*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3793
  • จำนวนผู้ชม : 2406873
  • จำนวนผู้โหวต : 522
  • ส่ง msg :
  • โหวต 522 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 267 , 11:21:24 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ประชาชนที่อยู่ในบริเวณตอนบนของประเทศ จะต้องเจอกับอากาศปรวนแปร ระหว่าง 23 - 26 ก.ย. แล้วยังจะต้องเตรียมสวม

เสื้อผ้ากันหนาวด้วย เนื่องจากอุณภูมิจะลดลง

         นักการเมืองสวะ ไร้คุณภาพของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างหนาตา ซึ่งต้นเหตุเกิดจากอะไรก็พอจะเห็นกันอยู่แล้ว แต่การจะแก้

ยังมองไม่ชัดเจน

         น่าแปลกที่ดุสิตโพลรายงานว่า "ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 ระบุ อาชีพพริตตี้ ไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจ และ

ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.3 ระบุเป็นอาชีพที่หาเงินได้มาก" น่าเป็นห่วงที่สังคมไทยจะเสื่อมจน 'เอาไม่อยู่' ในยุคนี้

 

กรมอุตุฯออกประกาศเตือน!อากาศแปรปรวนถึง26ก.ย.

    
 

22 ก.ย.2562 - นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศกรมอุตุฯ ฉบับที่ 13  ในหัวข้อ  "สภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 26 กันยายน 2562) " มีเนื้อหาระบุว่า  ในวันที่ 22 กันยายน 2562 ประเทศไทยตอนบนยังคงมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 23-26 กันยายน 2562 ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนลดลง และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคเหนือและภาคกลางตอนบนจะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนที่มีฝนตกหนักและอุณหภูมิลดลงในช่วงเวลาดังกล่าว และดูแลรักษาสุขภาพในระยะนี้ไว้ด้วย

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมีดังนี้ วันที่ 22 กันยายน 2562 มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด และภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา 

ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง รวมทั้งภาคกลางตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งกับลมกระโชกแรง สำหรับในช่วงวันที่ 23-26 กันยายน 2562 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนนี้ จะแผ่ปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนลดลง และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ถวายสัตย์ก็ยังโกง!

    
 

                 ควันหลงซักฟอกนายกฯ

                ยังมีประเด็นให้พูดถึงอีกเยอะ

                และอยากทำความเข้าใจว่า ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้าทำหน้าที่แค่ไหน

                มิติใด!

                รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

                “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

                ประโยคท้ายท่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวไม่ครบ

                "สุทิน คลังแสง" เปิดประเด็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณตน ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์

                แต่เป็นการถวายสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์ผ่านไปยังประชาชน

                ประเด็นนี้ลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง

                หาก "สุทิน คลังแสง" เชื่อเช่นนั้นอย่างบริสุทธ์ใจจริง ประเด็นนี้จึงน่าสนใจอย่างมากทีเดียว

                กลับไปที่คำถวายสัตย์

                หลักๆ คือ "จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน"

                ถ้าเป็นไปตามที่ "สุทิน คลังแสง" ยืนยัน

                ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

                รัฐบาลอื่นๆ เช่น รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ต้องถวายสัตย์ด้วยประโยคนี้ต่อหน้าพระพักตร์พระมหากษัตริย์ผ่านไปยังประชาชน

                นั่นเท่ากับว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์-ทักษิณ บอกประชาชนว่า จะไม่โกง

                แล้วผลเป็นไง?

                พรรคเพื่อไทยเอาจริงเอาจังกับการถวายสัตย์ไม่ครบ

                พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลถวายครบ กลับไม่ทำตามคำถวายสัตย์ นี่จึงน่าจะเป็นประเด็นที่สังคมทวงถามมากกว่า

                ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วยังโกง!

                "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" โกงทั้งคู่

                ส่วนรัฐมนตรีที่ร่วมถวายสัตย์วันนี้ยังอยู่ในคุก

                ถ้า "บุญทรง เตริยาภิรมย์-ภูมิ สาระผล" ยอมพูดความจริง

                คุกยังเปิดรับนักการเมืองอีกหลายคน

                อาจเพิ่ม "ตระกูลชินวัตร" เข้าไปอยู่ในบัญชีหนังหมา. 

วงการโทรคมนาคมสื่อสารสะเทือน!ศุกร์นี้ศาลปกครองอ่านคำพิพากษา4คดีรวด

    
 

22 ก.ย.2562 -  สำนักงานศาลปกครองได้มีกำหนดนัดพิจารณาคดีที่น่าสนใจในวันที่ 27 ก.ย.นี้หลายคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งในเวลา 10.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 1819/2559 ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (ผู้ฟ้องคดี) กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

โดยคดีดังกล่าว กสทฯ ฟ้องว่าทีโอทีฯ ผิดสัญญาการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างกัน กรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีคำชี้ขาดข้อพิพาท เรื่องที่ 3/2553 ลว. 6 ก.ย.2553 ให้ผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีเข้าทำสัญญาดังกล่าวและมีสิทธิเรียกเก็บค่าตอบแทนการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างกัน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้เชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมระหว่างโครงข่ายโทรศัพท์ของผู้ถูกฟ้องคดีกับโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่และเคลื่อนที่ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือเรียกเก็บค่าเชื่อมต่อดังกล่าว กับผู้ถูกฟ้องคดี แต่ได้รับการปฏิเสธ ปรากฏตามหนังสือ ลว. 3 ต.ค.2559 เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย 

สำหรับคดีที่ 2  ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 18/2560 ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ผู้ฟ้องคดี) กับทีโอทีฯ (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง โดยฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการ

โดยทรูฯ ฟ้องทีโอทีฯ ว่าคณะอนุญาโตตุลาการ มีคำชี้ขาด ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 63/2548 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 74/2559 ลว. 23 ก.ย.2559 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีชี้ขาดให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ ลว. 2 ส.ค.2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ลว. 8 ก.ย.2538 ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง 

คดีที่ 3 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 2128/2556 ระหว่าง กสทฯ (ผู้ฟ้องคดี) กับ สำนักงาน กสทช.ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากออกกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น โดยขอให้เพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรทัศน์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 และมติอื่นๆ ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้ กสทฯ ฟ้องว่าสำนักงาน กสทช.กับพวกมีประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว
ในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 และมีมติ คำสั่งอื่นๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีรับโอนเลขหมายโทรคมนาคมผู้ใช้บริการของ บริษัท ทรู มูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับสัมปทานได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง 

และคดีสุดท้าย ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 2345/2556 ระหว่างทีโอทีฯ กับ กสทช.ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟ้องให้เพิกถอนประกาศ มติ และคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองใช้บริการเป็นการชั่วคราวกรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานหรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

โดยทีโอทีฯ  ฟ้องว่า กสทช.และพวกมีประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว ในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 ลว. 16 ส.ค.2556 และมีมติ ลว. 26
 ส.ค.2556 และคำสั่ง ลว. 30 ส.ค.2556แก้ไขเงื่อนไขการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและเป็นการสร้างภาระให้แก่   ผู้ฟ้องคดีเกินสมควร เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ณ ห้องพิจารณาคดี 5 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง.

ประชาชนระบุอภิปราย'นายกฯ' ไม่ได้ประโยชน์ เพราะไม่ได้คำตอบ เสียเวลา เปลืองงบ

    
 


ภายหลังจากที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอภิปรายรัฐบาลประยุทธ์ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 62 เสร็จสิ้นลง กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อการอภิปรายยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลที่ยังไม่ชัดเจน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่ติดตามข่าวการอภิปราย “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ หัวข้อ    “ควันหลง”การอภิปรายรัฐบาลประยุทธ์  จำนวนทั้งสิ้น 1,164 คน ระหว่างวันที่ 19-21 กันยายน 2562 สรุปผลได้ ดังนี้ 

1. ความสนใจของประชาชนในการติดตาม “การอภิปรายรัฐบาลประยุทธ์” 

สนใจ  61.86%                                
อันดับ    เหตุผลที่ “สนใจ”                       ภาพรวม                                      
1    อยากฟังข้อมูลการอภิปรายของฝ่ายค้าน    39.62%        
2    อยากรู้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงอย่างไร              25.79%        
3    การถวายสัตย์เป็นจารีตประเพณีสำคัญ      22.01%        
4    เป็นประเด็นที่ใช้โจมตีนายกฯและรัฐบาล    18.87%        
5    เป็นห่วงบ้านเมือง อยากรู้ทิศทางข้างหน้า    13.21%        

ไม่สนใจ  38.14%
อันดับ    เหตุผลที่ “ไม่สนใจ” ภาพรวม
1    เบื่อหน่าย ไม่ชอบการเมือง มัวแต่ทะเลาะกัน    45.36%
2    สนใจเรื่องน้ำท่วมและปากท้องมากกว่า    24.75%
3    ต้องทำงาน ไม่มีเวลาฟัง    21.65%
4    เป็นธรรมดาของการเมือง ต้องการเอาชนะกัน    16.49%
5    ไม่ได้ชมถ่ายทอดสด ติดตามจากข่าวภายหลังได้    12.37%
 
2. การอภิปรายครั้งนี้ ประชาชนคิดว่าได้ประโยชน์หรือไม่?

ได้ประโยชน์  37.24%                              
อันดับ    สิ่งที่ได้ประโยชน์    ภาพรวม        
1    ได้รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น    34.74%        
2    ได้เห็นท่าที มุมมอง แนวคิดของทั้ง 2 ฝ่าย    23.26%        
3    ได้รู้ที่มาที่ไปของการถวายสัตย์    20.00%        
4    รู้จักส.ส.มากขึ้น ได้เห็นบุคลิก การเตรียมตัว    15.79%        
5    ได้ฟังข้อมูลด้วยตนเอง ไม่ต้องฟังข่าวบิดเบือน    12.63%        

ไม่ได้ประโยชน์  62.76%    
อันดับ    เหตุผลที่ “ไม่ได้ประโยชน์”    ภาพรวม        
1    ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากนายกฯ     41.06%        
2    ไม่มีการตัดสินชี้ชัด ไม่มีการลงมติ     26.49%    
3    ไม่ได้อภิปรายเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง    23.18%    
4    เป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับประชาชน    21.19%    
5    เสียเวลา สิ้นเปลืองงบประมาณ     19.87%
       สวนดุสิตโพล

 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 .....................................................

 

ความคิดเห็นตรงกัน คดี'พริตตี้ลัลลาเบล' สะท้อนความเสื่อมของสังคม

    

 

ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 ระบุ อาชีพพริตตี้ ไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.3 ระบุเป็นอาชีพที่หาเงินได้มาก

อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงคือ เกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 36.0 ระบุ ยอมเสี่ยงเสียตัวเพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ และเมื่อจำแนกออกตามช่วงอายุ พบกว่า ในกลุ่มเยาวชนหญิงคืออายุระหว่าง 15 – 19 ปี จำนวนมากหรือร้อยละ 40.0 ยอมเสี่ยงแลกกับเงินก้อนใหญ่ และหญิงที่อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปเกินกว่า 1 ใน 3 เช่นกันหรือร้อยละ 33.7 ยอมเสี่ยงเสียตัวแลกกับเงินก้อนใหญ่

หน้าแรก / Politics จริงหรือลวงหลอก“ธนาธร”ให้“blind trust”ดูแลทรัพย์5พันล้าน

จริงหรือลวงหลอก“ธนาธร”ให้“blind trust”ดูแลทรัพย์5พันล้าน

22 Sep 2019
 

ภายหลังการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีเข้ารับตำแหน่งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา โดยนายธนาธร แจ้งว่า มีทรัพย์สิน จำนวน 5,137,150,764 บาท และนางรวิพรรณ คู่สมรส มีทรัพย์สิน 495,385,501 บาท มีทรัพย์สินรวมกัน 5,632,536,266 บาท มีหนี้สินรวม 683,303 บาท

กำลังถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินให้ นิติบุคคลบริหารจัดการ หรือ Trust” หรือ blind Trust” เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 เพียง 6 วันก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวการลงนามในเอกสารบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) กับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนภัทร จำกัดว่า เตรียมโยกทรัพย์สินทั้งหมดราว 5 พันล้านบาทไปให้ “blind trust” จัดการในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2562  

นายธนาธร กล่าวในวันนั้นว่า การโอนหุ้นให้ blind trust จัดการเพื่อให้ “สั่งไม่ได้” และ “มองไม่เห็น” ถือเป็นมาตรฐานใหม่และเป็น “นวัตกรรมการบริหารทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไทย” ที่ทำด้วยความสมัครใจและไปไกลกว่ากฎหมาย เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีนักการเมืองไทยคนไหนทำเช่นนี้

 “ขอเหลือบ้านที่ผมอยู่ตอนนี้ รถ และต่างหูของภรรยาเอาไว้บ้าง” และ “ผมจะเจอทรัพย์สินของผมอีกทีก็ต่อเมื่อผมเลิกทำงานการเมือง” นายธนาธร กล่าว

ทั้งนี้ รายงานจากสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลเงินลงทุนของนายธนาธร แจ้งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า มูลค่า 3,014,693,457 บาท ส่วนนางรวิพรรณ แจ้งว่ามีมูลค่า 192,855,208 บาท รวมทั้งคู่มีรายการเงินลงทุนทั้งสิ้น 3,207,548,665 บาท หรือ ‘เกินครึ่ง’ ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของนายธนาธรและนางรวิพรรณ (5.6 พันล้านบาทเศษ) โดยสำนักข่าวอิศราได้นำรายละเอียดเงินลงทุนที่สำคัญของนายธนาธร และนางรวิพรรณ มานำเสนอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1.เงินลงทุนในกองทุนอย่างน้อย 3 แห่ง รวมมูลค่า 306,961,493 บาท อาทิ กองทุน K-SF ได้มาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2558 จำนวน 178,630,831 บาท,กองทุน K-PLAN 1 ได้มาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2558 จำนวน 126,756,433 บาท และ กองทุนรวมในบัญชี Sumitomo Mitsui Bangking Corporation 1,574,229 บาท

2.เงินลงทุนที่ให้นิติบุคคลดูแล (Trust) อย่างน้อย 5 แห่ง 6 รายการ รวมมูลค่า 207,876,117 บาท ดังนี้ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จำนวน 153,344,761 บาท, กองทุนรวมและหุ้นกู้ภายใต้การดูแลของบริษัท ภัทร จำกัด (มหาชน) จำนวน 24,414,748 บาท, หน่วยลงทุนที่อยู่ภายใต้การดูแลของ บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) 3,045 บาท, หุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ภายใต้การดูแลของบริษัท เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด 1,586,567 บาท

บัญชีแคลบาลานซ์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด 115,298 บาท, หุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ภายใต้การดูแลของ บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) 21,229,948 บาท และหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ภายใต้การดูแลของ จีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด 6,911,750 บาท

3.พอร์ตหุ้นอย่างน้อย 5 แห่ง รวม 39,444,235 บาท ประกอบด้วย หุ้นบริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด 72,000 หุ้น มูลค่า 2,339,806,320 บาท, หุ้นบริษัท เอช เอส เอช จำกัด 1 หุ้น มูลค่า 2,191 บาท, หุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด 263,200 หุ้น มูลค่า 12,972,238 บาท, หุ้นบริษัท The One OC Corporation (จดทะเบียนที่ประเทศลาว) จำนวน 70% มูลค่า 20 ล้านบาท และหุ้นบริษัท TS Rubber Service (จดทะเบียนที่ประเทศลาว) จำนวน 1% มูลค่า 70,000 บาท (ของนายธนาธร) และหุ้นบริษัท TS Rubber Service 58% มูลค่า 4,060,000 บาท (ของนางรวิพรรณ)

สำนักข่าวอิศรา ตั้งข้อสังเกตว่า หากนับเฉพาะในส่วนทรัพย์สิน และหุ้นที่ให้กองทุน-นิติบุคคลดูแล (Trust) มีรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น บริษัท หลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด ทำหนังสือรับรองแก่ นายธนาธร เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัท มีมูลค่ารวมกัน ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 รวม 21 รายการ จำนวน 153,344,761 บาท โดยหุ้นที่มูลค่ามากที่สุด คือ SCC-R 140,100 หุ้น ราคาตลาด 464 บาท มูลค่า 65,006,400 บาท เป็นต้น

ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ จีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ดูแลด้านหลักทรัพย์ มียอดหุ้นคงเหลือ 2 รายการ 6,911,750 บาท เป็นหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 225,500 หุ้น ราคาตลาด 26.5 บาท มูลค่ารวม 5,975,750 บาท และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) 200,000 หุ้น ราคาตลาด 4.68 บาท มูลค่า 936,000 บาท

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนภัทร จำกัด (มหาชน) ที่ นายธนาธร เคยอ้างว่า จะทำหนังสือบันทึกตกลงการทำ  blind trust นั้น พบเพียงว่า บริษัทภัทรฯทำหนังสือรับรองให้ นางรวิพรรณ เพื่อแนบเป็นเอกสารประกอบแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 เลขที่หนังสือ OPS 3757/2019 ระบุว่า ข้อมูลหลักทรัพย์ที่อยู่ในการจัดการของกองทุนภัทร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 24,414,748 บาท แบ่งเป็น Asset Class : Fixed Income Security : TUC23DA Value : 20,313,309.60 และ Asset Class : Alternative Security : TFFIF Value : 4,001,550

และบริษัทหลักทรัพย์โนมูระฯ ทำหนังสือรับรองคำขอของ นางรวิพรรณ เพื่อยืนยันหลักทรัพย์ที่เหลืออยู่กับบริษัท ยื่นประกอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแก่ ป.ป.ช. โดยระบุว่า นางรวิพรรณ เป็นลูกค้าหลักทรัพย์ เปิดบัญชีกับทางบริษัทตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 มีมูลค่าทรัพย์สินคงเหลือในบัญชี ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 เป็นมูลค่าหลักทรัพย์ 20,681,057.51 บาท มูลค่าเงินสด 548,890.77 บาท

ที่เคยลั่นวาจาแถลงข่าวครึกโครมว่า จะให้ blind trust ดูแลทรัพย์สินร่วม 5 พันล้าน จนได้รับเสียงชื่นชมว่า เป็นการสร้างบรรทัดฐานความโปร่งใสให้กับนักการเมืองของไทย วันนี้ตัวของนายธนาธรเองเท่านั้นที่จะให้คำตอบกับสังคมในเรื่องนี้ว่า ได้ตัดสินใจทำจริงหรือไม่

สำหรับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ตรวจสอบ นายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อ้างอิง “blind trust” ด้วยเจตนาจะสร้างคะแนนนิยม อาจเข้าข่ายจูงใจ-หลอกลวง ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. หากผิดจริงมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี

หน้าแรก / Columnist รู้เท่าทันสารพันกฏหมาย ทำอย่างไรจะลดปัญหารถติด ใน กทม.

ทำอย่างไรจะลดปัญหารถติด ใน กทม.

22 Sep 2019
อ่าน 193 ครั้ง
 

 

คอลัมน์รู้เท่าทันสารพันกฎหมาย โดย ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด 

หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3507 วันที่ 22-25 กันยายน 2562

 

รถติดดูจะเป็นปัญหาหลักที่คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต่างยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นลำดับต้นๆ คุณภาพชีวิตของชาวกรุงเสียไปเพราะการใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน 3-4 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน จริงๆ แล้วเรื่องนี้ผมว่าเราพูดกันมานานมากแล้ว แต่เพราะเหตุใดปัญหานี้ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

บทความนี้จะมาแสดงให้เห็นถึงปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้ปัญหานี้ยังคงอยู่คู่กับกรุงเทพ มหานคร (กทม.) มาอย่างยาว นาน และแน่นอนว่าในตอนท้ายของบทความก็จะได้นำเสนอวิธีที่ทั้งภาครัฐและประชาชนจำเป็นต้องยอมรับภาระบางอย่าง หากต้องการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

หากเราพูดถึงรถติดในกรุงเทพฯ คนบางส่วนก็จะกล่าวหาว่าทำไมกรุงเทพมหานครไม่จัดการเรื่องการจราจรให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องนี้คงต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า เรื่องการจัดการเกี่ยวกับการจราจรในกรุงเทพ มหานคร ไม่ได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ว่าราชการ กรุงเทพฯ แต่อย่างใด หากแต่อยู่ในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของตำรวจจราจร นั่นหมายความว่าเราควรต้องไปต่อว่าตำรวจจราจร ว่าทำงานบกพร่องหรือ?

ในส่วนนี้ต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอัตราส่วน ของอาคาร และผู้อาศัยกับอัตรา ส่วนของถนนที่จะไม่ให้เกิดปัญหารถติด

จากงานวิจัยพบว่าพื้นที่ที่เป็นถนนควรจะมีไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีการอยู่อาศัยที่หนาแน่น ซึ่งมีพื้นที่ถนนน้อยกว่าอัตราส่วนที่กำหนดดังกล่าว ก็จะใช้วิธีการในการสร้างรถไฟฟ้าสาธารณะที่มีความถี่ของเที่ยวเพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้ที่ประสงค์จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสาธารณะ ดังนั้นการที่จะกล่าวหาว่ารถติดเป็นปัญหาที่มาจากการขาดประสิทธิภาพ ในการจัดการของตำรวจจราจรก็ดูจะไม่ถูกนัก

เมื่อย้อนกลับมาดูกรุงเทพ มหานครของเรา ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง และมีอัตราส่วนของถนนอยู่ไม่เกิน 4% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าอัตราส่วนที่ควรจะเป็นอยู่มาก ประกอบกับการมีจำนวนรถไฟฟ้าสาธารณะที่มีจำนวนจำกัด

 


 

 

นอกจากนี้ยังเกิดข้อขัด ข้องในการให้บริการบ่อยครั้งอีกทั้งการจะเดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้าสาธารณะไม่ใช่เรื่องสะดวก ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปและกลับจากสถานี ซึ่ง ต่างจากหลายประเทศที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะ โดยมีที่จอดรถฟรี และมีรถรับส่งจากที่จอดรถไปยังสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนอยากที่จะใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะมากขึ้น

นอกจากประเด็นที่กล่าวมาแล้ว เที่ยวการเดินรถของรถไฟฟ้าสาธารณะของกรุงเทพฯ ไม่มีความถี่เท่าที่ต่างประเทศจึงทำให้ไม่สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารที่มีจำนวนมากโดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้พี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่ที่เคยใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะจึงเคยพบกับประสบ การณ์ที่ต้องรอรถไฟฟ้าถึง 4-5 เที่ยว กว่าที่จะได้โดยสารรถไฟฟ้าไปยังจุดหมายได้

นั่นหมายความว่าแม้จะเดินทางมาถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถกะระยะเวลาที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้ เพราะไม่ทราบว่าจะได้ขึ้นรถเมื่อไหร่

 

 

เหตุผลเหล่านี้จึงนำไปสู่การที่คนจำนวนไม่น้อยที่อยากเลือกใช้ช่องทางการบริการรถไฟฟ้าสาธารณะ เลือกที่จะใช้รถส่วนตัวในการเดินทางมากกว่า ประกอบกับค่านิยมของคนไทยที่เห็นว่า การมีรถยนต์ส่วนตัวขับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้ง ประเด็นเป็นการเพิ่มจำนวนรถยนต์ส่วนตัวในถนนที่มีอยู่จำกัดในกรุงเทพ มหานครให้มีปัญหาหนักยิ่งขึ้นไปอีก

 แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร หากจะมองว่าเมื่อเรามีพื้นที่ถนนไม่ได้อัตราส่วนที่เหมาะสม เราก็ควรจะเพิ่มจำนวนถนน ซึ่งประเด็นนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะนั่นหมายความว่ารัฐจะต้องมีการขอเวนคืนที่ดินจากประชาชนจำนวนมากมาเพื่อสร้างถนน ซึ่งนอกจากใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ใช้เวลาในการดำเนินการนาน และในระหว่างดำเนินการก็จะเป็นการเพิ่มปัญหารถติดไปทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร

หากเป็นเช่นนี้แล้วปัญหารถติดหนักในกรุงเทพฯ จะแก้ได้อย่างไร การเร่งสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มอีกหลายสาย แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรถปัญหาจราจรในอนาคต แต่หากกระบวนการหรือวิธีการจัดการที่จะจูงใจให้ผู้ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลหันไปใช้บริการรถสาธารณะไม่สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม การสร้างรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่เป็นการแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์เรื่องนี้อยู่ดี

หากเราหันไปดูว่าต่างประเทศใช้วิธีอะไรบ้างในการแก้ปัญหานี้ จะเห็นได้ว่ามาตรการที่เป็นผลโดยส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการที่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือนำใบเสร็จที่ใช้จ่ายในการรับบริการสาธารณะมาหักลดหย่อนภาษี หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับรถที่ไม่ใช่รถในพื้นที่ แต่จะวิ่งเข้าไปในพื้นที่ที่มีการจราจรคับคั่ง เพื่อทำให้คนหันไปใช้บริการรถสาธารณะแทน ที่จะใช้รถส่วนตัว

แนวทางสุดท้ายจริงๆ ประเทศไทยเราก็เคยมีการเสนอให้ใช้แล้วในพื้นที่ถนนสีลม สาทร แต่สุดท้ายก็เกิดการต่อต้านจนไม่มีการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนนี้หากเราเห็นว่าเรื่องรถติดเป็นปัญหาที่ควรรับผิดชอบร่วมกันแม้ว่ามาตรการบางอย่างที่อาจจะกระทบกับเราบ้าง ก็ควรต้องให้ความร่วมมือ

ดังนั้นผู้เขียนขอเสนอว่า การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรให้ภาครัฐจัดให้มีบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอกับความต้องการของประชาชน โดยควรจัดให้มีที่จอดรถฟรีสำหรับผู้ที่จะจอดรถเพื่อใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะ นอกจากนี้ควรจัดให้มีรถโดยสารสาธารณะฟรีสำหรับบุคคลที่จะเดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้า หรือเดินทางจากรถไฟฟ้าไปยังอาคารจอดรถ

ส่วนภาคประชาชนหากรัฐมีมาตรการใดๆ ที่มุ่งนำมาใช้เพื่อการลดปัญหาจราจรก็ควรสนับสนุน แม้ว่ามาตรการนั้นๆ อาจจะส่งผลกระทบกับตัวประชาชนผู้ปฏิบัติไปบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วผลที่จะได้รับจากมาตรการจะส่งผลดีกับสังคมโดยส่วนรวม

 เพราะฉะนั้นหากภาครัฐและภาคประชาชนร่วมใจกันอย่างที่กล่าวมานี้ ปัญหาการจราจรก็คงจะค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับ

 

เตรียมร้องป.ป.ช.สอบ "เหล็กไหล-พระเครื่อง" ส.ส.สร้างมูลค่าลวงหรือไม่

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 11:14 น.

เตรียมร้องป.ป.ช.สอบ

"ศรีสุวรรณ" เตรียมยื่นร้อง ป.ป.ช. วันที่ 23 ก.ย.นี้ ให้สอบเหล็กไหล-พระเครื่องของ "คฑาเทพ-มงคลกิตติ์" สร้างมูลค่าอำพรางหรือไม่

 

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวการแสดงรายการทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้า พรรคพลังไทยรักไทย และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศิวิไลย์ ซึ่งได้แจ้งรายการทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโคตรมหาเหล็กไหลที่มีมูลค่ากว่า 700 ล้าน มหาเหล็กไหล มูลค่า 300 ล้านบาท อุกกาบาต 10 ล้านบาท และพระเครื่องต่าง ๆ อาทิ พระกริ่งปวเรศทองคำ 50 ล้านบาท พระสมเด็จวัดระฆัง 40 ล้านบาท พระสมเด็จไกเซอร์ 30 ล้านบาท ฯลฯ จนเป็นที่ฮือฮาในสังคมนั้น

กรณีดังกล่าว เป็นที่สงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันของสังคมไทยเป็นอย่างมากว่า มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการสร้างมูลค่าลวงขึ้นมาหรือไม่ มีหน่วยงานหรือองค์กรมาตรฐานใดให้ใบรับรองหรือไม่ หรืออาจเป็นกลเล่ห์ฉลของนักการเมืองที่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการฟอกเงินเพื่อผ่องถ่ายทรัพย์สินแบบหลอกๆไปเป็นเงินสดในอนาคต หากมีเงินสดหรือทรัพย์สินอื่นงอกเงยขึ้นมาเกินกว่ารายรับที่พึงมีในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็จะใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าได้จำหน่ายพระเครื่องหรือวัตถุมงคลดังกล่าวออกไปในราคาแพงตามที่ตั้งมูลค่าไว้ เป็นต้น

กระนั้น ป.ป.ช.จะต้องมีระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สินดังกล่าวของนักการเมือง เพื่อปิดช่องโหว่ของการเลี่ยงบาลีในการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งหากนักการเมืองไม่สามารถแสดงหลักฐานใบรับรองมูลค่าของทรัพย์สินต่างๆได้ ก็สามารถชี้ได้เลยว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ เพื่อเลี่ยงความจริงที่พึงต้องแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน ม.109 วรรคสาม ประกอบ ม.114 ของ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ซึ่งอาจมีโทษตาม ม.167 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท .หรือทั้งจําทั้งปรับ

ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ ดําเนินการตาม ม.114 โดยการเสนอเรื่องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัย หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการยื่นฟ้องเองตาม ม.80 โดยจะไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 23 ก.ย.62 เวลา 13.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี

หน้าแรก / Columnist รู้เท่าทันสารพันกฏหมาย ทำอย่างไรจะลดปัญหารถติด ใน กทม.

ทำอย่างไรจะลดปัญหารถติด ใน กทม.

22 Sep 2019
 

คอลัมน์รู้เท่าทันสารพันกฎหมาย โดย ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด 

หน้า 7 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3507 วันที่ 22-25 กันยายน 2562

รถติดดูจะเป็นปัญหาหลักที่คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ต่างยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นลำดับต้นๆ คุณภาพชีวิตของชาวกรุงเสียไปเพราะการใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน 3-4 ชั่วโมงต่อคนต่อวัน จริงๆ แล้วเรื่องนี้ผมว่าเราพูดกันมานานมากแล้ว แต่เพราะเหตุใดปัญหานี้ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

บทความนี้จะมาแสดงให้เห็นถึงปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้ปัญหานี้ยังคงอยู่คู่กับกรุงเทพ มหานคร (กทม.) มาอย่างยาว นาน และแน่นอนว่าในตอนท้ายของบทความก็จะได้นำเสนอวิธีที่ทั้งภาครัฐและประชาชนจำเป็นต้องยอมรับภาระบางอย่าง หากต้องการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

หากเราพูดถึงรถติดในกรุงเทพฯ คนบางส่วนก็จะกล่าวหาว่าทำไมกรุงเทพมหานครไม่จัดการเรื่องการจราจรให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องนี้คงต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนว่า เรื่องการจัดการเกี่ยวกับการจราจรในกรุงเทพ มหานคร ไม่ได้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ว่าราชการ กรุงเทพฯ แต่อย่างใด หากแต่อยู่ในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของตำรวจจราจร นั่นหมายความว่าเราควรต้องไปต่อว่าตำรวจจราจร ว่าทำงานบกพร่องหรือ?

ในส่วนนี้ต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอัตราส่วน ของอาคาร และผู้อาศัยกับอัตรา ส่วนของถนนที่จะไม่ให้เกิดปัญหารถติด

จากงานวิจัยพบว่าพื้นที่ที่เป็นถนนควรจะมีไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีการอยู่อาศัยที่หนาแน่น ซึ่งมีพื้นที่ถนนน้อยกว่าอัตราส่วนที่กำหนดดังกล่าว ก็จะใช้วิธีการในการสร้างรถไฟฟ้าสาธารณะที่มีความถี่ของเที่ยวเพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้ที่ประสงค์จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสาธารณะ ดังนั้นการที่จะกล่าวหาว่ารถติดเป็นปัญหาที่มาจากการขาดประสิทธิภาพ ในการจัดการของตำรวจจราจรก็ดูจะไม่ถูกนัก

เมื่อย้อนกลับมาดูกรุงเทพ มหานครของเรา ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง และมีอัตราส่วนของถนนอยู่ไม่เกิน 4% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าอัตราส่วนที่ควรจะเป็นอยู่มาก ประกอบกับการมีจำนวนรถไฟฟ้าสาธารณะที่มีจำนวนจำกัด

นอกจากนี้ยังเกิดข้อขัด ข้องในการให้บริการบ่อยครั้งอีกทั้งการจะเดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้าสาธารณะไม่ใช่เรื่องสะดวก ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปและกลับจากสถานี ซึ่ง ต่างจากหลายประเทศที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะ โดยมีที่จอดรถฟรี และมีรถรับส่งจากที่จอดรถไปยังสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนอยากที่จะใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะมากขึ้น

นอกจากประเด็นที่กล่าวมาแล้ว เที่ยวการเดินรถของรถไฟฟ้าสาธารณะของกรุงเทพฯ ไม่มีความถี่เท่าที่ต่างประเทศจึงทำให้ไม่สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารที่มีจำนวนมากโดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยเหตุนี้พี่น้องประชาชนโดยส่วนใหญ่ที่เคยใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะจึงเคยพบกับประสบ การณ์ที่ต้องรอรถไฟฟ้าถึง 4-5 เที่ยว กว่าที่จะได้โดยสารรถไฟฟ้าไปยังจุดหมายได้

นั่นหมายความว่าแม้จะเดินทางมาถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถกะระยะเวลาที่จะเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้ เพราะไม่ทราบว่าจะได้ขึ้นรถเมื่อไหร่

 

 

เหตุผลเหล่านี้จึงนำไปสู่การที่คนจำนวนไม่น้อยที่อยากเลือกใช้ช่องทางการบริการรถไฟฟ้าสาธารณะ เลือกที่จะใช้รถส่วนตัวในการเดินทางมากกว่า ประกอบกับค่านิยมของคนไทยที่เห็นว่า การมีรถยนต์ส่วนตัวขับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้ง ประเด็นเป็นการเพิ่มจำนวนรถยนต์ส่วนตัวในถนนที่มีอยู่จำกัดในกรุงเทพ มหานครให้มีปัญหาหนักยิ่งขึ้นไปอีก

 แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร หากจะมองว่าเมื่อเรามีพื้นที่ถนนไม่ได้อัตราส่วนที่เหมาะสม เราก็ควรจะเพิ่มจำนวนถนน ซึ่งประเด็นนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะนั่นหมายความว่ารัฐจะต้องมีการขอเวนคืนที่ดินจากประชาชนจำนวนมากมาเพื่อสร้างถนน ซึ่งนอกจากใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ใช้เวลาในการดำเนินการนาน และในระหว่างดำเนินการก็จะเป็นการเพิ่มปัญหารถติดไปทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร

หากเป็นเช่นนี้แล้วปัญหารถติดหนักในกรุงเทพฯ จะแก้ได้อย่างไร การเร่งสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มอีกหลายสาย แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรถปัญหาจราจรในอนาคต แต่หากกระบวนการหรือวิธีการจัดการที่จะจูงใจให้ผู้ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลหันไปใช้บริการรถสาธารณะไม่สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม การสร้างรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นก็จะไม่เป็นการแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์เรื่องนี้อยู่ดี


หากเราหันไปดูว่าต่างประเทศใช้วิธีอะไรบ้างในการแก้ปัญหานี้ จะเห็นได้ว่ามาตรการที่เป็นผลโดยส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการที่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่ม หรือนำใบเสร็จที่ใช้จ่ายในการรับบริการสาธารณะมาหักลดหย่อนภาษี หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับรถที่ไม่ใช่รถในพื้นที่ แต่จะวิ่งเข้าไปในพื้นที่ที่มีการจราจรคับคั่ง เพื่อทำให้คนหันไปใช้บริการรถสาธารณะแทน ที่จะใช้รถส่วนตัว

แนวทางสุดท้ายจริงๆ ประเทศไทยเราก็เคยมีการเสนอให้ใช้แล้วในพื้นที่ถนนสีลม สาทร แต่สุดท้ายก็เกิดการต่อต้านจนไม่มีการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนนี้หากเราเห็นว่าเรื่องรถติดเป็นปัญหาที่ควรรับผิดชอบร่วมกันแม้ว่ามาตรการบางอย่างที่อาจจะกระทบกับเราบ้าง ก็ควรต้องให้ความร่วมมือ

ดังนั้นผู้เขียนขอเสนอว่า การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรให้ภาครัฐจัดให้มีบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอกับความต้องการของประชาชน โดยควรจัดให้มีที่จอดรถฟรีสำหรับผู้ที่จะจอดรถเพื่อใช้บริการรถไฟฟ้าสาธารณะ นอกจากนี้ควรจัดให้มีรถโดยสารสาธารณะฟรีสำหรับบุคคลที่จะเดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้า หรือเดินทางจากรถไฟฟ้าไปยังอาคารจอดรถ

ส่วนภาคประชาชนหากรัฐมีมาตรการใดๆ ที่มุ่งนำมาใช้เพื่อการลดปัญหาจราจรก็ควรสนับสนุน แม้ว่ามาตรการนั้นๆ อาจจะส่งผลกระทบกับตัวประชาชนผู้ปฏิบัติไปบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วผลที่จะได้รับจากมาตรการจะส่งผลดีกับสังคมโดยส่วนรวม

 เพราะฉะนั้นหากภาครัฐและภาคประชาชนร่วมใจกันอย่างที่กล่าวมานี้ ปัญหาการจราจรก็คงจะค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงเป็นลำดับ

 ..................................................

22 กันยายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน