*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3770
  • จำนวนผู้ชม : 2395350
  • จำนวนผู้โหวต : 521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 521 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 353 , 14:27:53 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สิงห์นอกระบบ , พุธทรัพย์ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ถ้าจะพูดว่า ผู้มีอำนาจในวงการการเมืองของไทย สามารถตั้งตัวเป็นเอเย่นต์จำหน่ายตำแหน่งต่างๆในกระทรวง ทบวง กรม

ที่ตนรับผิดชอบ ให้แก่ข้าราชการที่ต้องการโดยทางลัดนั้น หากจะเอาไปสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วจักรวารก็ย่อมได้เสมอเลย

ทั้งนี้ การซื้อ - ขายตำแหน่ง นั้น เป็นหน้าที่ของผู้ต้องการตำแหน่งที่จะต้อง 'วิ่งเต้น' ให้เข้าถึงผู้มีอำนาจเป็นสิ่งแรก แล้วจะต้องใช้

เวลา 'นวดเฟ้น' พร้อมหาของถูกใจมา 'จิ้มก้อง' ผู้มีอำนาจหรือที่เรียกกันว่า 'เจ้านาย' ตามวาระอันควรและสม่ำเสมออีกด้วย ห้ามขาด

หรือลืมเป็นอันขาด

         จากตัวอย่างที่ผ่านมาและเห็นกันทั่วไปนั้น งานวันเกิดของ 'เจ้านาย' จะต้องเอิกเกริกเป็นงานใหญ่ของจังหวัดที่เป็นฐานของ

'เจ้านาย' เลยทีเดียว โดยจะต้องมีการตั้งซุ้มและโต๊ะจีนนับร้อยโต๊ะเป็นประจำทุกๆปี โดย 'เจ้านาย' มิต้องเอ่ยปากสักแอะเดียว แต่

บรรดาสาวกต่างหาก ที่จะต้องรู้หน้าที่ของตัวในการจัดหา เป็นต้น

         สำหรับค่าหรือราคาตำแหน่งก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่ 'เจ้านาย' ไม่ต้องเอ่ยปากเช่นกัน แต่ผู้ที่ต้องการตำแหน่งจต้องเป็นฝ่ายประ

เมินตามที่คิดว่าสมควร และจะต้อง 'หาข่าว' ก่อนว่า ค่าตำแหน่งเดียวกันนี้ ที่ผ่านมาราคามากน้อยเท่าใด และจะต้องบวกค่าเงินเฟ้อ

อีกเท่าไรด้วย

         ทั้งหมดดังกล่าวแล้ว 'เจ้านาย'ผู้มีอำนาจ จึงไม่เกรงต่อการสาบานแต่อย่างไรเลย แต่จะต้องได้ชื่อว่ามือสะอาดในเรื่องนี้

เสือนอนกิน ... กินอิ่มแล้วก็นอน

 

 

เมื่อ "นิสิตจุฬาฯ" ซนข้ามชาติ

    
 

 

 

                ขยะพิษ.........

                ไม่น่าห่วงเท่าผลิตผล "สังคมพิษ"

                อย่างกรณีวานซืน วัยรุ่นในเครื่องแบบนิสิตจุฬาฯ กลุ่มหนึ่ง ไปรวมตัวกันที่หน้าหอศิลปฯ

                แสดงสัญลักษณ์ "ปฏิวัติร่ม" เป็นแนวร่วมนายโจซัว หว่อง

                ชูป้ายข้อความ #THstandwithHK

                ข้อความ "We are not seeking revolution.We just want democracy!"-Joshua  Wong

                และข้อความอื่นๆ ในภาษาจีน

                นิสิตจุฬาฯ กลุ่มนี้ เรียกตัวเองว่า "กลุ่มพื้นที่เสรี" นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และ จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เป็นตัวนำ

                เนติวิทย์ยืนโชว์ปกหนังสือ "หลิว เสียว โป"

                ผู้เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในจีน ต่อต้านคอมมูนิสต์ เชิดชูประชาธิปไตย

                เขาถูกจับข้อหายุยง บ่อนทำลาย ติดคุก ๑๑ ปี

                ได้รับรับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จากประชาธิปไตย ค่ายตะวันตก

                เสียชีวิตในคุกด้วยมะเร็ง เมื่อปี ๒๕๖๑ ในวัย ๖๑ ปี

                https://themomentum.co/th-stand-with-hk/ สื่อในเครือข่าย ขยายความการชุมนุมของพวกเขาไว้ ดังนี้

                วันนี้เวลา 18.00 น. กลุ่มพื้นที่เสรี ซึ่งเป็นกลุ่มนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ราว 20 คน

                นัดชุมนุมเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการกางร่ม เพื่อสนับสนุนการชุมนุมในฮ่องกงต่อต้านระบอบอำนาจนิยมและเรียกร้องประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร

                ตัวแทนนักศึกษากลุ่มพื้นที่เสรีระบุว่า เหตุที่เลือกใช้รูปแบบการกางร่ม

                เพราะร่มเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวในฮ่องกงมาตั้งแต่เมื่อปี 2014

                หรือที่รู้จักกันในนาม การปฏิวัติร่ม หรือ (Umbrella Movement)

                การรวมตัวกันของกลุ่มนิสิตและนักกิจกรรมในครั้งนี้ มีการชูป้ายข้อความ #THstandwithHK

                ซึ่งแม้ล่าสุด จะมีการถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วงไปแล้ว

                แต่ผู้ชุมนุมที่ฮ่องกงยังคงขยายประเด็นไปสู่การเรียกร้องอธิปไตยจากจีน

                ซึ่งการชุมนุมที่มีมานานกว่าสามเดือนนั้น มีการปราบปรามและจับกุมผู้ชุมนุมไปแล้วกว่า 1,200 คน

                การรวมตัวกันแสดงพลังในครั้งนี้ เป็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของกลุ่มกิจกรรมใหม่ภายใต้ชื่อ ‘กลุ่มพื้นที่เสรี’

                โดยมีนักกิจกรรมอย่าง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และ จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เข้าร่วมด้วย

                สิรินทร์ มุ่งเจริญ นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเล่าว่า

                สาเหตุที่ตั้งชื่อกลุ่มว่า ‘พื้นที่เสรี’ เพราะในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจจะหาเพื่อนที่มีความสนใจทางสังคมได้จำกัด

                เช่น ถ้าสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาผู้ลี้ภัย หากคุยกับเพื่อน ก็อาจจะไม่ค่อยมีคนสนใจร่วมคุยด้วย

                ครับ....

                ผมอ่านข้อความแล้วดูภาพในมุมต่างๆ ที่เขาเผยแพร่ด้วยความเข้าใจคนวัยแตกเนื้อหนุ่ม-เนื้อสาว

                ยิ่งเห็นหน้าบางคนเขลอะสิว ก็ยิ่งเข้าใจ ว่าวัยรุ่นในเครื่องแบบนิสิตกลุ่มนี้ ฮอร์โมนกำลังทำงาน

                "วัยแตกพาน" ไม่ว่าหญิงหรือชาย อยู่ในช่วงฮอร์โมนจะกระตุ้นความรู้สึก-นึก-คิด ผ่านการแสดงออกในลักษณะ

                อยากเด่น อยากดัง อยากให้คนสนใจ อยากได้การยอมรับ อยากเป็นฮีโร่

                ทุกคน เมื่อเข้าสู่วัยนี้ ต่อมอีโก้ คือต่อมมิจฉาทิฐิ กับต่อมสติ-สำนึก คือต่อมสัมมาสติ จะขับเคี่ยวกัน

                เป็นช่วง "หัวเลี้ยว-หัวต่อ" ใครจะเป็นแบบไหน วัดได้จากช่วงนี้แหละ

                "วัยรุ่น" ที่เรียกกันตอนนี้ว่า "คนรุ่นใหม่" จึงเป็นเป้าหมายของ "นักล่า" กลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มดีและกลุ่มร้าย

                เพื่อต่อตา, ทาบกิ่ง, ตัดต่อ ฟอกย้อมโลกทัศน์ และชีวทัศน์ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือ   ดังนั้น วัยรุ่น จะเป็นแบบไหน ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ว่า เขาจะให้ต่อมอีโก้นำหรือต่อมสำนึกนำ?

                พระพุทธเจ้าตรัสบอกทางอันเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตไว้ ๓๘ ข้อ ๓ ใน ๓๘ ข้อ มีว่า

                อะสวะนา จะ พาลานัง การไม่คบคนพาลทั้งหลาย

                ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา การคบแต่บัณฑิตทั้งหลาย

                ปูชา จะ ปูชะนียานัง การบูชาคนที่ควรบูชา

                เอตัมมัง คะละมุตตะมังฯ ๓ ข้อนี้ เป็นมงคลสูงสุด

                คำถามมีว่า.........

                การที่นิสิตจุฬาฯ ที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มพื้นที่เสรี" ชุมนุมแสดงตนเป็นแนวร่วมโจซัว หว่อง ในปฏิบัติการฮ่องกงนั้น

                -เป็นกิจกรรมเหมาะสมหรือเสือกสะเหล่อไปยุ่งในเรื่องราวของบ้านเมืองเขาโดยใช้ที่?

                -เป็นกิจกรรมด้วยความเห็นชอบของมหาวิทยาลัย ของสภานิสิตฯ

                หรือด้วยเขลาในคราบนิสิตเฉพาะตน สมคบ ยอมให้เขาชักนำจากกลุ่มคน, พรรค, ขบวนการใด-ขบวนการหนึ่ง?

                - สมควรหรือไม่ ที่สวมเครื่องแบบนิสิตไปแสดงกิจกรรมเสือกสอดในประเด็นที่กำลังปัญหาของประเทศอื่นเขา

                แถมยังใช้ความเป็น "ประเทศไทย" ไปในความตื้นเขินที่ไร้ความรับผิดชอบ โดยติดเครื่องหมาย #THstandwithHK ?

                -ด้วยความเป็นนิสิต..........

                คำว่า จุฬาฯ และพระเกี้ยวบนหน้าอก ไม่ทำให้พวกเธอสำนึกเลยหรือว่า สิ่งที่พวกเธอทำครั้งนี้

                ตื้นเขิน น่าอับอาย ทำคนทั้งสถาบันพลอยแบกรับสายตาดูแคลนจากสังคม

                การเอาชื่อประเทศไปรองรับความเป็นนิสิตสะเหล่อ รู้ไหมว่า มันสะท้อนถึงระบบการบ่มเพาะของสถาบันด้วย

                ถ้าไม่เจตนาสร้างปัญหา....

                ก็แสดงว่านิสิตไร้เดียงสาต่อเรื่องที่เปราะบางระหว่างประเทศเอามากๆ

                พวกชุมนุมฮ่องกงก็ใช่ว่าจะซูฮกยกย่องพวกเธอ ทั้งพวกสิทธิมนุษยชน ก็ไม่มีเหรียญให้ นอกจากแอก (ที่แบกกันอยู่)

                นิสิตจุฬาฯ มีเกือบ ๔ หมื่นคน.......

                แต่พวกเธอแค่ ๒๐ คน ทำให้นิสิตเกือบ ๔ หมื่น พลอยต้องถูก "ประเมินต่ำ" จากพฤติกรรมอีโก้พวกเธอไปด้วย

                จากที่ "สิรินทร์ มุ่งเจริญ"

                นิสิตชั้นปีที่ ๓ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม เล่า.....

                "สาเหตุที่ตั้งชื่อกลุ่มว่า ‘พื้นที่เสรี’ เพราะในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจจะหาเพื่อนที่มีความสนใจทางสังคมได้จำกัด

                เช่น ถ้าสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาผู้ลี้ภัย หากคุยกับเพื่อน ก็อาจจะไม่ค่อยมีคนสนใจร่วมคุยด้วย"

                ตรงนี้สะท้อนชัด.......

                นิสิตเป็นหมื่นๆ ในจุฬาฯ เขาไม่ต้องการส้องเสพเสวนาคบหากับกลุ่มนิสิตวิปลาส อย่างพวกเธอ ๒๐ กว่าคน

                ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สนใจสังคม ไม่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือปัญหาผู้ลี้ภัย อย่างที่พวกเธอเข้าใจ

                เขาเข้าใจ.......

                แต่เขาเหล่านั้น รู้พาล รู้บัณฑิต มีสำนึกใคร่ครวญ รู้การณ์ควร-ไม่ควร และรู้กรอบดำรงตนในเครื่องแบบนิสิต

                ทุกอย่างมีกรอบ ขอบเขต ใช่ว่าอ้างสิทธิมนุษยชน แล้วกูจะทำอะไรก็ได้ในโลกนี้

                มันไม่ใช่......

                อย่างนิสิตหญิงคนหนึ่งที่ยืนชูป้าย ขอถามคำ ทำไมจึงทาลิปสติกแดงแจ๋เฉพาะขอบปาก?

                ทำไมไม่ทาลากไปถึงจมูก แก้ม ลูกตาด้วยล่ะ ในเมื่อปากเธอ หน้าเธอ มีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้มิใช่หรือ?

                คำตอบ คือ ทุกอย่างมันมีกรอบ ถ้าเลยกรอบ จากสวย มันจะกลายเป็นทรามทันที

                ลิปสติกนั้น ถ้าทาเลยขอบปาก มันก็ไม่สวยแล้ว จากงามเพราะแต่ง จะกลายเป็นอีบ้า เพราะเกินงาม

                นัยเดียวกัน คำว่าสิทธิเสรีภาพ การใช้ ก็ต้องมีกรอบเช่นกัน จึงจะงาม

                การแต่งนิสิตไปชูป้าย มันเกินงาม ถึงขั้นยุ่มย่ามเข้าไปในประเทศอื่นเขา เช่นนี้ เรียกว่า สิทธิเสรีภาพ "ล้นกรอบ"

                อาจเป็นบูมเมอแรง ย้อนกลับมาทำลายทั้งประเทศและตัวปัญญาชนเขลาเองได้ ชนิดที่ต้องบอกว่า

                น่าอดสูและสมเพช!

                แต่งเครื่องแบบนิสิตจุฬาฯ แต่ว่ามี "เนติวิทย์-จ่านิว" เป็นตัวนำ แค่นี้ มันตอบทุกข้อสงสัย และทุกเจตนาให้ทุกคนได้รู้หมดแล้วว่า

                กลุ่ม "พื้นที่เสรี" นี้ สวะลอยน้ำมาจากไหน?

                จุฬาฯ นี่.........

                "เปลืองชื่อ-เปลืองตัว" ไปมากแล้ว

                หรือระดับบริหาร ใช้คำว่า "สิทธิเสรีภาพ" บนตรรกะฐานเดียวกับบางนิสิต-บางอาจารย์ด้วยก็มิทราบ?

 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 หมวดหมู่ : การเมือง 

 

 

 

..............................................................

 

กรุงเทพฯ ครองแชมป์ 4 ปีติด เมืองที่ต่างชาติมาเยือนมากที่สุด


    
 

มาสเตอร์การ์ดเผยดัชนีเมืองจุดหมายปลายทางของโลกประจำปี 2019 กรุงเทพฯ ครองแชมป์เมืองที่ชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ 23 ล้านคนเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนยอดใช้จ่ายติดอันดับ 3 ของโลก

 

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสอบถามราคาว่าจ้างรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562  / Mladen ANTONOV / AFP

    เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 ว่าดัชนีเมืองจุดหมายปลายทางของโลกประจำปี 2019 สำรวจโดยมาสเตอร์การ์ด เผยเผยแพร่ที่นิวยอร์กเมื่อวันพุธ ระบุว่า ปี 2561 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติมาเยือนและพักค้างคืนในกรุงเทพฯ ถึง 22.78 ล้านคน และทำนายว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ ในปี 2562 นี้จะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.34%

    รายงานของซีเอ็นเอ็นกล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนกรุงเทพฯ มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ชาวจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมนั้นมีอาทิ พระบรมมหาราชวัง, วัดอรุณฯ และทริปท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่ใช้เวลาไป-กลับใน 1 วัน

    การจัดอันดับจุดหมายปลายยอดนิยมประจำปีของมาสเตอร์การ์ดนั้นพิจารณาจากจำนวนผู้มาเยือนแบบค้างคืนทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางมาทำธุรกิจ กับการจับจ่ายใช้สอย โดยสำรวจเมืองใหญ่ 200 เมืองทั่วโลก

    เมืองอื่นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรองลงมาใน 10 อันดับแรกนั้นมีกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมืองเดียวที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนและค้างคืนลดลงจากปีก่อนหน้านั้น 4%

    รายงานปีนี้พบว่า จำนวนชาวต่างชาติเดินทางเยือนและพักค้างคืนในประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นในภาพรวม โดยเพิ่ม 76% นับจากปี 2552 นอกจากนี้ เมืองในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นมากที่สุด 9.4% นับแต่ปี 2552

    ด้านการใช้จ่าย นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครองอันดับหนึ่ง โดยผู้มาเยือนแบบค้างคืนใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 553 ดอลลาร์ คิดเป็นจำนวนรวมทั้งปีเกือบ 31,000 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยนครมักกะฮ์ของซาอุดีอาระเบีย มียอดใช้จ่ายรวม 20,090 ล้านดอลลาร์ และกรุงเทพฯ 20,030 ล้านดอลลาร์.

    10 อันดับเมืองจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนและค้างคืนมากที่สุดในปี 2018 มีดังนี้    

    1. กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 22.78 ล้านคน
    2. กรุงปารีส ฝรั่งเศส 19.10 ล้านคน
    3. กรุงลอนดอน อังกฤษ 19.01 ล้านคน
    4. นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 15.93 ล้านคน
    5. สิงคโปร์ 14.67 ล้านคน
    6. กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย 13.79 ล้านคน
    7. นครนิวยอร์ก สหรัฐ 13.60 ล้านคน
    8. นครอิสตันบุล ตุรกี 13.40 ล้านคน
    9. กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น 12.93 ล้านคน
    10. เมืองอันตัลยา ตุรกี 12.41 ล้านคน

 .....................................................

 

หน้าแรก / Tech ไอที กรมอุตุฯยุคใหม่ใช้ IoT-AI พยากรณ์อากาศ

กรมอุตุฯยุคใหม่ใช้ IoT-AI พยากรณ์อากาศ

06 Sep 2019
อ่าน 137 ครั้ง
 

นายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงในประเด็น “อุตุฯ ยุคใหม่ ไม่ใช่ธรรมดา” โดยเปิดเผยว่า             สำหรับเป้าหมายหลัก คือ การตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ สังคม และประชาชนโดยการตรวจ เฝ้าระวัง พยากรณ์อากาศ เตือนภัยธรรมชาติด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และทันเหตุการณ์ มุ่งสู่วิสัยทัศน์ เป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้านอุตุนิยมวิทยา เตือนภัยธรรมชาติ เพื่อคุณภาพและประโยชน์ของสังคม 

     ปัจจุบันกรมอุตุนิยมวิทยาได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในการตรวจอากาศ วิเคราะห์ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC : High Performance Computer)            เพื่อคาดการณ์สภาพอากาศและภูมิอากาศเพื่อการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติที่แม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องในการพยากรณ์อากาศมีความละเอียดในระดับพื้นที่ พร้อมทั้งยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น Internet of Things (IoT) การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการดิจิทัลที่ชาญฉลาดเข้าถึงทุกที่ทุกเวลา (Digital Service) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญและมุ่งสู่การพัฒนาในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาคประชาชนในการนำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ตามอาชีพของตน ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลประกอบธุรกิจตามประเภทธุรกิจของตน หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมได้อย่างมีประสิทธิผลและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ให้กับประเทศได้

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค 139โรงงานรับรางวัลเข้าเกณฑ์รง.สีเขียว

139โรงงานรับรางวัลเข้าเกณฑ์รง.สีเขียว

06 Sep 2019
 
กรมโรงงานอุตสาหกรรมปลื้มงานรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวปี 62 โรงงานปรับตัวเข้าเกณฑ์คึกคัก  139  โรงงานรับรางวัลหวังสร้างมาตรฐาน ยกระดับโรงงานไทย เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เคียงคู่ชุมชนไทย

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการจัดงานรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวและงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ “Green Industry Forum” ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาสถานประกอบการสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ประจำปีงบประมาณ 2562 ว่า ขณะนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแผนงานพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไว้ 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระยะที่ 2 ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) ระยะที่ 3 เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industry Town) และระยะที่ 4 สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต,  การลดการใช้ทรัพยากรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบสภาพแวดล้อม เป็นต้น

โรงงานอุตสาหกรรมที่พัฒนาจนสามารถยกระดับเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว แสดงให้เห็นว่ามีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โรงงานได้ยึดมั่นในการประกอบกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อเข้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันโรงงานที่ได้รับรองอุตสาหกรรมสีเขียวจะได้สิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ในปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาเพิ่มเติมเงื่อนไขการขอรับสิทธิพิเศษให้แก่โรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวตั้งแต่ระดับที่ 3 ขึ้นไป ภายในระยะเวลา 2 ปีนับแต่วันเปิดดำเนินการ เป็นต้น”       นายทองชัย กล่าว 

สำหรับการจัดงานรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมในครั้งนี้ เป็นการมอบรางวัลแก่สถานประกอบการที่ได้รับการยกระดับเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 และระดับที่ 5 ในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งมีจำนวน 139 ราย ประกอบด้วย สถานประกอบการที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) จำนวน 115 ราย สถานประกอบการที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network) จำนวน 24 ราย

“การจัดงานรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียวถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่สถานประกอบการ ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน รวมทั้งเป็นการสร้างภาพลักษณ์และทัศนคติที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมของไทยอีกด้วย”

 
หน้าแรก / อสังหาริมทรัพย์ ลงใต้แล่นฉิว! เปิดใช้4เลน  ช่วงปราณบุรี-ประจวบฯยาว 132 กม.

ลงใต้แล่นฉิว! เปิดใช้4เลน  ช่วงปราณบุรี-ประจวบฯยาว 132 กม.

06 Sep 2019

     กรมทางหลวง ปรับปรุงถนนเพชรเกษม สาย อ.ปราณบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทางกว่า 132 กม. แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางสู่ภาคใต้

รายงานข่าวจาก กรมทางหลวง โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 1 ได้ดำเนินการบูรณะโครงข่ายสายหลักระหว่างภาคบนทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) สาย อ.ปราณบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างกม.249 - กม.381 แล้วเสร็จ รวมระยะทาง 132 กิโลเมตร โดยรูปแบบเป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษ 4 ช่องจราจร (ไปกลับข้างละ 2 ช่องจราจร) เกาะกลางแบ่งช่องเป็นแบบยก(Raised  Median)  และเกาะกลางแบบกดเป็นร่อง (Depressed  Median) ซึ่งเส้นทางดังกล่าวอยู่ในท้องที่อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน และอำเภอกุยบุรี   

สำหรับเส้นทางดังกล่าวถือเป็นทางหลวงสายหลักในการเดินทางสู่ภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมของประเทศ ระบบโลจิสติกส์ และโครงข่ายสายหลักระหว่างภาคทั่วประเทศ ซึ่งทางหลวงหมายเลข 4 ช่วง อำเภอปราณบุรี - อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเส้นทางที่ใช้งานมานานทำให้ผิวทางเกิดความชำรุดเสียหาย จึงจำเป็นต้องทำการบูรณะปรับปรุงผิวทางเดิมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการคมนาคมขนส่งสู่ภาคใต้ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของทางหลวงและเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคมของประเทศอีกด้วย

 หน้าแรก / Politics คดี“บุญทรง”จีทูจีข้าว ลุ้นยาวๆ 5 ชั่วโมง คาดรู้ผลช่วงเย็นนี้

คดี“บุญทรง”จีทูจีข้าว ลุ้นยาวๆ 5 ชั่วโมง คาดรู้ผลช่วงเย็นนี้

06 Sep 2019
 
ศาลเริ่มอ่านคำวินิจฉัยอุทธรณ์ "บุญทรง-ขรก.-เอกชน" คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี เที่ยง คาดใช้เวลา 5 ชั่วโมง รู้ผลราว 17.00 น.วันนี้ ทนายเผย “บุญทรง” เครียดบ้างเล็กน้อย ขณะที่อัยการอุทธรณ์ขอเพิ่มโทษจำเลยบางคน 
เช้าวันนี้ (6ก.ย.62) ที่อาคารศาลฎีกา สนามหลวง  นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้เดินทางมาถึงศาลก่อนเวลานัดฟังคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 11.00 น. เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าร่วมฟังคำพิพากษา 

นายนรินทร์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆว่า ก่อนหน้านี้ 2-3 วันก็ได้พูดคุยกับนายบุญทรง จำเลยที่อยู่ในเรือนจำ ซึ่งได้รับทราบหมายศาลแจ้งกำหนดนัดฟังคำพิพากษาแล้ว ก็มีอาการเครียดอยู่บ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ดี หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล 

โดยคดีนี้อัยการสูงสุดโจทก์ ก็ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยบางรายด้วย ขณะที่จำเลยก็ได้ขออุทธรณ์คำพิพากษาเช่นกัน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายบุญทรง และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ ต้องคำพิพากษาตามศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในครั้งแรกนั้น  15 ราย ศาลก็ได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำมาตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อมารอฟังคำพิพากษาในวันนี้เวลา 11.00 น. 

โดยวันนี้ นายเดชนัฐวิทย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บุตรชายของนายบุญทรง ก็ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจบิดาด้วย ขณะก่อนที่จะถึงเวลานัดฟังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็ได้นำตัวกลุ่มจำเลยที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำมาพักอยู่ในห้องควบคุมตัวบริเวณชั้น 1  ของศาลฎีกา 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 11.00 น.ทางศาลได้ให้คู่ความทั้งอัยการโจทก์, จำเลย, ทนายความ รวมทั้งกลุ่มญาติจำเลย ทยอยเข้าห้องพิจารณาเพื่อเตรียมรอฟังการอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ โดยเริ่มอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในเวลา 12.00 น 

สำหรับบรรยากาศโดยรอบอาคารศาลฎีกา สนามหลวง ก็ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และรปภ.ของศาล กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งได้มีการนำแผงกั้นมาวางยาวตลอดแนวถนนประมาณ 300-400 เมตรฝั่งคลองหลอดด้านหลังอาคารศาล เพื่อเป็นพื้นที่ให้สำหรับสื่อมวลชนที่ติดตามมาถ่ายภาพทำข่าว 

ในการฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีการทุจริตระบายข้าวจีทูจีวันนี้ ศาลฎีกาได้กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับสื่อมวลชนไว้ เข้มงวด ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปในบริเวณอาคารศาลและในห้องพิจารณาคดี ทั้งนี้เพื่อความเรียบร้อย โดยในส่วนของกลุ่มทนายความ, ญาติจำเลย กับผู้ที่ติดตามที่จะเข้าร่วมฟังคำพิพากษาภายในห้องพิจารณาคดี ก็มีข้อปฏิบัติเข้มงวดเช่นกัน 


     ทั้งนี้ในการอ่านคำพิพากษาวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ คาดว่าจะใช้เวลานานพอสมควร อาจจะเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 17.00 น. 

                             

 สำหรับคดีนี้ครั้งแรกที่เคยได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อเดือน ส.ค.2558 ก็เคยใช้ระยะเวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของจีทูจี วันพรุ่งนี้ (6 ก.ย.) นั้น สืบเนื่องจากที่อัยการโจทก์ และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต่อกฎหมายใหม่ (ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกผู้พิพากษาฎีกาและผู้พิพากษาอาวุโสในชั้นฎีกา ที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะในศาลฎีกาจำนวน 9 คนที่ไม่เคยนั่งพิจารณาคดีจีทูจีมาก่อน มาเป็นองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์จะเลือกเป็นรายคดี) 

ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2560 ให้จำคุกตั้งแต่ 4-48 ปีกลุ่มนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูงกรมการค้าต่างประเทศ รวมทั้งเอกชนกลุ่มนักค้าข้าว ที่ตกเป็นจำเลยรวม 15 ราย คือจำเลยที่ 1,2,4,5,6,7, 8,9,11,12,13,14,15,17,18 และปรับ 3 ราย คือ “บจก.สยามอินดิก้า” จำเลยที่ 10 เป็นเงิน 1 ล้านบาท ,  “บจก.กีธา พร็อพเพอร์ตี้” จำเลยที่ 20 จำนวน 25,000 บาท  และ“น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร” บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 21 จำนวน 40,000 บาท กับให้ บจก.สยามอินดิก้า-น.ส.ธันยพร ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายกับกระทรวงการคลัง จำนวน 1,294,109,764.80 บาทด้วย 

นอกจากนี้ให้ บจก.สยามอินดิก้า จำเลยที่ 10 , เสี่ยเปี๋ยง นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 14 และนายนิมล หรือโจ รักดี คนสนิทเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 15 ร่วมกันชดใช้กระทรวงการคลังด้วย 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่รับมอบข้าวตามสัญญาแต่ละฉบับ โดยยกฟ้องจำเลยที่ 19 ซึ่งเป็นสามีของญาตินายอภิชาต และกลุ่มโรงสีกับผู้บริหารโรงสี จำเลยที่ 22 , 23 , 24 , 25 , 26 , 27 , 28 รวม 8 คน 

สำหรับ พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และ “นายสุธี เชื่อมไธสง” คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16  ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวไปเพราะจำเลยหนีคดี ก็ปรากฏว่าต่อมาเมื่อมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ออกมาบังคับใช้ ให้อำนาจศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีที่ฟ้องและออกหมายจับจำเลยแล้วได้ใหม่โดยไม่มีตัวจำเลย อัยการสูงสุด จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีของทั้งสองพิจารณาใหม่ 

โดยเมื่อวันที่ 28 พ.ค.62 องค์คณะศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาว่าทั้งสองได้ร่วมกระทำผิดด้วย ให้จำคุก พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 รวม 4 กระทงเป็นเวลา 72 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกทั้งสิ้น 50 ปี และ นายสุธี คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16 จำคุก 4 กระทงเป็นเวลารวม 32 ปี และให้จำเลยที่ 16 ชดใช้ค่าเสียหายให้กับกระทรวงการคลังด้วยจำนวน 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันทำสัญญาด้วย  


                                    
 

สำหรับจำเลยทั้ง 28 คนประกอบด้วย นายภูมิ สาระผลอดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว เป็นจำเลยที่ 1 ,นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 , พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 , นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4 , นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 , นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยงหรือทีปวัชระ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6  , นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 , นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8 , นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9 , บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10

น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11 , น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12 , น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดีหรือจันทะเอ จำเลยที่ 13 , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 14  , นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15 

                                      


นายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 16  , นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร ญาติเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 17 , นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 , นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19 , บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดหรือบริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20 , น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 21 , ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22

นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 23 , บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ จำเลยที่ 24 , บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 , นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่ 26 , บริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท จำเลยที่ 28

ทั้งหมดถูกยื่นฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ,ม.157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 ,123/1 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 พร้อมขอให้ศาลสั่งปรับจำเลย รวม 35,274,611,007 บาทด้วย ซึ่งคิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งในสัญญาระบายข้าวกว่า 5 ล้านตันที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ โดย ก.ม.ฮั้วประมูล ม.4 กำหนดให้ขอปรับได้ร้อยละ 50 จากมูลค่าตามสัญญา และให้กลุ่มเอกชนและบริษัทนิติบุคคล 15 ราย (จำเลยที่ 14-28) ร่วมกันชดใช้ความเสียหายทางแพ่งด้วยประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยด้วย

 

ฝนยังตกหนัก"อีสาน - ตะวันออก" กทม.60 % ใต้ทะเลคลื่นสูง 2 เมตร

ไทยรัฐออนไลน์6 ก.ย. 2562 06:06 น.
SHARE
 

กรมอุตุฯ เผยไทยยังมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ โดยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2562 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณ เกาะไหหลำ ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง

ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ โดยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม. 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองคาย มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-31 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.     

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม
สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.   

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร 

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร 

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร  

กรุงเทพมหานคร มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

 .....................................................

6 กันยายน 2562 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 07/09/2019 เวลา : 11.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

wullopp
.......................................
คนจีนเขาเข้ามาเปิดบริการรับนักท่องเที่ยวของเขาเอาไว้ก่อนแล้ว ขนเงินกลับประเทศของเขา แต่พอเกิดเรื่องก็โทษเราเต็มๆครับ คุณหมอจึงต้องขอให้สำเร็จทุกๆด้านนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 06/09/2019 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอให้ นักท่องเที่ยวที่เข้าไทย
และ
คนไทย
ประสบความสำเร็จในด้านดี ทุกๆ ด้าน ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน