้นต้องรอการคิดคำนวณใหม่จาก 4 เดือนที่เหลือจากคณะกรรมการฯ อีกครั้ง

สำหรับผู้มีสิทธิ์จะต้องไม่กระพริบตาและหมั่นเฝ้าระวังด้วยใจจดจ่อเนื่องจากระเบียบขั้นตอนและวิธีดำเนินการ กรอบเวลามีจำกัด หากพลาดพลั้ง..อด! ลูกจ้างที่ขึ้นทะเบียน เกินจากพื้นที่ 25 ไร่ น่าจะ ไม่ได้รับเหมือนเดิม ส่วนที่ขึ้นขึ้นทะเบียนบัตรสีชมพูไว้แล้ว อ้างว่า ติดกฎหมายองค์การการค้าโลก “ที่ดินที่ไม่มีเอกสิทธิ์ทุกทิศทั่วไทย อดไม่มีสิทธิ์เช่นเดิม” สรุป..ใครได้ -ใครไม่ได้ ใครคาดการณ์ล่วงหน้าไว้-ใครคาดการณ์โดยตุนยางไว้หวังคิดกำไร ใครยังมึน งง  ใครยังสับสนกับตัวเลข,สูตรคิด,ที่มาของการชดเชย,จำนวนเงิน,วันเวลา,อย่างไร,หรือแบบไหน..ขอให้หายสงสัย
 
ส่วนจะปักหมุดชุมนุมกันวันไหน “ฐานเศรษฐกิจ” จะติดตามรายความความคืบหน้าต่อไป
 
 

หน้าแรก / Columnist เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ บทเรียนจาก มาเรียม สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

บทเรียนจาก มาเรียม สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

31 Aug 2019

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯทัศนะ

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3501 หน้า 7 วันที่ 1- 4 กันยายน 2562

โดย ผศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การจากไปของพะยูนน้อยมาเรียมจากสาเหตุอันเนื่องมา จากขยะพลาสติกนั้นสร้างความเศร้าเสียใจประกอบกับความสะทกสะท้อนใจแก่คนไทยจำนวนมาก มาเรียมรอดชีวิตจากการเกยตื้นและการพลัดหลงจากแม่ และกำลังได้รับการอภิบาลอย่างเอาใจใส่จากทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาสาสมัคร และชาวบ้านในพื้นที่ แต่กลับต้องมาเสียชีวิตเพราะสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลายโดยนํ้ามือมนุษย์

ผู้เขียนเชื่อว่าการจากไปของมาเรียมเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมนั้นอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เรานึกถึงและมีมากเกินกว่าที่เราจะคะเนได้ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม จึงอยากจะขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอมุมมองของเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาขยะพลาสติกและการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างจนส่งผลเสียดังที่เกิดกับมาเรียมและเพื่อนพ้องของเธอ

ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากความล้มเหลวของตลาด (market failure) ในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดกิจกรรมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยเกินไปในขณะที่มีกิจกรรมพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากเกินไป โดยสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่มีใครต้องการนี้ คือราคาของสินค้า-บริการ-กิจกรรม ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่สะท้อนมูลค่าหรือต้นทุนที่แท้จริงของมัน

ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ราคาทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดสรรทรัพยากร เพราะทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคจะดู ราคาสินค้าในตลาดเพื่อตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าเป็นจำนวนเท่าใดและจะซื้อสินค้าเป็นจำนวนเท่าใด ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าโดยการเปรียบเทียบราคาระหว่างสินค้าชนิดต่างๆ เพื่อตัดสินใจว่าภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด เขาควรซื้อสินค้าแต่ละประเภทในปริมาณเท่าใดถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้บริโภคเอง

 

 

 

ส่วนผู้ผลิตจะพิจารณาราคาสินค้าที่ขายในตลาดประกอบกับราคาของปัจจัยการผลิตเพื่อตัดสินใจว่าควรผลิตสินค้าเป็นจำนวนเท่าใด และควรใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละประเภทในปริมาณเท่าใด เพื่อให้บริษัทได้ประโยชน์สูงสุด ตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากราคาในตลาดสะท้อนต้นทุนและมูลค่าที่แท้จริงของสินค้า การตัดสินใจบนฐานของความต้องการให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุดจะก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างพอเหมาะพอควร

สาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะพลาสติก เกิดจากการที่ราคาของสินค้า(พลาสติกไม่สะท้อนต้น ทุนที่แท้จริงของการนำสินค้านั้นไปใช้ ทุกวันนี้ผู้บริโภคสามารถใช้สอยผลิตภัณฑ์พลาสติกหลายชนิดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เมื่อไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือ การใช้ผลิต ภัณฑ์พลาสติกเหล่านี้มีมากเกินความจำเป็น จนเกิดเป็นขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลที่รั่วไหลลงสู่ทะเลจนกลายเป็นภัยเงียบต่อสัตว์ทะเลดังเช่นทุกวันนี้

นอกจากนี้แล้ว กลไกตลาดยังไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปริมาณที่มากเพียงพอ ทุกวันนี้พฤติกรรมที่ช่วย ให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ดี เช่น การที่ธุรกิจต่างๆ หันมาใส่ใจกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการปรับกระบวนการผลิต การปรับผลิตภัณฑ์ หรือปรับการบริหารจัดการ และการที่ประชาชนพยายามลดขยะพลาสติกของตัวเองโดยการปฏิเสธการใช้พลาสติก การทิ้งขยะพลาสติกให้ถูกที่ หรือการพกกระบอกนํ้าที่ใช้ซํ้าได้ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผู้ทำทำด้วยใจรัก(ษ์โดยไม่ได้สิ่งใดตอบแทน ทั้งๆ ที่กิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าเมื่อกลไกตลาดล้มเหลว อนาคตของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกอนุรักษ์ของคนในสังคมเป็นหลัก การรณรงค์ให้คนหันมาสนใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่สำคัญ

แต่ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับกลไกตลาดให้สร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องต่อกิจกรรมพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ดังเช่นกรณีขยะพลาสติก เราอาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลด ละ เลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยอาจคิดเงินหากมีผู้บริโภคต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ก่อให้เกิดปัญหา (โดยเฉพาะพลาสติกกลุ่มที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (single-use plastic)) การให้ส่วนลดรางวัลแก่ผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้หลายอย่างได้เริ่มดำเนินการแล้วในประเทศไทยทั้งโดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และผู้เขียนหวังว่าประเทศไทยของเราจะมีมาตรการด้านขยะพลาสติกที่ครอบคลุมเพียงพอที่จะแก้ไขความล้มเหลวของตลาดในการจัดสรรขยะพลาสติกได้อย่างยั่งยืน

ในภาวะที่ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ทุกภาคส่วนควรร่วมด้วยช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยการสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้เกิดกิจกรรม/พฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างบ้านที่ปลอดภัยให้แก่สัตว์ทะเลเช่นเพื่อนๆ ของน้องมาเรียมและสร้างโลกที่น่าอยู่ให้แก่พวกเราทุกคน


หน้าแรก / ธุรกิจ การตลาด ลด70%คนแห่ช้อปปิ้ง“เซ็นทรัล วิลเลจ”วันแรก

ลด70%คนแห่ช้อปปิ้ง“เซ็นทรัล วิลเลจ”วันแรก

31 Aug 2019
 
ชมภาพคนแห่ช้อปปิ้ง “เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรี” เอาต์เลตหรูแห่งแรกของเมืองไทย ที่เปิดให้บริการวันแรกได้ตามกำหนดเดิม หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาให้บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) รื้อถอนสิ่งกีดขวางออกไปจากเขตทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 370 บริเวณทางเข้า-ออก (หน้าโครงการ)

จากปัญหาดังกล่าว ยิ่งส่งให้กระแสของ “เอาต์เลตหรู” ใกล้สนามบินสุวรรณภมิโด่งดังและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งการเปิดดำเนินงานวันนี้(31 ส.ค.) พบว่ามีผู้คนเดินทางไปเยือนเพียบ  ซึ่งผู้บริหารของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) คาดว่ายอดนักช้อปวันแรกเกิน 2 หมื่นคน

สำหรับ“เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชัวรี” มีสโตร์จากแบรนด์แฟชั่นระดับโลกรองรับทุกไลฟ์สไตล์  แบรนด์อุปกรณ์ไอที เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ของเล่น ศูนย์อาหาร ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 40,000 ตร.ม. เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.30-22.00 น.

 

 
..............................................................
 
31 สิงหาคม 2562
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน