*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3889
  • จำนวนผู้ชม : 2464655
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 17 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 368 , 18:54:57 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         คนไทยเรามีน้ำใจต่อกันเสมอ โดยฉะเพาะในยามที่เกิดวิกฤตเดือดร้อนกันทั่ว ล่าสุด คุณบิณฑ์ บันลือฤทธิ์และคณะมูลนิธิ

ปอเต็กตึ๋ง ก็เป็นหัวแรงสำคัญในการเปิดบัญชีรับบริจาคมาได้ 2 - 3 วันแล้ว มียอดเงินบริจาคทะลุ 300 ล้านบาท โดยนายกฯ 'บิ๊กตู่'

ก็ได้ร่วมบริจาคด้วยเงินส่วนตัว 1 แสนบาท

 

มาช้าแต่มานะ! รัฐบาลเตรียมจัดรายการรับบริจาคช่วยน้ำท่วม "บิ๊กตู่" รับสายเอง

16 ก.ย. 62 (17:07 น.)
มาช้าแต่มานะ! รัฐบาลเตรียมจัดรายการรับบริจาคช่วยน้ำท่วม "บิ๊กตู่" รับสายเอง
 

Panusbodee Prasertpolkrang

ผู้สื่อข่าว สังคม อาชญากรรม ประเด็นร้อนโลกออนไลน์

วันนี้ (16 กันยายน 2562)  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้รัฐบาล ระดมความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยรัฐบาลจะจัดรายการ “ร่วมใจ พี่น้องไทย ช่วยภัยน้ำท่วม” ในวันอังคารที่ 17 กันยายนเวลา 19.30 - 22.00 น. ที่ห้องส่ง 5 อาคารปฏิบัติการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยนายกฯพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะมารับบริจาคด้วยตนเอง โดยบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดสดการออกอากาศตลอดการจัดรายการผ่านช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 และเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนทุกภาคส่วน ได้ร่วมแสดงน้ำใจไมตรีแก่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน

นายเทวัญบอกอีกว่า ขอเชิญชวนพี่น้องร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยกองทุนฯ จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมเงินบริจาคของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อนำไปบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

ผู้สนใจร่วมบริจาคเงินสมทบเข้ากองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี สามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067-0-06895-0 โดยผู้บริจาคเงินสามารถนำหลักฐานในการบริจาคไปใช้แสดงการลดหย่อนภาษีได้ อย่างไรก็ตาม สามารถร่วมบริจาคได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมายเลขโทรศัพท์ 02-2834318-24 ส่วนสิ่งของ ขอความร่วมมือนำไปบริจาคได้ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)

 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคนรับเงินบริจาค à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปคนรับเงินบริจาค  

 
                                      บิ๊กตู่ ควัก 1 แสน ช่วยน้ำท่วมอุบล

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคนรับเงินบริจาค à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปคนรับเงินบริจาค

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคนรับเงินบริจาค à¸œà¸¥à¸à¸²à¸£à¸„้นหารูปภาพสำหรับ รูปคนรับเงินบริจาค

 

 

ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์

    

  ทฤษฎี "ตาบอดไม่กลัวเสือ" ของทักษิณ ทำให้พรรคการเมืองหนึ่ง ได้ครองอีสานมาร่วม ๒  ทศวรรษ

 

                แต่ถึงตอนนี้........

                "คนภาคอีสาน" เริ่มตาสว่าง!

                เมื่อตาสว่าง ก็เห็นกองกระดูกคนอีสานที่ถูกเสือจับกินเรี่ยราดไปทั่ว ๒๐ จังหวัด ทั้งอีสานเหนือ-อีสานกลาง และอีสานใต้

                ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ........

                เมื่อน้ำท่วมจังหวัดใหญ่ๆ อย่างอุบลราชธานี ซึ่งมี ส.ส.ถึง ๑๐ คน ทั้งรัฐ ทั้งราษฎร์ ทั้งทหาร-ตำรวจ จิตอาสา หน่วยกู้ภัย พระสงฆ์องคเจ้า ลงไปแช่น้ำช่วยชาวบ้านทั้งวัน-ทั้งคืน

                แต่ปรากฏว่า การช่วยของรัฐนั้น

                กลายเป็นไฟริษยาสุมใจคนกลุ่มหนึ่ง ร้อนรนจนต้องเล่นการเมืองดิบผ่านโซเชียล

                รัฐบาลอยู่ไหน ทหารอยู่ไหน ไม่เห็นออกมาช่วยบ้าง ช่วยไม่ทั่วถึงบ้าง น้ำท่วมอีสาน แต่นายกฯ ลงไปใต้บ้าง

                บ้างก็ดรามา.....

                ร้องห่ม-ร้องไห้ ทีภาษีจะเอา เดือดร้อนไม่มีใครเหลียวแล อดข้าว-อดน้ำมาหลายวัน

                แล้วขบวนการก็ถ่ายคลิปกระจายลงโซเชียล

                คนไทยใจพุทโธอยู่แล้ว เห็นก็สงสาร น้ำตาเล็ด-น้ำตาร่อย นึกว่าเรื่องจริง

                ด่าใครก็ไม่เป็นมงคลทั้งตัวเองและครอบครัว ก็พากันชยันโตนายกฯ จนขันน้ำมนต์กระฉอก

                แต่ไม่นาน กระแสก็ตีกลับ ด้วยเทคโนโลยี "จับโป๊ะ" ว่าพวกนั้น เป็นใคร มาจากไหน เครือข่ายพรรคใด?

                ยุคนี้ ก็ดีอย่าง......
                ตอแหลง่าย แต่ก็ถูกจับได้ง่าย ด้วยไอที!

                การที่กลุ่มการเมืองสร้างวาทกรรมเสี้ยมให้คนถูกน้ำท่วมเข้าใจผิดรัฐบาลและทหารในยุทธการ "ชิงมวลชน" นั้น

                ยุคก่อนได้ ส่งควายลง คนก็เลือก

                แต่เดี๋ยวนี้ ยากแล้ว เพราะคนอีสานตาสว่าง แยกแยะได้ ไหนการเมือง "กินบ้าน-กินเมือง" และไหนการเมือง "สร้างบ้าน-สร้างเมือง"

                ก็ภาครัฐ ทั้งตำรวจ-ทหาร ชาวบ้าน ระดมออกช่วยกันเหยงๆ ความจริงทิ่มลูกตาอยู่

                เวลาเดียวกัน คนอีสานและชาวบ้านชาวเมืองก็เห็นทิ่มลูกตาเหมือนกัน ว่านักการเมืองแก๊งหนึ่ง ออกมาเหมือนกัน

                ไม่ได้มาช่วย.......

                แต่มาตั้งเวทีปลุกระดม "ล้มรัฐ-ล้มรัฐธรรมนูญ" ว่ามันไม่ดี มันไม่เป็นประชาธิปไตย

                ใช้เลือกตั้งแล้ว พวกกูไม่ได้เป็นรัฐบาล!

                ผมจึงสรุปจากปรากฏการณ์สร้างข่าวว่า ในกรณีนี้ นายกฯ ประยุทธ์ ควรดีใจ มากกว่าโกรธ ที่ถูกใส่ร้าย

                เพราะแสดงว่า สัญญาณล่มสลายของแก๊งที่จับพี่น้องอีสานกินมายาวนาน มาถึงแล้ว

                พวกเขาจับสัญญาณได้ว่า.....

                หัวใจคนอีสานเวลานี้ เปิดอ้าให้นายกฯ ประยุทธ์แทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ข้างในแล้ว

                จึงต้องสกัดกั้นทุกวิถีทาง แม่วิธีนั้นแสนจะจุกบี้ก็ตาม

                แต่ก็ได้ผล ทำเป็นเล่นไป ไม่แค่ทำให้นายกฯ ต้องเต้นตามเพลงเมื่อวาน (๑๖ ก.ย.๖๒) เท่านั้น

                "ทหาร" ที่นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ ถาม "ทหารมีไว้ทำไม" ก็ได้รับผลกระทบทางใจเหมือนกัน ระบายทางเฟซไว้ ดังนี้

                ทหารหลังกองพัน

                "หยาดเหงื่อ" ที่ไม่มีใครมองเห็น

                จุดที่ทำให้เสิงอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะระยะหลังๆ ผมเห็นคนโพสต์ หรือแสดงความเห็นทำนอง

                "ไม่เห็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ฯลฯ ออกมาช่วยบ้างเลย"

                บางคนถึงขนาดนำเอาไปเทียบกับเคส 13 หมูป่าเสียด้วยซ้ำ

                จุดนี้นะ เสิงคิดว่าปัจจุบันเราเอาเรื่องของการเมืองมาบดบังความเป็นจริงจนมากเกินไป

                บางคนปิดหูปิดตาจนคิดว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมาช่วยเลย มันไปกันใหญ่แล้วครับ

                สมัยที่เสิงเคยเป็นพลทหารเคยได้ออกไปช่วยประชาชนแบบนี้เหมือนกัน

                คุณเชื่อมั้ย ทหารบางคนที่ออกมาช่วย ครอบครัวของเขาก็ประสบภัยเหมือนกัน

                ไม่มีแม้แต่โอกาสได้กลับไปดูบ้านตัวเองด้วยซ้ำ จะเห็นอีกทีก็เหตุการณ์สงบแล้ว

                พอมาเห็นความเห็นลักษณะนี้ ผมบอกตามตรงว่า รู้สึกเสียกำลังใจ แทนคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่จริงๆ ครับ

                เคส 13 หมูป่า ที่ยกมาเปรียบเทียบนั่นน่ะ มันคือเหตุที่เกิดขึ้นเฉพาะแห่ง เราระดมกำลังกันไป มันก็เลยดูเหมือนคนเยอะครับ

                แต่พื้นที่อุทกภัยระดับนี้ มันกินพื้นที่กว้างมาก ต่อให้ยกกำลังออกไปเท่าไรก็ยังไม่เพียงพอครับ กระจายกันออกไปเลยดูเหมือนน้อย

                ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤติเหล่านี้ ควรจะทำให้คนไทยกลับมารัก และสามัคคีกันมากขึ้น ได้เห็นน้ำใจ หรืออะไรหลายๆ อย่าง

                ไม่ใช่นำเอาการเมืองมาบดบัง จนเราต้องแตกแยกกันมากกว่านี้เลยครับ

                ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน จิตอาสา และผู้ประสบภัยทุกคนครับ

                #saveubon

                #เสิง

                #ทหารหลังกองพัน

                บทตัดพ้อ-รำพึงของ "เสิง-ทหารหลังกองพัน" นี้ บริสุทธิ์ จนผมไม่กล้าแตะต้องให้หมอง

                สังคมนี้คือละคร.........

                พวกเราทุกคน คือตัวแสดง ทุกบท-ทุกตอน แสนจะเร้าใจ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

                ใครเคยอ่าน "ละครแห่งชีวิต" ของ "หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์" บ้าง?

                บางทีก็สุขในเศร้า บางทีก็เหงาเจ็บปวด เหมือนกำกุหลาบทั้งหนาม

                แปลบ..เลือดปุดนั้น ยากบอก ใจเศร้าหรือสุข?

                นั่นแหละชีวิต......

                ทั้งจริง ทั้งมายา ในการเมืองจริง การเมืองโจร ร้อยสิ่งที่ปรารถนา แต่ที่มันมาให้พบ คือล้านสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

                เพราะว่านั่นคือ "บทละครแห่งชีวิต"!

                เหมือนที่ "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" กำลังแสดงอยู่ในบท "เทพผู้บันดาล" ของคนน้ำท่วมที่อุบลฯ ตอนนี้

                บิณฑ์ไปช่วยคนน้ำท่วม เห็นสภาพแล้วสงสาร เอาเงิน ๑ พัน ให้ชาวบ้าน เขากราบแล้วกราบอีก  จนบิณฑ์ประกาศว่า จะเบิกเงินส่วนตัว ๑ ล้านไปแจก ใครจะส่งเงินไปสมทบก็ได้

                ปรากฏว่า แค่วันเดียว คนส่งเงินไปให้ร้อยกว่าล้าน!

                ดูข่าวตอนเย็นวาน เห็นบิณฑ์แจกคนละ ๕,๐๐๐ บาท ชาวบ้านมารอรับกันแน่นขนัด

                บิณฑ์บอก ยังไม่หมด จะแจกในวันต่อๆ ไป!

                ก็สาธุ กับบิณฑ์ด้วย

                แต่ในฐานะคนรักชอบกัน ขอบอกบิณฑ์ว่า อยากแจก ก็แจกไปเถอะ เพราะเป็นเงินของบิณฑ์ และของคนที่เห็นตามแนวทางของบิณฑ์มอบไปให้

                ขอพูดคำเดียว.........

                สิ่งที่บิณฑ์ทำมาตลอด และที่กำลังทำ เป็นสิ่งดี แต่การเอาดีของเราไปทวงถามหรือกระเทียบทับถึงคนอื่นนั้น มันไม่ดี

                อย่างเช่น บิณฑ์ไปช่วยคน บิณฑ์เอาเงินแจก สวยงามในนิยามบิณฑ์อยู่แล้ว ไม่ควรไปกระแทกรัฐบาลว่า...

                ".....หลายครอบครัว อยู่กันแบบหน้าชื่นอกตรม ไม่มีเงินติดตัวเลย รัฐบาลมัวแต่ช็อปปิ้ง ทำอะไร ไม่มาดูพี่น้องอุบลฯ บ้าง" นั้น

                นอกจากไม่ควรพูดแล้ว ยังเป็นการพูดที่ไม่ตรงความเป็นจริงด้วย

                แต่เมื่อบิณฑ์พูด คนที่รักและเชื่อถือในตัวบิณฑ์ ก็จะพลอยเข้าใจตาม

                และจะมีขบวนการฉกฉวยคำพูดนั้น ไปเสี้ยมเป็นหอกทิ่มรัฐบาลต่อ

                บิณฑ์อาจไม่ตั้งใจพูด ผมเชื่อเช่นนั้น แต่ต่อจากนี้ จะต้องมีไมค์จ่อปากบิณฑ์ตลอด

                จึงอยากบอกว่า บิณฑ์อยากพูดแบบไหนก็พูดไปเถอะ แต่บิณฑ์ควรตรองก่อน

                ต้องเข้าใจนะว่า เมื่อน้ำท่วม โจทย์ที่ต้องแก้อันดับแรก คือ ความปลอดภัยในชีวิต-ทรัพย์สินชาวบ้าน และเรื่องที่กิน-ที่อยู่ ของชาวบ้าน

                มันคนละส่วนกับ "ความยาก-ความจน" ของชาวบ้าน

                ดังนั้น สิ่งแรกที่ภาครัฐ ภาคเอกชน ตำรวจ-ทหารต้องทำเฉพาะหน้า คือช่วยให้ชาวบ้านรอดจากภัยน้ำท่วมก่อน

                ไม่ใช่ช่วยให้รวย ให้หายจน!

                เรื่องสร้าง เรื่องซ่อม เรื่องรวย เรื่องจน เป็นความสำคัญอันดับต่อไป ไว้น้ำลดแล้ว ค่อยว่ากันไปตามลำดับ

                ถ้าจะให้รัฐหรือใครแจกเงิน แทนแจกข้าวปลาอาหาร ถามว่า เมื่อทุกที่น้ำท่วมหมด แจกเงินไป จะเอาไปซื้อของที่ไหน?

                บิณฑ์บอกว่าชาวบ้านไม่มีเงิน ชาวบ้านอยากได้เงิน ถูก ๑๐๐% ถ้าถามผม ผมก็ตอบแบบนี้

                แต่อยากให้แง่คิดไว้นิด.......

                เงินเป็นทั้งน้ำหวาน เงินเป็นทั้งอสรพิษ อย่าฝึกให้คนทึกทักว่า การประสบภัย "เป็นอาชีพ" สร้างรายได้อย่างหนึ่ง

                เพราะนั่น บุญวันนี้ อานิสงส์จะเป็น "บาปสังคม" ในวันหน้า!

                และบิณฑ์ต้องระวังนะ คนเดือดร้อนจากน้ำท่วมไม่ได้มีจังหวัดเดียว

                เฉพาะที่อุบลฯ ก็ไม่ใช่แค่ตำบล-อำเภอเดียว ที่บิณฑ์ไปเห็นความทุกข์ยากและนำเงินไปแจก

                เมื่อทราบว่า มีคนร่วมบริจาคเป็นร้อยล้าน คนน้ำท่วมอีกเป็นแสนๆ เขาปรารถนามีส่วนร่วมรับ ๕,๐๐๐ บาท นั้นบ้าง

                บิณฑ์จะบริหารปัญหานี้อย่างไร?

                สรุปว่า ผมอนุโมทนาในจิตใจงดงามของบิณฑ์ แต่ห่วงว่าเงินร้อยล้าน กับปัญหาที่จะตามมา จะเป็นปัญหาใจทำให้บิณฑ์เกิดศรัทธาหมอง

                และลามเป็นปัญหาส่วนรวมด้วย! 

................................................

'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'

    
 

    "กองทัพน้ำใจ" กับ "กองทัพน้ำท่วม" ขับเคี่ยวกันมาเป็นสัปดาห์แล้ว 
    ตอนนี้ ดูเหมือน "กองทัพน้ำ" กำลังอ่อนแรง 
    ในขณะที่ "กองทัพน้ำใจ" ยิ่งท่วมนาน กำลังหนุนและเสบียงกรังจากพี่น้องไทย ยิ่งหนุนเนื่องเข้าไปทวีคูณ
    แนวรบด้านพิบูลมังสาหารและวารินชำราบ กองทัพน้ำเริ่มถอยร่นไปตามลำน้ำชี มูล ลำปาว ลำเซบาย ลำโดมใหญ่
    แต่แนวรบด้านโขงเจียมและมุกดาหาร 
    สถานการณ์ยังก้ำกึ่ง เพราะกองทัพน้ำ โหมกำลังเจาะแนวป้องกันเข้าไป โดยใช้เส้นทางลำน้ำโขง!
    แต่คนอุบลฯ ไม่ต้องห่วง.......
    ขึ้นชื่อว่า "กองทัพน้ำใจคนไทย" ทั้งโลกเมื่อได้ยิน ต่างซูฮกยกนิ้วว่า "แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี"
    แกร่งทั้งแนวหน้าและแนวหลัง ซึ่งเป็นกองกำลังผสม "ทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ-อาสากู้ภัย-ประชาชนอาสา-มหา'ลัยท้องถิ่น และพระสงฆ์"
    "เอาอยู่" ล้านเปอร์เซ็นต์!
    ความจริงตอนนี้ น้ำไม่ได้ท่วมเฉพาะที่อุบลฯ หากแต่ท่วมทั้งเหนือ, อีสานใต้, ตะวันออก รวม ๓๒  จังหวัด
    เป็นอีสาน ๑๖ จังหวัด เหนือ ๑๐ จังหวัด ตะวันออก ๓ จังหวัด และใต้ ๓ จังหวัด
    บอกว่า "น้ำท่วม" ไม่มีใครชอบ มองเป็นความสูญเสีย 
    แต่ผมอยากให้มองในแง่ "วิกฤติเป็นโอกาส" นอกจากละลายเครียด แล้วยังจะเห็น "ช่องทางใหม่"
    "น้ำท่วม" ช่วยเสริมสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในระบบการผลิต-การบริโภค อย่างหนึ่งนะ...ผมว่า
    ต้องซื้อข้าว ซื้อยา ซื้อน้ำ ซื้ออาหาร ซื้อเสื้อผ้า ซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคร้อยแปด ในอัตราเร่ง
    ไม้ขีด ขี้ไต้ เทียนไข อาหารสำเร็จรูป กระทั่งอาหารสุนัข ไปจนถึงผ้าอนามัย ต้องซื้อนำไปแจกจ่ายในอัตราเร่งเช่นกัน
    เว้นแต่น้ำใจ "ไทยถึงไทย" เท่านั้น
    "ไม่ต้องซื้อ" มีให้กันตลอด!
    ทุกเส้นทางไปยังจังหวัดน้ำท่วม กองทัพน้ำใจผ่านตรงไหน พื้นที่นั้น จังหวัดนั้น เงินทองพลอยสะพัด จ่ายตรง-ถึงตรง จากคนกิน-คนใช้ ถึงมือคนผลิต-คนขาย
    เพราะต้องแวะซื้อ แวะกิน แวะจับจ่าย "รายทาง" ไปเรื่อย ทั้งข้าวปลาอาหาร ขนูกขนม สินค้าพื้นเมือง 
    เรียกว่า "น้ำท่วม" ช่วยให้เงินหมุนไป!
    พอน้ำลด เงินยังหมุนต่ออีก ต้องซื้ออิฐ หิน ดิน ทราย อะไรๆ ที่เรียกว่า วัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซม ตกแต่ง
    แต่ที่มองไม่ค่อยเห็นกัน ซึ่งผมว่า เป็นคุณอเนกอนันต์ต่อพี่น้องชาวไทยในภาคเกษตรอย่างมาก
    นั่นคือ.........
    น้ำท่วมใหญ่ เท่ากับธรรมชาติ ช่วยล้างหน้าดินที่เสื่อมสภาพ รักษาสภาพดินป่วย ให้ท้องไร่-ท้องนาของเกษตรกร
    ที่สำคัญมากๆ 
    น้ำชะล้างหน้าดิน ล้างสารเคมีตกค้าง โดยเฉพาะ "พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส" และละลายความเป็นกรด ความเค็มในดินแล้ว
    น้ำที่ท่วม ก็จะนำสารอาหารหลักของพืชมาอภิวัฒน์ผืนดินให้สมบูรณ์ใหม่ ด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม 
    รวมทั้ง เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และคลอรีน จะมา "ปฏิวัติเขียว" ให้ผืนไร่-ผืนนา คืนอุดม
    ตั้งหลัก-ตั้งสติกันให้ดี.......
    ที่ปลูกพืชไร่แล้วขาดทุนหรือไม่คุ้มทุน ตัวการใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ราคาโดยตรง
    อยู่ที่ "ต้นทุนสูญเปล่า" กับปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช "พาราควอต" นั่นแหละ เป็นส่วนใหญ่
    ธรรมชาติ "ปรับสมดุล" ผืนไร่-ผืนนาให้แล้ว 
    เลิกเหอะ เจ้า ๓ สารพิษ "พาราควอต, ไกลโฟเซต, คลอร์ไพริฟอส" นั่น
    มันไม่ได้ฆ่าแมลง ฆ่าศัตรูพืชอย่างเดียว หากแต่มันฆ่าตัวเอง ฆ่าดิน ฆ่าไส้เดือน 
    และฆ่าคนกินพืชผักผลไม้ ที่สารพิษถูกดูดเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย ทุกชนิด!
    ผมว่า "ชั่วโมงรวย" เป็นของพี่น้องอาชีพเกษตรแล้วนะ
    เราทำไร่-ทำนาแล้วยังจนกันมานาน ไม่เพียงจน ยังต้องเจ็บป่วย พิกล-พิการ และตายผ่อนส่งไปกับสารเคมี
    วันนี้ ทั้งรัฐบาล ทั้งสภา ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินไปในทางเดียวกันแล้ว
    เดินหน้า ให้ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ใน ๓ สารเคมีอันตราย
    "พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส"!
    เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน "นายรักษเกชา แฉ่ฉาย" แถลง วานซืน 
    ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติส่งหนังสือถึงนายกฯ ขอให้นำเรื่องเสนอ ครม.สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศ ปรับระดับการควบคุมพาราควอตให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๔ หรือห้ามนำเข้า หรือห้ามจำหน่าย ห้ามมีในครอบครอง ให้มีผลตั้งแต่ ๑ ม.ค.๖๓ เป็นต้นไป
    "คุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์" ในฐานะ รมช.เกษตรฯ ผลักและดันอีกแรง
    "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" รมช.ศึกษาฯ ในฐานะกำกับดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ทั้ง ๔๗ แห่ง ตกลงร่วมกันว่า
    จะเป็นต้นแบบในการเลิกใช้ ๓ สารเคมีอันตราย อย่างสิ้นเชิง ทั้งในการผลิตพืชผล การใช้กับสนามหญ้า หรือสวนหย่อมของวิทยาลัย 
    ไทยเป็น ๑ ใน ๖ ประเทศ ที่ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก 
    ฉะนั้น ต้องปลอดสารพิษ ในดิน ในพืช ในผัก ในผลไม้ ทุกชนิด!
    ในที่ประชุม "สภาผู้แทนราษฎร" เมื่อศุกร์ ๑๓ กันยา ผมเห็นความน่ารักเป็นครั้งแรก
    ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล เห็นภัย-เห็นโทษ ในพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นเอกฉันท์
    ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมี ๓ ตัวนั้น ในภาคเกษตร
    ว่ากันจริงๆ ที่ยังเลิกไม่ได้ เพราะติดอยู่ที่ "คณะกรรมการวัตถุอันตราย" ของกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยเดียวเท่านั้น     ดูเหมือน "ใหญ่กว่ารัฐบาล"
    รัฐบาลให้เลิกใช้.........
    แต่ "คณะกรรมการวัตถุอันตราย" ยังให้ใช้ ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ของกระทรวงเกษตรฯ
    ก็เลยไม่รู้ว่า ในประเทศนี้ "ใครใหญ่"
    คณะกรรมการฯ ใหญ่ หรือเจ้าพ่อตลาด ๓ สารอันตราย ใหญ่เหนือใหญ่?
    เอาล่ะ คราวนี้คงเลิกกันจริงๆ ซะที คำถามที่ตามมา คือ ทางการ มีคำแนะนำไหมว่า 
    ควรใช้อะไร ที่ไม่ทำลายดิน ไม่ทำลายคนปลูก และไม่อันตรายต่อคนกิน?
    พาราควอต เป็นสารเคมีนำเข้า..... 
    แล้วสารที่ไม่อันตรายและผลิตเองในประเทศมีมั้ย?
    ยุคนี้ เป็นยุคนวัตกรรม ไทยเป็นประเทศเกษตร ด้วยวิทยาการเทคโนโลยีทุกวันนี้ ทั้งตลาดปุ๋ยและสารเคมีเป็นตลาดใหญ่ มูลค่าสูง
    ก็น่าจะมีใครผลิตปุ๋ย ผลิตสารเคมี ที่เป็นมิตรกับดิน และไม่เป็นสารอันตรายตกค้างในพืชสู่คนบ้างแหละ
    ลองค้นๆ ตามอินเทอร์เน็ต.........
    พบบริษัทหนึ่ง ชื่อ "บริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด" เขาได้รับรางวัล
    "นวัตกรรมทางทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดีเด่น" ประจำปี ๒๕๕๗
    บริษัทนี้ ลงทุนด้านวิจัย ทดลอง พัฒนา แร่ธาตุปุ๋ยจุลินทรีย์ดิน จุลินทรีย์น้ำ และการวิเคราะห์ดิน 
    นำไปสู่การผลิตสารปรับปรุงดิน H4SiO4 หรือ "กรดซิลิคอน" ปุ๋ยสูตรใหม่ ชนิดเม็ดและชนิดผงขึ้น เป็นรายแรกของโลก 
    บริษัท ไคหยวน เสฉวนกรุ๊ป ผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่อันดับ ๑ มณฑลเสฉวน เข้ามาเป็นพันธมิตร 
    ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนี้ ส่งออกไปมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
    คุณสมบัติสารปรับปรุงดิน H4SiO4 หรือ "กรดซิลิคอน" ตามที่ระบุ
    เพิ่มผลผลิต พืช ผัก ผลไม้ ทุกชนิดได้ถึง ๑๐๐-๓๐๐%  
    ปุ๋ยอินทรีย์+เคมี+ธาตุอาหารรอง+ธาตุอาหารเสริม+กรดซิลิคอน (H4SiO4)+จุลินทรีย์ 
    ช่วยเพิ่มผลผลิต ทำให้ดินร่วนซุย ดินอุดมสมบูรณ์ เหมือนดินตอนเปิดป่าใหม่ๆ มีไส้เดือนเกิดขึ้นมากมาย สามารถเพิ่มรสชาติพืช ผัก ผลไม้ ป้องกันแมลง และกำจัดเชื้อโรคทุกๆ ชนิดได้ดี
    ถ้าเป็นเช่นนี้..........
     H4SiO4 หรือ กรดซิลิคอน เป็นตัวเลือกตอบโจทย์ ในทางเดินใหม่ของเกษตรกร น่าจะลงตัว
    เกษตรกรน่าจะได้ทั้งประโยชน์ ทั้งลดต้นทุน ในเมื่อกรดซิลิคอน นอกจากใช้สกัดกั้นศัตรูพืชแล้ว  ยังรักษาดินป่วย ทั้งเป็นปุ๋ยเพิ่มผลผลิตด้วย
    ที่สำคัญ พืชผักทุกชนิดปลอดสารพิษ ทั้ง "คนปลูก-คนกิน" ดีต่อกาย ดีต่อสุขภาพ สมกับไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงโลก
    ผลดีของ "กรดซิลิคอน" ในเอกสารบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด เขาให้เหตุผลไว้ ๔ ข้อ
    ๑.กรดซิลิคอน ช่วยเสริมให้ต้นไม้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคพืช แมลง ศัตรูพืช และลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา อันเนื่องมาจากสภาพดิน ฟ้า อากาศ
    ๒.ช่วยรักษาดิน ซึ่งเป็นผลจากปฏิกิริยาเคมี จะช่วยทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน ทั้งกายภาพและด้านเคมี และรักษาสภาพความสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดินที่พืชสามารถจะดูดซับได้
    ๓.ปุ๋ยกรดซิลิคอน ทำให้พืช ผัก ผลไม้ ไม่แปรเปลี่ยนสายพันธุ์ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีรสชาติที่ดีขึ้นด้วย 
    โดยเฉพาะใน นาข้าว, ข้าวโพด, อ้อย, มันสำปะหลัง และยางพารา เมื่อใช้แล้ว สามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 
    รักษาโรคหน้ายางตายนึ่งได้ผล ๑๐๐% ซึ่งโรคนี้ไม่มีสารอะไรมารักษาได้ และรักษาปาล์มที่เป็นโรคกะเทยได้ผล ๑๐๐% เช่นเดียวกัน
    ๔.เหตุผลทางด้านนิเวศวิทยา อุตสาหกรรมการผลิตที่มีความปลอดภัย จะใช้กรดซิลิคอน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาของเสียอันเนื่องจากการผลิต 
    จากเหตุผลเหล่านี้.......
    ปุ๋ยกรดซิลิคอน H4SiO4 จึงควรถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายให้มากขึ้นเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
    พูดแล้วก็เหมือนบังเอิญ เมื่อต้นสัปดาห์ ไปไหว้หลวงพ่อทวด ที่ปัตตานี 
    กลับไปพักหาดใหญ่ เพื่อนบอกว่า เคยดูโทรทัศน์ มีพิพิธภัณฑ์หยกจักรพรรดิเฉียนหลงที่หาดใหญ่ อยากไปดู
    เมื่อซื้อตั๋วเข้าไป.......
    พิพิธภัณฑ์หยกแท้กว่า ๒ พันชิ้น อยู่ในอาคาร ๑๐ คูหา ตลาดฟุกเทียน ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ นี่เอง
    พบเหตุมหัศจรรย์พันลึกที่นี่หลายอย่าง ว่างๆ จะเล่าให้ฟัง.

...........................................

เจอกันที่สภา!'บิ๊กตู่'ไม่ตื่นเต้น พร้อมตอบฝ่ายค้าน

    
 

เมื่อถามว่า วันที่ 18 กันยายนนี้ นายกฯมีงานทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น แต่ระหว่างนั้น จะอยู่ที่สภาทั้งวันเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่าจะอยู่ให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องทำงานด้วย สำหรับการอภิปรายนั้นไม่ได้ขัดข้องหรือขัดแย้งกับใคร เพราะไม่ว่านายกฯจะอยู่หรือไม่อยู่ ก็สามารถอภิปรายกันได้อยู่แล้ว แต่คิดว่าอยากอยู่ให้ได้มากที่สุด ส่วนข้อมูลที่จะชี้แจงนั้นมีอยู่แล้ว โดยมีฝ่ายกฎหมายเตรียมข้อมูลทั้งหมดให้ ไม่ได้เตรียมข้อมูลด้วยตัวเอง จึงต้องฟังข้อมูลจากฝ่ายกฎหมายและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ว่าความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์แต่ละอย่างนั้นเป็นอย่างไร และคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีผลในส่วนนี้ด้วย ขอให้ฟังกันบ้างก็แล้วกัน

เมื่อถามว่าวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา นายกฯพูดว่าจะเอานายกฯแบบเดิมหรือแบบใหม่นั้น หมายถึงอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องการทำงานแต่ก่อนนี้ กับปัจจุบัน ซึ่งวันนี้อารมณ์ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว พล.อ.พล.อ.ประยุทธ์ พยายามมีสมาธิในการตอบคำถามสื่อมวลชน โดยระมัดระวังคำพูด ใช้น้ำเสียงราบเรียบ ไม่ตอบโต้และมีอารมณ์ฉุนเฉียว เหมือนวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา.

'ชวน'ยันซักฟอกนายกฯไม่มีอะไรมาก ทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ

    
 

เมื่อถามถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีส.ว.เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน นายชวน กล่าวว่า ยังไม่ได้รับคำเสนอเข้ามา แต่หากมีทางที่จะให้ทุกฝ่ายได้หารือร่วมกันก็น่าจะเป็นเรื่องดี ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้า ญัตติการขอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของ 7 พรรคฝ่ายค้าน จะได้พิจารณาเป็นวาระแรก.

ศาลรธน.ออกข้อกำหนดปฏิบัติตัวในศาล ห้ามแถลงข่าว ห้ามถ่ายภาพ ห้ามปลุกปั่น

    

17 ก.ย.62-  ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ
พ.ศ. ๒๕๖๒

โดยที่มาตรา ๖ และมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยมติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และนอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ ออกข้อกำหนดของศาลเกี่ยวกับการพิจารณาคดีได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และไม่สร้างขั้นตอนหรือก่อให้เกิดความล่าช้ำโดยไม่จำเป็น 

    
จึงเป็นการสมควรให้มีข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ 

สำหรับเนื้อหาที่สำคัญ เช่น บุคคลที่เข้าหรือจะเข้ามาในที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่สวน จะต้องประพฤติปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) ต้องแต่งกายให้สุภาพและปฏิบัติตนอย่างสุภาพชน

(๒) ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงหรือส่งเสียงดังหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการพิจารณา
คดีของศาลและการทำงานของเจ้าหน้าที่ของศาล รวมทั้งห้ามกระทำการกีดขวางทางเข้าออกหรือ
การปฏิบัติหน้าที่ของศาล

ในลักษณะที่เป็นการยุยง ส่งเสริม ยั่วยุ สนับสนุนใด ๆ ในการกระทำดังกล่าว ในการพิจารณาคดีของศาล
และการทำงานของเจ้าหน้าที่ของศาล

(๔) ห้ามพกพาอาวุธ สิ่งที่อาจใช้เป็นอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาภายในบริเวณที่ทำการศาล

(๕) ห้ามถ่ายภาพ ภาพยนตร์ บันทึกภาพหรือเสียง หรือกระทำการอย่างอื่นในทำนองเดียวกันในบริเวณที่ทำการศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

(๖) ห้ามมิให้นำเครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์บันทึกภาพหรือเสียง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เข้ามาในห้องพิจารณาคดี โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

(๗) ห้ามแถลง ชี้แจง แจกจ่าย เผยแพร่ รวมถึงการให้สัมภาษณ์หรือพูดออกอากาศในบริเวณที่ทำการศาล ที่อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดีของศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

(๘) ต้องประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในที่ทำการศาล

ข้อ ๙ ศาลอาจออกคำสั่งให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการหรืองดเว้นกระทำการเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว

ข้อ ๑๐ ห้ามมิให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาล หรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสีปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้าย

ข้อ ๑๑ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือคำสั่งศาลตามข้อ ๘ ข้อ ๙ และข้อ ๑๐ ให้ถือว่าเป็นการละเมิด
อำนาจศาลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙

ข้อ ๑๒ กรณีศาลไล่ผู้ใดออกจากที่ทำการศาล หากผู้นั้นไม่ปฏิบัติตาม ศาลหรือหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาลอาจร้องขอเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่อื่นดาเนินการตามความจำเป็นและสมควรแก่กรณี เพื่อนำตัวผู้นั้นออกไปจากที่ทำการศาล

ข้อ ๑๓ หลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลให้เป็นไปตามระเบียบที่ศาลกำหนด

ส้มหวานซุ่มฟอร์มทีม!'ป๊อก-โรม'นำทัพซักฟอก'บิ๊กตู่'

    
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนายปิยบุตรแล้ว ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่เตรียมอภิปรายในญัตติเดียวกันนี้อีกได้แก่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายคารม พลพรกลาง, นายรังสิมันต์ โรม, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม โดยคาดว่า นายปิยบุตรจะอภิปรายเป็นคนแรกของพรรคในเวลาประมาณ 10.30 น.

ทั้งนี้ นายปิยบุตร คือ สมาชิกที่ลุกขึ้นหารือในที่ประชุมรัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยแสดงความเป็นห่วงต่อกรณีการนำคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ซึ่งเนื้อหาไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 นั้น จะมีผลต่อสถานะของคณะรัฐมนตรี รวมถึงการแถลงนโยบายในวันดังกล่าวหรือไม่ แต่ทว่าก็ไม่มีคำตอบจากที่ประชุมรัฐสภาวันนั้น และแม้มีความพยายามในการที่จะตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการมาตอบ ทำให้พรรคฝ่ายค้านต้องยื่นญัตติขอเปิดอภิปราย ไม่ลงมติตามมาตรา 152 .

 

13 ปี "บิ๊กบัง" ถอนราก"ทักษิณ" เช็กชื่อวันนี้ ครม.ขิงแก่ อยู่ไหนกันบ้าง?

ไทยรัฐออนไลน์14 ก.ย. 2562 09:01 น.
SHARE
บทเรียน 13 ปี รัฐประหาร
 

เวลานั้นหลายฝ่ายมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เหตุเพราะช่วงอำนาจอยู่ในมือ นายทักษิณ ได้จัดการถอดสลัก "ปฏิวัติ" เรียบร้อยแล้ว เพื่อการันตีอำนาจไทยคู่ฟ้าให้ยั่งยืนยาวนาน ด้วยการตั้งขุนทหารเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 นั่งคุมกำลังสำคัญในกองทัพ โดยเฉพาะหน่วยปฏิบัติการใน กทม.ทั้งหมด โดยไม่วางใจเปลี่ยนมือให้ใครเชยชม รวมทั้งดันเพื่อนหลายคนขึ้นเป็นบิ๊ก ผงาดไลน์ 5 เสือในแต่ละเหล่าทัพ และจ่อขึ้นเป็น ผบ.เหล่าทัพกันแบบยกแผงในไม่ช้า ดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ หรือมีทหารกลุ่มไหนกล้าลองของกับนายทักษิณ ในห้วงเวลาดังกล่าว

อีกทั้งเมื่อมองไปที่ตัว "ผบ.เหล่าทัพ" ขณะนั้นที่คุมกำลังสำคัญอยู่ ไม่ว่าจะเป็น "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. "บิ๊กอุ๊" พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. "บิ๊กต๋อย" พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ล้วนเป็นคนที่ นายทักษิณ ต่างตบเก้าอี้ให้แทบทั้งสิ้น แม้จะมีสัญญาณ "อันตราย" เตือนถึงเสถียรภาพเก้าอี้นายกฯ ในการแทรกแซงเหล่าทัพแบบยกแผง แต่ นายทักษิณ ก็ยังเชื่อมั่น "หนี้บุญคุณ" สุดท้ายแล้ว คปค.ที่ล้วนแล้วเป็นทหาร "ตท.6" ก็เข้ายึดอำนาจกลางอากาศ ขณะ นายทักษิณ อยู่ต่างประเทศ และนี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางการเมือง การแบ่งขั้วแบ่งสี แบ่งฝักแบ่งฝ่าย และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ความขัดแย้งในสังคมไทยได้หยั่งรากฝังลึก เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไปจากเดิมตลอดกาล

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังการยึดอำนาจครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลัง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2534 ภาพ "รัฐประหารแบบไทยไทย" ได้ถูกถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก ท่ามกลางความประหลาดใจของสื่อต่างชาติ ที่เห็นภาพคนไทยแห่เซลฟี่กับรถถัง มอบดอกไม้ให้เหล่าทหาร ขณะที่เหล่านายพลผู้ก่อการ กลายเป็น "องค์อธิปัตย์" ใช้อำนาจ "รัฏฐาธิปัตย์" ยืนเรียงหน้าอ่านแถลงการณ์ ย้ำ 4 เหตุผลในการยึดอำนาจ ก่อนเชิญคณะทูตานุทูตมาพบเพื่อชี้แจง และตั้งโต๊ะตอบคำถามสื่อไทยและเทศกว่า 400 ชีวิตในวันนั้น

โดยย้ำว่า "คณะรัฐประหารวางแผนยึดอำนาจล่วงหน้าเพียง 2 วัน มีแผนยึดอำนาจระยะสั้นเท่านั้น จากนั้นจะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นมาเพื่อบริหารประเทศ และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีชั่วคราวภายใน 2 สัปดาห์ จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี ส่วนการสอบสวนความผิด นายทักษิณ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม"

ขณะปกครองประเทศ คณะรัฐประหารได้ออก "ประกาศ คปค." ฉบับต่างๆ อยู่ 10 วัน จนถึง 1 ต.ค.49 ก็ประกาศธรรมนูญปกครองประเทศชั่วคราว ปี 49 โดยมีทั้งหมด 39 มาตรา มีการกำหนดให้ คปค.เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงทั้งหมด โดยเปลี่ยนสภาพเป็น "คมช." โดยหัวหน้า คปค.จะดำรงตำแหน่งประธาน คมช. มีอำนาจเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ แต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี ประธานสภา รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่จะประกาศใช้ในเวลาต่อมา (รัฐธรรมนูญ ปี 50) จากนั้นต่อมาได้แต่งตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งองคมนตรี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี "คนที่ 24" ของประเทศไทย และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาบริหารประเทศ

นี่ถือเป็นเพียงบางส่วนของเหตุการณ์ในครั้งนั้น ที่เดินผ่านช่วงเวลามากว่าทศวรรษ ให้เราได้เรียนรู้และจดจำกัน แต่วันนี้ "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" จะตามไปดูว่า เหล่าอดีตรัฐมนตรีคนสำคัญของรัฐบาล หลังการรัฐประหารครั้งนั้น ที่สื่อตั้งสมญานามว่า "รัฐบาลขิงแก่" วันนี้แต่ละคนไปไหน และทำอะไรกันอยู่บ้าง ?

1. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ "บิ๊กแอ๊ด" ได้รับการแต่งตั้งโดย คปค.ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ให้ดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และองคมนตรี ต่อมาในปลายเดือน ก.ย.2550 นายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย ขณะนั้น ลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จึงได้นั่งควบตำแหน่ง "รมว.มหาดไทย" อีกหนึ่งตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 8 เม.ย.2551 พล.อ.สุรยุทธ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 9 ให้ดำรงตำแหน่ง "องคมนตรี" เป็นครั้งที่สอง และในวันที่ 9 ธ.ค.2560 มีพระราชโองการโปรดเกล้าเป็น "ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์" นอกจากนี้ปัจจุบันยังเป็น "รักษาการประธานองคมนตรี" ด้วย

2. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล "หม่อมอุ๋ย" ดำรงตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง" หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ก่อนยื่นจดหมายลาออกด้วยเหตุผลไม่พอใจการนำคนจาก "รัฐบาลทักษิณ" มาร่วมทำงาน และการดำเนินงานของรัฐมนตรีบางคนที่เอื้อประโยชน์ให้สื่อบางราย เป็นการเฉพาะ ต่อมาภายหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คสช.ระหว่าง 26 พ.ค.2557-30 ก.ย.2558

3. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน "บิ๊กบัง" นายทหารที่เติบโตจากหน่วยรบพิเศษ ก่อนก้าวขึ้นสู่ ผบ.ทบ. เชื่อกันว่า นายทักษิณ เป็นคนจิ้มชื่อ บิ๊กบัง นั่งจ่าฝูง ทบ.กับมือ ขณะที่หนึ่งในภรรยาของ บิ๊กบัง ก็มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร โดย นายทักษิณ หวังใช้บุญคุณและสายสัมพันธ์เป็นโล่กำบังการยึดอำนาจ แต่แล้วคืนวันที่ 19 ก.ย.2549 ระหว่างที่ นายทักษิณ บินไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐฯ พล.อ.สนธิ ในฐานะหัวหน้า คปค. ก็ยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณได้สำเร็จ พร้อมให้คำมั่นคืนอำนาจประชาชนภายใน 1 ปี และเชิญ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยหลังตั้งรัฐบาล พล.อ.สนธิ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากหัวหน้า คปค.มาเป็นประธาน คมช. ขณะที่ปี 2550 พล.อ.สนธิ เข้ารับตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง" ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ก่อนภายหลัง พล.อ.สนธิ จะตัดสินใจก่อตั้ง "พรรคมาตุภูมิ" และลงสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.และเป็นหนึ่งในผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ และเป็นประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาอีกด้วย

4. พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ สำเร็จการศึกษาก่อนเข้ารับราชการ จากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 1 (ตท.1) พ.ศ.2501 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 12 (จปร.12) ได้รับการแต่งตั้งเป็น "รมว.กลาโหม" หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์

5. นายนิตย์ พิบูลสงคราม ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง "รมว.ต่างประเทศ" หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ปัจจุบันถึงแก่อนิจกรรมเนื่องจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตก จากมะเร็งในเม็ดเลือดขาว เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2557 สิริอายุ 72 ปี

6. นายอารีย์ วงศ์อารยะ เคยรับราชการในกระทรวงมหาดไทย และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อีกทั้งยังเคยเป็นอดีต ส.ว.เมื่อ ปี 2538 และเคยเป็น รมช.ศึกษาฯ ในสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ต่อมาหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "รมว.มหาดไทย" ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ และลาออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา เนื่องจากปัญหาการถือครองหุ้น

7. นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ หลังจากรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เคยถูก "ทาบทาม" จาก คปค.ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ในที่สุดทาง คปค.ได้ตัดสินใจเลือก พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ต่อมาจึงถูกเลือกให้เป็น "รมว.ยุติธรรม" ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ และได้รับพระบรมราชการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นกรรมการกฤษฎีกาในปี 2549 ภายหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี นายชาญชัย ได้ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอกลับรับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น "องคมนตรี" เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2551 จนถึง 6 ธ.ค.2559 และได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง "องคมนตรี" ในรัชกาลที่ 10 จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรม นอกจากนี้ยังเป็น 1 ใน 3 องคมนตรี ที่เคยถูกตั้งเป้า "ลอบสังหาร" แต่เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน

8. นายวิจิตร ศรีสอ้าน หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง "รมว.ศึกษาฯ" ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และที่ปรึกษาสำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

รายงานพิเศษ 13 ปี รัฐประหารปิดฉาก "ทักษิณ"


................................................



หน้าแรก / Politics “นายกฯ”บอกไม่ตื่นเต้น! พร้อมชี้แจงสภาฯพรุ่งนี้

“นายกฯ”บอกไม่ตื่นเต้น! พร้อมชี้แจงสภาฯพรุ่งนี้

“นายกฯ”บอกไม่ตื่นเต้น! พร้อมชี้แจงสภาฯปมถวายสัตย์ฯในวันพรุ่งนี้ ยันจะใช้เวลาฟังการอภิปรายที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด พร้อมเตรียมคำตัดสินของศาลรธน.ประกอบการชี้แจงด้วย  

 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
 
วันที่ 17 ก.ย.2562  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยัน พร้อมไปชี้แจงประเด็นการถวายสัตย์ฯ ที่สภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้ (18 ก.ย.) แม้จะมีภารกิจทั้งช่วงเช้าและเย็น แต่จะใช้เวลาเพื่อรับฟังการอภิปรายที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นที่ต้องไปชี้แจง โดยในส่วนของข้อมูล ฝ่ายกฎหมายได้เตรียมไว้แล้ว รวมทั้ง  ข้อมูลจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมาประกอบการชี้แจงด้วย

ผู้สื่อข่าวสอบถามนายกรัฐมนตรี ภายหลังการแถลงข่าวว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีดูเหนื่อยๆ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหนื่อยจากการทำงาน  ส่วนความหมายของคำพูดของนายกรัฐมนตรี วานนี้ (16 ก.ย.)  ที่พูดว่า “จะเอาผมแบบนี้ หรือจะเอาผมแบบก่อน”  นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า “คือหงุดหงิดแบบเมื่อก่อนไง” 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา เกียกกายว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้คนงานนำรั้วเหล็กมาวางตั้งบริเวณฟุตปาธหน้ารัฐสภา เกียกกาย เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับกลุ่มคนที่จะมาชุมนุม ในวันพรุ่งนี้ด้วย 

หน้าแรก / Columnist ข้าพระบาท ทาสประชาชน รัฐธรรมนูญ หรือ คนเฮงซวยกันแน่

รัฐธรรมนูญ หรือ คนเฮงซวยกันแน่

17 Sep 2019
อ่าน 61 ครั้ง
 

คอลัมน์ข้าพระบาททาสประชาชน ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3506 หน้า 6 ระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย.2562 โดย... ประพันธุ์ คูณมี

 

รัฐธรรมนูญ หรือ คนเฮงซวยกันแน่

 

          การเลือกตั้งทั่วไปภายใต้กฎกติกาตามรัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่งจะจบสิ้นเมื่อเดือนมีนาคม และรัฐบาลใหม่เพิ่งจะจัดตั้งขึ้น เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่และแถลงนโยบายเมื่อเดือนกรกฎาคม คณะรัฐมนตรีเพิ่งได้เข้าปฏิบัติหน้าที่เพียงเดือนเศษ สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งประชุมสมัยแรก และจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 กันยายน 2562 นี้

          การเมืองภายหลังการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเพิ่งเริ่มต้น ขณะที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ต่างเร่งสร้างผลงานทำงานแก้ปัญหาประชาชน แต่ตรงกันข้ามพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ต่างก้มหน้าก้มตามุ่งมั่นสู่ยุทธศาสตร์ 2 ล้มให้ได้คือ 1.ล้มรัฐบาล 2.ล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

          ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว พวกเขาต่างเดินหน้าจัดขบวน เดินสายทั่วประเทศรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ปั่นและสร้างกระแสทางการเมืองโดยมุ่งโจมตีและประณามรัฐธรรมนูญสารพัดที่จะหาเหตุมากล่าวอ้าง เพื่อปลุกระดมเชิญชวนประชาชนและบุคคลกลุ่มต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาล ล้างรัฐธรรมนูญให้ได้ ไม่ว่านํ้าจะท่วมประชาชนจะทุกข์ยากเดือดร้อนเพียงใดก็ตาม พวกเขาก็ไม่สนใจจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ ประหนึ่งว่าหากแก้ไม่ได้พวกเขาคงสิ้นลม นี่คืออาการของฝ่ายค้านยามนี้ โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังแสดงบทบาททางการเมืองให้เป็นข่าวได้ทุกวัน

          ในที่สุดก็เป็นเรื่องจนได้ บนความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่คึกคะนอง อ่อนหัดและไร้เดียงสา ประเภทแกว่งปากหาคุก ของสมาชิกพรรค การเมืองที่อ้างตนว่ารุ่นใหม่ ในงานเสวนาทางการเมืองเรื่อง “รัฐธรรมนูญนี้เพื่อใคร รัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 ที่ตลาดเกษตร จ.มหาสารคาม คุณพรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในแกนนำสำคัญของพรรค ได้บังอาจกล่าวอภิปรายบนเวที ด้วยความหยาบคายสุ่มเสี่ยงเป็นความผิดในทางกฎหมายต่อบุคคลอื่น โดยเธอได้อภิปรายว่า “เห็นสมควรต้องร่างใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรา เนื่องจากกระบวนการที่ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรม ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง” โดยพุ่งเป้ากล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญนี้ ร่างโดย นายวิษณุ เครืองาม, นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง


 

          ปัญหาว่าการกล่าวเช่นนี้ เป็นความจริงหรือไม่? เป็นความผิดต่อกฎหมายอย่างไร? เป็นคำพูดและการกระทำที่เหมาะสมกับความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่?

          จากการติดตามกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เห็นว่า มิใช่เป็นการร่างโดย นายวิษณุ เครืองาม และ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ แต่เป็นการร่างโดยกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2 คณะ ชุดแรกมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ชุดที่ 2 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน โดยกระบวนการร่างได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน กลุ่มอาชีพต่างๆ รวมทั้งมีการให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นส่งมาด้วย สุดท้ายเมื่อร่างเสร็จ ยังนำมาให้ประชาชนลงประชามติ ซึ่งก็ปรากฏว่ามีประชาชนให้ความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากถึง 16.8 ล้านเสียง

          การกล่าวของ คุณช่อ-พรรณิการ์ วานิช จึงเป็นการบิดเบือนและเป็นความเท็จ และไม่เคารพต่อประชามติประชาชน กลุ่มและพวกของคุณช่อเองก็รณรงค์ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่แพ้ประชามติประชาชน ย่อมถือว่ามีส่วนร่วมแต่แพ้เสียงประชาชนส่วนใหญ่ การกล่าวอภิปรายของเธอในวันนี้ อ้างว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมจึงบิดเบือนครับ

          ส่วนที่อภิปรายพูดพล่อยๆว่า “รัฐธรรมนูญนี้ เฮงซวยทุกมาตรา” นั้น ต้องขอตำหนิ ถือเป็นคำอภิปรายที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ต่างจากการสำรอกของเสียออกจากปาก พูดแบบไร้วุฒิภาวะ ขาดความรับผิดชอบ ที่สำคัญเป็นความผิดต่อกฎหมายด้วย โดยคำว่า “เฮงซวย” นี้ ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยไว้ ตามฎีกาที่ 1623/2551 ว่า “การดูหมิ่นผู้อื่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่า การกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่า ถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามสบประมาทผู้ที่กล่าวถึง หรือเป็นการกระทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว ไม่ต้องถึงเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326

          ตามพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า “เฮงซวย” ว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คุณภาพตํ่า ไม่ดี ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยพูดใส่ผู้เสียหายด้วยความไม่พอใจว่า “ไอ้ทนายเฮงซวย” จึงเป็นถ้อยคำที่จำเลยด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นทนายความเฮงซวย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 เทียบเคียงได้กับพฤติกรรมของคุณช่อ

          ด้วยเหตุนี้ การกระทำของเธอผู้นี้ นอกจากไม่เหมาะสมในฐานะ ส.ส.ผู้แทนของปวงชนชาวไทย ผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำปฏิญาณว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ถูกพาดพิงถึงคือ นายวิษณุ เครืองาม และ ท่านมีชัย  

          รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิใช่หรือ ทำให้มี ส.ส.ชื่อพรรณิการ์ ทำให้พรรคอนาคตใหม่แจ้งเกิดทางการเมือง เปรียบเหมือนมารดาที่ให้กำเนิดนักการเมืองรุ่นใหม่ คุ้มครองสิทธิและให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงมิได้เฮงซวย ที่เฮงซวยคือนักการเมือง ที่มิได้สำนึกต่อบุญคุณของรัฐธรรมนูญนี้ต่างหาก

          ส.ส. ส.ว. นักการเมือง พรรค การเมือง และประชาชนทั้งหลาย พึงได้โปรดสังวรตนเองด้วยว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับนี้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญและพระราชทานแก่นายกรัฐมนตรี และได้มีกระแสพระราชปรารภให้ประกาศใช้ต่อไป ถือเป็นพระราชพิธีสำคัญต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมีองคมนตรี ทูตานุทูต สมาชิกสภานิติบัญญัติ ประธานศาลทุกศาลและบุคคลสำคัญร่วมในพิธี

          การที่บุคคลใดบังอาจกล่าวหาว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรา” ย่อมหมายถึงรัฐธรรมนูญนี้เฮงซวยทั้งฉบับ กินความถึงหมวด 1 ทั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ด้วย จึงเป็นการกล่าวโดยมิบังควรอย่างยิ่ง เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายได้  

          จึงไม่ควรที่บ้านเมืองจะปล่อยให้นักการเมืองประเภทนี้ลอยนวล

หน้าแรก / World โจชัว หว่อง โผล่วอชิงตัน ให้ข้อมูลสหรัฐฯ กดดันรัฐบาลฮ่องกง

โจชัว หว่อง โผล่วอชิงตัน ให้ข้อมูลสหรัฐฯ กดดันรัฐบาลฮ่องกง

17 Sep 2019
 

นายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ปากคำแก่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯวันนี้ (17 ก.ย.) และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่ชื่อว่า Hong Kong Human Rights and Democracy Act หรือ ร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง เพื่อนำมาใช้แทนกฎหมายฉบับเก่าที่ใช้มาเกือบ 3 ทศวรรษ

  โจชัว หว่อง เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี เขาได้พบกับมาร์ติน ลี ผู้ได้ชื่อว่า บิดาแห่งประชาธิปไตยฮ่องกงวัย 79 ปี

โจชัว หว่อง เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี เขาได้พบกับมาร์ติน ลี ผู้ได้ชื่อว่า บิดาแห่งประชาธิปไตยฮ่องกงวัย 79 ปี

ทั้งนี้ นายหว่องมีนัดให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการบริหารของสภาคองเกรสที่ดูแลประเด็นต่างๆเกี่ยวกับประเทศจีน เขาเรียกร้องให้สหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อใช้แทนกฎหมายฉบับเก่าที่ออกมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1992 ภายใต้ชื่อ US-Hong Kong Policy Act เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับใหม่จะเพิ่มประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยลงไปในเนื้อหา และมีการประเมินสถานะของฮ่องกงเป็นรายปีว่ามีความเป็นอิสระจากรัฐบาลปักกิ่งมากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นเกณฑ์เงื่อนไขในการให้สถานะพิเศษและสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ฮ่องกง และในทางกลับกัน ก็ให้ใช้ผลการประเมินรายปีดังกล่าวเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานสหรัฐฯในการตัดสินใจใช้มาตรการคว่ำบาตรกับเจ้าหน้าที่จีนหรือเจ้าหน้าที่ฮ่องกงที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพในฮ่องกงได้ด้วย    

โจชัว หว่อง กับนายมาร์โก รูบิโอ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง

โจชัว หว่อง กับนายมาร์โก รูบิโอ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ผู้ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง

กฎหมายว่าด้วยนโยบายของสหรัฐฯต่อฮ่องกงซึ่งออกมาเมื่อปี 1992 นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อฮ่องกง จะยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิมหลังจากที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนแก่จีนในปี 1997 ซึ่งเป็นการแยกการปฏิบัติของสหรัฐฯต่อฮ่องกงออกจากการปฏิบัติต่อจีนอย่างชัดเจน แต่ผู้ที่เสนอให้เลิกใช้กฎหมายฉบับนี้แย้งว่า มันเป็นกฎหมายดั้งเดิมที่ไม่มีกลไกส่งเสริมประชาธิปไตย

เตือนหว่องอย่าชักศึกเข้าบ้าน

ด้านนางแคร์รี แลม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ให้ความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของนายหว่องว่า ถ้าสหรัฐฯออกมาตรการคว่ำบาตรฮ่องกงก็มีแต่จะทำให้ปัญหาของฮ่องกงมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย และหากสหรัฐฯเพิกถอนสถานะพิเศษที่เคยให้กับฮ่องกง ก็มีแต่จะซ้ำเติมให้เศรษฐกิจของฮ่องกงต้องย่ำแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ นางแลมยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาของฮ่องกงต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะทีมรัฐบาล แต่หมายถึงการทำงานเป็นทีมระหว่างรัฐบาล ชุมชน และสังคม โดยการเปิดเวทีพบปะหารือร่วมกันระหว่างรัฐบาลและตัวแทนภาคประชาชนรวมทั้งตัวแทนผู้ชุมนุมจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า หลังจากที่รัฐบาลได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษที่เรียกว่า สำนักเจรจาหารือ ขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ก.ย.)

แคร์รี แลม

แคร์รี แลม

“การพูดคุยหารือกันดีกว่าการขัดแย้งต่อต้านกัน เวทีนี้เป็นเวทีเปิดกว้างที่รัฐบาลจะเชิญประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคมมาพูดคุย แสดงความคิดเห็นต่อกัน ด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า การสื่อสารพูดคุยกันย่อมดีกว่าการทะเลาะเบาะแว้ง”  ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงเปิดเผยว่า ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเวทีการหารือรอบแรกนี้สามารถยื่นสมัครเข้าร่วม และสามารถหารือทุกเรื่องโดยไม่มีการจำกัดประเด็น

หน้าแรก / Columnist ที่นี่ไม่มีความลับ "กกต." อย่าดองเรื่อง เงินกู้พรรคอนาคตใหม่

"กกต." อย่าดองเรื่อง เงินกู้พรรคอนาคตใหม่

17 Sep 2019
 

คอลัมน์ที่นี่ไม่มีความลับ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3506 หน้า 16 ระหว่างวันที่ 19-21 ก.ย.2562 โดย...เอราวัณ

"กกต." อย่าดองเรื่อง

เงินกู้พรรคอนาคตใหม่!

          “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง”  คติเตือนใจที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรมในทุกวงการ  ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนการทำหน้าที่ของ “กกต” ที่ถูกตั้งคำถามหลายเรื่องว่า จงใจ “ดอง” คำร้องเรียนที่มีการร้องกกต.ในหลายเรื่องหรือไม่ เพราะหลายกรณี “อืดเหมือนเรือเกลือ” ยกตัวอย่าง เรื่องที่ ศรีสุวรรณ จรรยา ร้องให้มีการสอบเรื่องการปล่อยเงินกู้ 110 ล้านบาท ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต่อพรรคอนาคตใหม่                                           

          ศรีสุวรรณ จรรยา ร้องว่าการปล่อยเงินกู้ครั้งนี้ผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 62 ที่ให้พรรคการเมืองมีรายได้จาก 7 ทาง คือ เงินทุนประเดิมตามมาตรา 9 วรรคสอง, เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมือง ตามที่กำหนดในข้อบังคับ, เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง, เงิน ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง, เงิน ทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดจากการบริจาค, เงินอุดหนุนจากกองทุน และดอกผล และรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง เท่านั้น ไม่สามารถจะมีการสนับสนุนทางอื่นนอกจากที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดได้ จึงเป็นเหตุให้ ศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นเรื่องให้กกต.มีความเห็นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2562

          เหมือนเรื่องเงียบหายไปใน “กลีบเมฆ” หลังยื่นเรื่องไปสำนักงานเลขาธิการกกต. ที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา กุมบังเหียนเป็นเลขาธิการ เรียก ศรีสุวรรณ จรรยา ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมครั้งเดียว เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 จนเจ้าตัวทนไม่ไหว จะทวงถามเรื่องนี้ว่า “ถูกดอง”หรือไม่

          ความจริงเรื่องนี้ สืบไม่ยาก เพราะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนไปโม้เองกับสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย (FCCT) ว่าให้เงินกู้กับพรรคอนาคตใหม่ 110 ล้านบาท และต่อมา “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช  ย้ำว่า การกู้ครั้งนี้ “เป็นมติกรรมการบริหารพรรค” เรียกว่าครบถ้วนบริบูรณ์ไม่ต้องสืบอะไรเพิ่ม แค่ “ชี้ข้อกฎหมาย” แต่สำนักงานเลขาธิการ กกต. ยังไม่สรุปเรื่องส่งให้คณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ได้พิจารณาเสียที มีเจตนาอะไร น่าติดตามอย่างยิ่ง

          ต้อง “ไขลาน” คนในกกต. ที่บางคนทำงานแบบ “ฉีกปฏิทินรอ” รอเกษียณเพื่อจะไม่มีศัตรูติดตัว บางคนรอเพื่อจะไปสู้ต่ำแหน่งใหม่ที่คิดว่าดีกว่า แต่ถ้าทำงานแบบ “ฉีกปฏิทิน” รอแบบนี้ ลาออกไปเสียดีกว่า อย่าอยู่ให้เสียเวลาประเทศ กินเงินเดือนอันเป็นภาษีของประชาชน เปลืองข้าวเปลืองน้ำเปล่าๆ

...............................................

17 กันยายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน