*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395350
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 4 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 292 , 16:41:08 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน Chaoying , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ขอแสดงความยินดีกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวออกจากที่คุมขังครับ นับว่าเป็นผู้นำนักสู้

ที่กล้าแกร่งคนหนึ่งครับ

 

 

อภิปรายทั่วไป 'แล้วใครตาย?'

    
 

                 กันยายน.....

 

                เป็นฤดูกาล "แต่งตั้ง-โยกย้าย" ข้าราชการ

                เมื่อวาน (๓ ก.ย.๖๒)

                ครม.ประกาศออกมาหลายตำแหน่ง ในหลายกระทรวง ผมก็ตรวจๆ ดูว่า

                มีการแต่งตั้งใครเป็น "ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ" แทน "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ที่จะเกษียณปีนี้หรือยัง?

                ปรากฏว่ายัง!

                โล่งใจไปงวดหนึ่ง บอกตรงๆ ผมลุ้น อยากให้ ครม. "ต่ออายุราชการ" พ.ต.ท.พงศ์พร ในตำแหน่งผอ.สำนักพุทธไปซักอีกปี

                เพราะการจัดระเบียบวงการสงฆ์กำลังเข้ารูป-เข้ารอย ถ้าอยู่สานต่อให้จบ........

                ประโยชน์ต่อพระพุทธศาสน์และสังคมจะมีมากกว่าให้ท่านเกษียณไปปีนี้

                ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจนายกฯ นั่นแหละ ส่วนนายเทวัญ ลิปตพัลลภ "เจ้าสังกัด" ในฐานะรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ชงหวาน-ชงขม เสนอ ครม.แบบไหน

                "มองตา-มองใจ" ชาวบ้านบ้าง ก็ดีเน้อ!

                วันนี้ หลีกทางเรื่องน้ำท่วมให้ "ผีอีเม่ย" เขาวัน คุยเรื่องอภิปรายทั่วไป ประเด็นนายกฯ กล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบบ้างดีกว่า

                เคาะวันอภิปรายทั่วไปลงตัวแล้ว..........

                พุธที่ ๑๘ กันยา นายกฯ ก็รับปากแล้ว ตัวเป็นๆ จะไปโปรดสัตว์ ให้ ๗ พรรคฝ่ายค้านได้ปิดทองถึงในสภาเลยทีเดียว

                เรียกว่าฉลองศรัทธาฝ่ายค้านส่งท้ายสมัยประชุม พอ ๒ ยามเป๋ง คืนวันที่ ๑๘ ต่อ ๑๙ กันยาก็ "ปิดสมัยประชุม" เลย!

                เปิดอภิปรายก็ดี........

                อย่างน้อยก็ได้สนองความใคร่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ "ธนาธร-พรรณิการ์-ปิยบุตร" เขาจะได้บรรเทาอาการ งุ่น-ง่าน ลงบ้าง

                แต่ขอถาม ๑ หญิง ๒ ชาย นี้หน่อยเถอะ ที่กระสันจะอภิปรายประเด็นถวายสัตย์น่ะ

                ๑.เพราะพรรคอนาคตใหม่ มุ่งมั่นพิทักษ์-เทิดทูนพระมหากษัตริย์?

                ๒.เพราะพรรคอนาคตใหม่ มุ่งมั่นพิทักษ์กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้?

                หรือ..........

                ๓.เพราะอนาคตใหม่ มุ่งมั่นใช้สองข้อนั้นบังหน้า เป็นใบเบิกทางสู่จุดมุ่งหมายโค่นล้มนายกฯ ประยุทธ์ในทางฉวยโอกาส?

                แค่ถามเจ๋ยๆ ไม่ได้ว่าอะไรหรอก!

                เพราะ "สิ่งที่ทำ" กับ "สิ่งที่เป็น" ของอนาคตใหม่ ของธนาธร-พรรณิการ์-ปิยบุตร

                กรณีนี้ เหมือนรับประทานอาหารทางตูด และขับถ่ายทางปาก

                อย่างในข้อ ๑ นั้น สร้างความฉงนให้คนทั้งในและนอกขบวนการ "ชังชาติ-ชังสถาบัน" มาก

                เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า.....

                อย่างปิยบุตร ใช้คราบนักวิชาการ วิพากษ์-วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งที่ลับและที่แจ้งด้วยลีลา-เล่ห์รู้กฎหมายตลอดมา

                อ้างคำพูดนักปฏิวัติฝรั่งเศส "หลุยส์ อ็องตวน เดอ แซ็ง-ฌุสต์" ผู้โค่นล้มและประหารพระเจ้าหลุยส์ที่  ๑๖      

                กระเทียบเปรียบเปรยถึงสถาบันกษัตริย์ไทย ในการรณรงค์ให้เลิกใช้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ อะร้าอร่ามตลอด

                เช่น ประโยคที่ว่า "ในสภาพการณ์ของสถาบันกษัตริย์เอง มันไปไม่ได้กับความยุติธรรมโดยธรรมชาติ

                โดยสภาพการณ์ของสถาบันกษัตริย์มันเป็น....ในตัวมันเอง" เป็นต้น

                และนางสาวพรรณิการ์นั่นก็เช่นกัน

                คงทราบ-คงเห็นจากเรื่องราว ถ้อยคำ ที่เธอโพสต์ถึงพระมหากษัตริย์ต่างกรรม-ต่างวาระกันแล้ว

                เป็นที่ชัดเจนในตัวเธอ ว่ามีทัศนคติแบบไหนกับสถาบันกษัตริย์?

                ในข้อที่ ๒ นั่นก็เช่นกัน....ตั้งแต่ตอนร่าง, ร่างเสร็จ, ทำประชามติ กระทั่งประกาศใช้ ถึงให้กำเนิดการเมือง "อภิชาตบุตร" อนาคตใหม่  

                ไม่เคยมีสักครั้งเดียว........

                ที่อนาคตใหม่ ทั้งธนาธร-พรรณิการ์-ปิยบุตร จะแสดงการยอมรับด้วยศรัทธาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

                มีแต่เหยียบย่ำ-ยุยงให้คนต่อต้านตลอด ถึง ณ วินาทีนี้ กิจกรรมการเมืองหลักของอนาคตใหม่ คือ

                "แก้รัฐธรรมนูญ" ไปสู่การ "เขียนใหม่" ทั้งฉบับ อย่างที่แซ็ง-ฌุสต์เคยทำ!

                เนี่ย......

                เมื่อตีโจทย์ทั้ง ๒ ข้อนี้ออกมาแล้ว จึงเห็นความย้อนแย้งกับสิ่งที่อนาคตใหม่กระเหี้ยนกระหือรือ

                จับผิด-จับถูกนายกฯ ประเด็นถวายสัตย์ เปิดอภิปรายด้วยความน่าจะเป็นตามข้อ ๓ มากกว่า

                คือ.......

                เพราะอนาคตใหม่ ใช้การพิทักษ์สถาบันและพิทักษ์รัฐธรรมนูญบังหน้า และยืมสิ่งนั้นเป็นใบเบิกทางสะง่อมนายกฯ ในสภา

                และหวังฉวยจังหวะ "ตีวัวกระทบคราด" ไปถึงสถาบัน ชนิดปลอดกฎหมาย โดยใช้สิทธิทางสภาคุมหัว!

                มันก็มีเท่านี้.......

                ฝ่ายค้านก็รู้ ยังไงๆ เกมนี้ ก็ล้มรัฐบาลไม่ได้อยู่แล้ว แต่ได้อาศัยถล่มนายกฯ ได้อาศัยเฉียดเฉี่ยวถึงสถาบัน ดีกว่าอยู่เปล่าๆ

                ฝ่ายค้านคงคิดว่า เรื่องนี้...นายกฯ จนตรอก!

                จึงรุกไล่เป็นการใหญ่

                แต่ระวังเหอะ จะเป็นเหมือนทัพโจโฉ โดยแฮหัวตุ้น

                ถูกขงเบ้งวางกลศึกให้เล่าปี่กับจูล่งรบล่อหลอก ทำถอยร่นเข้าช่องเขาทุ่งพกบ๋อง

                แฮหัวตุ้นกระหยิ่มยิ้มย่อง...มันหนีหางจุกตูดเลยนิ เสร็จกูล่ะวะ

                ก็ไล่ตาม เข้าช่องเขาไม่รีรอ.........

                เลยถูกกวนอูกับเตียวหุยที่ซ่อนทัพอยู่ข้างๆ จัดการเป็นเมนู "ปิ้ง-ย่าง-ทะเลเผา" ซะเรียบ!

                นี่เหมือนกัน ปิยบุตร ทำตัวเป็น "ไอ้เหิม หาญกระโทก" โดยไม่แยแสว่า เรื่องถวายสัตย์นั้น

                ทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยแล้ว ว่า.........

                "การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๑

                เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญและละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องหรือไม่"

                นั่นคือ ขณะนี้ เรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

                โดยทั่วไป ผู้มีสำนึก จะชักม้าริมผา รอวินิจฉัยศาลก่อน

                แต่อนาคตใหม่ นางสาวพรรณิการ์ นายปิยบุตร รวมทั้งเพื่อไทย ไม่สน ถือดีในกระดองรัฐสภา พวกกูจะอภิปราย

                 ปิยบุตรเคยกร่างไว้ว่า......

                "ศาลเป็นองค์กรตุลาการ เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเคียงคู่ไปกับรัฐสภาและรัฐมนตรี ทั้ง ๓  องค์กรนี้ อยู่ในระนาบเดียวกัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร"

                งั้นก็เชิญในระนาบของท่านตามสบายเถอะ!

                คงกระเหี้ยนกระหือรือ ด้วยกระดองสภาคุ้ม กะโชว์สำรากศิลป์ใส่นายกฯ กันเต็มภิกขา

                สับให้เละคาสภา จนนายกฯ นั่งกลอกตา พูดไม่ออก ประจานคาจอโทรทัศน์อวดแฟนๆ ทางบ้านกันไปเลย

                นั่นแหละ ที่ผมบอก ระวัง...จะเข้าไปติดซอกเขาทุ่งพกบ๋อง

                ก่อน ๑๘ กันยา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยอย่างใด-อย่างหนึ่งออกมา ทุกอย่างจะจบอยู่ในตัวก่อนแล้ว

                แต่ถ้ายังไม่มีคำวินิจฉัย ฝ่ายค้านหลงร่องน้ำลายเกินเลย ก็ตัวใคร-ตัวมัน

                ส่วนนายกฯ ท่านไม่ยากในการตอบ ในการชี้แจง

                แค่ท่านทนฟัง ใช้หลักพิจารณาว่า เสียงชม-เสียงด่า เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง คือแค่ "เสียงกระทบหู"

                แต่ที่รู้สึกว่าเขาด่า หรือเขาชม แล้วพอใจ ไม่พอใจ นั่นคือ สังขาร หมายถึงจิตเราปรุงแต่งในเสียงนั้น

                เป็นด่า-เป็นชม แล้วเกิดอารมณ์ ชอบ-ชัง ไปเอง

                ถ้าเข้าใจหลักผัสสะ "ความถึงพร้อม" คือการทำงานร่วมกันระหว่างกายกับจิตอย่างนี้แล้ว

                นายกฯ ก็ฟังปิยบุตร-นกขุนทอง, พรรณิการ์-นกแก้ว ร้องสรรเสริญเจริญพร ให้สบายใจ

                ลุกขึ้นขอบคุณบทเจริญพรนั้น แล้วบอก......

                ด้วยความเคารพในศาล และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงอย่างใดไป ก็จะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

                ฉะนั้น ขอรับฟัง-รับทราบคำอภิปราย ส่วนจะเป็นเช่นใดนั้น ให้ฟังคำพิจารณาวินิจฉัยจากศาลฯ เป็นที่สุด และพร้อมปฏิบัติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยนั้น

                เนี่ย...

                สมมุติเป็นอย่างนี้ ฝ่ายค้านยังจะมีปัญหาเกี่ยงงอนใดอีก นอกจากบทตะแบง-ดันทุรัง?

                ฉะนั้น ที่ "ซินแสภาณุวัฒน์" บอก รัฐบาลประยุทธ์ ๘ ปี ยาวไปเลยนั้น

                ฝ่ายค้านรู้สึก "สั้นจู๋" ไปเลยนิ!

ซักฟอก 'บิ๊กตู่' กระทบใคร?

    
 

        เคาะแล้ว!

 

                ซักฟอก "ลุงตู่" แบบไม่ลงมติวันที่ ๑๘ กันยายนนี้

                วันสุดท้ายของสมัยประชุมพอดี

                นั่นหมายความว่า ฝ่ายแค้นมีเวลา ๑ วันที่จะถล่มนายกรัฐมนตรี

                แต่...มีเสียงจากเพื่อไทย อนาคตใหม่ว่า น้อยไป ไม่พอ

                อ้างว่าประชาชนอยากฟังเยอะๆ

                นึกไม่ออกจริงๆ ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายซักฟอก "บิ๊กตู่" ๓ วัน ๓ คืน ได้อย่างไร

                เพราะมีแค่ ๒ ประเด็นให้พูด คือ

                ๑.ทำไมถวายสัตย์ไม่ครบ

                ๒.การไม่แจงงบใช้จ่ายในนโยบายของรัฐบาล

                หากจะถามกันตามเนื้อหานี้ แค่ ๓ ชั่วโมง ก็จบ

                แต่หากจะใช้ประเด็นนี้ขยายเป็นประเด็นการเมือง พูดให้ตายไปข้างก็คงไม่ยอมจบ

                ทำไมฝ่ายค้านอยากอภิปรายมากกว่า ๑ วัน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยบอกว่า การอภิปรายจะไม่ให้กระทบกับการทำงานของรัฐบาล

                ลองเปรียบเทียบกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี ๒๕๕๕

                ครั้งนั้นถูกซักฟอก ๔ คน              

                ๑.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

                ๒.พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการคมนาคม

                ๓.พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการคมนาคม

                ๔.ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

                ใช้เวลา ๓ วัน ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ พฤศจิกายน

                วันนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์บอกว่า ๓ วันมากพอแล้ว ไม่ควรขยายเวลาให้ฝ่ายค้านอีก

                ปีถัดมา "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ถูกซักฟอกอีกรอบ พร้อม "จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                เริ่มต้น ๒๖ จบ ๒๗ พฤศจิกายน ลากไส้ประเด็นทุจริตเป็นหลัก

                นั่นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ

                แต่กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ คือไม่มีการลงมติ และมีแค่ ๒ ประเด็น

                ฝ่ายค้านต้องการลากยาวมากกว่า ๑ วัน          

                คงหาสาเหตุอื่นไม่ได้ นอกจากหวังผลทางการเมือง รวมทั้งประเด็นที่จะนำมาอภิปรายเลี่ยงไม่ได้ต้องโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

                อีกทั้งคดีอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การอภิปรายอาจกลายเป็นการหมิ่นศาล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

                แต่ฝ่ายค้านอยากพูด

                หากพิจารณาจากสิ่งที่ พรรคอนาคตใหม่ ปูพรมไปก่อนหน้านี้

                ไม่ว่าจะเป็น การวิจารณ์สถาบัน

                การวิจารณ์ศาล ที่อ้างว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ จึงมีสิทธิ์วิจารณ์ศาลได้ เพราะศาลเป็น ๑ ใน  ๓ อำนาจอธิปไตยที่ใช้อำนาจแทนประชาชน

                นั่นคือความพยายามดึงทุกอย่างให้มาอยู่ในระนาบเดียวกัน โดยไม่สนใจว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะกว้างขวางแค่ไหน

                นักการเมืองในอดีตเขาซักฟอกกัน ๗ วัน ๗ คืน

                ๑๙-๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๐ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน เปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอย่างรุนแรง

                การทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐบาล

                รวมไปถึงกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ที่ก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติอย่างกว้างขวาง เพราะรัฐบาลไม่สามารถให้ความกระจ่างได้

                แต่ฝ่ายแค้นในวันนี้ กำลังนำเรื่องที่ควรจะจบเพราะสถานการณ์ได้คลายข้อสงสัยลงไปแล้ว มาขยายให้เป็นความขัดแย้ง

                หรือเป้าหมายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา. 

พันธมิตรฯเฮลั่น!ราชทัณฑ์ปล่อย 'สนธิ' พ้นเรือนจำ

    
 

แฟ้มภาพ

4 ก.ย.62 - พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ทำการปล่อยตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 72 ปี ผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม ที่ต้องคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และอื่นๆ ซึ่งรับโทษมาแล้ว 3 ปี 1 เดือน ขณะที่นายสนธิฯอยู่ภายในเรือนจำมีความประพฤติดี ช่วยเหลืองานของทางราชการหลายอย่าง และมีความก้าวหน้าในเรื่องการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆของกรมราชทัณฑ์ครบถ้วนเรียบร้อย ประกอบกับเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี และมีโรครุมเร้าหลายอย่าง

ตามข้อเท็จจริงแล้วนายสนธิฯน่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 เนื่องจากเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเข้าข่ายจะต้องได้รับการปล่อยตัวไปตามมาตรา 6 (2)(จ) แต่มีการตีความทางกฎหมายว่านายสนธิฯกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ตามบัญชีแนบท้าย จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ปล่อยตัว เพียงแค่ลดโทษลงแทน ต่อมาได้มีนักโทษชายรายหนึ่งยื่นอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการอภัยโทษ โดยโต้แย้งว่าตนเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมิใช่สถาบันการเงิน ดังนั้นจึงไม่เข้าองค์ประกอบตามที่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย

ผลปรากฏว่ายืนยันการตีความทางกฎหมายเป็นคุณกับผู้ร้อง คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับกรณีของนายสนธิฯแล้วเป็นข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น นายสนธิฯจึงเข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวข้างต้น

กรมราชทัณฑ์ขอเรียนว่าการปล่อยตัวในครั้งนี้เป็นเรื่องของความคลาดเคลื่อนในการตีความทางกฎหมายโดยแท้ ได้มีการหารือกับผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบ มิได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือมีใบสั่งจากผู้ใด รวมทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น

แฉไอ้โม่งโผล่!จัดฉากลอยอัฐิเขื่อนแก่งกระจาน หวังลดความน่าเชื่อถือ DSI ไขคดีบิลลี่

    
 

"หลังจากนี้เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลจะเป็นการต่อสู่กันด้วยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานแวดล้อมที่ดีเอสไอรวบรวมได้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือนจะสามารถสรุปสำนวนสั่งคดีได้ ในระหว่างนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขอเวลา 1 เดือนเต็มในการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนกระดูก 20 ชิ้นที่งมขึ้นมาได้จากลำน้ำในอุทยานแห่งชาติแก่งประจาน"

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า พรุ่งนี้ (5 ส.ค.) มอบหมายให้พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อให้กำลังใจน.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ ภรรยาของนายบิลลี่ที่บ้านโป่งลึก อ.แก่นกระจาน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ดีเอสไอเปิดให้สื่อมวลชนติดตามเข้าไปรายงานข่าวได้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ภายหลังดีเอสไอ ออกมาแถลงข่าวตรวจสอบถังน้ำมันและชิ้นส่วนกระดูกจากก้นลำน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ โดยมีการจัดกลุ่มคนเข้าไปลอยอัฐิ หรือลอยอังคารภายในลำน้ำ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการนำอัฐิของผู้เสียชีวิตมาลอยอังคารกันเป็นปกติ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือหลักฐานที่ดีเอสไอค้นพบ. 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

...........................................................

ปล่อยกู้กรุงไทย 'ทักษิณ' รอดแล้ว แต่ 'โอ๊ค' ต้องลุ้น 25 พ.ย.

    
 

        แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง ทักษิณ ชินวัตร ในคดีที่ถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้อง ว่ามีความผิดตามคำฟ้องว่า ทักษิณ ในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมทุจริตการปล่อยกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับกลุ่มกฤษดามหานคร

                เนื่องจากไม่มีหลักฐานชัดว่า ซูเปอร์บอส-บิ๊กบอส ที่มีการกล่าวอ้างในสำนวนการสอบสวนตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จนถึงชั้น ป.ป.ช. แล้วส่งไปถึงอัยการ ว่าบิ๊กบอสที่มีการสั่งการให้บอร์ดกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือกฤษดามหานครคือใคร  ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง ทักษิณ

                อย่างไรก็ตาม แม้ทักษิณจะรอดพ้นคดีปล่อยกู้กรุงไทย ทำให้สารบบคดีความของตัวเองไม่ต้องมีคดีความถูกศาลตัดสินลงโทษ และออกหมายจับเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี  กระนั้นว่าไปแล้ว ต่อให้ทักษิณไม่รอดในคดีปล่อยกู้กรุงไทย ตัวทักษิณและคนในเครือข่ายก็มองออกว่ายังไงก็ยากที่ทักษิณจะกลับประเทศไทยหากไม่มีการนิรโทษกรรม ชำระสะสางทุกคดีความที่ทักษิณถูกศาลตัดสินจำคุกและถูกฟ้องให้หมดไปก่อน เพราะหากไม่เกิดกระบวนการดังกล่าว มันก็ยากที่ทักษิณจะกลับไทยได้

                ด้วยเหตุนี้ แม้ศาลฎีกายกฟ้องทักษิณคดีกรุงไทย แต่ดูแล้วคงไม่ได้ทำให้ทักษิณและเครือข่ายตื่นเต้นแต่อย่างใด เพียงแต่ก็ทำให้อย่างน้อยชีวิตก็ไม่ต้องมีชนักติดหลังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี

                เพราะลำพังแค่ทุกวันนี้ ตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็มีชนักติดหลัง คดีความ หมายจับมากมาย ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ตัดสินว่าทักษิณมีความผิด ไม่ว่าจะเป็น คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้กับรัฐบาลเมียนมา วงเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุก 3 ปี, คดี ป.ป.ช.ยื่นฟ้องกล่าวหาร่วมทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา เป็นต้น และระหว่างนี้กำลังรอการตัดสินคดีของศาลฎีกาฯ ในคดีถูกยื่นฟ้องกล่าวหาแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท

                ทว่าเรื่อง คดีกรุงไทย ที่โยงถึงคนในครอบครัว ตระกูลชินวัตร ไม่ได้จบแค่ที่ทักษิณ เพราะแม้ทักษิณจะรอดไปแล้ว แต่ลูกชาย พานทองแท้ ชินวัตร พบว่าเวลานี้ ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในคดีที่เกี่ยวเนื่องมาจากการปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ก้อนเดียวกันกับที่ปล่อยให้กลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานคร ทำให้ทักษิณยังต้องลุ้นให้ลูกชายรอดพ้นความผิดในคดีดังกล่าว เพราะปรากฏว่า วันที่ 25 พ.ย.2562 นี้ ทางศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะอ่านคำพิพากษาคดีพานทองแท้ดังกล่าวแล้ว

                แต่ก่อนหน้านั้น พานทองแท้ ในฐานะจำเลย ต้องไปปรากฏตัวที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เสียก่อน เพราะทางศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานคู่ความ คือฝ่ายอัยการและฝ่ายพานทองแท้ ในฐานะจำเลยสามวันติดกัน คือ 24-26 ก.ย. แล้วตามด้วยการอ่านคำพิพากษาที่ศาลได้นัดล่วงหน้าไว้ก่อนในวันที่ 25 พ.ย. เวลา 10.00 น.

                ด้วยเหตุนี้ "คดีปล่อยกู้กรุงไทย" จึงต้องลุ้นกันว่า เมื่อทักษิณรอดแล้ว พานทองแท้จะเป็นอย่างไร?

                สำหรับมูลเหตุที่ทำให้พานทองแท้ถูกสอบสวนและถูกฟ้องเป็นจำเลยในชั้นศาลจะมีความแตกต่างจากของทักษิณ บิดา เนื่องจากพานทองแท้โดนเรื่องความผิดฐานฟอกเงิน หลังจากทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ดีเอสไอสอบสวนและทำสำนวนสั่งฟ้องพานทองแท้ โดยการสอบสวนเอาผิดพานทองแท้เกิดจากการขยายผลมาจากคำพิพากษาศาลฎีกา ที่เคยตัดสินคดีปล่อยกู้กรุงไทยฯ และมีการจำคุกอดีตบอร์ดกรุงไทยและผู้บริหารในเครือกฤษดามหานคร โดย ปปง.และดีเอสไอใช้วิธีการสอบสวน แกะรอยเส้นทางการเงิน ของผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายคนใกล้ชิดนายพานทองแท้ เช่น เครือญาติ คนใกล้ชิดของอดีตเลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร แม่ของพานทองแท้ เป็นต้น รวมถึงแกะรอยเส้นทางการเงินของพานทองแท้ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน และการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนพบว่ามีธุรกรรมการเงินคือ มีเช็คสองใบ แยกเป็น 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีของกลุ่มผู้ถูกสอบสวนคดีดังกล่าว โดยเฉพาะเข้าบัญชีพานทองแท้ ที่มีการทำธุรกรรมเมื่อ 17 พ.ค.2547 ที่มีการสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยธนาคาร จำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพของพานทองแท้ จนถูกยื่นฟ้องเอาผิดกลายเป็นจำเลยในชั้นศาลเวลานี้

                ก่อนจะถึงวันพิพากษาคดีพานทองแท้ 25 พ.ย.   วัฒนา เมืองสุข แกนนำเพื่อไทย หนึ่งในนักการเมืองคนใกล้ชิดทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว หลังศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องทักษิณ โดยเขาได้ระบุถึงตัว "พานทองแท้" ไว้ตอนหนึ่ง

                "ลูกชายคนเดียวของนายทักษิณคือ นายพานทองแท้ ชินวัตร จึงถูกดีเอสไอลากเข้ามาเป็นตัวประกันด้วย โดยอ้างว่าเช็คจำนวน 10 ล้านบาทได้รับมาเป็นเงินค่าปากถุงจากการที่พ่อเป็นบิ๊กบอสสั่งให้อนุมัติเงินกู้รายนี้ จึงถูกฟ้องเป็นคดีฟอกเงิน ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริต"

                และยังระบุอีกตอนหนึ่งว่า... "นายพานทองแท้ที่ได้รับเช็คมา 10 ล้านจากการลงทุนร่วมกันและคืนเงินให้แล้ว กลับถูกฟ้องเพียงคนเดียว โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 พ.ย.2562"

                คดีปล่อยกู้กรุงไทย ทักษิณ ศาลฎีกายกฟ้องไปแล้ว แต่สำหรับ พานทองแท้ ยังต้องลุ้นว่าจะรอดหรือไม่รอด ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ที่ยังเป็นแค่คำตัดสินของศาลชั้นต้น  ทุกอย่างก็จะได้รู้กันในวันนั้น หากไม่มีการเลื่อนออกไปเสียก่อนจากสาเหตุบางประการ!!!. 

กันยายนโหมดลุ้นระทึก เดิมพันสถานะบิ๊กตู่-ครม.

   
 
 

            "ขอถือโอกาสนี้ ให้พรให้ท่านมีกำลังใจ ความมั่นใจ และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ได้ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขและความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน งานใดๆ ก็ต้องมีอุปสรรค งานใดๆ ก็ต้องมีปัญหา เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องแก้ปัญหา และเข้าหางาน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามสถานกาารณ์ โดยแก้ไขให้ตรงเป้าตรงจุดและมีความเข้มแข็งอดทน ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลได้มีกำลังใจ มีพลังที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยดี ด้วยความถูกต้องต่อไป" พระราชดำรัสและลายพระราชหัตถ์ รัชกาลที่ 10 อันเป็นมงคลสูงยิ่ง ทรงพระราชทานมาถึงคณะรัฐมนตรี ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำมาแสดงต่อสื่อมวลชน

                ปรากฏการณ์ต้นสัปดาห์ นักคาดการณ์ทางการเมืองโยงมาถึงปมประเด็นร้อน พรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152, 161 ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ส่อเค้าจะเป็นหมัน ฝ่ายค้านจะ (ต้อง) ถอนญัตติออกไป

                แต่เกมพลิก พรรคเพื่อไทย ยังมุ่งมั่น เดินหน้า ขอเปิดอภิปรายนายกฯต่อ ด้วยเหตุที่อ้างว่า เรื่องที่ยื่นขอเปิดอภิปรายนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการถวายสัตย์ฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องการไม่แจงที่มางบประมาณ ระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับ เข้าเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญ ให้สามาถเปิด อภิปรายโดยไม่ต้องลงมติได้ จึงได้ยื่นควบคู่ไปทั้ง 2 ประเด็น

                ‘เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินส่งประเด็นปมถวายสัตย์ฯ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านที่เข้าชื่อยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติ ปมถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 นั้น เรายังเดินหน้าต่อไป เพราะเรื่องทางสภาฯ ก็จะว่ากันไป ส่วนเรื่องทางกระบวนการยุติธรรมก็ทำไป จะได้เดินกันทั้ง 2 ทางที่จะทำงานคู่กันไป ไม่ได้เป็นอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่ได้มุ่งที่จะอภิปรายเพียงอย่างเดียว แต่จะเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ดี ในการยื่นเปิดอภิปรายไม่ได้มีแต่เรื่องถวายสัตย์ฯ ของนายกฯ เพียงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา โดยไม่ได้ชี้แจงที่มาของรายได้ ที่จะอภิปรายด้วย’ สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ยังคงยืนกรานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เดินหน้าขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป  

                ล่าสุด นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ออกมาย้ำว่า ได้ทำหนังสือไปยังรัฐบาลเพื่อให้ทราบถึงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แล้ว คาดว่าต้องมีการเปิดประชุมก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อจะได้ไม่ต้องเปิดประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในสมัยวิสามัญ

                ขณะเดียวกัน ประธานสภาฯ ยังฝากย้ำไปถึงเรื่องกระทู้ถามทั้งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ร้องขอให้ผู้ถูกถามมาตอบด้วยตนเอง โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ที่ควรต้องมาตอบ มาทำหน้าที่ของตัวเอง

                พล.อ.ประยุทธ์เข้าสู่โหมดลุ้นระทึกทางการเมืองอีกครั้ง หลังได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลอีกรอบ ก็ถูกประณามตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่กระบวนการจัดการเลือกตั้ง กฎกติกาที่เอื้อประโยชน์บางฝ่าย พรรคร่วมรัฐบาลที่มีมากถึง 19 พรรค การจัดสรรตำแหน่ง โควตารัฐมนตรีก็ถูกมองเป็นการต่างตอบแทน

                ตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ ถูกมองในทางลบ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ยิ่งในภาวะเสียงปริ่มน้ำ ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม ปัจจัยที่ทำให้เกิดมีทั้งจากเรื่องราวภายในพรรคร่วมขัดแย้งกันเอง และจากปัจจัยภายนอก แม้แต่เริ่มทำงานไปแล้ว หลายนโยบายก็ไม่สามารถทำได้ตามที่หาเสียง และบางนโยบายที่เริ่มทำไปแล้ว ก็ไม่เข้าเป้า แก้ปัญหาไม่ตรงจุด

                เรื่องถวายสัตย์ฯ ก็ถูกขยายให้เป็นประเด็นการเมือง โดยที่มีเพียงพรรคพลังประชารัฐ ออกมาตอบโต้ แก้ต่างให้เท่านั้น แต่กับสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลอื่นนิ่งเฉย ด้วยภาวะ รัฐบาลต่างคนต่างอยู่ ยังไม่นับรวมกระแสข่าวทางลบ ข่าว fake news ต่างๆ ที่ทำให้คนในรัฐบาลต้องตามแก้ ตกในวังวน หลุมพราง จนแทบไม่มีเวลาผลิตผลงานที่ประชาชนจับต้องได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

                แม้ปมถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุไปถึงบทโทษ ผลที่ตามมา หากกระทำการไม่ครบถ้วนจะเจออะไร เลยไม่มีการขยายความไปต่อให้ถึงสุดทาง ฝ่ายค้านเลยเดินเกม ทำได้เพียงในสิ่งที่กฎหมายเปิดช่อง ด้านฟ้องต่อสังคม สมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ออกมาให้ข่าวรายวัน หาแนวร่วมจากสังคม ด้านกระบวนการทางสภาฯ ก็ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญขอเปิดอภิปรายโดยไม่ลงมติ ด้านการแสวงหาความจริง ก็มีคนนำเรื่องไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ช่วยวินิจฉัย ปมความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ ในวันที่ 18 กันยายน 

                ตามที่มีผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ซึ่งผลที่ออกมาเป็นได้ทั้งบวกและลบ แบ่งเป็น 2 แนวทาง (1) วินิจฉัยว่าไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ประเด็นนี้ก็จบ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความผิดอะไร เดินหน้าทำงานต่อ ไม่มีผลกระทบมาถึงคณะรัฐมนตรีด้วย

                แต่ถ้าออกมาในทางลบ (2) วินิจฉัยว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ที่ทำให้ผลกระทบส่งมาถึงทั้งตัว พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ประยุทธ์ เช่นกัน อันเนื่องด้วย  2.1 พล.อ.ประยุทธ์จะหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที เพราะมีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (15) 2.2 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งไปด้วย 2.3 คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จะอยู่รักษาการจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดรักษาการจะประชุมกัน เพื่อเลือกบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรักษาการ คาดว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตรที่น่าสนใจ คือหลังจากนั้น 2.4 ประธานรัฐสภาจะเรียกประชุมรัฐสภาโดยด่วน เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

                โดยบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จาก 4 พรรคการเมือง ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอนาคตใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย

                2.5 หากรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับชื่อบุคคลจากบัญชีของพรรคการเมือง ต้องการบุคคลนอกบัญชีของพรรคการเมืองมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องใช้เสียง 500 เสียง เพื่อของดเว้นการใช้ข้อกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ หากออกมาในรูปแบบนี้ ก็จะมีบุคคลอื่นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นบุคคลอื่น หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาอีกครั้ง ก็อยู่ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้ทั้งนั้นเช่นกัน

                ย่างเข้าสู่เดือนกันยายน ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. ต่างอยู่ในโหมดลุ้นระทึก และต้องลุ้นตัวโก่งเช่นกัน มีทั้งคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องตามติดอย่างใกล้ชิด และศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจปมถวายสัตย์ฯ แม้วันนี้จะยังไม่รู้ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปที่ สาธารณชนรับชมผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ได้ หรือจะเป็นวาระประชุมลับ ที่ให้ทางสภาฯ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ว่ากันเอง

                แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ต่างก็ต้องจับตาดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ ที่ในวันนี้เป็นนักการเมืองเต็มตัว จะตอบคำถาม ชี้แจงในสภาฯ อย่างไร แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าพลิกกลับมามองอีกแง่มุม หากบิ๊กตู่เตรียมตัวมาดี แจงได้ครบถ้วนทั้งเนื้อหา สาระ พร้อมกลับมาในมาดใหม่ ไม่เป็นจอมฉุน เจ้าอารมณ์ 

                ก็จะพลิกมุมกลับ พลิกจากสถานะจากจำเลยกลายเป็นโจทก์ พลิกจากผู้ถูกอภิปรายกลายเป็นคนซักฟอกกลับฝ่ายค้าน ลบคำสบประมาทจากฝ่ายค้าน ลดชั้นยศจากอดีตนายทหารผู้น่าเกรงขาม เหลือเพียงแมวตลกในสภาฯ !!.

                ทีมข่าวการเมือง

 

ศาลฎีกาฯ พิพากษายืนริบทรัพย์สิน 49 ล้าน 'อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์'

    
 

17 ส.ค.62 - สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของ นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อายุ 72 ปี อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จำนวน 49 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ว่า เมื่อเร็วๆ นี้  ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ ริบทรัพย์สิน จำนวน 49 ล้านบาท ของนายนิพัทธ ให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว 

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค.49 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ลงมติชี้มูลความผิด นายนิพัทธ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังและทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัย รัฐบาลอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งการตรวจสอบ ป.ป.ช.พบหลักฐานว่า นายนิพัทธ ผู้ถูกกล่าวหา และภริยา มีเงินฝากและดอกผลในสถาบันการเงิน 49 ล้านบาท ซึ่งไม่อาจชี้แจง ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบ จึงส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากนายนิพัทธมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ

ต่อมาในช่วงเดือน ต.ค.2558 ศาลแพ่ง ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานจากการไต่สวนแล้วเห็นว่า ทรัพย์สินตามคำร้องจำนวน 49 ล้านบาท ที่นายนิพัทธได้มา ขณะเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ โดยอ้างว่าได้มาจากการจำหน่ายวัตถุมงคลและการขายที่ดินของภรรยา แต่นายนิพัทธ กลับไม่นำพยานบุคคลผู้ซื้อวัตถุมงคล และที่มาของเงินมาสืบให้ศาลเห็น รวมทั้งหลักฐานที่แสดงว่าภรรยาได้รับเงินค่าขายที่ดินมาอย่างไร

เมื่อนายนิพัทธ มีภาระการพิสูจน์ความจริงที่ต้องทำให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติตามที่ถูกกล่าวหา แต่พยานหลักฐานที่นายนิพัทธนำสืบมาก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานของอัยการผู้ร้องได้

ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินในชื่อ นางอุบล พุกกะณะสุต ภรรยา และบุตรสาว จำนวน 49 ล้านบาท มาจากทรัพย์สินที่นายนิพัทธ ผู้ถูกกล่าวหามีมากขึ้น หรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ ถือเป็นการร่ำรวยผิดปกติ

ศาลแพ่ง จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 49 ล้านบาทของนายนิพัทธตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 80(2)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา

 

 

 

 

 

 ................................................................

4 กันยายน 262

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน