*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3852
  • จำนวนผู้ชม : 2439346
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 281 , 14:00:44 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         คนสำคัญทางการเมือง การปกครองและสังคมหลายราย เมื่อเกิดประเด็นคนทำผิดกฎหมายจนเป็นข่าวร้ายแรงขึ้นมา ก็พาซื่อ

พูดถึงกฎหมายว่าไม่มีความผิด อีกมีสิทธิ์ที่จะทำได้อีกด้วย การพูดดังกล่าวเหมือนจะให้ท้ายคนผิดก็ได้ ทั้งๆที่น่าจะพูดเชิงปรามมาก

กว่า ดังที่เกิดขึ้นกับคดีพริตตี้เสียชีวิตหลังปาร์ตี้สุดเหวี่ยง เป็นต้น

 

 

เมื่อ 'เลขาฯ สภา' ออกทะเล

    
 

               เนี่ย..คนเรา....

 

                เป็นอะไรก็เป็นได้ แต่จะเป็นให้ดีที่สุด ต้องรู้จัก ๒ อย่าง

                คือ รู้จัก "อำนาจและหน้าที่"

                และต้องมี ๒ อย่าง คือ "รับผิดและรับชอบ" ที่ต้องคู่กัน!

                กรณี นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.เขต ๗ ขอนแก่น ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต

                และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงเข้าคุกทันที เมื่อ ๒๔ ก.ย.๖๒

                ก็มีความเห็นทางกฎหมายแตกเป็น ๒ ทาง

                คือทางหนึ่ง ว่าเป็นศาลชั้นต้น คดียังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่ขาดจากความเป็น ส.ส.

                แต่อีกทางหนึ่งว่า นายนวัธขาดจากความเป็น ส.ส.แล้วเพราะการที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

                จึงเข้าลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ ประกอบมาตรา ๙๘ (๖) ที่ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ

                "ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล" ตามมาตรา ๙๘ (๖)

                ขณะนี้ (๒๕ ก.ย.) นายนวัธยังอยู่ในคุก

                โดยถูกนำตัวจาก "ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ" ขอนแก่น ไปจองจำไว้ที่ "เรือนจำกลางขอนแก่น" แต่คืนวาน

                เหตุที่ต้องเข้าคุกใหญ่ เพราะโทษประหาร เป็นอุกฤษฏ์โทษ ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ต้องคุมขังที่เรือนจำกลาง

                ถึงวันนี้แล้ว ก็ยังไม่มีใครมายื่นขอประกันตัว!

                นี่คือเนื้อความ............

                ตอนแรก "นายสรศักดิ์ เพียรเวช" เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า เมื่อไม่ได้ประกันตัว ต้องเข้าคุก นายนวัธถือว่าขาดจากความเป็น ส.ส.แล้ว

                แต่มาเมื่อวาน (๒๕ ก.ย.) นายชวน หลีกภัย ประธานสภาบอก เพื่อให้ได้ข้อสรุป

                ให้นายสรศักดิ์ไปประชุมฝ่ายกฎหมายดูว่านายนวัธขาดหรือยังไม่ขาดจากสถานภาพ ส.ส.

                ประชุมเสร็จ นายสรศักดิ์ออกมาบอกว่า.......

                ทีมกฎหมายสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ๑๕ คน มีความเห็นเป็น ๒ ฝ่าย คือ

                ๑๑ เสียง ว่าต้องพ้นจากสถานะ ส.ส.               

                ๔ เสียง ว่ายังไม่พ้น!

                แต่ทั้ง ๑๕ คน เห็นตรงกันว่าสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดเรื่องการสิ้นสุดสถานะ ส.ส.

                เป็นหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย

                เพราะไม่มีข้อกฎหมายใด ระบุให้สภาเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องสถานะ ส.ส.

                ช่องทางที่จะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ มี ๒ ช่องทาง คือ

                ช่องทาง ส.ส.หรือ ส.ว.เข้าชื่อร้องผ่านประธานสภา ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

                อีกช่องทางคือ กกต.เป็นผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

                แล้วนายสรศักดิ์ก็ปัดสวะพ้นตัว บอกว่าจะนำความเห็นในที่ประชุมนี้ เสนอให้ประธานสภาชวนทราบวันนี้

                สรุป ไม้หลักปักขี้เลน!

                วันแรกไปอย่าง รุ่งขึ้นไปอีกอย่าง ตาอิน-ตานา กูขอเป็นตาอยู่ กางมุ้งไว้ก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็เตะลูกส่งประธานสภาไปเลย

                ชาวบ้านฟัง บอก...กูงง

                ไม่มีข้อกฎหมาย หรือไม่กล้ารับผิดชอบ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เผื่อวันไหน อีกฝ่ายมาเป็นนาย จะได้ไม่เดือดร้อนกันแน่?

                ความจริง เรื่องอย่างนี้ เขามีเจ้าภาพอยู่แล้ว หากแต่เลขาฯ สภาผู้แทนราษฎรนั่นแหละ

                นอกจากไม่รู้อำนาจหน้าที่ของตัวเองแล้ว ยังทำให้สับสนไปอีก!

                "เลขาฯ สภาผู้แทนราษฎร" น่ะ มีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง นายสรศักดิ์รู้ใช่มั้ย?      

                หน้าที่ของ "สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร" จะเป็นงานธุรกิจ งานอำนวยการ งานแม่บ้านเป็นส่วนใหญ่

                คือเป็นฝ่ายสนับสนุนและบริการ

                ไม่มีอำนาจหน้าที่ไปตัดสิน-ชี้ขาดทางกฎหมายใดๆ เลย!

                การออกความเห็นทางกฎหมาย เป็นเรื่องหนึ่ง อย่างที่คุณสรศักดิ์ให้ความเห็นวันแรก อย่างนั้นได้

                แต่ที่จะไปชี้ขาดทางกฎหมายว่านายนวัธยังเป็น ส.ส.หรือขาดจาก ส.ส.แล้วนั้น

                มันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ที่ "สำนักงานเลขาฯ สภา" จะไปประชุมชี้ขาดได้อย่างที่ทำ

                ทำให้มันสับสนไปเปล่าๆ ปลี้ๆ!

                เรื่องการจะชี้ว่า นายนวัธขาดหรือยังไม่ขาดจาก ส.ส.เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต.เขา

                ถ้าไม่แน่ใจ นายสรศักดิ์แค่ประสานไปทาง กกต.และทาง กกต.เขาว่าไง ค่อยนำมาประดิษฐ์ถ้อยแถลง

                แบบนี้ คำพูด-คำจา ของเลขาฯ สภาผู้แทนราษฎร ก็จะเป็นมาตรฐานเชื่อถือมากกว่านี้

                แล้วนี่ประชุมอะไรของคุณ เสียงส่วนใหญ่ ชี้ขาดว่า นายนวัธขาดจากสถานภาพ ส.ส.แล้ว

                แต่ทั้งส่วนใหญ่-ส่วนน้อย ก็ยังร่วมกันสร้างมติ "ใหญ่ในใหญ่" ซ้อนขึ้นมาอีกว่า

                ที่ชี้ขาดไปนั้น เขาทั้ง ๑๕ คน ไม่มีอำนาจชี้

                รู้ว่าไม่มีอำนาจแล้วชี้ทำไม?

                แทงกั๊ก ว่างั้นเหอะ?

                เป็นอำนาจหน้าที่ กกต.เขา แต่เอาเหอะ ในเมื่อเรื่องจะจะ แจ้งแจ้ง ตามตัวบทกฎหมาย ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ทางสำนักงานเลขาฯ สภา ยังชักเข้า-ชักออก

                อยู่เฉยๆ เถอะ แล้วดีเอง....

                กกต.เขาจะจัดการเอง เพราะเขามีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น

                -สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

                -สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่...ฯลฯ

                -การดำเนินคดีในศาลเกี่ยวกับความผิดการเลือกตั้งหรือพรรคการเมือง

                -มีอำนาจแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนและให้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล...ฯลฯ

                -ดำเนินการเรื่องอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

                นี่แค่ตามกรอบตามอำนาจหน้าที่ กกต.ยกมาเป็นสังเขปบางข้อเท่านั้น

                สรุป คือ........

                กกต.มีอำนาจหน้าที่ครอบคลุม ๓ ด้าน

                -ด้านบริหาร ควบคุมและจัดให้มีการเลือกตั้ง

                -ด้านตุลาการ สืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ นับคะแนนใหม่ สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครและสมาชิกสภาที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

                -ด้านนิติบัญญัติ ออกกฎระเบียบ คำสั่ง และข้อกำหนดที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน

                ดังนั้น กรณีนายนวัธ "กกต." ผู้เป็นเจ้าภาพ ก็รีบระงับความสับสนในด้านสถานภาพ ส.ส.ให้เป็นที่ชัดเจนเถอะ

                ขาดแล้ว-ไม่ขาด

                หรือ...

                ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หรือไม่ต้อง ก็ให้รวบรัดชัดเจนทันต่อสถานการณ์วิพากษ์สู่แตกแยก

                ขืนปล่อยนานไป จะเป็นช่องให้ทั้ง ผู้รู้ ผู้ไม่รู้ และผู้ตะแบง-แปลงกฎหมาย ลากไปพูดในแนวทางตนให้เป็นประเด็นหนักขึ้น

                เอาล่ะ....ก่อนจะจบ

                เพื่อความทันสมัยกะเขาบ้าง ขอแจมเรื่อง "ควายอินเตอร์" รับจ็อบชูป้ายประท้วงนายกฯ ที่นิวยอร์กซักนิด

                ตัดทอนจากเพจ @เสธ น้ำเงิน มาให้อ่าน ดังนี้

                แฉความลับ

                แฉ..เบื้องหลังม็อบป้ามุดเวอร์ชั่นเปรูชูป้ายต้านไทย

                ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ย.62 เวลาประมาณ 8.30 น.กลุ่มชาวต่างชาติ “ทุยแดง” ราวสิบกว่าคนใส่เสื้อหลากสีเพิ่งสกรีนเสร็จ

                ถือป้ายเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย ที่บริเวณหน้าโรงแรมพลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก อเมริกา ที่พักลุงตู่พร้อมคณะของไทย

                แต่พวกนี้การข่าวแย่ เพราะลุงตู่เดินทางออกจากโรงแรมไปตั้งแต่เช้าตรู่ 07.00 น.

                .....เมื่อมีนักข่าวและสายสืบของรัฐบาลไทยไปทำทีพูดคุยด้วย พบว่าไม่ใช่คนไทย พูดภาษาไทยก็ไม่ได้ แต่เมื่อสอบถามเป็นภาษาอังกฤษ ม็อบเติมเงินเหล่านี้ มาจากเม็กซิโก และเปรู

                เมื่อถามว่ารู้จักประเทศไทยหรือไม่? ม็อบบอกว่า "ไม่รู้จัก" สายสืบถามว่า “สปีกไทยทูมี?” ม็อบตอบว่า “ไตย ไตย ไตย ไตย”..ฮา !!

                จากการข่าวกรองมา พบว่าม็อบเติมเงินป้ามุดเปรู และเม็กซิโก ชุดนี้คือ “ม็อบรับจ้างอาชีพ” ในยามปกติคนต่างชาติพวกนี้จะเป็นพวกเร่ร่อน ไร้บ้าน นอนข้างถนน

                เพราะที่อเมริกามีความเหลื่อมล้ำสูงมากๆ จนคือจนกรอบเลย รวยก็รวยล้นฟ้า

                ดังนั้นในยามที่มีการประชุมใหญ่ๆ ระดับนานาชาติแบบนี้ที่จัดบ่อย ก็จะมีฝ่ายแค้น ฝ่ายชังชาติ พวกขายชาติ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาติดต่อว่าจ้างทำม็อบ

                โดยที่มะกันเขาทำกันเป็นล่ำเป็นสันแบบวันสต็อปเซอร์วิสแพ็กเกจเลย คือ มีทีมรับงาน รับสกรีนเสื้อ รับทำป้าย รับจัดหาคน ฯลฯ

                สนนราคาจะอยู่ที่ 100-200 US ต่อหัว หรือราว 3,000-6,000 บาท

                ราคาที่แตกต่างกันนี้ สังเกตได้จากป้าย ถ้าป้ายสกรีนข้อความสวยงาม แบบนี้ต่อหัวแพง แต่ถ้าเขียนด้วยมือ คือต่อหัวจ้างถูกๆ

                เมื่อผู้ว่าจ้างรับงานจากเจ้าของเงินแต่ละประเทศมาแล้ว ก็จะทำป้ายข้อความ เสื้อยืดเป็นภาษาต่างๆ ตามที่ได้รับว่าจ้างมา เช่น เรียกร้องประชาธิปไตยจีน รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ อะไรก็ว่าไป

                แล้วผู้ว่าจ้างก็ไปติดต่อประสานม็อบพวกนี้อีกที เพราะเขาทำกันประจำ รู้งานกันดี พวกม็อบเร่ร่อนจะยืนรองานกันตั้งแต่วันก่อนหน้า หรือเช้าวันงานเลยก็ได้ เดินเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้น

                ถ้าสังเกตให้ดีๆ ม็อบเติมเงินพวกนี้จะ “ใส่เสื้อสองตัว” ทับกัน เหตุผลเพราะเสื้อตัวแรกที่ใส่ด้านในจะเป็นเสื้อกล้าม เสื้อยืด เสื้อแขนยาว

                อันนี้คือเสื้อของพวกเขาจริงๆ ที่ใส่มาจากที่พัก ส่วนเสื้อยืดตัวนอกที่สกรีนข้อความเป็นชื่อประเทศต่างๆ ตามที่ได้รับว่าจ้างมา คือเสื้อที่ “ผู้ว่าจ้าง” เอามาให้ใส่คลุมลงไปสดๆ กันแถวนั้นเลย

                แต่ม็อบพวกนี้มีจุดที่เหมือนกันอย่างเดียว คือ “ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับประเทศที่ชูป้ายประท้วงเลย” เรียกชื่อประเทศยังไม่ถูกด้วยซ้ำ

                ...........................

                @เสธ น้ำเงิน

                #บ้านเมืองจะแย่ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ

                 https://twitter.com/consernews1

 

ฎีกาพิพากษาแก้ยกฟ้อง'ดร.โจ'อดีตผู้ว่ากทม. คดีทุจริตจัดซื้อที่จอดรถ-ส่วนลูกน้องติดคุกอ่วม!

  
 

26 ก.ย.62 - ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน หมายเลขดำ อ.3387/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายพิจิตต รัตตกุล หรือ ดร.โจ อดีตผู้ว่าฯ กทม., นายญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม., นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ, นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่าฯ, นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม., นายสมควร รวิรัฐ หรือรวิรัช อดีต ผอ.สำนักการคลังฯ, นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์ อดีต ผอ.กองระบบการคลัง และนายชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผอ.สำนักงานเขตบางซื่อ เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตฯ ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 4 ธ.ค. 2538 - 16 ก.ย. 2540 พวกจำเลยใช้อำนาจในหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครจัดซื้อที่ดินใช้เป็นที่จอดรถขยะ รถน้ำ และรถอื่นๆ ของ กทม. ย่านบางซื่อ ในราคา 270 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินจริงเป็นเงินกว่า 36 ล้านบาท และรับค่านายหน้าขายที่ดินเป็นเงิน 18 ล้านบาท

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายสมคาด จำเลยที่ 4 รวม 8 ปี และนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 10 ปี ส่วนจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้อง 

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกนายพิจิตต จำเลยที่ 1 กับนายสมคาด จำเลยที่ 4 คนละ 5 ปี และจำคุกนายชวน จำเลยที่ 8 รวม 7 ปี ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง จำเลยยื่นฎีกา

วันนี้จำเลยที่ 1, 4, 8 ซึ่งได้ประกันตัวเดินทางมาศาล

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับนายพิจิตต จำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้อง ส่วนนายสมคาด จำเลยที่ 4 และนายชวน จำเลยที่ 8 เห็นว่ากระทำผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 5 ปี จำเลยที่ 8 เป็นเวลา 7 ปี.

ทบ.แจงซื้อ 'ฮ.โจมตี' 8 ลำ 4.2 พันล้าน ไม่ใช่ 1.2 หมื่นล้านตัวเลขซื้ออาวุธเต็มระบบ

    
 

26 ก.ย.62 - พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า โครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ ของ ทบ. เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2554 ได้กำหนดความต้องการขั้นต่ำไว้จำนวน 31 เครื่อง ซึ่งในปีนั้นได้รับอนุมัติให้จัดหาเข้ามาประจำการเป็นล๊อตแรกจำนวน 8 เครื่อง

สำหรับครั้งนี้จึงเป็นล๊อตที่สองตามแผนรวมของการจัดหา ซึ่งได้ขออนุมัติจัดหาอีกจำนวน 8 เครื่อง รวมระบบอาวุธ, เครื่องควบคุมการยิง, กล้องตรวจการณ์, ชิ้นส่วนควบคู่สำหรับซ่อมบำรุง , ชิ้นส่วนซ่อมสำหรับการส่งกำลัง (ASL) เป็นระยะเวลา 2 ปี, รวมถึงการก่อสร้างโรงเก็บอากาศยาน พร้อมด้วยเครื่องช่วยฝึก (Simulator) และ หลักสูตรการฝึกอบรมในวงเงิน 4,226 ล้านบาท

สำหรับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน กรณีสำนักงานเพื่อความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงหรือ Defense Security Cooperation Agency (DSCA) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้แจ้งต่อสภาคองเกรสว่ารัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติการขายเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธเบาแบบ AH-6i จำนวน 8 ลำพร้อมอาวุธ อะไหล่ และการสนับสนุนอื่นๆให้กับกองทัพบกไทยในมูลค่าโครงการราว 400 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นไปตามกฎระเบียบของประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีจะมีการซื้อขายยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางการทหารให้กับประเทศอื่น

ส่วนมูลค่ายุทโธปกรณ์ที่สภาฯสหรัฐ กำหนดกรอบอนุมัติไว้จำนวนราว 400 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 1.2 หมื่นล้านบาท นั้นเป็นลักษณะเปิดกรอบการจัดหาให้ไทยไว้แบบเต็มระบบโดยเฉพาะในเรื่องของระบบอาวุธ แต่ในแผนการจัดหาครั้งนี้ทางกองทัพบกไทย ต้องการจัดหาใบแบบเฉพาะรายการตามความจำเป็น ภายใต้วงเงินประมาน 4,226 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับการจัดหาเฮลิคอปเตอร์โจมตี AH-6i ระหว่างกองทัพบกไทย และสหรัฐอเมริกานี้ จะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์​ด้านความมั่นคงในภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตร​ทางยุทธศาสตร์​ในเอเชียแปซิฟิก

AH-6i เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กมีความคล่องตัวสูง สามารถทำภารกิจได้หลากหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน และสนับสนุนการโจมตีทางอากาศ โดย AH-6i ที่ ทบ. ไทย จัดหา เป็นรุ่นที่พัฒนาขีดความสามารถ สอดรับสภาพแวดล้อมสถานการณ์ในปัจจุบัน และเป็น spec แบบ US Army ผลิตโดย Boeing โดยจะประจำการที่ กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก (Aviation Regiment Aviation Center)

มติป.ป.ช. 'มนัญญา-รมช.เกษตรฯ' ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

    
 

26 ก.ย.62 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมป.ป.ช.ได้มีมติให้ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ต้องยื่นแสดง รายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. โดยคณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า ในกฎหมายป.ป.ช.มาตรา 105(4)​ ที่ระบุว่า กรณีพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองเดิม และเข้ารับตำแหน่งใหม่ภายใน 1 เดือน บุคคลนั้นไม่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น จะเข้าข่ายสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว.เท่านั้น จะไม่เชื่อมโยงไปถึงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น อย่างนายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ของป.ป.ช. จะแจ้งไปยังน.ส.มนัญญา เพื่อให้ดำเนินการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งช่วงที่พ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี และช่วงที่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งในกรณีนี้เป็นปัญหาเรื่องการตีความข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น น.ส.มนัญญายังสามารถยื่นขอผ่อนผัน เพื่อขยายเวลาในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินได้.

7 พรรคฝ่ายค้านลุยภาคใต้ จัดเวทีรับฟังปัญหาเศรษฐกิจ-แก้รัฐธรรมนูญ

 

26 ก.ย.62 - นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานและโฆษกคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวว่า คณะทำงานฝ่ายค้านเพื่อประชาชนจะจัดโครงการ ฝ่ายค้านเพื่อประชาชนสัญจร 4 ภาค ในส่วนของภาคใต้ ในวันศุกร์ที่ 27 ถึง วันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2562 ที่จังหวัดยะลา และ ปัตตานี ในวันศุกร์ที่ 27 จะออกรับฟังและสะท้อนปัญหาชาวสวนยางพารา ปัญหาชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ เศรษฐกิจปากท้องที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน วันเสาร์ที่ 28 กันยายน เปิดเวทีเสวนา 7 พรรคฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ในหัวข้อ พลวัตรแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ โดยหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค นำโดยพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ  พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ พรรคพลังปวงชนไทย นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน นักศึกษา สถาบันการศึกษา ณ ลานวัฒนธรรม ศาลากลาง จังหวัดปัตตานี

“เวทีนี้ได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการ สถาบันการศึกษา ภาคประมง ภาคการเกษตร ภาคประชาสังคม ภาคการเมือง จึงขอเชิญชวนเข้าร่วมเวทีสาธารณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง” นายอนุสรณ์ กล่าว

'หมอระวี' ขอบคุณ 'ถาวร' ช่วยดันบอร์ดบินไทยสั่งทบทวนซื้อเครื่องบิน 38 ลำ

    
 

26 ก.ย.62 - นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการบริษัทการบินไทย พิจารณาโครงการจัดหาเครื่องบิน 38 ลำ และมีมติให้ฝ่ายบริหารไปทบทวนสมมติฐานในโครงการจัดหาเครื่องบิน เพื่อพิจารณาอีกครั้งภายใน 6 เดือนว่า ตนได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านการบินไทยจำนวน 2 คน เข้าพบนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยคมนาคม ที่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเสนอข้อมูลรายละเอียดอย่างรอบด้านถึงเหตุผลที่คัดค้านการจัดซื้อเครื่องบิน 38 ลำเป็นเงิน 150,000 ล้านบาท และได้แสดงข้อคิดเห็นว่าควรซื้อเพียงแค่ 25 ลำ เป็นเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท จึงจะมีความเหมาะสม

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า ภายหลังการเข้าพบกัน นายถาวรก็ได้ดำเนินการผลักดันในเรื่องนี้ จนในที่สุดมติของบอร์ดการบินไทยตัดสินใจที่จะทบทวนการจัดซื้อเครื่องบิน 38 ลำออกไปก่อนอีก 6 เดือน

“พรรคพลังธรรมใหม่ขอขอบคุณนายถาวร แทนพี่น้องคนไทยทั่วประเทศที่รับฟังความคิดเห็นและได้ดำเนินการผลักดันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ก็สามารถรักษาผลประโยชน์ของ การบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ ได้จำนวนมาก” นพ.ระวี กล่าว

    

'เลขาฯสมช.' จับตาคนให้ชาวต่างชาติประท้วง 'บิ๊กตู่' ประชุมยูเอ็น

26 ก.ย.62 - ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการ สมช. ให้สัมภาษณ์กรณีมีผู้ชูป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า รายละเอียดเหมือนที่สื่อรายงานว่าผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และการที่ชาวต่างชาติมาประท้วงนั้น อาจมีใครให้ชาวต่างชาติมาประท้วงหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ซึ่งจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนว่าลักษณะดำเนินการเป็นอย่างไรต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ของเราที่อยู่ในต่างประเทศคงจะทราบเรื่อง และมีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานให้ทราบต่อไป โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่า นอกจากการประท้วงของคนต่างชาติแล้วยังมีความเคลื่อนไหวของคนไทยด้วย คิดว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.อ.วัลลภ ตอบว่า ยังไม่ทราบข้อมูลชัดเจน แต่ถือเป็นธรรมดาที่การดำเนินการต่างๆจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

ป.ป.ช.เล็งเรียก ส.ส.เจ้าของพระเครื่อง-เหล็กไหลชี้แจงเพิ่ม

    
 

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ

26 ก.ย.62 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. เปิดเผยว่า กรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ที่มีการยื่นเป็นพระเครื่อง เหล็กไหลและอุกกาบาตนั้น ทางสำนักตรวจสอบทรัพย์สินของป.ป.ช. จะศึกษาข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม และจะเชิญผู้ที่แสดงบัญชีทรัพย์สินมาให้ความเห็นประกอบ พร้อมถ่ายภาพทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐาน โดยจะดำเนินการให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หากทรัพย์สินดังกล่าวถูกเปลี่ยนมือ อย่างไรก็ตามเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สินนี้แม้จะไม่มีปัญหา แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องตอบสังคมให้ได้ถึงที่มาของรายได้และทรัพย์สินดังกล่าว และเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของตัวผู้ที่ยื่นเอง

ตร.ยันข้อหาน้ำอุ่น รับโทษถึงประหาร

    
 


    จับแล้ว "น้ำอุ่น" ใน 3 ข้อหา โทร.หาแม่ให้ขับรถพาหนีจากคอนโดฯ กลางดึก ตำรวจตามไปรวบได้ขณะแวะเติมน้ำมัน เค้นสอบเครียดทั้งคืน อ้างไม่รู้พริตตี้สาวเสียชีวิต ผบก.น.8 โต้โซเชียลตั้งข้อหาเบา ยันโทษสูงสุดถึงประหาร หลักฐานพาดพิงใครดำเนินคดีหมด 2 หนุ่มเจ้าของบ้านจัดปาร์ตี้เครียดหนัก จุดธูปสาบานบริสุทธิ์
    ภายหลังพนักงานสอบสวน สน.บุคคโลได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาธนบุรี เมื่อเย็นวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อขออนุมัติออกหมายจับนายรัชเดช หรือน้ำอุ่น วงศ์ทะบุตร พริตตี้บอย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือลัลลาเบล พริตตี้สาว ใน 3 ข้อหา คือ 1.หน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.พาไปเพื่อกระทำอนาจาร 3.กระทำอานาจาร ซึ่งต่อมาศาลศาลอนุมัติตามคำขอ หลังจากนั้น พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นำกำลังตำรวจสืบสวนนครบาล 8 ตำรวจ สน.บุคคโล และตำรวจสืบสวนสอบสวนนครบาล นำหมายจับศาลอาญาธนบุรีไปยังคอนโดมิเนียมย่านท่าพระที่นายรัชเดชพักอาศัย แต่ปรากฏว่านายรัชเดชไม่ยอมออกมาจากห้องพัก ซึ่งในยามวิกาล ตำรวจไม่สามารถบุกเข้าไปจับกุมได้เพราะไม่มีหมายค้น
    กระทั่งเวลา 01.00 น.เศษ วันที่ 25 ก.ย. ตำรวจได้ข้อมูลว่า นายรัชเดชได้โทรศัพท์ให้แม่มารับที่ห้องพัก ก่อนจะพาขึ้นรถยนต์ออกจากคอนโดมิเนียมเพื่อหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงขับรถติดตาม กระทั่งพบรถคันดังกล่าวจอดเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนรัชดาฯ-ท่าพระ ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวนายรัชเดชไว้ได้ นำตัวไปสอบปากคำที่ กก.สส.บกน.8
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบปากคำ นายรัชเดชมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ตำรวจควบคุมตัวมาอย่างแน่นหนา และไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าไปฟังการสอบปากคำ รวมทั้งปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล โดยการสอบปากคำดำเนินไปตลอดคืน มีรายงานว่า นายรัชเดชปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 
    กระทั่งเวลา 05.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายรัชเดชไปส่งให้พนักงานสอบสวน สน.บุคคโล เพื่อดำเนินคดี หลังถูกสอบปากคำนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยนายรัชเดชสวมแว่นกันแดดสีดำและสวมหน้ากากอนามัย ไม่ตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว
    เวลา 09.35 น. ที่ สน.บุคคโล พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8  ร่วมสอบปากคำนายรัชเดช จากนั้น พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ พ.ต.อ.มานพ สุคนธนพัฒน์ พ.ต.อ.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ รอง ผบก.น.8 และ พ.ต.อ.พยงค์ เอี่ยมสกุล ผกก.สน.บุคคโล ร่วมแถลงการจับกุมนายรัชเดช 
    พล.ต.ท.สุทธิพงษ์กล่าวว่า ผลการสอบปากคำนายรัชเดช เบื้องต้นให้การภาคเสธว่าตัวเองเป็นบุคคลตามที่ปรากฏในภาพถ่ายในโซเชียลและคลิปวงจรปิดคอนโดฯ จริง แต่ไม่มีเจตนาจะทำให้ลัลลาเบลถึงแก่ความตาย ส่วนเหตุผลที่ไม่พาไปโรงพยาบาลนั้น เพราะคิดว่าเบลเมาจนหมดสติไปเท่านั้น ซึ่งนายรัชเดชมาทราบหลังจากญาติพี่น้องติดต่อมาบอกว่าเบลเสียชีวิตแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลคนเกี่ยวข้องทั้งหมด หากมีผลเชื่อมโยงว่าบุคคลอื่นๆ ในงานปาร์ตี้ที่บ้านบางบัวทอง เกี่ยวข้องกับการตายของลัลลาเบล ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 
    ผบช.น.กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจค่อนข้างมั่นใจว่าการกระทำผิดของนายรัชเดชเข้าข่ายความผิดตามที่แจ้งข้อกล่าวหาไว้ โดยในข้อหากระทำอนาจารนั้น มีคำให้การบางประการของนายรัชเดช ชี้ว่าเบลไม่สมัครใจที่จะไปคอนโดฯ ซึ่งเป็นแรงจูงใจของนายรัชเดชเอง ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหากับพ่อแม่นายรัชเดช ฐานพาผู้ต้องหาหลบหนีนั้น ต้องดูที่เจตนาว่าพ่อแม่ทราบว่านายรัชเดชถูกออกหมายจับแล้วหรือไม่ และจากคำให้การทั้งหมดนี้ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้
    ตำรวจจะคุมตัวนายรัชเดชฝากขังศาลอาญาธนบุรี ไม่เกินเวลา 16.00 น.ของวันที่ 26 ก.ย.นี้
    "สำหรับคดีความที่ สน.บุคคโลนั้นยังไม่จบสิ้น และอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน ขณะที่ได้รับรายงานตำรวจภูธรภาค 1 ว่า ได้มีพริตตี้สาวที่ไปร่วมปาร์ตี้ในบ้านบางบัวทองเข้ามาแจ้งความไว้ แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด และยังไม่ได้รับรายงานการตรวจพบผงเกล็ดขาวในงานปาร์ตี้ด้วย" ผบช.น.ระบุ
    ต่อมา พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ผบก.น.8 เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้เดินทางมาที่ สน.บุคคโล เพื่อขอร่วมสอบปากคำนายรัชเดช เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายรายอื่นๆ ได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านที่มีการจัดปาร์ตี้ จึงต้องการสอบปากคำนายรัชเดชนำไปประกอบสำนวน เพื่อยืนยันในพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยในบ้านหลังดังกล่าว โดยหลังจากนี้ ทาง สน.บุคคโล ซึ่งขึ้นตรงกับ บช.น.และ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งขึ้นตรงกับ บช.ภ.1 ก็จะมีการทำงานร่วมกันในการรวบรวมพยานและหลักฐานต่างๆ ทางคดีแบบควบคู่กันไป
    ส่วนกระแสของชาวโซเชียลที่วิจารณ์การทำงานของตำรวจ ว่าตำรวจชุดคลี่คลายคดีทำงานช้าและแจ้งข้อหาเบาเกินไป พล.ต.ต.สัมฤทธิ์กล่าวว่า ขอยืนยันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีความรัดกุมในเรื่องของพยานและหลักฐาน ในการขออนุมัติอำนาจศาลออกหมายจับนั้นต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง ทางผู้บังคับบัญชาทั้ง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. และ พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. ก็ติดตามความคืบหน้าและกวดขันแนวทางการทำงานของชุดคลี่คลายคดีโดยตลอด ข้อหาหลักอย่าง หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากอิสรภาพทางร่างกาย ถึงแก่ความตาย ที่ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาออกมา ก็มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต 
    ในช่วงเย็น ตำรวจได้ควบคุมตัวนายรัชเดชไปชี้จุดประกอบคำให้การยังบ้านพักหลังที่จัดงานปาร์ตี้ต้นตอของเรื่องทั้งหมดในย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี 
    ขณะที่เทศบาลเมืองบางคูรัด จ.นนทบุรี ได้นำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่บ้าน พร้อมปิดป้ายประกาศสั่งห้ามให้ใช้อาคาร หลังพบมีการต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต จนกว่าจะมีการยื่นชี้แจงและขออนุญาต หากไม่ดำเนินการภายใน 30 วัน เตรียมสั่งรื้อถอนตาม พ.ร.บ.อาคาร
    ที่บ้านเลขที่ 100/291 หมู่บ้านพฤกษา 3 ริมคลอง 3 หมู่ 5 ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สถานที่จัดงานปาร์ตี้ นายชัยพล พรรณา และนายนที สถิตพงษ์สถาพร เจ้าของบ้านและผู้จัดงานปาร์ตี้ ชี้แจงกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่าไม่มีส่วนกับการตายของลัลลาเบล โดยทั้งสองได้จุดธูปสาบานต่อศาลพระภูมิ ยืนยันว่าไม่ได้มอมเหล้าเบล และไม่เคยทำอนาจารน้องเดียร์ พริตตี้อีกคนแต่อย่างใด. 
    เวลา 15.30 น. ตำรวจ สน.บุคคโลควบคุมตัวนายรัชเดชขึ้นรถตู้สีขาวเดินทางไปชี้จุดเกิดเหตุที่บ้านจัดปาร์ตี้ย่านบางบัวทอง เมื่อไปถึง นายรัชเดชสวมแว่นกันแดดสีดำและหน้ากากอนามัยปกปิดใบหน้า ลงจากรถตู้โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกกันพื้นที่ไว้ ซึ่งจุดแรกเป็นภายในบ้านที่มีการจัดปาร์ตี้ เพื่อจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ 16 กันยายน ซึ่งขณะนำชี้จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพภายในบ้านพัก และนายรัชเดชก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ แม้ว่าสื่อมวลชนจะพยายามถามว่าอยากพูดอะไรหรือไม่ ใช้เวลาเพียง 15 นาที ตำรวจก็นำนายรัชเดชเดินทางกลับไปชี้จุดเกิดเหตุที่คอนโดฯ ถนนรัชดา-ท่าพระ.

 

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 .......................................................

 
หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค / การค้า - การเกษตร / เฮ! ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยืดชำระหนี้ช่วยน้ำท่วม

เฮ! ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยืดชำระหนี้ช่วยน้ำท่วม

26 Sep 2019
อ่าน 0 ครั้ง
 

จัดเต็ม ‘พิเชษฐ์’ สั่งลุยช่วยสมาชิกสหกรณ์น้ำท่วม เตรียมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์กว่า 576 ล้านให้สหกรณ์กู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปีพร้อมขอความร่วมมือสหกรณ์ยืดเวลาชำระหนี้และลดดอกเบี้ยบรรเทาภาระหนี้สิน ฟื้นฟูอาชีพ ได้มีเงินทุนทำการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาอันสั้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า  กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์การเกษตร ในพื้นที่ประสบอุทกภัย  21  จังหวัด ตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยกรมจะใช้เงินจากองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) วงเงิน  576.287 ล้านบาท  จัดสรรให้สหกรณ์กู้ยืมได้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี  ให้นำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์สามารถนำไปให้สมาชิกกู้ต่อรายละ  ไม่เกิน  20,000  บาท ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เช่นกัน

ทั้งนี้เงินที่ให้กู้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องประกอบอาชีพทำการเกษตรและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายและต้องอยู่ในเขตที่ประกาศการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินระดับจังหวัดจากกรณีอุทกภัย นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่มีหนี้เงินกู้กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติ  และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ขาดรายได้ที่จะนำมาส่งชำระหนี้คืน กพส.ให้ขยายระยะเวลา การชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 1 ปี   

 “สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กรมฯได้สั่งการให้ทุกจังหวัดสำรวจความเสียหาย  พบว่า มีความเสียหายในพื้นที่ 20 จังหวัด สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้รับผลกระทบ  316  แห่ง สมาชิก 84,775 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรของสมาชิกเสียหาย 1.07 ล้านไร่ ส่วนการขอกู้เงินเพื่อฟื้นฟูอาชีพสมาชิก ขณะนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้อนุมัติเงินกู้ให้แล้ว  10  สหกรณ์ใน  2 จังหวัด วงเงินรวม 37.06 บาท  สมาชิก 1,875  ราย พื้นที่ 27,322 ไร่ และมีสหกรณ์แจ้งความประสงค์ที่จะขอกู้อีก  15 สหกรณ์ ใน  4 จังหวัด กว่า  42.67  ล้านบาท รวมสมาชิก 4,270  ราย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ในส่วนของการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เตรียมแผนฟื้นฟูฯหลังน้ำลดให้เกษตรกร โดยจะจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทั้งพื้นที่การเกษตรที่ปลูกพืช ประมงและปศุสัตว์ รวมถึงจะมอบพันธุ์ข้าว พันธุ์สัตว์  และปลา และส่งเสริมการปลูกพืชอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ และประสานภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางตลาดมารับซื้อผลผลิตให้กับเกษตรกร โดยให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นผู้รวบรวม  

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้จัดกิจกรรมบริการซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร และเปลี่ยนถ่ายอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ประสบภัย โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ อาทิ สถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยเทคนิคมาร่วมให้บริการ ซึ่งได้เริ่มเปิดจุดบริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา มีชาวบ้านให้ความสนใจทยอยนำเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์มาให้ซ่อมจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและให้เกษตรกรสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไปประกอบอาชีพได้ทันทีหลังน้ำลด

ข่าวรอบวัน
ดูทั้งหมด

 ...................................................................

 
26 กันยายน 2562


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน