*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395350
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 249 , 13:59:08 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเกิดงัดข้อกันขึ้นมา ดังเรื่อง : 'บิ๊กป้อม' ยันรับฟังสองฝ่ายหลังเด็ก พปชร. ขย่ม 'วราวุธ' ปมซื้อขายเก้าอี้อธิบดี

กรมอุทยานฯ ก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อทุกฝ่ายในรัฐบาลเป็นแน่ ส่วนการจะหวังพึ่งการไกล่เกลี่ยของ 'บิ๊กป้อม' ก็ออกจะยาก เพราะไม่เหมือนรัฐบาล

คสช.ที่ 'บิ๊กป้อม' มีบารมีที่คนเกรงใจเต็มที่ จึงต้องจับตาดูกันไปว่าจะลงเอยอย่างไรคราวนี้

         อย่างไรก็ตาม คนโบราณก็มักจะพูดว่า "ไม่มีชุมฝอย หมาไม่ขี้" แล้วพรรคการเมืองบางพรรคก็เคยมีการจัดจำหน่ายตำแหน่งราชการ

ตั้งแต่ระดับอธิบดีลงมา โดยลูกค้าจะต้องเข้าใกล้เอาอกเอาใจอาเสี่ยนักเซ็งลี้ตำแหน่งเอาไว้ให้ดีทีเดียว

รัฐนาวาโคลงเคลงยามน้ำหลากไหลแรง

 

 

 

ว่าด้วยเรื่อง 'โรงครัวพระทำ'

    
 

              "น้ำท่วม" ปีนี้

                นอกจาก......

                ทหาร จิตอาสา อาสากู้ภัย หน่วยบรรเทาฯ แต่ละจังหวัดและโรงครัวพระราชทาน แล้ว

                ยังมีอีกหนึ่งแห่ง คือ "โรงครัวพระทำ"!

                พระก็คือ "พระคุณเจ้า" ตามวัด-ตามวานั่นแหละ ตอนนี้ เรื่องราวข่าวภาพ พระตั้งโรงครัวทำอาหาร   แล้วพระอีกนั่นแหละ.........

                ลุยน้ำท่วมอก-ท่วมเอว นำอาหารไปแจกชาวบ้าน เป็นเรื่องราวข่าวภาพที่สนใจกันมาก

                บ้างอนุโมทนาสาธุ บ้างตั้งคำถาม พอดีได้อ่านเว็บพลังจิต "พระครูวิลาศกาญจนธรรม,ดร." อรรถาธิบายไว้ครอบคลุมทุกด้าน ขออนุญาตนำเผยแพร่ต่อ ดังนี้

-------------------------------

                "เว็บพลังจิต"

                พระอาจารย์กล่าวว่า.........

                "ช่วงนี้มีน้ำท่วมหลายพื้นที่ คราวนี้พระสงฆ์ก็ออกไปช่วยชาวบ้านกันมาก โดยเฉพาะการทำอาหารไปแจก นำอาหารแห้งไปแจก

                แต่ปรากฏว่าเป็นข้อถกเถียงกันในสื่อโซเชียลมีเดียว่า ใช่กิจของสงฆ์หรือเปล่า?

                ทำแบบนี้ศีลขาดหรือไม่?

                เรามาดู ๒ ประเด็นที่เขาว่าไว้ ประเด็นแรกคือ ใช่กิจของสงฆ์หรือเปล่า?

                อาตมาเองยืนยันว่าใช่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าวาระแรกที่พระพุทธเจ้าส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูป ออกไปประกาศพระพุทธศาสนา พระอรหันต์ตั้ง ๖๐ รูป

                มีใครบ้าง...ก็มีพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระยสกุลบุตรกับสหายรวมแล้วอีก ๕๕

                พระองค์สั่งว่า จรถ ภิกฺขเว จาริกํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไป พหุชน หิตาย พหุชน สุขาย โลกานุกมฺปาย

                'เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก เพื่อความสุขของคนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก'

                พระท่านไปช่วยคนน้ำท่วม เป็นประโยชน์ของคนหมู่มาก คือส่วนรวมหรือเปล่า?

                เพื่อความสุขของคนหมู่มาก คือเพื่อส่วนรวมหรือเปล่า? เป็นการอนุเคราะห์แก่ชาวโลกหรือเปล่า?

                เราจะเห็นว่าใช่ทุกข้อ

                เพราะฉะนั้น...ประเด็นนี้ชัดเจนว่า สิ่งที่พระท่านทำเป็นกิจของสงฆ์อย่างแน่นอน

                อีกส่วนหนึ่งก็คือ หลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนให้ทุกคนมีพรหมวิหาร ๔ คือ

                เมตตา รักผู้อื่นเสมอตัวเอง กรุณา สงสารอยากให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตา พลอยยินดีเมื่อเขาอยู่ดีมีสุข  และอุเบกขา ถ้ายากเกินความสามารถ ก็ปล่อยวาง

                คราวนี้ การช่วยคนน้ำท่วมไม่เกินความสามารถ พอที่จะทำได้ ทำได้แค่ไหนก็ทำแค่นั้น หลายๆ  รูป หลายๆ แห่งรวมๆ กันทำ ก็บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนไปได้ส่วนหนึ่ง

                จะมัวแต่ไปรอรัฐบาลก็ไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลมัวแต่หาทางว่า ทำอย่างไรตัวเองจะอยู่ให้ได้นานที่สุด  แม้กระทั่งเรื่องการช่วยชาวบ้านก็ลืมไปชั่วคราว พระจึงต้องไปช่วย

                ประเด็นที่สองคือ ผิดศีลหรือไม่?

                พระพุทธเจ้าเองบัญญัติว่า ห้ามภิกษุหุงต้มอาหารด้วยตัวเอง ห้ามภิกษุเก็บอาหารเอาไว้เอง ห้ามภิกษุเก็บอาหารไว้ในที่อยู่

                คราวนี้ห้ามหุงต้มด้วยตัวเองเพราะอะไร?

                เพราะว่า ถ้าหุงต้มด้วยตัวเอง ก็จะทำแต่อาหารที่ตัวเองชอบ แทนที่จะเป็นการละกิเลสก็เป็นการเพิ่มกิเลสไป

                ห้ามเก็บอาหารไว้เอง เพราะว่า พระไม่ควรเป็นผู้สะสม แต่เราจะเห็นว่าหลายวัดมีโรงครัว มีคลังพัสดุ มีการเก็บข้าวสารอาหารแห้งไว้

                ถามว่าผิดหรือไม่?

                ขอยืนยันว่าไม่ผิด เพราะว่าผู้เก็บไม่ใช่พระ แต่เป็นเด็กวัดหรือแม่ชี

                ห้ามเก็บอาหารไว้ภายในที่อยู่ของตน เพราะกลัวว่าจะแอบไปฉันนอกเวลา

                หรือว่าเลือกอาหารที่ตัวเองชอบเก็บเอาไว้ แล้วฉันสนองกิเลสของตัวเอง

                คราวนี้ สิ่งนี้ที่พระองค์ท่านห้าม ก็ยังมีการอนุญาตให้ในบางวาระ อย่างเช่นว่าเกิดทุพภิกขภัย เวลาข้าวยากหมากแพง หาอาหารได้ยาก

                ถ้าหากว่าไม่มีเก็บเอาไว้บ้าง ถึงเวลาไปบิณฑบาตไม่ได้ แล้วจะฉันอะไร แต่พระองค์ท่านก็ยกเลิกข้อห้ามนี้เวลามีความอุดมสมบูรณ์

                คราวนี้ เรามาดูว่าเวลาน้ำท่วมถือว่าเป็นวาระที่ไม่ปกติ เหมือนกับเวลาข้าวยากหมากแพงที่ไม่ใช่วาระปกติ

                ถ้าดูตามข้ออ้างในมหาปเทส ๔ พระพุทธเจ้าให้ไว้เพื่อตีความพระธรรมวินัยว่า

                สิ่งที่ไม่สมควร ถ้าพิจารณาแล้วว่าสมควร สิ่งนั้นย่อมสมควร

                ก็แปลว่า พระไม่ควรทำอาหารด้วยตัวเอง แต่ถ้าในวาระที่ไม่ปกติ อย่างเช่นว่า ข้าวยากหมากแพง  น้ำท่วม ไฟไหม้ ถ้ามัวแต่ไปพึ่งญาติโยมก็ไม่ได้ เพราะว่าเขาหมดเนื้อหมดตัวไปตามๆ กัน ก็ต้องทำเอง

 

                สิ่งที่ไม่สมควร เพราะว่าขัดกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม แต่พิจารณาแล้วว่าสมควร สิ่งนั้นย่อมสมควร ถ้าอย่างนี้ก็ถือได้ว่าไม่ผิดศีล

                การตีความพระธรรมวินัยตามหลักที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ก็ยังสามารถที่จะตีความได้ว่า เป็นการกระทำที่ถูก ศีลไม่ขาด      

                และประการที่สุดท้าย พระท่านทำอาหารไปแจกโยม ไม่ได้ทำฉันเอง เพราะฉะนั้น...จึงไม่ผิดเลย

                ที่พระองค์ท่านห้ามก็คือ ห้ามทำฉันเอง เพราะกลัวว่าท่านที่มีฝีมือ จะเลือกทำแต่อาหารที่มีรสชาติถูกปากถูกกิเลสตัวเอง

                ถ้ามีใครเขาถามปัญหาพวกนี้ ชี้แจงเขาให้ชัดเจนด้วยว่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็นกิจของสงฆ์ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ผิดอยู่แล้ว

                โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าสอนเราให้ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระองค์ท่าน มีพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ

                ถ้าเห็นคนเดือดร้อนแล้วไม่ช่วยเหลือ นั่นต่างหากที่ทำไม่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ก็คือไม่ถูกทั้งทางโลกและไม่ถูกทั้งทางธรรม

                สมัยนี้ คนที่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าพระมีมาก พอถึงเวลาก็มักจะคิดว่า สิ่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์

                อาตมาขอถามคืนประโยคเดียวว่า....

                ในเมื่อไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ ก็แปลว่าเป็นหน้าที่ของคุณ แล้วคุณได้ทำอะไรช่วยเหลือเขาบ้างแล้วหรือยัง?"

                ---------------------------------------------------

                พระอาจารย์สนทนากับพระลูกศิษย์

                "ปีนี้หนักจริงๆ.......

                เมื่อครู่ เพิ่งจะพูดเรื่องที่เขามาเถียงกันว่า พระไปช่วยโยมถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือเปล่า?

                ใช่กิจของสงฆ์หรือไม่?

                อธิบายไปชัดเจนแล้วว่า เป็นกิจของสงฆ์เลย พระพุทธเจ้าท่านสั่งเอาไว้ชัดว่า

                พหุชน หิตาย พหุชน สุขาย โลกานุกมฺปาย

                ปฏิบัติในพรหมวิหารแล้วมานั่งดูชาวบ้านเขาเดือดร้อนก็ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติธรรม

                ที่ห้ามทำอาหารด้วยตนเองนั้น พระพุทธเจ้าท่านห้ามพระทำเพื่อฉันเอง ไม่ได้ห้ามทำให้คนอื่น

                เรื่องพวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วโยมก็ไม่ชัดเจน เขาก็จับมาโยงกันมั่วไปหมด

                วันก่อน มีโยมจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต บางกรวย เป็นแผนกสื่อสาร ไปทำบุญด้วย

                เอายาสามัญประจำบ้านไปถวายเป็น ๑๐ กล่อง จึงบอกว่า พระไม่ได้ใช้อย่างเดียวนะ

                เพราะว่าของเรานอกจากแจกเพื่อนพระวัดต่างๆ แล้ว พวกหน่วยทหาร ตำรวจ และหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน หรือหน่วยป่าไม้เราก็แจกเขาด้วย เด็กนักเรียนเราก็แจกด้วย เพราะฉะนั้น.......

                สิ่งที่โยมถวายมาได้ใช้ประโยชน์จริงๆ

                เขาก็สงสัยว่า พระก็ทำบุญด้วยหรือ? อาตมาขอยืนยันว่า...พระนั่นแหละต้องทำบุญ

                พวกเราถ้ามีใครชี้แจงได้ชัดเจนแล้ว เราต้องเอาไปเผยแพร่ต่อ ไม่อย่างนั้นแล้ว กลายเป็นว่าคนที่ไม่รู้จริงตีเราอยู่ฝ่ายเดียว

                แล้วตีผิดๆ ด้วย แต่คนทั่วไปที่ไม่รู้ความจริงก็คิดว่าใช่

                จะตะแคงข้างไปหรือจะไปตรง ไม่ผิดทั้งนั้นแหละ

                ตะแคงข้างก็อ้างมหาปเทส ๔ ได้ พระพุทธเจ้าอนุญาตเวลาที่มีทุพภิกขภัย หุงต้มเองได้ เก็บไว้เองได้ เก็บไว้ในที่อยู่ได้

                คำว่า ทุพภิกขภัย ก็คือ เหตุการณ์ที่นานๆ เกิดที ก็เหมือนกับพวกอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย อะไรพวกนั้น

                ก็แปลว่าในวาระที่ไม่ปกติ พระสามารถทำอาหารเองได้ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเพราะท่านห้ามเอาไว้  แต่ถ้าหากพิจารณาแล้วว่าสมควรสิ่งนั้นก็สมควร

                ถ้าเราจะตะแคงข้าง ก็อ้างมหาปเทส ๔ แต่ถ้าไม่ตะแคงข้างไปก็คือ ท่านห้ามทำฉันเองเพราะกลัวติดรส แล้วที่ทำให้ญาติโยมกินเกี่ยวอะไรกันด้วยเล่า?

                ภาพที่พระไปทำความดีเหล่านี้ เขาไม่ค่อยแชร์กันหรอก แต่ภาพชั่วๆ นี่ แหม...แชร์กันกระจาย แชร์กันเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง

                แต่ทำความดีเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ไม่รู้ว่าเขาจะแชร์ให้สักครั้งหรือเปล่า?"

..............................

                ท่านอาจารย์เปี๊ยก วัดโป่งโก มีหน่วยกู้ภัยอยู่ในวัด เมื่อคราวน้ำท่วมด่านมะขามเตี้ย โยมสองแม่ลูกติดอยู่กลางน้ำ บ้านเป็นทางน้ำไหล พวกกู้ภัยถอดใจกันหมดแล้ว

                ท่านอาจารย์เปี๊ยกเอาเชือกผูกเอวว่ายข้ามไปช่วย แล้วให้โยมขี่หลังข้ามมา

                คนก็ถามว่า พระแบกผู้หญิงได้ด้วยหรือ? ท่านอาจารย์เปี๊ยกบอกว่า

                "คนกำลังจะตายห่...กูไม่คิดหรอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย กูช่วยเอาไว้ก่อน"

                แบบเดียวกับในนิทานเซ็นที่เล่าว่า พระเดินไปเจอผู้หญิงกำลังยืนลังเลอยู่ เพราะว่าชุดกิโมโนของผู้หญิงยาวลากพื้น จะเดินข้ามแอ่งน้ำก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะเลอะ

                พระท่านก็อุ้มเดินข้ามมาเลย พอพ้นแอ่งน้ำก็วางลงแล้วก็ไปต่อ

                พระที่ไปด้วยกันทนไม่ได้ กลับถึงวัดแล้วก็บ่นว่า

                "ท่านไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร?"

                พระที่ท่านอุ้มผู้หญิงข้ามน้ำตอบว่า

                "อ้าว...คุณยังแบกอยู่อีกหรือ ผมวางตั้งแต่ข้ามน้ำเสร็จแล้ว"

                โอ้โฮ...แสบมากเลย คุณแบกกลับมายังวัดเลยหรือ?

                ผมวางตั้งแต่ข้ามน้ำเสร็จแล้ว!

                -พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.

                เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐

                เว็บวัดท่าขนุน

------------------------------------------

                ครับ............

                "พระ-ชาวบ้าน" ผลัดกันช่วยก็อวยชัย

                แต่ถ้าเจอนักการเมืองประเภทแทรกเข้าไปเอาหน้า-หาเสียงก็...ซวยไป.

 

'บิ๊กป้อม' ยันรับฟังสองฝ่ายหลังเด็ก พปชร. ขย่ม 'วราวุธ' ปมซื้อขายเก้าอี้อธิบดีกรมอุทยานฯ

    
 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็ต้องดู เมื่อถามว่า จะต้องถามจากนายสิระ หรือไม่ว่ามีข้อมูลหรือพยานหลักฐานมากน้อยเพียงใด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เห็นว่าเขามีคลิปใช่มั้ย ซึ่งคลิปก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า”

เมื่อถามว่า รมว.ทส.จะฟ้องร้อง นายสัตวแพทย์ธีทัชฐ์ ที่ออกมาเปิดเผย เพราะไม่ใช่เรื่องจริง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทางนายวราวุธบอกแล้วว่า กรมที่เป็นข่าวไม่ได้มีการโยกย้ายด้วย ซึ่งต้องหาความจริงกันให้ได้

ถามอีกว่า หากนายวราวุธจะฟ้องสมาชิกพรรค พปชร. ไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อันนี้ตนยังไม่รู้

เมื่อถามว่า ก่อนที่จะออกมาเปิดเผยข้อมูลที่กระทบกับพรรคร่วมรัฐบาล สมาชิกพรรค พปชร.ควรพูดคุยกันภายในของพรรคก่อนหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่รู้เลยว่า เรื่องจริงหรือไม่ เดี๋ยวต้องสอบถามดู แต่จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และเชื่อว่าคงไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค พปชร.

ฎีกาสั่งจำคุก 4 เดือน "ลูกสนธิ-พชร" ผิดพรบ.ออกอากาศทีวี

5 ก.ย. 2562
0 0

ฎีกาสั่งจำคุก 4 เดือน ลูกสนธิ-พชร ผิดพรบ.ออกอากาศทีวี

สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาศาลอาญา หลังจากเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเพื่อมารับฟังคดีลูกชาย ฟ้อง บ.ไทยเดย์ บริษัทของเอเอสทีวี นิวส์วัน

โดยศาลสั่งให้ จำเลยเสียค่าปรับคนละ 90,000 บาท จำคุก 4 เดือน โทษจำให้รอลงอาญา

ในการมาศาลวันนี้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้มาให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด หลังการอ่านคำพิพากษา คุณสนธิ ได้กล่าว ขอบคุณศาล และได้เข้าไปโอบกอดจำเลย พร้อมให้กำลังใจ ด้วยท่าทีร่าเริงแจ่มใส พร้อมยังกล่าวว่า คิดถึงพี่น้องที่เคยร่วมต่อสู้ทุกคน ช่วงนี้จะขอเข้าผ่าตัดเศษกระสุนในศีรษะก่อน หลังจากหายดี ก็จะมาพบประชาชนทุกคน

(คลิกตรงรูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

..................................................

ชลประทานยันแม่น้ำชียังรับไหว ไม่กระทบอีสานกลาง-ล่าง

    
 

นายศักดิ์ศิริ กล่าวว่า จากพายุฝนที่ตกลงมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาจากอิทธิพลของพายุ 3 ลูกที่พาดผ่านประเทศไทย ซึ่งจากการวัดระดับน้ำฝนนั้นพบว่า จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยที่สุดคือที่ 250 มิลลิเมตร มากที่สุดคือที่ จ.ร้อยเอ็ด คือ 450 มิลลิเมตร ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และแหล่งน้ำสาธารณะจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดพบว่า เขื่อนจุฬาภรณ์มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ร้อยละ 29 เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ร้อยละ 24 และเขื่อนลำปาว มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ที่ร้อยละ 52 ดังนั้นแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำในความรับผิดชอบของชลประทานที่ 6 ตั้งแต่ จ.ชัยภูมิ หรือที่เรียกว่าพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำชี ยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมาก
            
“เมื่อตรวจวัดระดับน้ำในแม่น้ำชีนั้นตั้งแต่ จ.ชัยภูมิ มาจนถึง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น มีระดับน้ำในแม่น้ำชีจากมวลน้ำหลากจากอิทธิพลของพายุฝนอยู่ที่ร้อยละ 70 แต่ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ถึง จ.ร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำในแม่น้ำชีมากถึงร้อยละ 100 และตั้งแต่ จ.ร้อยเอ็ด ผ่านยโสธร ไปจนถึง จ.อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำเกินกว่า 100 % ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำนั้นประตูระบายน้ำและเขื่อนกั้นน้ำ รวมทั้งฝายกักเก็บน้ำตามแนวแม่น้ำชีจะยังคงไม่มีการระบายน้ำไปแต่อย่างใด เพราะแม่น้ำชีและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ยังคงรับน้ำได้อีกมาก อีกทั้งน้ำจากแม่น้ำพอง ก็ยังคงไม่มีการระบายใดๆ ดังนั้นประชาชนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลางและภาคอีสานตอนล่างมั่นใจได้ว่าจะไม่มีมวลน้ำหนุนจาก จ.ขอนแก่น และในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบนไปในพื้นที่อย่างแน่นอน” ผอ.ชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ระบุ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่ายังคงมีน้ำค้างทุ่งอีกกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ซึ่งน้ำจะไหลไปตามเส้นทางน้ำและลงสู่พื้นที่รับน้ำในจุดต่างๆ เพื่อเติมปริมาณน้ำให้เต็ม เนื่องจากที่ผ่านมานั้นลำน้ำและอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่นั้นมีระดับน้ำที่ติดลบ อย่างไรก็ตามจากการบริหารจัดการน้ำ รวมไปถึงหากไม่มีพายุฝนตกลงมาระยะนี้ ดูจากวันนี้ที่อิทธิพลจากพายุโซร้อนคาจิกิที่อ่อนกำลังลง ทำให้มั่นใจว่าภายใน 14 วัน สถานการณ์น้ำจะคลี่คลายลงและน้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ตามเส้นทางของน้ำที่ จ.อุบลราชธานี และอ่างเก็บน้ำต่างๆ จะมีปริมาณน้ำกักเก็บที่เพิ่มมากขึ้น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร เตือน!! 13 อ. ‘พิษณุโลก’ รับมือน้ำล้นตลิ่ง

เตือน!! 13 อ. ‘พิษณุโลก’ รับมือน้ำล้นตลิ่ง

05 Sep 2019
 
กรมชลฯ เตือนน้ำยมไหลถึงเมืองสองแคว เผยกระทบ 13 อำเภอเสี่ยงน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่ชุมชน ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวขนของไว้บนที่สูง

ดร.ทวีศักดิ์  ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า จากอิทธิพลของพายุ “โพดุล” ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ ปัจจุบันปริมาณฝนได้ลดลง แล้ว ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยม ที่สถานีวัดน้ำ Y.14 บริเวณบ้านดอนระเบียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มีปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดเมื่อเวลา 15.00 น. ของวานนี้(4 ก.ย.62) ในเกณฑ์ 1,043 ลบ.ม/วินาที       มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่ ปตร.แม่น้ำยม(บ้านหาดสะพานจันทร์)ลดลงในลำดับต่อไป     

                                  

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำยมเช้าวันนี้ (5 ก.ย. 62) ที่สถานวัดน้ำ Y.64 ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เวลา 7.00 น. วัดปริมาณน้ำไหลผ่านได้ 386 ลบ.ม/วินาที ระดับน้ำอยู่ต่ำกว่าตลิ่งเพียง 7 ซม. สถานการณ์น้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเริ่มเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งในเขตชุมชนดังกล่าวบางแห่งแล้ว

กรมชลประทาน ขอแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ติดกับลำคลองน้ำไหล และแม่น้ำยมสายเก่า-คลองเมม-คลองบางแก้ว ในเขตตำบลวังวน/ ตำบลพรหพิราม/ ตำบลหนองแขม/ ตำบลท่าช้าง อำเภอพรหมพิราม  และตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง /ตำบลบางระกำ/ ตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ และชุมชนที่อยู่บริเวณแม่น้ำยมสายหลักในเขตพื้นที่ตำบลบางระกำ ในเขตเทศบาลบางระกำ/ ตคุยม่วง/ ตำบลชุมแสงสงคราม/ ตำบลท่านางงาม/ ตำบลปลักแรด อำเภอบางระกำ ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวขนของไว้บนที่สูง หรือที่ปลอดภัย เพราะอาจเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่ชุมชนดังกล่าวได้

 อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว และย้ำให้ประชาชนคอยติดตาม รับฟังข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร 1460 สายด่วนกรมชลประทาน


หน้าแรก / ธุรกิจ การท่องเที่ยว “ฟู้ดแอนด์โฮเทล”คึก คาดปีนี้สะพัด5.5พันล้าน

“ฟู้ดแอนด์โฮเทล”คึก คาดปีนี้สะพัด5.5พันล้าน

05 Sep 2019

   เปิดแล้วงาน “ฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2019” คึกผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แห่ร่วมชมงาน คาดปีนี้ผู้เข้าร่วมงาน3 หมื่นคนคาดเงินสะพัดกว่า 5,500 ล้านบาท

นายจัสติน พาว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ต กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากภาพรวมของการท่องเที่ยวที่ยังสามารถขยายตัวได้โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) รายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือน กรกฏาคม 2562 ขยายตัว 4.7% ต่อปี คิดเป็น 3.33 ล้านคน

สอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ระบุว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562 คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ประมาณ 90.5 ล้านคน-ครั้ง เติบโต 2.6% มีการใช้จ่ายระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมูลค่าประมาณ 6.3 แสนล้านบาท เติบโต 4.9% นอกจากนั้นยังได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาลอีกด้วย 
จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้งานฟู้ดแอนด์โฮเทล ไทยแลนด์ 2019 มีผู้ประกอบการและผู้สนใจในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการ เข้าร่วมชมงานตั้งแต่วันแรกอย่างคึกคัก ซึ่งจากการสำรวจความสนใจของผู้เข้าร่วมชมงานพบว่าส่วนใหญ่ต้องการหาผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ บริการ และแนวคิดใหม่ๆ เพื่อเสริมและเพิ่มความหลากหลายให้แก่ธุรกิจและการบริการสำหรับลูกค้าหรือนำสิ่งที่จัดแสดงภายในงานไปสร้างเป็นจุดขายใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วงไฮซีซั่นปลายปี 

อย่างไรก็ดีคาดว่าตลอด 4 วันของการจัดตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 7 กันยายนนี้ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา จะมียอดรวมผู้เข้าร่วมชมงานทะลุ 30,000 คน โดยในปีนี้มีผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันงานเพิ่มขึ้น 9% และมีกลุ่มผู้เข้าร่วมชมงานจากต่างประเทศเข้าร่วมงานมากถึง 12 ประเทศ ได้แก่ จีน ศรีลังกา ไต้หวัน สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เมียนมาร์  ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และคาดว่าจะมีมูลค่าการค้าและการเจรจาธุรกิจภายในงานสูงถึง 5,500 ล้านบาท
 
โดยความน่าสนใจของการจัดงานฯ ปีนี้มีอยู่หลายส่วนด้วยกันไม่ว่าจะเป็น 2 พาวิลเลี่ยนใหม่จากสหภาพยุโรป (EU Business Avenues in South East Asia) และ  กรมการค้าภายใน ประกอบด้วยสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย (Thai Organic Trade Association - TOTA) สหพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Thailand Sustainable Agriculture Confederation -TSAC ) มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย (มกอท.) (Thai Organic Agriculture Foundation - TOAF) ซึ่งจะมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และการสัมมนาให้ความรู้ด้านอาหารออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก รวมถึงโอกาสของสินค้าออร์แกนนิกไทยในตลาดโลก
นอกจากนั้น ยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์จาก 11 พาวิลเลี่ยนนานาชาติ ได้แก่ อิตาลี สหภาพยุโรป เดนมาร์ก ศรีลังกา ญี่ปุ่น (3) เกาหลี (2) จีน (2) และบู๊ธจัดแสดงงานจากองค์กรภาครัฐ สมาคม และภาคเอกชนไทย-ต่างประเทศกว่า 542 ราย จาก 40 ประเทศทั่วโลก ทำให้มีจำนวนผู้ร่วมจัดแสดงงานในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา (2561) ถึง 17%

สำหรับโซนการจัดแสดงงานในปีนี้แบ่งเป็น 6 โซน ได้แก่ Coffee & Tea Culture, Food & Drinks, Food Service Equipment, Hospitality & Retail Technology Thailand, Hospitality Style และ Wine & Spirits Thailand พร้อม 2 โซนพิเศษที่จัดขึ้นในปีนี้เป็นครั้งแรก คือ Fine Food Thailand และ Restaurant & Bar Thailand ที่นำเสนอถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ เทคโนโลยี และแนวโน้มสำหรับอุตสาหกรรมร้านอาหารและบาร์ รวมถึงเวทีกิจกรรมกลาง (Live Theatre) ซึ่งมีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากชา การสร้างเครื่องดื่มค็อกเทล มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แนวโน้มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ไทยสู่ศูนย์กลางอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนนิกของอาเซียน ฯลฯ  

 
หน้าแรก / ธุรกิจ SME “ประยุทธ์”ดึง G20 ร่วมดัน MSME ก้าวทันดิจิทัล 4.0/เข้าถึงแหล่งทุน

“ประยุทธ์”ดึง G20 ร่วมดัน MSME ก้าวทันดิจิทัล 4.0/เข้าถึงแหล่งทุน

05 Sep 2019
อ่าน 121 ครั้ง
 

ภาคเอกชนและภาครัฐร่วมมือจัดงานประชุมวิชาการ  หวังเป็นเวทีสำคัญให้วิทยากรหน่วยงานในประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ทั้งภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม รวมทั้งผู้แทนจากประเทศสมาชิก G20 แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติ รวมถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสของผู้ประกอบการ MSMEs ในภูมิภาคอาเซียนที่ต้องเผชิญกับยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

               พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดงาน ประชุมวิชาการภายใต้หัวข้อ “ASEAN MSMEs in the Digital Era: Challenges and Opportunities” ซึ่งสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงการต่างประเทศจัดขึ้นว่า ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์แน่วแน่ในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย หรือที่เรียกว่า MSME โดยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ซึ่งเจตนารมณ์นี้สอดคล้องกับประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ไทยในฐานะประธานอาเซียนผลักดันเพื่อให้สมาชิกอาเซียนดำเนินการให้สำเร็จในปีนี้ (Priority Economic Deliverables)

ทั้งนี้ จะถูกแบ่งออกเป็น ด้าน  ได้แก่  การเตรียมความพร้อมของอาเซียนสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ การส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาคผ่านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว และการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ซึ่งการพัฒนาวิสาหกิจรายย่อยได้เป็นหนึ่งในประเด็นหลักภายใต้ด้านที่ ซึ่งเน้นให้มีการส่งเสริมการใช้ดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อย

สำหรับหัวข้อของการสัมมนาในวันนี้ “ASEAN MSMEs in the Digital Era: Challenges and Opportunities” เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากดิจิทัลอย่างเต็มที่ สนับสนุนให้เกิดการประสานความร่วมมือรัฐและเอกชนในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยการใช้ระบบพี่เลี้ยงและให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ รวมทั้งการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูล และเข้าถึงตลาด การส่งเสริม MSME เป็นเรื่องที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องดำเนินการร่วมกัน และยินดีมากที่เห็นภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันจัดงานในวันนี้ขึ้น โดยเอกชนทั้งรายใหญ่และ MSMEs เป็นผู้เล่นหลัก (Player)

ขณะที่รัฐทำหน้าที่สนับสนุน หรือเป็น Facilitator โดยความร่วมมือในรูปแบบนี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนา MSMEs อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นอกจากนี้ ในการประชุมผู้นำ G20 ตนได้มีโอกาสไปเชิญประเทศสมาชิก G20 มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างครอบคลุมกับประเทศอาเซียนด้วย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน การมีปฏิสัมพันธ์กับภาคีภายนอกภูมิภาค รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย จะเป็นกลไกสำคัญให้ประชาคมอาเซียนของเรามีความแน่นแฟ้น และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของอาเซียนที่เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันซึ่งเป็นไปตามแนวคิดหลักของไทยในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ คือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน

นายอรินทร์ จิรา ประธานสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council : ASEAN-BAC) และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การจัดงาน “ASEAN MSMEs in the Digital Era: Challenges and Opportunities” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเข้าสู่ยุคการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ให้แก่ผู้ประกอบการ MSMEs ในอาเซียนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยภายในงานจะมีการเสวนาโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียนภายใต้ 4 หัวข้อหลักดังต่อไปนี้ 

1.Advancing MSMEs 4.0 with Digital Transformation แนวทางในการนำเทคโนโลยียุคดิจิทัลมาปรับใช้สำหรับการบริหารจัดการธุรกิจ

2.Enhancing Capability for MSMEs through Public - Private Partnership ความคิดเห็นจากตัวแทนทางภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งวิธีการสนับสนุนทางด้านข้อมูลและให้คำปรึกษาในด้านเทคโนโลยีและการเข้าถึงตลาดและการเงินให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม   ,3.Financial Inclusion for MSMEs มุ่งเน้นไปที่การสร้างตระหนักรู้ในประเด็นปัญหา และอุปสรรคที่ผู้ประกอบการ MSMEs ต้องเผชิญในประเด็นการเข้าถึงตลาดและการเงินจากแหล่งเงินทุนผ่านสถาบันทางการเงิน และ4. Digitalization of Ecosystem for Financial Inclusion การเสวนาเกี่ยวกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสำหรับการเข้าถึงการเงินทั้งในรูปแบบดั้งเดิม ร่วมสมัย และดิจิทัล 

 

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ สสว. ได้เป็นหนึ่งในหน่วยงานของไทยที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพอาเซียนของไทย โดยเป็นการดำเนินการภายใต้หัวข้อหลัก (theme) “การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยอาเซียน (Digitalization of ASEAN Micro Enterprises)” ซึ่ง สสว. ได้ร่วมกับคณะกรรมการอาเซียนด้านวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้ดิจิทัลในการประกอบธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกันจัดทำ แนวทางการส่งเสริมการใช้ดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในอาเซียน” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการแนะแนวทางให้ผู้กำหนดนโยบายสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเน้นในเรื่องการสนับสนุนการเข้าสู่ระบบและการใช้ดิจิทัลในการออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดย สสว. จะได้เสนอเอกสารนี้ให้ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Minister Meeting: AEM) ให้การรับรองในเดือนกันยายน 2562 และเสนอผู้นำอาเซียนรับทราบในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 35 เดือนพฤศจิกายน 2562

                นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า การจัดงานประชุมในครั้งนี้ สอดรับกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีต่อการประชุมผู้นำ G20 ที่นครโอซากา เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความพร้อมของไทยในฐานะประธานอาเซียนที่จะขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนและ G20 อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสานต่อแนวคิด ASEAN Outlook on the Indo-Pacific โดยหนึ่งในประเด็นที่เสนอ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติที่ดีกับ G20 ในเรื่องการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างครอบคลุมโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการเงินเพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างครอบคลุมให้แก่ชุมชนห่างไกล สตรี เยาวชน และผู้ประกอบการ start up ซึ่งในวันนี้ มีผู้แทนประเทศสมาชิก G20 มาร่วมกับพวกเราอาเซียน รวมถึงมีผู้แทนจากญี่ปุ่นในฐานะประธาน G20 ในปีนี้ มาร่วมเป็นวิทยากรด้วย

หน้าแรก / อสังหาริมทรัพย์ เห็นพ้อง! คุมเข้มรถบรรทุก เข้ากรุงวิ่งได้เฉพาะเที่ยงคืนถึงตี4 

เห็นพ้อง! คุมเข้มรถบรรทุก เข้ากรุงวิ่งได้เฉพาะเที่ยงคืนถึงตี4 

05 Sep 2019
 

กรมการขนส่งทางบก จัดประชุมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อการแก้ไขปัญหาจราจร ตามนโยบายกระทรวงคมนาคมที่มีแนวทางปรับเวลาให้รถบรรทุกวิ่ง เข้าเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในปัจจุบัน 

นายพีระพล  ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก พร้อมดำเนินการตามนโยบายกระทรวงคมนาคม เรื่องแนวทางการปรับระยะเวลาในการขนส่งด้วยรถบรรทุกในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อการแก้ปัญหาจราจร ให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรและพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในปัจจุบัน ตามที่กระทรวงคมนาคมมีแนวทางจะปรับเวลาให้รถบรรทุกห้ามวิ่งขนส่งในช่วงเวลากลางวัน และจะอนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลา 24.00-04.00 น. จากเดิมที่ให้เดินรถได้ในเวลา 10.00-15.00 น. และ 21.00-05.00

ทั้งนี้กรมการขนส่ง  ทางบกได้จัดประชุมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ฯลฯ ถึงความเหมาะสมในการปรับเวลาให้รถบรรทุกวิ่งในช่วงเวลาดังกล่าว 

โดยข้อมูลความคิดเห็นทั้งหมดจะถูกนำเสนอแด่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก่อนกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ ภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบรอบด้าน โดยพิจารณาความสมดุลในทุกมิติให้มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในทุกด้าน ทั้งเรื่องเวลาในการขนส่งสินค้า การจราจร คุณภาพสินค้า ความปลอดภัย รวมถึงต้นทุนสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะมารองรับการประกอบการของภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการผู้เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกและประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดจากรถบรรทุก ในทุกปัจจัยเสี่ยงขอให้ผู้ประกอบการกวดขันเรื่องการจัดให้มีสิ่งป้องกันไม่ให้สินค้าที่บรรทุกตกหล่นรั่วไหล กรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถขัดข้อง จนมีความจำเป็นต้องจอดรถบนทางเดินรถหรือไหล่ทาง ต้องจอดรถในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจร และต้องแสดงเครื่องหมายรูปสามเหลี่ยมด้านเท่ายาวไม่ต่ำกว่าด้านละ 50 เซนติเมตร พื้นเป็นสีขาวสะท้อนแสง มีเส้นขอบสีแดงสะท้อนแสงกว้าง 5 เซนติเมตร

มีสัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหัวท้ายมนสีดำกว้าง 8 เซนติเมตร ยาว 25 เซนติเมตร อยู่ตรงกลางบนพื้นสีขาวในแนวดิ่ง พร้อมขาตั้งหรือฐานตั้งโดยแสดงเครื่องหมายดังกล่าวบริเวณด้านหน้าและด้านท้ายรถ ระยะการวางไม่ต่ำกว่า 50 – 150 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่สามารถเตือนให้ผู้ใช้รถอื่นสังเกตเห็นและหลีกเลี่ยงหรือหยุดรถได้อย่างปลอดภัย และต้องแสดงสัญญาณไฟกะพริบ (ไฟฉุกเฉิน) และให้รีบดำเนินการแก้ไขเคลื่อนย้ายรถออกจากทางเดินรถหรือไหล่ทางโดยเร็ว

 กรณีรถพ่วงบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ให้ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับยึดตรึงตู้คอนเทนเนอร์ (Twist Lock) ไว้กับตัวรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมทั้งพนักงานขับรถทุกคนต้อง“ไร้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์” นอกจากนี้พนักงานขับรถที่ขับรถติดต่อกัน เกิน 4 ชั่วโมง ต้องหยุดพักไม่น้อยกว่า 30 นาที จึงจะขับรถต่อไปได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมงติดต่อกัน เมื่อครบระยะเวลาดังกล่าวต้องเปลี่ยนคนขับทันที อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

 

SME ห้ามพลาด ลงทะเบียนเช็ก "เทรนด์อาหาร" ฟรี 500 คนแรกมีรางวัล!
อัปเดตนวัตกรรมในอุตสาหกรรมอาหารกับ Fi Asia 2019 ที่ไบเทค บางนา 11-13 ก.ย.62
Fi Asia 2019
 
 
  • เห็นพ้อง! คุมเข้มรถบรรทุก เข้ากรุงวิ่งได้เฉพาะเที่ยงคืนถึงตี4 
  •  
  • ‘มูนเค้ก’ ทะยานพันล้าน บิ๊กเนมอัดกลยุทธ์ตลาดชิงแชร์
  •  
  • “ประยุทธ์”ดึง G20 ร่วมดัน MSME ก้าวทันดิจิทัล 4.0/เข้าถึงแหล่งทุน
  •  
  • ศาลยกฟ้อง 5 แนวร่วม"นปช." ยิงเอ็ม79ถล่มเวทีกปปส.
  • “สรยุทธ”เฮ!ฎีกายกฟ้องคดีโกงอสมท.138 ล้าน
  •  
  • เตือน!! 13 อ. ‘พิษณุโลก’ รับมือน้ำล้นตลิ่ง
  •  
  • แบงก์ ทำใจ ตัดหนี้สูญ ‘EARTH’
  •  
  • ฟ้องทอท.150 ล้าน ลุ้นทางหลวงคุมที่

5 กันยายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน